ความทรงจำในผืนทราย(My Last Memory)
บทสวดแห่งความตายนำวิญญาณของฟาโรห์หนุ่มให้คืนชีพ
ทว่า แผ่นดินที่เขายืนอยู่หลังจากมีชีวิตอีกครั้ง กลับไม่ใช่อาณาจักรของตน
หากเป็นห้องพักของนักศึกษาสาวคนหนึ่ง
ความอลเวง วุ่นวายและภยันตราย
สร้างรักแท้ร้อยรัดมัดคุณหนูผู้เอาแต่ใจและฟาโรห์หนุ่มไว้ด้วยกัน
แต่เมื่อความทรงจำเริ่มเรียกหาบุรุษจากอดีตกาล
เธอจะทำเช่นไรเพื่อรักษาความรักนี้ไว้
ไม่ให้หายไปกับ....ผืนทราย
Tags: รัก,ฟาโรหื

ตอน: บทที่ 10 ความร้ายกาจของน้องใหม่

บทที่ 10

ความร้ายกาจของน้องใหม่

มนทิรายืนมองซุ้มประตูที่ประกอบขึ้นมาจากกระดาษและตกแต่งสีให้แลดูคล้ายก้อนหินด้วยสายตาแสดงความรู้สึกพอใจ เธอหันไปมองแก้วกานดา เพื่อนสาวที่กำลังระบายสีต้นไม้เทียมอย่างตั้งอกตั้งใจ

“ไม่ยักรู้ว่าเพื่อนเราก็เก่งงานศิลป์” มนกระเซ้า แก้วปาดสีลงบนส่วนของลำต้นก่อนจะหันไปตอบเพื่อน

“เรียนโบราณคดีก็ต้องรู้เรื่องการวาดเอาไว้บ้าง” เธอส่งกระป๋องสีให้ดาวพร้อมกับชี้นิ้ว “ฝากลงสีเขียวที่ใบของมันด้วยเพื่อน”

“รู้ได้ยังไงว่าฉันชอบสีเขียว” ดาวพูดเสียงระรื่นแล้วคว้ากระป๋องสีอีกใบขึ้นมาจากนั้นจึงเริ่มต้นระบายสีใบไม้อย่างบรรจง แก้วยิ้ม

“ก็เห็นวันนี้เธอใส่ผ้ากันเปื้อนสีเขียวมานี่นา แถมเธอยังชอบสั่งน้ำเขียวใส่โซดากินทุกวัน” เธอหันกลับไปหามนอีกครั้ง “แล้วยายปานล่ะ” แก้วถามเมื่อมองไม่เห็นเพื่อนสาวที่มักจะยืนอยู่ด้วยกันเสมอ มนหันมองไปโดยรอบก่อนตอบ

“เมื่อกี้ยังยืนอยู่ตรงนี้เลยนี่นา” เธอนิ่วหน้า “จะว่าไปวันนี้ยายปานดูแปลกไป”

“ฉันก็เห็นยายนี่ทำอะไรแปลกๆเป็นประจำ” แก้วปลดผ้ากันเปื้อนของตัวเองออกแล้ววางพาดไว้บนเก้าอี้จากนั้นจึงหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่ม เสียงถอนใจของมนทิราทำให้เธอต้องลดขวดในมือลง

“วันนี้ปานเป็นอะไรไปเหรอ” แก้วถามเมื่อเห็นสีหน้าไม่สบายใจของเพื่อน มนนิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบ

“วันนี้ยายปานดูขรึมกว่าทุกวัน แถมทำท่าเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา”

“คงเป็นปัญหาเรื่องอียิปต์ที่เขาชอบ” แก้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจนัก “เห็นเมื่อวันก่อนบ่นเรื่องการไล่ลำดับราชวงศ์กับเชื้อสายบริสุทธิ์อะไรก็ไม่รู้ ฉันว่ายายปานนี่จะคลั่งอียิปต์เอามากๆเลยนะ”

“นั่นแหละที่แปลก” มนทำท่าคิดหนัก “เมื่อก่อนปานสนใจประวัติศาสตร์ทุกเรื่อง ไม่จำเพาะเจาะจงชนชาติไหนโดยเฉพาะแบบนี้”

“หรือเพื่อนเราหลงย้อนยุคกลับไปอดีตในตอนกลางคืน” แก้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “พอเจออะไรก็กลับมาค้นหาในตอนเช้า”

“ฉันว่าเธออ่านการ์ตูนมากเกินไปแล้วยายแก้ว” มนดุเพื่อนของเธอแต่ไม่ได้จริงจังอะไรนัก “ฉันกำลังคิดว่าปานคงจะได้วัตถุโบราณอะไรบางอย่างมาจากแม่ของเขาแน่ เห็นว่าท่านเพิ่งกลับมาจากการท่องเที่ยวที่อียิปต์นี่”

“ฉันก็ว่าอย่างนั้น” แก้วคล้อยตามอย่างเห็นด้วย “ยายนี่เป็นแบบนี้เสมอเลยนี่นาเวลาสนใจอะไรเป็นพิเศษ”

“แบบนั้นน่ะเขาเรียกว่าพวกหมกมุ่น” ดาวที่เพิ่งลงสีใบไม้เสร็จพูดแทรกขึ้น

“เหมือนเธอที่บ้าดาราต่างประเทศใช่ไหม” แก้วกระเซ้าดาวหัวเราะเสียงดัง

“เขาเรียกความคลั่งไคล้ส่วนบุคคลต่างหาก” เธอโยนแปรงทาสีไปอีกด้านและหันไปโยกต้นไม้จำลองอีกต้น “ต้นนี้สีแห้งดีแล้วขอแรงยกไปตั้งตรงนั้นหน่อยหนุ่มๆ” ประโยคหลังเธอหันไปร้องบอกเพื่อนชายที่กำลังสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมซุ้มและหันหน้ากลับมาทางแก้วกับมนอีกครั้ง

“ปานตาออกไปซื้อขนมกับน้องรหัสเดี๋ยวก็คงกลับมา เธอสองคนมาช่วยกันจัดซุ้มรับน้องต่อดีกว่าอย่ามัวแต่ยืนวิจารณ์ยายนั่นอยู่เลย”

*/*/*/*/*/*

“ทั้งหมดสองร้อยยี่สิบห้าบาทค่ะ”

พนักงานขายร้านสะดวกซื้อพูดด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดขณะที่จัดขนมขบเคี้ยวที่เพิ่งคิดเงินเสร็จลงถุงพลาสติค แป้งยื่นธนบัตรใบละร้อยบาทสามใบส่งให้และหันไปมองหาน้องรหัสทั้งสองคนของเธอและพบว่าทั้งคู่ไม่ได้อยู่ในร้านแล้ว

“หายไปไหนแล้วล่ะ” แป้งบ่นพลางหิ้วถุงใส่ของเดินออกจากร้าน สายตากวาดมองผู้คนที่เดินไปมาอย่างขวักไขว่และถอนหายใจเมื่อไม่พบรุ่นน้องของเธอ

“คงแอบไปซื้ออะไรกินแน่” หญิงสาวพึมพำขณะที่เดินไปยืนรอน้องรหัสที่ป้ายรถแมล์ซึ่งอยู่ใกล้ๆ เธอก้มหน้าลงมองขนมที่อยู่ในถุงแล้วก็ถอนใจเมื่อนึกถึงฟาโรห์หนุ่มที่ต้องอยู่ในห้องเพียงลำพังในคืนนี้

“หวังว่าคงไม่รื้อข้าวของในห้องจนกระจุยอีกนะ” เธอแกว่งถุงในมือเบาๆ “แล้วคงไม่จำคำอะไรประหลาดมาถามเราอีก” ใบหน้าเข้มขึ้นเมื่อนึกถึงคำถามสุดท้ายของเขาเมื่อคืน

“ฉันสงสัยว่าทำไมผู้ชายกับผู้หญิงในละครถึงชอบใช้ปากกัดกัน”

“ในยุคของนายไม่รู้จักคำว่าจูบหรือยังไงกัน” แป้งบ่นเบาๆด้วยความรู้สึกสงสัยมากกว่าขุ่นเคือง เสียงแตรรถยนต์ที่ดังขึ้นใกล้ตัวทำให้หญิงสาวต้องขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกรำคาญ

“จะกดทำไมกัน ไม่รู้หรือยังไงว่าแถวนี้เป็นเขตห้ามใช้แตร” แป้งพูดอย่างหงุดหงิดขณะที่ตวัดสายตามองไปยังรถยนต์ส่วนบุคคลหรูหราสีดำสนิทซึ่งจอดอยู่ตรงหน้า “แถมยังไม่รู้จักเคารพกฏจราจรด้วยที่นี่มันป้ายรถเมล์นะ....”เสียงบ่นหยุดชะงักเมื่อเห็นหน้าเจ้าของรถเต็มตาต่างจากอีกฝ่ายที่กำลังยิ้มกว้างอย่างดีใจ

“ปานตา” ภาคภูมิเรียกชื่อเธอเสียงดังขณะเปิดประตูและก้าวลงจากรถ “ดีใจจริงที่เจอคุณ”

“แต่ฉันไม่ดีใจเลย” แป้งตอบเสียงห้วนและก้าวถอยหลังเมื่อชายหนุ่มทำท่าจะคว้าข้อมือของเธอ “นายกำลังจอดรถในที่ห้ามจอดนะภาคภูมิ”

“แค่เดี๋ยวเดียวเองไม่เป็นไรหรอกน่า” ภาคภูมิพูดด้วยสำเนียงไม่ยี่หระ “ว่าแต่คุณจะไปไหนกัน ให้ผมไปส่งไหม”

“ไม่ต้องหรอก” แป้งตัดบทด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเฉยชา “ฉันแค่ออกมาซื้อขนมเดี๋ยวจะกลับเข้าไปในมหาวิทยาลัยแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะเดินไปส่ง” เขายื่นมือไปหมายจะคว้าถุงในมือของเธอแต่แป้งเบี่ยงตัวหลบ ใบหน้าของชายหนุ่มเจื่อนไปเล็กน้อย “ผมแค่จะช่วยถือของให้เท่านั้น”

“ของแค่นี้ฉันถือเองได้”

“ทำไมถึงทำท่าหมางเมินกับผมแบบนี้” ภาคภูมิพูดเสียงดังและทำหน้าวิงวอน “ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจอย่างนั้นหรือ”

“อย่ามาทำเสียงอ้อนวอนขอความเห็นใจแบบเสแสร้งแบบนี้เลยนายภาคภูมิ นายก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าทำไม อ้อ!แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่ได้ทำท่าหมางเมินอะไรเพราะนายกับฉันไม่ได้สนิทกันมากมายจนถึงกับต้องทำกิริยาแบบนั้น”

“คุณกำลังจะบอกเลิกผมอย่างนั้นหรือ” ภาคภูมิพูดเสียงดังจนคนรอบข้างเริ่มหันมามอง ใบหน้าของแป้งแดงก่ำด้วยความโกรธ

“เราสองคนเคยพบกันแค่ครั้งเดียวแถมพูดคุยกันไม่เกินสองคำ อย่าทำมาพูดให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนี้นะ”

“คุณต่างหากที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผมผิด” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังมากกว่าเก่า “คุณกำลังบอกเลิกผมเพราะมีคนอื่นที่รวยกว่า”

“นายภาคภูมิ!” แป้งร้องเรียกเขาเสียงดังด้วยความโกรธจัดเพราะคิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะใช้วิธีสกปรกเช่นนี้ อีกฝ่ายอมยิ้มเมื่อเห็นคนรอบตัวเริ่มหันหน้าไปซุบซิบกันและมองแป้งด้วยสายตาตำหนิ

“เรื่องที่แล้วมาผมจะยอมให้อภัยถ้าคุณยอมนั่งรถไปด้วย”

ภาคภูมิยื่นมือออกไปหมายจะคว้าข้อมือของหญิงสาวอีกครั้งแต่กลับต้องหยุดเมื่อปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับวัตถุบางอย่างที่นุ่มเย็น

“ว้า! ทำไมมาขยำไอศครีมผมแบบนี้ล่ะ” เสียงบ่นดังขึ้น เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษายกไอศครีมแท่งที่ถูกบีบจนเละขึ้นมามอง “เพิ่งกินไปได้สองคำเอง” เขาพูดด้วยท่าทางเสียดาย ภาคภูมิมองเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกไม่พอใจ

“ทำบ้าอะไรของแก” เขาตะคอกและจ้องหน้านักศึกษาผู้นั้นนิ่ง อีกฝ่ายกระตุกยิ้ม

“ผมมาตามพี่รหัส” เขาทำท่าบุ้ยใบ้ไปทางแป้ง “เห็นหายไปนานเลยคิดว่าคงหลง”

“ที” เสียงแป้งพูดขึ้นมา นักศึกษาสาวร่างท้วมอีกคนก้าวมายืนข้างเธอ

“ไม่ยักรู้ว่าแถวนี้มีคนบ้า” เด็กสาวหันไปมองแป้ง “เขาทำอะไรพี่หรือเปล่า”

“แกว่าใครบ้า!” ภาคภูมิตวาดเสียงดังและทำท่าจะเข้าไปทำร้ายนักศึกษาที่เข้ามาช่วยแป้งแต่เด็กหนุ่มที่ชื่อทีกลับขยับตัวไปยืนขวางเอาไว้

“ผมว่าพี่รีบไปจากที่นี่จะดีกว่า” เขาพยักหน้าไปทางรถยนต์ที่จอดอยู่ รถประจำทางคันหนึ่งกำลังบีบแตรไล่ในขณะที่คนขับตะโกนด่าเสียงดังลั่นก่อนจะขับกระชากออกไปด้วยความโกรธจัด “เดี๋ยวโดนจราจรจับปรับโทษฐานจอดรถในที่ห้ามจอดนะ”

“ใครจะกล้ามาจับฉัน” ภาคภูมิพูดด้วยน้ำเสียงคำราม “แค่บอกชื่อพวกตำรวจก็กลัวกันจนหัวหดแล้ว”

“งั้นหรือ” นายนที น้องรหัสของแป้งเลิกคิ้ว “งั้นพี่คงมีชื่อว่าไข้หวัดนกแน่ หรือไม่ก็ชื่อนายอหิวาต์ถึงได้ทำให้คนอื่นกลัวตอนได้ยิน”

“ใครจะชื่อบ้าแบบนั้น ฉันชื่อภาคภูมิต่างหาก ภาคภูมิ ทำนุทรัพย์บำรุงเกียรติจำใส่หัวตั้งๆของแกเอาไว้ให้ดี”

“ผักกูด ถลุงทรัพย์บำรุงเขียด โอ้เป็นชื่อที่เท่มากผมจะจำไว้” นทีกล่าวทวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม อีกฝ่ายถลึงตามองเขา

“แกตั้งใจกวนโมโหฉันอย่างนั้นเรอะ”

“ก็เหมือนกับที่พี่ชายตั้งใจทำให้พี่รหัสผมขายหน้า” นทีกอดอกพูดด้วยท่าทางใจเย็น แล้วไอ้นามสกุลที่พี่บอกมาผมก็รู้จักดี แถมยังรู้อีกด้วยว่านอกจากการทำผับแล้วพี่ยังมีกิจการอื่นอย่างเช่นพวกโต๊ะพนันบอลอีกด้วย”

“แก!” ภาคภูมิแยกเขี้ยวคำราม “แกพูดอะไรฉันไม่รู้เรื่อง”

“แต่ผมรู้” น้องรหัสของแป้งจ้องหน้าเขาอย่างคนรู้ทัน “อย่าคิดว่าผมเป็นแค่นักศึกษาปีหนึ่งสิพี่ชาย ผมว่าคนอย่างพี่นี่นอกจากอาศัยบารมีพ่ออวดเบ่งไปทั่วแล้วก็ไม่มีน้ำยาอะไรมากไปกว่านั้น”

“แล้วแกล่ะมีดีมาจากไหนกัน ระวังจะกลายเป็นศพไม่มีญาตินะไอ้หนู”

“แหม...พูดแบบนี้ผมก็กลัวแย่สิครับ” นทีกระตุกยิ้ม “พี่ลองขับรถไปที่นครปฐมแล้วถามหาเขียงหมูดู รับรองว่าไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอน” เขาหัวเราะ “แต่ตอนเข้าไปถามช่วยระวังมารยาทสักนิดนะครับ ไม่อย่างนั้นพี่ได้กลายเป็นซากหมูนอนแบะคาเขียงแน่”

“แกกล้าขู่ฉันอย่างนั้นเรอะ”

“ผมแค่พูดไปตามความจริง” นทีตอบทันควัน เขาทำเป็นยกมือยกไม้ขึ้นโบกพร้อมกับตะโกน “ทางนี้ครับหมู่ รถที่จอดขวางการจราจรอยู่ทางนี้”

คำพูดและกิริยาของเด็กหนุ่มทำให้ภาคภูมิต้องรีบเหลียวหลังกลับไปมอง เขาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นตำรวจจราจรนายหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา ชายหนุ่มหันกลับมาที่นทีอีกครั้ง

“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้หนู”

“ผมไม่ใช่กรมประชาสงเคราะห์” อีกฝ่ายสวนกลับ “และไม่ได้ทำโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจด้วย เอาความชั่วของพี่กลับไปด้วยนะครับ” เขาโบกมือและยิ้ม ภาคภูมิสบถเสียงดังอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวและรีบเดินกลับไปที่รถ อารามรีบร้อนทำให้เขาไม่ทันมองดูพื้น เท้าข้างหนึ่งเหยียบไปบนเปลือกล้วยหอม ร่างสูงหงายท้องล้มลงทั้งยืนท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างขบขันของน้องรหัสทั้งสองของแป้ง

“กินกล้วยแล้วทำไมไม่ยอมทิ้งเปลือกลงในถังให้เรียบร้อย” นทีพูดกลั้วหัวเราะ “ดูสิคนแก่คนเฒ่าล้มไม่เป็นท่าเลยเห็นไหมยายนก”

“ฉันทิ้งแล้วแต่ถังมันคงรั่ว” นก น้องรหัสสาวร่างท้วมตอบและหันไปมองภาคภูมิที่กำลังลุกขึ้นด้วยอย่างยากลำบาก “ล้มดังขนาดนี้จะพิการไหมนั่น”

“ไอ้พวกเด็กเวร” เสียงชายหนุ่มคำรามขณะที่เดินโขยกเขยกไปที่รถ “แล้วแกจะได้เห็นดีกัน” เขาอาฆาตก่อนจะเข้าไปนั่งในรถและขับกระชากออกไปอย่างรวดเร็ว แป้งมองท้ายรถที่เลี้ยวหายไปจากสายตาจากนั้นจึงเลื่อนกลับมามองรุ่นน้องทั้งสองคน

“ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะ” เธอเตือนด้วยความรู้สึกเป็นห่วง “พ่อของภาคภูมิเป็นคนมีอิทธิพล เขาอาจจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเธอได้”

“กลัวอะไรกับพวกมาเฟีย” นทีดึงถุงขนมจากมือของแป้ง “ว่าแต่นกเถอะไปแกล้งเขาแบบนั้นไม่กลัวหรือไง”

“ไม่กลัว” นกตอบเสียงดัง “พ่อฉันเป็นตำรวจมือปราบแถมมีชื่อในทางจับตายเสียด้วย”

“คุณพ่อของนกน่ะพี่พอจะรู้จัก ท่านเป็นลูกน้องในหน่วยคุณพ่อของพี่ แต่ที่สงสัยก็คือทำไมทีถึงได้ไปรู้รายละเอียดของนายภาคภูมิมากมายนักแถมยังไปขู่เขาอีก”

“พ่อผมก็นักเลงพอตัว” นทีเหวี่ยงถุงขนมไปทางด้านหลังพร้อมกับผิวปาก แป้งมองน้องรหัสของเธอด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

“เรื่องเขียงหมูล่ะ พวกนั้นรู้จักเธอจริงๆเหรอ”

“ผมแค่บอกว่าให้นายผักกูดนั่นไปถามหาเขียงหมู” นทีหันมาหลิ่วตาให้นก “ไม่ได้บอกให้ไปถามถึงผมสักหน่อย”

“แล้วอีกอย่างที่นครปฐมมีเขียงหมูตั้งแยะ ใครไม่รู้จักก็บ้าแล้ว” นกเสริมพร้อมกับหัวเราะ แป้งมองน้องรหัสของเธอแล้วก็ถอนใจออกมาด้วยความระอา

“ที่แท้ก็อำเขาทั้งนั้นใช่ไหม” เธอสั่นหน้า “โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะที่ได้น้องรหัสแสบแบบเธอสองคน”

“โชคดีสองชั้นต่างหากพี่ปาน” นทีและนกตอบขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงจากนั้นทั้งคู่จึงหัวเราะกันอย่างร่าเริง

*/*/*/*/*












มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 29 ก.ย. 2555, 09:59:34 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 29 ก.ย. 2555, 09:59:34 น.

จำนวนการเข้าชม : 1302





<< บทที่ 9 คำถามกับความสงสัย   บทที่ 11 ราตรีที่เงียบเหงา >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account