น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: 018

018



ศาลาริมสวนถูกจัดตกแต่งไว้เสมือนจะมีงานเลี้ยง โต๊ะยาวมีเก้าอี้เรียงไว้ยี่สิบสี่ที่ มากกว่าจะเป็นเพียงแค่การรับประทานมื้อเย็น ร่วมกันภายในสามสี่ครอบครัวที่สนิทสนมคุ้นเคย

บนโต๊ะจัดเป็นชุดชามแก้วปักประดับด้วยมวลบุปผาเป็นสามพุ่ม วางระยะไว้อย่างได้จังหวะ ระหว่างระยะ ยังมีเถาช่อดอกไม้น้อยๆ ทอดสายสู่หากันอย่างงดงาม และโดยรอบนั้น ทั้งหมดของจานคาวจานหวานล้วนเป็นชุดเดียวกัน เป็นเซรามิคเนื้อดีสีขาวใส ขลิบด้วยสีเขียวน้ำทะเลแต้มทอง ซึ่งลายริมขอบจานนั้น ยังเป็นลายเดียวกับบรรดาด้ามช้อน ส้อม มีดและอุปกรณ์สำหรับมืออื่นๆ อีกครบชุด

ผู้สั่งให้จัดหาไว้เช่นนี้ คือคุณโสภาพรรณ ซึ่งหมายความว่างานเลี้ยงเย็นมื้อนี้ ต้องมีความสำคัญยิ่งยวด แขกเหรื่อต้องเป็นผู้มีระดับในแวดวงสังคม เป็นสิบคนทีเดียวตามรายชื่อที่คุณนายของบ้านเพิ่งยื่นให้คุณแม่บ้านเมื่อช่วงบ่าย

เหตุนั้น เมื่อล่วงเข้าสี่โมงเย็นนี่ คุณสาวิกาจึงต้องเตรียมการณ์อยู่ไม่เสร็จสิ้น ก็ทั้งท่านอธิบดี ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรี ท่านรองปลัดกระทรวงอะไรต่างๆ รวมทั้งคุณหญิงคุณนายเหล่านั้น ก็สิบกว่าที่เข้าไปแล้ว ไหนจะต้องกะเกณฑ์ที่นั่งให้ถูกคู่ถูกฝา ไม่ให้ท่านเหล่านั้นนำไปค่อนทีหลังได้ว่า จัดเลี้ยงรับรองไม่เป็น

“สวัสดีตอนเย็นๆ ค่ะคุณสา แหม... เป็นงานใหญ่โตขนาดนี้เชียวหรือคะ”

เสียงใสดังทักทายมาแต่ไกล พอคุณแม่บ้านหันไปมองก็ชักจะไม่แน่ใจ ต้องงัดโพยรายชื่อที่เหน็บอยู่ข้างสะเอวขึ้นมาเพ่งพิจารณาดูให้แน่ใจอีกครั้ง

“คุณหลิว...”

คำพึมพำเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่า พอลลิตาเดินใกล้เข้ามา คุณสาวิกาก็ต้องรีบเหน็บโพยนั้นไว้ที่เดิม

เพื่อนสนิทของอินทุอร มีกล่องโฟมขนาดใหญ่ติดมือมายื่นให้เสียด้วย

“แหนมเนืองค่ะ จัดมาพอดีคำเรียบร้อยแล้ว แต่หลิวไม่รู้ว่าจะจัดโต๊ะใหญ่ขนาดนี้ คุณสาช่วยจัดไว้เป็นถาดของว่างก็แล้วกันนะคะ”

คำพูดคำจานั้นสนิทแนบเนียน จนผู้มากไวไม่อยากคิดอะไรให้มากเกิน ก็ทั้งโต๊ะยังมีที่ว่างอยู่อีก คงไม่น่าแปลกที่ลลิตาจะได้รับเชิญอีกสักคน ทั้งที่จริง ที่หล่อนรู้ว่ามีงานนี้ ก็เพราะคุณแวววิไลเผลอพูดออกมา ตอนพบกันเมื่อวันวาน

“แล้วคุณ...”

“นี่ศรันย์ค่ะ รุ่นน้องที่ทำงานของอินทุ์เขานั่นละ หลิวกลัวตัวเองจะกร่อย ก็เลยชวนเขามาด้วย ก็เห็นงานนี้เขาจะมีกันครบคู่ไม่ใช่หรือคะ”

ลลิตายังยิ้มรื่น ตอนดึงแขนหนุ่มรุ่นน้องให้เข้ามายืนชิด เขายกมือไหว้คุณสาวิกาได้อย่างเรียบร้อย จนคนรับไหว้รู้สึกชอบใจอยู่ในที

“กว่าจะตั้งโต๊ะเรียบร้อยคงร่วมมืดกระมัง คุณอินทุ์ยังอยู่ข้างบน จะให้เด็กขึ้นไปบอกให้นะคะ”

“งั้นก็บอกว่าหลิวกับน้องรออยู่ที่ระเบียงด้านหลัง...”

“ระเบียงหลังคุณโสภาให้เตรียมไว้สำหรับให้แขกผู้ใหญ่พักรอ คุณหลิวเดินเลยไปที่ศาลาหลังเล็กตรงเฉลียงด้านเหนือดีกว่า”

“ได้ค่ะคุณสา ขอน้ำหวานสักสองแก้วด้วยนะคะ”

แล้วครู่ต่อมา ลลิตาก็พาศรันย์ลัดเลี้ยวมาตามแนวสวนดอกไม้อย่างชำนาญทาง จนถึงศาลาขนาดกะทัดรัด เป็นศาลาไม้หลังคาแบบไทยประยุกต์ ที่ยกหน้าจั่วขึ้นทั้งสี่ด้าน ทุกเสาและเครื่องไม้เข้าโครงหลังคาล้วนทาสีเขียวนวล ส่วนกระเบื้องเคลือบมุงหลังคานั้นเป็นกระเบื้องจีนสีเขียวเข้ม ศรันย์ผู้มีนัยน์ตาอันชอบมองของสวยงาม ถึงกับต้องหยุดพิจารณาโครงสร้างทั้งหมดอยู่อีกเป็นนาที ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งพักในร่มเรือน

“บ้านนี้เขามหาเศรษฐี แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นของคุณแม่อินทุ์เขามาแต่เดิม”

ลลิตาเริ่มเล่าเรื่อยๆ ด้วยท่าทางไม่จริงจังอะไรนัก

“หมายความว่า ส่วนใหญ่จะตกเป็นของคุณอินทุ์อย่างนั้นหรือครับ”

ศรันย์ไม่สบายใจขึ้นมาทันที เมื่อรู้รายละเอียดของคนที่ตนเองหลงรักมากยิ่งขึ้น

“ทำไมศนถึงถามอย่างนั้น หรือว่ากลัวจะไม่มีปัญญา ก็ไหนบอกว่าสนิทกับอินทุ์จนรายนั้นเขาเล่าอะไรๆ ให้ฟังจนหมดแล้วไงล่ะ”

“อาจเพราะไม่ได้สนิทกันหรอกครับ คุณอินทุ์ถึงได้กล้าระบายอะไรๆ ให้ผมฟังบ้าง”

“อย่างน้อยอินทุ์เขาก็ไว้ใจนายหรอกน่ะ”

ลลิตายกไหล่ให้คู่สนทนาเห็นว่า ความคิดความอ่านของเขานั้น ไม่ได้ทันอกทันใจหล่อนเอาเสียเลยทีเดียว

พอเห็นว่าศรันย์ยังอ้ำอึ้ง ลลิตาก็ยิ่งรุก

“สรุปว่านายจะกล้าหรือจะปอด ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว”

“ผมว่ามันไม่น่าจะเหมาะ...”

“แล้วยังไงล่ะ นายก็ไม่ได้มีฐานะขี้ริ้วขี้เหร่อะไรไม่ใช่หรือ เอาเถอะ อย่างน้อยฉันจะยอมให้นายควงสักวันหนึ่ง”

“ตกลงว่าคุณหลิวหลอกผมมา”

“หรือว่านายไม่เต็มใจ”

“แต่ดูท่าแล้วไม่น่าใช่งานที่เราจะมาเกี่ยวด้วย”

“อย่าเรื่องมากนักได้ไหมนายศน มาแล้วก็แล้วกันสิน่ะ มานั่งห่วงนั่นห่วงนี่ทำไม”

ท้ายคำคงดุหนุ่มรุ่นน้องได้เสียงดังกว่านั้น หากไม่มีใครอีกคนหนึ่ง กำลังเดินตรงลิ่วเข้ามา

“หลิว มาได้ยังไงน่ะ”

เป็นพันธกานต์ ที่ดูจะตื่นตกใจกว่าที่ควรจะเป็น

“ก็ผ่านมาน่ะค่ะ ว่าจะแวะรับอินทุ์ไปกินข้าวเย็น”

“วันนี้บ้านเรามีเลี้ยงมื้อเย็น”

พันธกานต์ปฏิเสธให้น้องสาวต่างสายเลือดด้วยเสียงขรึมๆ ระหว่างมองชายหนุ่มที่ลลิตาพามาด้วยอย่างพินิจพิจารณา

“แล้วจะไม่เชิญหลิวด้วยคนหรือคะ”

ลลิตายังยักเยื้องได้เรื่อยไป

“ธุระของคุณแม่น่ะ ท่านเชิญแต่แขกผู้ใหญ่”

“งั้นหลิวก็ชวนอินทุ์ออกไปกินกันข้างนอก คงไม่เป็นไรมังคะ”

คนฟังระบายลมหายใจออกมา ด้วยท่าทางอึดอัดอย่างไม่คิดจะปิดบัง

“เรากลับกันก่อนไม่ดีกว่าหรือครับคุณหลิว”

ศรันย์ออกความเห็นขึ้นบ้าง

“แล้วคุณเป็นใคร...”

พันธกานต์จึงสบช่องถามเอาตรงๆ

“ผมชื่อศรันย์ครับ คุณคงเป็นพี่ชายของคุณอินทุ์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

ท่าทางของชายหนุ่มรูปงามคนนี้ น่าเอ็นดูมากกว่าจะชวนให้หมั่นไส้ แต่คำที่สะดุดหู มาจากหล่อนมากกว่า

“รุ่นน้องที่ทำงานของอินทุ์น่ะค่ะพี่พันธ์ เห็นว่าสนิทสนมกันอยู่ นี่เลยว่าจะชวนกันไปเที่ยวเดินเล่นเย็นวันเสาร์”

เพราะพันธกานต์ยังมองศรันย์อยู่ไม่วาย จึงเห็นว่าชายหนุ่มกำลังพยายามทำสีหน้าไม่รู้ไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ลลิตาเอ่ยออกมา

“แต่งานนี้น้องอินทุ์จำเป็นต้องอยู่”

“เนื่องในโอกาสอะไรล่ะคะ หรือจะเป็นการประกาศถอนหมั้นแบบมีสักขีพยาน"




“หรือว่าลลิตาจะแกล้งพาศรันย์มาทำงานนี้ให้ยิ่งยุ่งเสียก็ไม่รู้”

อินทุอรอดคิดดังนั้นไม่ได้ หลังจากสาวใช้ขึ้นมารายงานว่า เพื่อนสนิทมาเยือนพร้อมกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง คนรายงานบอกได้เสร็จสรรพว่าชื่อเรียงเสียงไร รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาขนาดไหน และท่าทางสุภาพเรียบร้อยชวนฝันเพียงใด

จนเธอต้องออกปากให้ลงไปเตรียมงานนั่นละ สาวใช้นางนั้นจึงได้ค่อยถอยกลับไป

“แค่นี้มันยังยุ่งยากไม่พออีกหรือยังไงล่ะหลิว”

อินทุอรยังต้องบ่นกับตัวเอง ระหว่างที่ชั่งใจว่าจะสวมชุดที่มารดาเลี้ยงสั่งให้คุณแม่บ้านเตรียมไว้เป็นพิเศษ สำหรับมื้อเย็นวันนี้ลงไปเลย หรือว่าจะลงไปทั้งชุดอยู่กับบ้านอย่างนี้

แต่แล้วเธอก็หันกลับไปเปิดตู้เสื้อผ้า อย่างน้อยก็มีศรันย์มาด้วย คงต้องเปลี่ยนเป็นชุดให้เหมาะสำหรับรับแขกอีกสักหน่อย

ตอนที่อินทุอรลงมาถึงศาลาเล็กนี้ พันธกานต์ผละไปแล้ว ลลิตาบอกว่าเขาจะไปขออนุญาตคุณโสภาพรรณ เรื่องที่จะให้หล่อนกับศรันย์ร่วมมื้อเย็นนี้ด้วย

“คุณอินทุ์สวยจัง...”

ศรันย์ถึงกับเอ่ยปาก ด้วยว่าไม่เคยเห็นอินทุอรในชุดสบายๆ อย่างนี้มาก่อน

ที่ทำให้หนุ่มรุ่นน้องต้องเอ่ยชื่นชม ก็เพราะชุดยาวสีชมพูอ่อน ที่เนื้อผ้านุ่มนวลนั่นพลิกพลิ้วไล้ไปมากับรูปเรือนกายของผู้สวมใส่ได้อย่างน่ามอง ดวงหน้านั้นก็ยิ่งชวนพิศ เพราะเธอปล่อยเรือนผมให้เคลียคลออยู่กับสองแก้มเกลี้ยงเกลา

“น้อยๆ หน่อยเถอะนะคะคุณศรันย์ เล่นชมกันไม่รู้หนเหนือหนใต้อย่างนี้ ระวังจะถูกพ่อเขาลงมาตีศีรษะแยก ทีเราละก้อ ประจงแต่งมาซะขนาดนี้ ไม่มีซะหรอกที่จะชม”

ลลิตาแกล้งว่าเข้าให้ แต่เหมือนศรันย์จะหมดความสนใจในตัวหล่อนไปแล้ว

“ผมไม่ได้คิดจะมาก่อกวน คุณหลิวบอกว่าคุณชวน ผมก็เลยมา...”

ชายหนุ่มรีบออกตัว เมื่อเข้าใจได้แน่แล้วว่า ตนตกอยู่ในสถานะแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
“คุณศรันย์ขา รู้ตัวไหมว่า ที่พูดออกมานี่น่ะ มันแสดงตัวว่าเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวเลยนะคะนั่น”

พร้อมกับที่พูด ลลิตาทำท่าเหมือนอยากจะหยิกเข้าสักหนับ

“ก็ผมพูดความจริง แล้วก็ ดูท่าพี่ชายคุณอินทุ์คงจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ที่จริงดิฉันเอง ก็ไม่รู้ว่างานนี้จะลงเอยอย่างไร”

อินทุอรบอกเรียบๆ

“ทำไมล่ะอินทุ์ ก็ไหนนายนี่บอกว่า เธอนัดไปขอถอนหมั้นกับนายปริยัติเรียบร้อยแล้วยังไงล่ะ”

แล้วลลิตาก็สะบัดหน้าไปทางศรันย์ เป็นเชิงตำหนิว่า ไปเอาเรื่องที่ไหนมาพูด”

“คุณปริยัติเขาไม่ยอมน่ะสิ”

เสียงของคนตอบ ยังไม่ได้เคร่งเครียดอะไรไปกว่าเดิม

“แล้วมันยังไง เธอจะประกาศมันกลางงานนี้เลยน่ะหรือ”

ลลิตาทำตาโต คราวนี้พยักเพยิดให้กับชายหนุ่มที่หล่อนหลอกพามาด้วย ว่าท่าทางเขาจะได้สมใจแน่แล้ว

“ก็ไม่แน่หรอกนะหลิว มาบังคับเรามากๆ เราก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน”

“เอางี้ดีไหมล่ะ นี่ไง... เอานายศนนี่เป็นข้ออ้างไปซะเลย”

คำนี้ของลลิตา ถึงกับทำให้คนที่ถูกดึงเข้าร่วมแผนการ ทำสีหน้าไม่ถูกเลยทีเดียว

“ผมว่า... เอ่อ...”

“โอกาสทองเชียวนะยะ ถือเป็นการมัดมือชกยัยอินทุ์ของนายไปในตัวเลยยังไงล่ะ”

ลลิตายังพูดเป็นทีเล่น ราวกับไม่รู้ถึงสถานการณ์อารมณ์ของทั้งสองคนตรงหน้า และไม่ทันระวังระแวงเลยว่า จะมีใครอื่นอีกที่จะได้ยินบทสนทนาของตนเอง

ที่จริงคุณสาวิกาไม่ได้ตั้งใจจะมาแอบฟังการพูดคุยของหนุ่มสาวเหล่านี้ แต่พอดีทางเดินที่ลัดเลาะผ่านมาอีกด้าน มีเหลื่อมมุม ให้ได้ยินบางประโยคของบางคนก่อนจะได้เห็นตัว จนถาดน้ำหวานที่ตั้งใจจะนำมาเสิร์ฟ แทบร่วงจากมือ ตอนได้ยินเพื่อนสนิทของอินทุอร ยุยงให้ใช้หนุ่มน้อยนั่น เป็นข้ออ้างในการถอนหมั้น

หากใครอื่นจะมาได้ยินอีกก็คงไม่เหมาะ คุณแม่บ้านจึงกระแอมให้เสียง เสียก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกไปให้เห็น

“คุณท่านเชิญให้ไปพบที่ห้องหนังสือค่ะ

นึกไม่ชอบหน้าลลิตาขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่ปกติก็ไม่เคยรู้สึกรังเกียจรังงอนแต่อย่างใด

อินทุอรคิดว่าคุณท่านที่เชิญไปพบที่ห้องหนังสือ ต้องเป็นคุณพ่อแน่ๆ เพราะหากเป็นคุณโสภาพรรณ ถ้าไม่เรียกไปพบที่ห้องรับแขก ก็ต้องเป็นห้องดูโทรทัศน์

“มีธุระอะไรหรือเปล่าคะคุณสา”

ผู้มากวัยไม่นึกจะถูกย้อนถามเอาอย่างนี้ เพราะที่บอกว่านายอิศราเรียกตัวไปนั่น ก็ตั้งใจจะเดินกลับไปพร้อมกัน แล้วช่วยเตือนเรื่องความคิดแผลงๆ ของลลิตามากกว่า

“ก็... เรื่องหมั้นเรื่องแต่งนี่ละมังคะ”

พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ หนุ่มสาวสามคนตรงหน้าก็สบตากันวิบวับ เพื่อนสนิทของอินทุอรนั้นพยักเพยิดให้รีบไป แต่ตัวต้นเรื่องเองนั้นยังไม่ค่อยมั่นใจ จนศรันย์ต้องเตือนขึ้นว่า

“ผมว่าถ้าคุณอินทุ์ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อ ก็น่าจะคุยกับท่านให้ชัดเจน พูดจากันอย่างตรงไปตรงมาน่าจะดีนะครับ อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป”

คุณแม่บ้านยิ่งชื่นชมในความคิดอ่านของชายหนุ่มขึ้นอีกมาก ไม่ว่าที่เขาพูดมาจะด้วยจุดประสงค์หรือเจตนาใดก็แล้วแต่ แต่ถ้อยคำเหล่านั้นมันก็ถูกต้องอย่างยิ่งในความรู้สึกของตน

เมื่อทุกคนเห็นดีเห็นงามไปด้วยเช่นนี้ อินทุอรจึงพอมีกำลังใจจะไปพูดกับบิดา บวกกับที่ความหมดอาลัยตายอยากนั้นจางหายไปมากแล้ว ความคิดความอ่านที่กระจ่างใสขึ้น จึงช่วยกระตุ้นความกล้าหาญบางอย่าง ให้กล้าที่จะเรียกร้องถึงสิทธิในการตัดสินใจของตัวเอง

เธอเดินนำออกไปก่อน ย้อนกลับทางที่คุณแม่บ้านใช้เดินลัดมา ทางนี้จะผ่านเข้าบ้านได้ตรงห้องครัว

ส่วนคุณสาวิกายังรั้งรอ พอหญิงสาวลับหลังหมู่ไม้นั้นไป ก็หันมายิ้มเย็นๆ ให้กับคนที่เหลือ

“คุณหลิวไปแนะนำอะไรอย่างนั้นคะ”

ผู้มากด้วยวัยตำหนิเอาตรงๆ แต่ลลิตายังทำหน้าซื่อตาใส

“แนะนำอะไรคะ หลิวก็แค่พูดในสิ่งที่ถูกที่ควร”

“หวังดีหรือคะ”

คุณแม่บ้านยังถามเรียบๆ

“แน่นอนค่ะ เป็นเพื่อนกันก็ต้องหวังดีต่อกันอยู่แล้ว”

“คุณหลิวน่าจะเตือนคุณหนูเธอตั้งแต่ตอนรับหมั้นนั่นแล้วละคะ”

“โธ่! คุณสาขา จะมาไล่เรียงหาความผิดอะไรกับหลิวล่ะคะ เราทุกคนก็โตๆ กันหมดแล้วทั้งนั้น เรื่องของใครก็เรื่องของคนนั้น จะให้คนอื่นมานั่งเจ้ากี้เจ้าการอะไรได้”

ดวงหน้าของลลิตายังประดับด้วยรอยยิ้ม แต่คนฟังก็รู้สึกได้ ถึงน้ำคำเชือดเฉือนที่เลยมาถึงตน ที่หญิงสาวรุ่นลูกรุ่นหลานกำลังกล่าวหาว่าแส่ไม่เข้าเรื่อง

“อย่างน้อยการหวังดีของอิฉัน ก็อยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจดีละค่ะ”

ตลอดเวลาที่พูดกันอยู่นี้ ศรันย์ได้แต่ยืนฟัง นิ่งคิด และพิจารณาบุคคลทั้งสองอยู่เงียบๆ ตัวเขาเองก็ค่อนข้างแปลกใจ กับวิธีการคบหาหรือให้คำปรึกษาของลลิตาอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาตั้งข้อสังเกตสงสัยอะไรกัน

พันธกานต์กลับมาร่วมวงด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ปรับเปลี่ยนได้ทันทีตอนเดินมาถึงใต้ร่มศาลา

“น้องอินทุ์ไปไหนล่ะครับ”

เพราะเขาเห็นเธออยู่ไกลๆ ก่อนจะเดินลับหายไปอีกทาง

คุณแม่บ้านยังรีรอไม่ตอบคำ ลลิตาจึงชิงบอกเสียเอง

“เห็นว่าคุณลุงเรียกให้ไปพบน่ะค่ะ”

“คุณพ่อเรียกเมื่อไหร่”

“เอ่อ...”

คุณสาวิกาถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

“หรือว่า...”

พันธกานต์พึมพำออกมาเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้

“หรือว่าอะไรคะพี่พันธ์...”

ผู้มากด้วยวัยยิ่งขัดใจนัก เมื่อเห็นลลิตากระตือรือร้นเกินกว่าเหตุ ทั้งที่เป็นคนนอก

“มีอะไรกันหรือเปล่าคะคุณพันธ์”

ส่วนตัวคุณสาวิกาเอง ด้วยความที่อยู่ร่วมบ้านกันมาเนิ่นนาน ย่อมจับพิรุธในกิริยาท่าทางของพันธกานต์ได้ดีกว่า

“คุณพ่อกับคุณแม่กำลังคุยกันอยู่ในห้องสมุด...”

แล้วคำท้ายก็หันมาขยับปากให้คุณแม่บ้านอ่านได้เป็นการเฉพาะ

“...ท่าทางเครียดๆ”

เท่านั้นคุณแม่บ้านก็ต้องตบอก เพราะรู้สึกใจหายขึ้นมาฉับพลัน

“พุทโธ่!...”




เสียงดังลอดออกมาทำให้อินทุอรรู้ว่าคุณโสภาพรรณก็อยู่ในนั้น เธอค่อยเคาะประตู ให้เสียงว่าเป็นตนเอง ภายในเงียบไปอึดใจ กว่าประตูจะเผยออกมา

“มีอะไร!”

มารดาเลี้ยงตวาดถาม ท่าทางเหมือนกำลังเดือดดาลอะไรอยู่สักอย่าง

“คุณพ่อ...”

“ทำไม มีธุระอะไรก็เอาไว้พูดกันทีหลัง หล่อนน่ะมันตัวดีนัก ทำไมไม่ยอมไปให้พ้นๆ ซะที!”

เสียงนั้นไม่ไว้หน้าใคร ไม่มีวี่แววว่าจะเกรงใจผู้เป็นสามีซึ่งเดินออกมาเปิดประตูให้กว้างออก

“มีอะไรหรือลูกอินทุ์”

พอบิดาถามมาดังนั้น อินทุอรจึงตอบไม่ถูก เพราะที่มา ก็ด้วยว่าคุณสาวิกาบอกว่าท่านเรียกหา

แล้วคุณแม่บ้านก็กระหืดกระหอบตามมา แม่ยืนสำรวมได้ทันที แต่อาการเหนื่อยหอบก็ยังมีให้เห็น

“คุณหญิงศรีประภาเลี้ยวรถเข้ามาแล้วค่ะ”

แขกผู้ใหญ่ท่านนั้นช่างมาได้ถูกจังหวะ คุณสาวิกาจึงมีข้ออ้างได้แนบเนียน

และก็ได้ผล เพราะท่าทีของคุณโสภาพรรณเปลี่ยนไปทันที ก็คุณหญิงศรีประภานี่ละที่เป็นตัวตั้งตัวตี ให้เกิดการดูตัวและการหมั้นหมาย ระหว่างปริยัติกับอินทุอรในครั้งนั้น และครั้งนี้ก็หวังว่าคุณหญิงจะจัดการเป็นแม่สื่อให้กับอีกสองคู่ คือน้องสาวของปริยัติกับพันธกานต์ และพิมพิกากลับลูกชายของคุณแวววิไลนั่น

“เชิญไปที่ห้องน้ำเงิน เดี๋ยวจะตามไป”

คนออกคำสั่งหมายถึงอีกห้อง ที่มีไว้สำหรับตั้งวงเล่นไพ่อะไรต่างๆ ในโอกาสพิเศษ

“อย่างนั้นคุณโสภาก็ไปรับแขกก่อน ไว้เรื่องนั้นเราค่อยพูดกัน...”

คุณอิศราก็คงรู้สึกเหมือนระฆังช่วย เพราะอินทุอรยังสังเกตเห็นว่า บิดาแอบระบายลมหายใจออกมาเหมือนกัน

คุณโสภาพรรณเองก็ไม่ได้อิดออด อันที่จริงเรื่องของอินทุอรกับปริยัตินั้น เงื่อนไขต่างๆ มันเปลี่ยนไปแล้ว ปุ่มปมอันยุ่งเหยิงนั้นไม่ใช่จะแก้ไขกันได้ง่ายๆ ที่ตนทะเลาะกับสามีมาหลายพักก็เพราะเรื่องนี้ ซึ่งหากมันยุ่งยากนัก ก็ยังพอมีแผนสำรอง คือจะหาทางให้ลูกชายของตนรวบหัวรวบหางเสียให้สิ้นเรื่อง

แต่นั่นต้องหลังจากที่การต่อรองสำเร็จ ว่าหากการเกี่ยวดองของพี่ชายบ้านโน้นกับอินทุอรไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงๆ ก็จะหาทางผลัดคู่มาเป็นน้องสาวของเขากับพันธกานต์ให้ได้

ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ง่ายๆ คงต้องปรึกษาลู่ทางกับแม่สื่อมืออาชีพอย่างคุณหญิงศรีประภาให้ดีเสียก่อน

พอคุณโสภาพรรณลับตัวไป นายอิศราก็ระบายลมหายใจหนักๆ อีกครั้ง ท่าทางอ่อนระโหยนั้น แสดงให้เห็นว่ามีเรื่องหนักอกหนักใจอยู่ไม่น้อย

“เข้ามาคุยกันข้างในสิลูก ไหน... มีเรื่องอะไรใหม่ๆ จะเล่าให้พ่อฟังบ้างไหม”

ผู้เป็นบิดาโอบหลังบุตรสาวของตนเอง พาไปนั่งด้วยกันบนโซฟานอนตัวยาว

“คุณสาบอกคุณพ่อเรียกให้หา จะคุยเรื่องของอินทุ์กับคุณปริยัติ”

นายอิศรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ

“พ่อว่าจะบวช อยากจะจัดการเรื่องทรัพย์สินมรดกอะไรๆ ให้เรียบร้อย”

คนฟังใจหาย นึกไม่ถึงว่าบิดาจะปรารภอะไรเช่นนี้

และก็ไม่รู้ว่าระหว่างเรื่องแรกกับเรื่องหลัง เรื่องไหนน่าตกใจยิ่งกว่ากัน

“อินทุ์... อินทุ์ไม่เข้าใจค่ะ”

นายอิศราไม่ได้อธิบายสิ่งไรเพิ่มเติม แต่กลับเดินไปตรงชั้นวางสารานุกรม เลือกหยิบออกมาเล่มหนึ่ง กว่าอินทุอรจะเข้าใจ ก็เมื่อบิดานั่งลงหน้าโต๊ะตัวกว้าง เปิดหนังสือออก แล้วหยิบจดหมายซองหนึ่งออกมายื่นให้

ซองจดหมายยังใหม่ จ่าหน้าถึงบิดา แต่ไม่ระบุชื่อผู้ส่ง นอกจากส่งมาจากโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง

เมื่อนายอิศราพยักให้เปิด อินทุอรจึงทำตาม

เป็นใบแจ้งหนี้ค่าผ่าตัดครั้งสำคัญ พร้อมใบเสร็จรับเงิน เป็นจำนวนเดียวกับใบแจ้ง

ชื่อผู้เข้ารับการผ่านตัดนั้นไม่คุ้น แต่นามสกุลนั่นอินทุอรจำได้แม่นยำ

“นามสกุลพี่พันธ์นี่คะ”

“ใช่... พ่อของพันธกานต์”

“ก็ พ่อของพี่พันธ์ เอ่อ... เป็นจดหมายแบ็กเมล์หรือเปล่าคะ”

“พ่อตรวจดูแล้ว ที่จริง พ่อไปถึงโรงพยาบาลมาแล้ว”

อินทุอรยังงง จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก นึกโทษตัวเองว่ามัวแต่ห่วงเรื่องส่วนตัว จนพักหลังนี้ ไม่ค่อยได้พูดคุยคลุกคลีกับบิดาเหมือนอย่างแต่ก่อน

“พ่อของพันธกานต์ยังอยู่ แต่ว่าป่วยมาก ผ่าตัดครั้งเดียวไม่หาย เพราะร่างกายทรุดโทรมเหลือเกิน”

“แล้ว...” อินทุอรไม่อยากจะพูดคำต่อไป แต่แล้วก็จำใจต้องพูดออกมา “แล้ว... เกี่ยวกับเราอย่างไรล่ะคะ”

ทว่าพอพิจารณาทั้งใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินแล้วก็ไม่แน่ใจ

“หรือ...เขาอาจต้องการเงิน”

“ไม่หรอกลูก จดหมายฉบับนี้เขาก็ไม่ได้ส่งมา”

“คุณพ่อได้คุยกับเขาแล้วหรือคะ”

“ใช่ เราได้คุยกันนิดหน่อย”

“แล้วใครกันล่ะคะ ที่เป็นคนส่งจดหมายฉบับนี้มาให้”

“เขาเองก็ไม่แน่ใจ แต่... ช่างเถอะลูกอินทุ์ เรื่องนี้ไว้พ่อจัดการเอง ว่าแต่ลูกเถิด พร้อมหรือยังสำหรับงานแต่งงาน

“คุณพ่อไม่ค่อยแข็งแรง อินทุ์เป็นห่วงคุณพ่อมากกว่านะคะ”

“สุขภาพของพ่อ หมอบอกว่าเป็นเรื่องของจิตใจ พ่อไม่อยากให้อินทุ์ต้องเป็นทุกข์เพราะพ่อ ถึงอยากออกบวช แต่ก่อนบวชก็อยากจัดการเรื่องอะไรๆ ให้เรียบร้อย”

นายอิศราผ่อนลมหายใจยาว เอนกายลงกับพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ ท่าทางเหนื่อยหนัก สายตาทอดแลมองบุตรสาวด้วยความอาทรนักหนา

“พ่อไม่อยากให้ลูกเป็นห่วง อยากให้ชีวิตของลูกอินทุ์ได้เดินไปข้างหน้า เรื่องทรัพย์สินอะไรต่างๆ พ่อทำพินัยกรรมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แต่ก็อยากให้อินทุ์เซ็นรับไว้เสียตั้งแต่พ่อยังอยู่ อย่างน้อยจะได้เป็นทรัพย์สินก่อนสมรส มันจะได้ชื่อว่าเป็นสมบัติของอินทุ์ตลอดไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายหน้า”

อินทุอรมองนายอิศรานิ่งอยู่ ใจนั้นนึกทบทวนว่า ตนเองทำอะไรผิดพลาดไปเล่าหนอ ผู้เป็นบิดาถึงตัดสินใจอะไรเช่นนี้

ต่างฝ่ายต่างเงียบไปอีกครู่ใหญ่ ก่อนที่อินทุอรจะเอ่ยขึ้นว่า

“เรื่องที่คุณพ่อจะบวช... เมื่อไหร่คะ”

“หลังจากงานแต่งงานของลูกอินทุ์ เร็วที่สุด...”

“แล้ว... ถ้า... ถ้าอินทุ์บอกว่าอินทุ์ไม่อยากแต่งงาน อยากจะขอถอนหมั่นล่ะคะ...”



****************





นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 18 พ.ค. 2554, 15:03:25 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 18 พ.ค. 2554, 15:03:25 น.

จำนวนการเข้าชม : 1638





<< 017   019 >>
หมูบิน 19 พ.ค. 2554, 07:26:44 น.
ลุ้นมากๆ คะว่าจะถึงตอนบอกเลิกเมื่อไหร่ ชอบมากค่ะ


ree 22 พ.ค. 2554, 20:29:25 น.
ไม่ใช่ว่าเอาการบวชมาบังคับลูกสาวอีกทางหรอกนะ


แพม 23 พ.ค. 2554, 09:42:48 น.
อึดอัด


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account