เทวทูตที่รัก
เปลือยกายล่อนจ้อน !

ประโยคท้ายวิ่งวนอยู่ในความคิด ภาพของราฟาเอลในสภาพเปลือยเปล่าผุดขึ้นมาในหัวเหมือนภาพยนต์ที่ฉายซ้ำไปมา หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความแกร่งของแผ่นอกหรือมัดกล้ามอันงดงามบนหน้าท้อง หากแต่เป็นตำแหน่งประจำกายที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของลำตัว น้ำทิพย์นึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ศึกษาค้นคว้ามาไม่ว่าจะเป็นตำรา นิยายหรือแม้แต่กระทั่งสิ่งที่อาจารย์เพิ่งบอกไปเมื่อวันวาน ทุกคนล้วนกล่าวตรงกันว่าเทวดาทางฝั่งตะวันตกนั้นไม่มีเพศ

โกหกชัดๆ แล้วสิ่งที่เธอเห็นเมื่อครู่ล่ะ มันคืออะไร !

Tags: ราฟาเอล

ตอน: บทที่ 7 แผนการของจอมปิศาจกับความร้ายกาจของมนุษย์

บทที่ 7 แผนของจอมปิศาจกับความร้ายกาจของมนุษย์

เปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงขึ้นมาจากหลุมขนาดใหญ่ภายใต้นรกอันร้อนระอุเต้นระริกอย่างเริงร่าดุจปรีดากับการพบตัวราฟาเอล ฝูงปิศาจในอเวจีต่างพากันเริงระบำและขับขานบทเพลงด้วยเนื้อร้องที่อัดแน่นไปด้วยถ้อยคำแสนต่ำช้า ปิศาจร้ายบางตัวเสียงเรียกขานนามลูซิเฟอร์ดังกึกก้อง บ้างก็ร่ำร้องขอเป็นผู้ปลิดชีวิตอัครเทวดาด้วยตนเอง

แต่ทั้งเสียงเพลงและถ้อยคำทั้งหลายที่ชาวนรกเอื้อนเอ่ยมิได้สำเหนียกเข้าไปในโสตของจ้าวปิศาจแม้แต่น้อย ด้วยเวลานี้ลูซิเฟอร์กำลังครุ่นคิดหาวิธีทรมานราฟาเอลด้วยหวังว่าได้ยินคำร้องขอความเมตตามากกว่าความตาย ความเฉยชาของราชาแห่งอเวจีทำให้หัวหน้าปิศาจอย่างเบลเซบับต้องขยับเข้าไปใกล้และเอ่ยเรียกอย่างระวัง

“ท่านลูซิเฟอร์”

เสียงคำรามแผ่วต่ำในลำคอดังแทนการขานรับ ดวงตาสีเข้มดุดันปรายไปยังจ้าวแห่งแมลงวันคล้ายกำลังถามว่าเรียกตนทำไม อีกฝ่ายกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืนก่อนตอบเสียงแห้ง

“เหล่าปิศาจกำลังรอคำสั่งจากท่าน”

“คำสั่งอะไร”

ลูซิเฟอร์ย้อนถามเสียงเย็น เบลเซบับก้มศีรษะลงและตอบอย่างนอบน้อม

“สังหารราฟาเอล”

กำปั้นทรงพลังฟาดเปรี้ยงลงบนจอกเมรัยบนโต๊ะ เสียงหัวเราะเฮฮาของเหล่าปิศาจเงียบลงพร้อมกัน ทุกตัวหันมามองจ้าวนรกด้วยความแปลกใจในขณะที่เบลเซบับรีบขยับถอยออกไปสองสามก้าวเพื่อให้พ้นเพลิงโทสะของผู้เป็นนาย

“เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ราฟาเอลเป็นของข้า”

เสียงต่ำทุ้มทรงอำนาจดังสะท้อนก้อง เบลเซบับรีบค้อมตัวลงดุจเป็นการลุแก่โทษ

“ขออภัยที่กล่าวเช่นนั้น แต่ข้าไม่อยากให้ท่านเปลืองแรงไปโดยเปล่าประโยชน์”

ลูซิเฟอร์วาดมือไปด้านข้าง สะเก็ดไฟพุ่งจากปลายนิ้วไปยังปิศาจสามตัวที่ยืนอยู่ใกล้ มันมอดไหม้เป็นผุยผงไปในพริบตา พวกที่เหลือต่างถอยไปยืนรวมกันและมองราชาแห่งนรกด้วยความหวาดกลัว ส่วนเบลเซบับซึ่งเข้าใจการกระทำของผู้เป็นนายได้เป็นอย่างดีรีบน้อมตัวลงพร้อมกับกล่าวอย่างประจบ

“ข้าทราบดีว่าสำหรับท่านแล้วการสังหารพวกเทวดาถือเป็นเรื่องแค่ปลายเล็บ เพียงแต่อยากให้ท่านได้สำราญใจกับการได้มองราฟาเอลถูกสังหารเท่านั้น”

“ข้าไม่ต้องการเห็นราฟาเอลตาย” ลูซิเฟอร์พูดพลางกวักมือเรียกถ้วยสุราใบใหม่จากปิศาจรับใช้”สิ่งที่จะสร้างความสำราญใจให้กับข้ามากที่สุดคือการเห็นเจ้าเทวดาผู้สูงส่งนั่นดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมาน”

“ตอนนี้ราฟาเอลอยู่กับมนุษย์ ข้าคิดว่าเราควรจับผู้หญิงคนนั้นมาสังหาร”

แมมม่อน หนึ่งในหัวหน้าปิศาจผู้มีรูปร่างดำทะมึนสูงใหญ่คล้ายหมีป่าเอ่ยขึ้น ลูซิเฟอร์ยกเหล้าขึ้นดื่มจนหมดจากนั้นจึงวางถ้วยลงบนโต๊ะและย้อนถาม

“เพื่ออะไร”

“ในบรรดาอัครเทวดาทั้งหมด ราฟาเอลเป็นผู้มีเมตตาที่สุด หากมนุษย์ที่เขาเกี่ยวข้องด้วยถูกฆ่า เขาย่อมทนไม่ได้แน่”

“งั้นช่วยบอกหน่อยว่าวิธีของเจ้า ส่วนไหนที่ทำให้ราฟาเอลทรมาน” จ้าวนรกถาม เมื่อเห็นแมมม่อนยืนอึ้งตอบอะไรไม่ถูกเขาจึงวางมือลงบนถ้วยทองเหลืองบนโต๊ะ

“หากข้าทุบถ้วยใบนี้” เขาฟาดกำปั้นลงบนถ้วยใบนั้นจนบี้แบนติดโต๊ะและใช้ปลายเล็บเกี่ยวมันโยนส่งให้เบลเซบับ “เจ้าจะทำยังไง”

“ข้าก็แค่โยนมันทิ้งและหาถ้วยใบใหม่” จ้าวแห่งแมลงวันตอบ ลูซิเฟอร์จึงคว้าถ้วยเหล้าอีกใบมาและใช้มือรวบบริเวณด้านบน ความร้อนจากเปลวไฟที่ปะทุขึ้นหลอมปากถ้วยใบนั้นเข้าด้วยกันจนเหลือแค่ช่องขนาดเล็กพอให้ปลายนิ้วสอดเข้าไปได้จึงหยุดและผลักมันส่งให้แมมม่อน

“ถ้าข้าสั่งให้ดื่มเหล้าในถ้วยใบนั้นให้หมด เจ้าจะทำยังไง”

แมมม่อนหมุนถ้วยที่มีช่องเพียงนิดเดียวไปมาก่อนจะยกขึ้นวางจรดปากและดูดเหล้าในนั้น หลังจากพยายามอยู่นานมันจึงส่ายหน้า

“มันทรมานเกินไป”

“เช่นเดียวกับแผนของเจ้าเมื่อครู่ หากสังหารมนุษย์นอกจากจะไม่สร้างความทรมานแล้วราฟาเอลอาจมีพลังในการต่อต้านเพิ่มขึ้น แต่ตรงกันข้าม หากข้าละเว้นชีวิตผู้หญิงคนนั้นและกักขังมันเอาไว้ภายใต้ที่คุมขังอันมืดมิด นอกจากจะไม่มีวันได้อยู่อย่างเป็นสุขแล้วเจ้าเทวดานั่นก็จะไม่กล้าตอบโต้พวกเรา”

เบลเซบับและแมมม่อนก้มศีรษะลงอย่างยอมรับในแผนการของลูซิเฟอร์ แต่เลวิอาธาน ปิศาจผู้ซึ่งชอบซ่อนตัวอยู่ภายใต้ผ้าคลุมผืนใหญ่กลับส่ายหน้า

“เสียเวลาไปอย่างไร้ประโยชน์”

“ก็อาจจะใช่ แต่สำหรับข้าการทรมานพวกเทวดาคือสิ่งบันเทิงใจ หากเจ้าไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องมายุ่ง”

ลูซิเฟอร์กล่าวสวนเสียงกระด้าง เลวิอาธานจึงไม่พูดอะไรอีกแต่ก็ยอมก้มศีรษะลงเล็กน้อยเหมือนจะยอมจำนนต่ออำนาจของอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านแล้วลูซิเฟอร์จึงลุกขึ้นและเดินออกไปนอกปราสาท เปลวเพลิงแดงฉานพุ่งวาบลงมาจากช่องว่างด้านบน ดึงร่างจ้าวนรกให้ลอยขึ้นไปยังพื้นปฐพีเบื้องบน

*/*/*/*/*

จังหวะดนตรีอันแสนเร้าใจทำให้บรรดาชายหญิงในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งพากันขยับตัวเต้นรำกันในท่วงท่าที่เร่าร้อน คนที่เหนื่อยก็จะกลับมานั่งที่โต๊ะและจิบเครื่องดื่มซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอร์เพื่อเพิ่มพละกำลังสำหรับการเต้นรำครั้งต่อไป

แต่เสียงเพลงและลีลาโยกย้ายของสาววัยรุ่นที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ทำให้กฤตชัยสนใจเลยสักนิดเพราะตอนนี้สมองของเขากำลังพะวงถึงรายได้จากผับที่กำลังลงฮวบลง โชคดีที่เขายังมีการค้าอื่นช่วยเสริมแต่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้สถานะทางการเงินของเขาไม่สู้ดีนัก

กฤตชัยยกแก้วบรั่นดีขึ้นดื่มอย่างหงุดหงิดเมื่อคิดถึงฐานะของตน ทั้งที่ตระกูลว่องไวสัมพันธ์ของเขาร่ำรวยอยู่ในระดับมหาเศรษฐีอันเนื่องมาจากธุรกิจสิ่งทอส่งออกระดับแนวหน้า แถมตัวเขายังเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูล แต่เพราะความลำเอียงของพ่อแม่ทำให้เขาต้องหลุดจากกองมรดกและออกจากบ้านในลักษณะที่เรียกได้ว่า แทบจะเหลือแต่ตัว

ชายหนุ่มดื่มน้ำสีอำพันรวดเดียวหมดแก้วพลางส่งสัญญาณมือสั่งให้บาเทนเดอร์ส่งบรั่นดีแก้วใหม่มาให้ เมื่อได้รับแล้วเขาจึงหมุนมันไปมาพลางครุ่นคิดถึงอดีตอันขมขื่นของตัวเอง

ความที่เป็นลูกชายคนเดียว พ่อแม่จึงเลี้ยงดูเขาแบบทะนุถนอมยิ่งกว่าไข่ในหิน ไม่ว่ากฤตชัยต้องการอะไรจะต้องได้ทุกอย่าง ต่างจากพี่สาวซึ่งแม้จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีแต่ยังต้องทำอะไรหลายอย่างด้วยตัวเอง

การเลี้ยงดูประหนึ่งเทวดาทำให้กฤตชัยกลายเป็นเด็กก้าวร้าวเอาแต่ใจ แม้จะได้รับการศึกษาจากโรงเรียนระดับสูงแต่ก็ไม่ช่วยอะไรมากนักเพราะความที่คิดว่าตัวเองมีทรัพย์สมบัติล้นฟ้ากฤตชัยจึงไม่ได้ให้ความสนใจในการเรียนเท่าใดนัก แม้บิดามารดาจะกล่าวตักเตือนเขาก็ไม่สนใจ โชคดีที่อำนาจเงินทำให้เขาสามารถเรียนจบมัธยมปลาย แต่หลังจากนั้นเขาก็เที่ยวลอยไปลอยมาไม่ทำอะไรอยู่สองปีจนบิดาทนต่อพฤติกรรมสำมะเลเทเมาของเขาต่อไปไม่ไหวจึงได้ยื่นคำขาดว่าหากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้จะตัดออกจากกองมรดก แม้จะจ้างอาจารย์มาสอนพิเศษแต่เพราะความที่ไม่เคยเอาใจใส่ในการเรียนทำให้เขาสอบไม่ติดและคงถูกเฉดหัวออกจากบ้านตั้งแต่ตอนนั้นหากมารดาไม่ขอเอาไว้

กฤตชัยกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความเคียดแค้น ถึงแม้จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนแต่ชื่อของเขายังถูกคัดออกจากพินัยกรรมอันเนื่องมาจากข้ออ้างเรื่องมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ชายหนุ่มหัวเราะอย่างขมขื่นเมื่อคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา หากวันนั้นเขาไม่ทำพลาดจนถูกจับได้ว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด ป่านนี้คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์คงไม่ใช่พี่สาว แต่เป็นตัวของเขาเอง

เงินจำนวนมหาศาลช่วยไม่ให้เขาต้องติดคุก แต่สิ่งที่ได้รับไม่ต่างไปจากการถูกจองจำเท่าใดนัก เพราะบิดาไล่เขาออกจากบ้านนับแต่วันนั้น ยังดีที่พี่สาวมีเมตตาเจียดเงินให้มาก้อนหนึ่ง เขาจึงนำมาลงทุนด้วยการเปิดผับซึ่งครั้งแรกดูเหมือนจะไปได้ด้วยดี แต่ความเข้มงวดในเรื่องเวลาเปิด-ปิดกับข้อจำกัดอายุของลูกค้าทำให้รายรับของเขาน้อยกว่าที่ควร

ด้วยเหตุนี้กฤตชัยจึงจำต้องหารายได้เสริม และตัวทำเงินดีที่สุดในเวลานี้ก็คือยาเสพติด การผลิตภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดทำให้ยาของเขามีชื่อด้านความแรง แน่นอนว่าราคาของมันก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วย

ที่น่าขำก็คือแม้จะเป็นคนผลิต แต่กฤตชัยไม่เคยลองยาของตนเองเลยสักครั้ง เพราะเขาคิดว่ามีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะหาความสุขด้วยการเสพมัน ในขณะที่เขามีความสุขกับการได้นั่งนับเงินและใช้จ่ายอย่างเปรมปรี

“อารมณ์ดีจังนะคะพี่คริส”

เสียงใสเอ่ยทัก กฤตชัยมองด้วยหางตาเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่มายังผับแห่งนี้จนคุ้นหน้าเขาจึงเบือนหนีไปด้านอื่นโดยไม่พูดอะไร

“แหม จะไม่ทักทายอะไรกันหน่อยเหรอคะ”เด็กสาวออดอ้อนพลางสอดมือเข้าไปที่หว่างขาของกฤตชัยและเคล้นคลึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงเหมือนต้องการกระตุ้นให้เขาหันมาสนใจ ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหนีด้วยความรำคาญ อาการของเขาทำให้ชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่ด้านหลังชายหนุ่มลุกขึ้นและเดินมาถาม

“มีอะไรหรือครับ”

กฤตชัยไม่ตอบแต่ปรายตาไปทางสาวน้อยที่เริ่มเบียดกระแซะเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ บริวารของเขาผงกศีรษะรับก่อนจะเดินเข้าไปหาหล่อนพร้อมกับดึงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

“คุณคริสยังไม่ต้องการคุยกับใคร”เขาพูดเสียงห้วน เด็กสาวหันมาถลึงตาใส่เขาและเตรียมจะตวาดไล่แต่ต้องหุบปากเงียบเมื่อเห็นห่อกระดาษขนาดเล็กในมือ

“เอามา”เธอพูดพลางยื่นมือออกไปหมายจะฉกของสิ่งนั้นแต่อีกฝ่ายกลับเลื่อนหนีพร้อมกับพูด

“จ่ายมาก่อน”

“แต่วันนี้ฉันไม่มี”สาวน้อยพูด ชายผู้นั้นจึงฉีกรอยยิ้มเหี้ยม

“ถ้าไม่มีก็ไปให้พ้น หรือถ้าทนไม่ไหวก็ออกไปกับผู้ชายสักคนแล้วค่อยกลับมา”

พูดพลางยัดห่อกระดาษกลับเข้ากางเกง สาวใจแตกมองตามและกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะหันไปที่กฤตชัย

“ให้หนูสักเม็ดก่อนได้ไหมคะพี่คริส”เธออ้อนวอนด้วยท่าทางน่าสงสาร”หรือจะให้หนูดูแลพี่เป็นการแลกเปลี่ยนก็ได้”

กฤตชัยไม่ตอบแต่กลับหันหน้าหนี ลูกน้องของเขาจึงผลักเด็กสาวค่อนข้างแรง

“คุณคริสไม่ต้องการผู้หญิงแบบเธอ ถ้าไม่มีเงินก็ออกไป”

เมื่อเห็นคำขอร้องไม่ได้ผลเด็กสาวจึงเตรียมจะแผดเสียงร้องแต่ลูกน้องของกฤตชัยยื่นมือไปอุดปากเธอไว้ราวกับรู้ทัน จากนั้นจึงลากออกจากร้านโดยที่กฤตชัยไม่สนใจแม้แต่จะมอง

ผู้หญิงที่ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งขึ้นเตียงกับผู้ชายเพื่อแลกกับยาแค่เม็ดเดียวแบบนั้นไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด สำหรับเขาแล้วเวลานี้ผู้หญิงที่เหมาะสมและมีคุณค่ามากที่สุดคือน้ำทิพย์ เพียงคนเดียวเท่านั้น

กฤตชัยหมุนแก้วเหล้าในมืออย่างครุ่นคิด เพราะระยะหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาพยายามตามตื้อเธอมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะรู้ทันแผนการทั้งหมดเพราะนอกจากจะไม่สนใจแล้วน้ำทิพย์ยังแสดงท่าทางรังเกียจเขาอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มเหยียดยิ้ม ในเมื่อใช้วิธีนุ่มนวลแล้วไม่ชอบก็คงต้องออกแรงกัน และเมื่อใดที่เขาทำสำเร็จทั้งตัวของน้ำทิพย์และทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตระกูลจิตเกื้อการุณย์ก็จะตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว

เสียงร้องกรี๊ดดังมาจากโต๊ะใหญ่ที่อยู่ด้านตรงข้ามดึงความคิดของกฤตชัยให้กลับมาอยู่กับตัวอีกครั้ง เขาเลื่อนสายตาไปมองและขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อเห็นชายร่างใหญ่ในเครื่องแต่งกายภูมิฐานกำลังนั่งหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่ท่ามกลางสาวสะคราญประมาณสี่หรือห้าคน ความที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนทำให้ชายหนุ่มเรียกบริกรคนหนึ่งมาถาม

“นั่นใคร”

“ไหนครับ”อีกฝ่ายย้อนถามพร้อมกับกวาดตามองตามเมื่อเห็นเป้าหมายแล้วเขาจึงพยักหน้า”อ๋อ เห็นเขาบอกว่าเป็นนักธุรกิจที่ต้องการจะมาลงทุนในเมืองไทย เพิ่งมาเที่ยวที่นี่เป็นครั้งแรก”

“พอจะรู้หรือเปล่าว่าเป็นคนชาติไหน”กฤตชัยถามพลางมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา เพราะความที่ผับของเขามีการจำหน่ายสิ่งเสพติดจึงต้องเอาใจใส่ลูกค้าทุกคนเป็นพิเศษด้วยความกลัวว่าหนึ่งในนั้นจะเป็นสายของตำรวจ แต่เมื่อมองจากเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นเสื้อคลุมสีเข้มที่ออกจะไม่เหมาะกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทยกับเรือนผมสีดำยาวประบ่าที่ถูกรวบอย่างเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่อยู่ตรงหน้าคงไม่ใช่คนที่เขากังวล

“ไม่ทราบครับ”บริกรตอบ ชายหนุ่มจึงโบกมือเป็นเชิงไล่และจ้องลูกค้าแปลกหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงให้ความสนใจกับแขกคนอื่นต่อไป

นักเที่ยวต่างสนุกสุดเหวี่ยงกับดนตรีและเครื่องดื่มจนกระทั่งถึงเวลาปิด หลังจากรอจนลูกค้าคนสุดท้ายเดินออกจากร้านแล้วกฤตชัยจึงลงมือทำการตรวจนับรายรับที่ได้ทั้งหมด นับว่าโชคดีที่คืนนี้เขาทำกำไรได้มากพอดู หลังจากแจกจ่ายเงินพิเศษให้พนักงานในร้านแล้วทุกคนจึงลากลับ เหลือเพียงตัวกฤตชัยกับลูกน้องคนสนิทสองสามคนที่ยังคงนั่งปรึกษางานกันอยู่ ขณะที่กำลังพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดทุกคนก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงกระแอมไอดังมาจากที่นั่งวีไอพีที่อยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง ทั้งหมดหันไปมองพร้อมกันและขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นใครบางคนกำลังยกแก้วเปล่าในมือขึ้นพร้อมกับพูด

“ช่วยเติมสก็อตให้หน่อย”

กฤตชัยมองชายคนนั้นด้วยความงุนงงเพราะก่อนนับเงินลูกน้องของเขาได้ตรวจดูทั้งร้านจนแน่ใจว่าไม่มีลูกค้าเหลืออยู่สักคน แล้วคนผู้นี้เข้ามาในร้านได้อย่างไร ที่สำคัญก็คือกฤตชัยจำได้ว่าเขาคือชาวต่างชาติที่อ้างว่าจะมาลงทุนในประเทศไทย แต่สำเนียงการพูดที่ไม่หลุดภาษาฝรั่งมาเลยสักนิดกับการปรากฏตัวอย่างคาดไม่ถึงทำให้ชายหนุ่มนึกระแวงทันทีว่าเขาอาจจะเป็นคู่แข่งการค้าที่พยายามแย่งแหล่งจำหน่ายยาเสพติด

ดูเหมือนผู้ที่นั่งอยู่ในเงามืดจะเดาความกังวลของอีกฝ่ายได้ทั้งหมดเพราะเขาอมยิ้มเล็กน้อยและยกแก้วเปล่าในมือขึ้นพร้อมกับพูด

“ผมแค่ต้องการเครื่องดื่มเพิ่มเท่านั้น”

น้ำเสียงต่ำทุ้มทรงพลังทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องจนต้องนั่งนิ่งราวกับถูกตรึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อตั้งสติได้หนึ่งในสมุนของเขาจึงพูดเสียงดัง

“ผับปิดแล้วครับ”

เสียงหัวเราะชวนขนหัวลุกดังก้องกังวาน ชายผู้นั้นวางแก้วในมือลงพร้อมกับกล่าว

“ผมทราบดี”ดวงตาดุทอแสงขึ้นวูบหนึ่งขณะไล่มองบริวารของกฤตชัยทีละคน”เพราะฝูงหนูมักจะออกมาหากินเมื่องานเลี้ยงจบสิ้นไปแล้วเสมอ”

คำพูดเชิงดูถูกของเขาทำให้สมุนของกฤตชัยทุกคนขยับตัวอย่างไม่พอใจ หนึ่งในนั้นลุกพรวดขึ้นเดินอาดๆตรงเข้าไปหาและตะคอกเสียงดัง

“ร้านเราปิดแล้ว จะเดินออกไปดีๆหรือให้พวกผมโยนออกไป”

พูดพลางหักนิ้วตัวเองดังกรอบแกรบเหมือนเป็นเชิงขู่ อีกฝ่ายส่งรอยยิ้มเย็นยะเยือกก่อนตอบ

“อยากให้คุณทำแบบนั้นใจแทบขาด”

ความโมโหที่ถูกยั่วอารมณ์ ลูกน้องกฤตชัยยื่นมือไปข้างหน้าหมายจะกระชากคอเสื้อคนปากกล้าขึ้นมาอัดให้หนำใจ คนที่นั่งมองต่างพากันอมยิ้มเพราะคิดว่าชายผู้นั้นคงถูกสั่งสอนด้วยกำปั้นจนหมอบกระแต แต่ความคิดของพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อเห็นร่างของเพื่อนลอยสูงขึ้นไปในอากาศ ท่ามกลางความตกตะลึงเขาก็ปลิวหวือไปกระแทกกับผนังด้านตรงกันข้ามอย่างแรงจนกระดูกแหลกเละไปทั้งตัว

ทันทีที่ได้สติกฤตชัยลุกขึ้นและหันหน้ากลับไปมองชายลึกลับอีกครั้งพร้อมกับถามเสียงดัง

“แกเป็นใคร”

อีกฝ่ายยิ้มอย่างใจเย็นและยกขาขึ้นพาดบนเข่าอีกข้างในมาดของขุนนางชั้นสูง ดวงตาคมกริบมองตรงมายังกฤตชัยอย่างเจาะจง

“ผมคือคนที่มาช่วยให้คุณได้ทุกอย่างดังใจปรารถนา”ชายผู้นั้นตอบพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ทำให้ผู้ที่ได้เห็นสะท้านเยือกไปทั้งตัว กฤตชัยมองเขาอย่างดูแคลน

“ช่วยผม”เขาทวนคำพร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะอย่างขบขัน”คนอย่างผมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร และที่สำคัญคุณควรช่วยตัวเองให้รอดก่อน”

สมุนของกฤตชัยวิ่งกรูกันไปยืนล้อมกรอบชายแปลกหน้าทันทีที่สิ้นคำ แต่เขากลับไม่แสดงความหวาดกลัวเลยสักนิดนอกจากจะลุกขึ้นและยืนนิ่งไม่ยอมขยับ หนึ่งในบริวารของชายหนุ่มจึงโพล่งออกมาอย่างเหลืออด

“กวนนักนะแก”

กำปั้นที่สวมสนับมือพุ่งออกไปหมายซัดหน้าอีกฝ่ายให้ยุบไปทั้งแถบแต่ฝ่ายที่ร้องลั่นกลับเป็นคนปล่อยหมัดเพราะแขนข้างนั้นถูกหักจนบิดเบี้ยว พวกที่เหลือต่างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง เมื่อตั้งสติได้ทุกคนจึงเงื้ออาวุธขึ้นและพุ่งเข้าไปหาชายแปลกหน้าพร้อมกัน

เพียงแค่ขยับร่างทั้งหมดก็ถูกยกให้ลอยอยู่กลางอากาศ เสียงกระดูกในร่างกายทั้งหมดดังลั่นเหมือนถูกบดด้วยของหนักจนแตกละเอียด ยังไม่ทันจะส่งเสียงร้องหัวของทุกคนก็ถูกบิดจนหมุนได้รอบ กฤตชัยมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตื่นตะลึงและสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร่างไร้วิญญาณของลูกน้องตกกระทบพื้น

“เป็นไปไม่ได้”เขาหลุดปากพูดด้วยความลืมตัวก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาตระหนก แต่กระนั้นคนที่ผ่านเรื่องราวมามากมายอย่างกฤตชัยก็ไม่มีวันแสดงความหวาดกลัวให้อีกฝ่ายได้เห็น เขาดึงปืนขึ้นมาเล็งตรงไปยังอีกฝ่ายที่ยังคงยืนนิ่งพร้อมกับตะคอก

“บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าใครเป็นคนส่งแกมา ไม่อย่างนั้นฉันเจาะกบาลแกแน่”

ชายผู้นั้นส่ายหน้าอย่างแช่มช้าพร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากและส่งเสียงจุ๊ออกมาเบาๆ

“คุณเป็นคนเรียกผมมาเองไม่ใช่หรือ กฤตชัย”

น้ำเสียงเย็นเยียบจนแทบจะทำให้คนฟังแข็งไปทั้งร่าง กฤตชัยขบกรามแน่นก่อนจะโต้เสียงกร้าว

“ฉันไม่เคยเรียกหาใครทั้งนั้น”เขาหยุดคำพูดเล็กน้อยและจ้องอีกฝ่ายเขม็ง”แกเป็นใครมาจากไหนและรู้จักชื่อฉันได้ยังไง”

“ผมเป็นใครไม่สำคัญ แค่คุณยอมรับความช่วยเหลือจากผมและยินดีจะมอบสิ่งตอบแทนเล็กน้อยให้เท่านั้นก็พอ”

กฤตชัยคำรามออกมาเบาๆ

“ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือและไม่เคยแบ่งผลประโยชน์ให้ใคร แต่ถ้าแกอยากได้...”

เขาหยุดคำพูดไว้เพียงแค่นั้นและลั่นกระสุนออกไปหนึ่งนัด มันเจาะเข้าไปในหน้าผากของชายผู้นั้นอย่างแม่นยำจนใบหน้าสะบัดร่างสูงใหญ่หงายหลังล้มลง กฤตชัยแสยะยิ้มออกมาด้วยความสาแก่ใจแต่ก็แปรเปลี่ยนเป็นอ้าปากค้างเมื่อเห็นชายคนนั้นค่อยๆลุกยืนขึ้น กระสุนที่คิดว่าทะลุเข้าไปในร่างกลับหมุนคว้างห่างจากหน้าผากไม่ถึงนิ้ว เขามองกฤตชัยด้วยดวงตาที่ไม่มีมนุษย์ใดในโลกสามารถทำได้

ดวงตาที่ลุกเป็นไฟ

ไม่ใช่เปลวไฟธรรมดา หากแต่เป็นเพลิงโลกันต์อันร้อนแรงจากนรกที่เผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นธุลี

“แกเป็นใครกันแน่”กฤตชัยถามเสียงสั่น อีกฝ่ายมองเขาด้วยดวงตาวาววับพร้อมกับส่งรอยยิ้มชวนขนหัวลุกก่อนตอบ

“ลูซิเฟอร์”

มือทั้งสองข้างผายออกอย่างสง่างาม ทั้งที่ภายในห้องปราศจากหน้าต่างหรือช่องลมแต่ชายเสื้อคลุมของเขากลับสะบัดไหวดุจทิวธงที่กำลังต้องลม เงาเลือนลางที่ปรากฏขึ้นด้านหลังทำให้กฤตชัยต้องขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ปีกสีดำขนาดใหญ่ที่กำลังกระพืออย่างเชื่องช้าราวกับกำลังแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่อยู่ตรงหน้าของเขาคือจ้าวนรกตัวจริง

จ้าวนรกผู้สามารถกระชากวิญญาณของมนุษย์ได้ภายในพริบตา

ขาที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นคงอ่อนยวบลงโดยฉับพลัน ร่างของชายหนุ่มทรุดนั่งอย่างอ่อนแรง

“ลูซิเฟอร์” เขาทวนชื่อด้วยน้ำเสียงที่ต้องใช้พยายามเป็นอย่างมากในการเค้นให้ผ่านลำคอออกมา ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจ้องผู้ที่กำลังยืนอย่างสง่าตรงหน้า หลังจากรวบรวมความกล้าได้มากพอกฤตชัยจึงถาม “ท่านต้องการอะไร”

ลูซิเฟอร์ยังไม่ตอบในทันที เขาเหลือบสายตาลงมองสมุนของกฤตชัยที่นอนตายแทบเท้าก่อนจะกระดิกนิ้ว ห่อกระดาษที่ถูกซ่อนอยู่ในกระเป๋าลอยคว้างขึ้นมาและเลื่อนเข้าไปอยู่ในมือของราชันย์มาร

“ไม่ว่าเมื่อไหร่มนุษย์ก็ยังต้องการมีความสุขจากการฝัน”ลูซิเฟอร์พูดพลางมองเม็ดยาสีขาวสะอาดภายในห่อ”ช่างเป็นสีที่ตรงกันข้ามกับผลที่ได้อย่างเหลือเกิน”

“หากท่านต้องการยา ผมยินดีจะยกให้ทั้งหมด”กฤตชัยรีบพูดเอาใจ อีกฝ่ายเปล่งเสียงหัวเราะ

“ของแบบนี้เหมาะสำหรับพวกมนุษย์เท่านั้น”พูดพลางรวบมือบดทั้งยาและห่อกระดาษจนเป็นผงก่อนจะปล่อยให้ร่วงพรูลงบนพื้น กฤตชัยแทบจะปล่อยให้ตัวเองปัสสาะราดเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของคนจำนวนหนึ่งผุดขึ้นจากพื้นคลานเข้าไปหาฝุ่นละอองที่จอมปิศาจเพิ่งโปรยลงมาและยื้อแย่งกันสูบกลืนกันอย่างหิวกระหาย ลูซิเฟอร์มองด้วยดวงตาเย้ยหยัน

“ขนาดเป็นเพียงวิญญาณก็ยังมีความละโมบ”

กฤตชัยพยายามสูดลมหายใจเข้าและกลืนน้ำลายลงคอหลายครั้งก่อนจะเอ่ยปากถาม

“ถ้าไม่ต้องการยา แล้วท่านมาพบผมเพื่ออะไร”

ดวงตาของลูซิเฟอร์ทอแสงเรื่อเรืองขึ้นวูบหนึ่ง

“เพื่อช่วยคุณ”เขาเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ”บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ผมจะทำให้ความปรารถนาของคุณเป็นจริง”

ภายใต้เงาแห่งปีกสีดำ ปิศาจจำนวนหนึ่งผุดขึ้นมาพื้นพุ่งตรงไปยังร่างไร้วิญญาณของลูกน้องกฤตชัย เมื่อพวกมันแทรกตัวลงไปในกายอันเย็นเฉียบ ร่างทั้งหมดก็สั่นกระตุกและค่อยๆลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางแข็งกระด้างผิดมนุษย์ ลูซิเฟอร์รอจนกระทั่งบริวารผีดิบก้าวมายืนตรงหน้าครบทุกตัวแล้วจึงหันไปยังกฤตชัยอีกครั้ง

“ขอเพียงทำตามที่ผมบอก ทุกอย่างในโลกนี้ก็จะเป็นของคุณ หากยินดีรับข้อเสนอก็จงยื่นมือออกมา”

ถึงจะเคยได้ยินมาว่าค่าตอบแทนจากการทำสัญญากับปิศาจก็คือชีวิต แต่กฤตชัยกลับไม่ยอมเสียเวลาคิดแม้แต่น้อย ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า แม้จะเจ็บปวดยามถูกกรงเล็บของจอมมารกรีดลงไปบนข้อมือแต่เขาก็ยังคงยิ้ม เมื่อการจารึกคำสัญญาเสร็จสิ้นลง ลูซิเฟอร์จึงยิ้มกว้างพร้อมกับกล่าว

“ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความมืด คุณกฤตชัย”

*/*/*/**/*







มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 8 พ.ย. 2555, 19:15:58 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 8 พ.ย. 2555, 19:15:58 น.

จำนวนการเข้าชม : 1090





<< บทที่ 6 ลูซิเฟอร์   
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account