ทะเลดอกไม้ไฟ
เมื่อเพื่อนรักสมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป ทว่า มีฐานะเป็นถึงประธานองคมนตรี ที่ปรึกษาของมกุฏราชกุมารแห่ง
"นครรัฐออสเตคิน" ประเทศบนเกาะเล็กๆกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้เอ่ยปากเชื้อเชิญกึ่งบังคับให้วิศวกรหนุ่มไฟแรงอย่าง "ธรณ์" ให้เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการออกแบบรายละเอียดเพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งแรกของประเทศ และต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่นั่นจนกว่างานจะเสร็จสิ้น โดยมีค่าตอบแทนมูลค่ามหาศาลกับชีวิตความเป็นอยู่ที่แสนสะดวกสบายมาเป็นข้อเสนอที่ยากปฏิเสธยิ่งนัก หากไม่มีเรื่องของความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศอันเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนานบวกกับกระแสต่อต้านการโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จำเป็นต้องรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์ศิลปกรรมในเมืองท่าทางตอนเหนือของประเทศที่ประชาชนในท้องถิ่นนั้นรักและหวงแหนยิ่งชีวิตต่างหากล่ะ ที่ทำให้ ธรณ์ ต้องกุมขมับ เมื่อจินตนาการว่าจะต้องไปพบเจอกับอะไรบ้าง ถ้าจะตัดสินใจรับทำงานใหญ่ระดับอภิมหาโปรเจคระดับประเทศชิ้นนี้ โดยหารู้ไม่ว่า สิ่งที่เขาจินตนาการเองนั้น ไม่อาจเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่แท้จริงของความไม่สงบที่เกิดขึ้น ณ ดินแดนซึ่งได้รับสมญานามจากนานาประเทศว่า ดินแดนแห่ง "ม่านหมอกและดอกไม้ไฟ" ดินแดนที่จะทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล...
Tags: ธรณ์ มีมี่ เนเนสต์ มาร์ลิค ทะเล ดอกไม้ไฟ จินตนิยาย

ตอน: ตอนที่ 5 แม่มด??

ตอนที่ 5

เสียงประกาศยุติการชุมนุมจบลง ตอนเกือบห้าโมงเย็น ความจริงผู้คนในบริเวณจัตุรัสกลางเมืองเริ่มแยกย้ายกันกลับตั้งแต่คาจาร์กลับไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้แล้ว มีเพียงบางส่วนที่สนใจฟังข้อมูลอื่นๆจากทีมงานของกลุ่มสมัชชาฯ มาร์ลิคยังคงเดินกวาดตามองรอบตัวอย่างเป็นกังวล ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าที่เพนท์เฮ้าส์ ก็พบเพียงถ้วยซุปครีมเห็ดกับแซนด์วิชใส้แยมองุ่นและน้ำส้มคั้นสดวางอยู่บนโต๊ะกับดอกคามีเลียหนึ่งดอกและกระดาษโน้ตสีขาวที่เขียนข้อความว่า “Good Morning My Margie” ชายหนุ่มกวาดตามองอาหารทุกอย่างด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เหมือนกับว่า ถ้าไม่มีอาหารเช้ากับดอกไม้และกระดาษโน้ตที่วางอยู่ตรงนี้ เขาคงคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อคืนเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นจริงๆ โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดองค์หญิงชารีด้าดูเหมือนจะยากลำบากมากขึ้นทุกวัน ตั้งแต่กลับมาจากอเมริกา เพราะในเวลาที่อยู่ในประเทศนี้ เขามีฐานะเป็นเพียงที่ปรึกษาของเจ้าชายฟารินอส มกุฏราชกุมาร และต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด หน้าที่ที่สำคัญยิ่งชีวิต ตามคำสอนของผู้เป็นบิดาซึ่งปลูกฝังความจงรักภักดีต่อราชวงศ์โอซานให้กับเขาตั้งแต่จำความได้ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับองค์หญิงชารีด้า จะมีผู้ล่วงรู้ไม่ได้เป็นอันขาด….

มาร์ลิครีบเดินทางกลับมาที่เมืองไซเบิ้ลอย่างเร่งรีบสุดชีวิต แม้จะมาทันตั้งแต่ก่อนเริ่มเวทีปราศัยอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็ไม่พบแม้แต่เงาของเจ้าหญิงชารีด้า มีอยู่เพียงครั้งเดียว ครั้งเดียวเท่านั้นจริงๆที่เขารู้สึกเหมือนจะเห็นพระองค์ท่ามกลางกลุ่มคนมากมาย ทว่าเพียงไม่กี่วินาที ก็หายไปจากระยะของสายตาอีกจนได้ หากชายหนุ่มก็ไม่ละความพยายามในการทำหน้าที่ของตน เขายังคงเดินตามหาเจ้าหญิงชารีด้าอย่างไม่ย่อท้อและไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด กระทั่งการปราศัยยุติลงอย่างเป็นทางการแล้ว ถึงได้รู้ว่า กว่าสามชั่วโมงที่ผ่านมา เขาแทบไม่ได้หยุดพักเลย มาร์ลิคหยุดยืนหอบหายใจอย่างเหนื่อยๆ ใบหน้าคมเข้มดูซีดเซียวและอิดโรย และตอนนี้เอง เสียงสัญญาเตือนข้อความโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มรีบล้วงกระเป๋ากางเกงเอาโทรศัพท์ออกมาอ่าน เป็นข้อความซึ่งส่งมาจากเบอร์ที่ป้องกันการมองเห็นหมายเลขโทรศัพท์ และมีข้อความว่า “ไม่ต้องตามหาแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ ฉันปลอดภัยดี ตอนนี้กำลังเตรียมตัวไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดกับเจ้าพี่ฟารินอส แล้วพบกัน”

เป็นข้อความที่เขาอ่านแล้วโล่งใจอย่างที่สุด เพราะนั่นหมายความว่าองค์หญิงชารีด้าเสด็จกลับไปถึงวังอย่างปลอดภัยแล้ว แค่นี้เขาก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง และขณะกำลังอ่านข้อความซ้ำอีกครั้ง อยู่ดีๆมาร์ลิคก็รู้สึกเหมือนมีร่างของใครสักคนพุ่งเข้ามาปะทะจากทางด้านข้างเต็มแรงจนเขาเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ

“อุ๊ย ขอโทษค่ะ เป็นอะไรรึเปล่าคะคุณ”

ชายหนุ่มหันไปมองเจ้าของเสียงแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ร่างหญิงสาวท่าทางแปลกๆ ทั้งชุดคลุมสีดำทั้งตัวที่คลุมทั้งใบหน้าและศีรษะจนมองเห็นแค่ลูกตาเพียงข้างเดียวกับท่ายืนค้อมตัวคล้ายคนหลังค่อมนิด ทั้งที่จากน้ำเสียงก็ไม่น่าจะอายุมากนัก หากยังไม่ทันมีฝ่ายใดได้พูดอะไรอีกเสียงโทรศัพท์มือถือของมาร์ลิคก็ดังขึ้นอีกครั้ง และเป็นสายจากข้าหลวงประจำพระราชวังนั่นเอง

“คุณมาร์ลิคครับ องค์ชายมีรับสั่งให้ผมโทรมาเรียนคุณว่า มื้อค่ำวันนี้ ให้คุณกับคุณธรณ์มาร่วมโต๊ะเสวยด้วย ประมาณหนึ่งทุ่มตรง”

“ครับ ขอบคุณที่โทรมาบอกนะครับ”

มาร์ลิคตอบกลับไปสั้นๆก่อนจะกดวางสายและเดินออกจากบริเวณนั้นไป โดยไม่ใส่ใจกับหญิงสาวคนที่คอยมองทุกอิริยาบทของเขาแทบไม่ละสายตา มีมี่ถอนใจยาวกับตัวเอง ที่มาร์ลิคไม่ได้สงสัยอะไรกับการที่เธอแอบชะโงกหน้าไปอ่านข้อความในมือถือของเขาจนไม่ทันระวังตัวถูกคนเดินผ่านไปมามาชนเข้า แม้จะไม่ทันได้อ่านทุกข้อความอย่างละเอียด แต่ก็มีหนึ่งคำที่มองเห็นพอดีก็คือคำว่า เซิร์ฟบอร์ด หญิงสาวจึงตัดสินใจพาตนเองไปยังชายหาดอย่างไม่ลังเล




ด้วยความเพลียและเหนื่อยล้าจากการเดินไม่หยุดท่ามกลางผู้คนมากมาย เขาจึงตัดสินใจไปที่บ้านพักของธรณ์เพื่อขอพักผ่อนอยู่ที่นั่นชั่วคราวจนกว่าจะได้เวลารับประทานอาหารมื้อค่ำในพระราชวัง

“ผมเห็นคุณแว้บๆที่เวทีปราศัย พยายามเรียกแล้วก็เดินตาม แต่คุณไม่ได้ยิน แล้วก็ถูกกลืนหายไปกับฝูงชน ผมอยู่ฟังไม่นานก็กลับแล้ว”

“คุณเห็นผมด้วยเหรอ”

มาร์ลิคลืมตาและลุกขึ้นนั่งตัวตรงราวกับกำลังระมัดระวังอะไรบางอย่าง ธรณ์พยักหน้าช้าๆ และมองเขาอย่างแปลกใจ ท่าทางของมาร์ลิคดูเหมือนมีอะไรอยู่ในใจตลอดเวลา

“ซาฮินบอกผมว่า คุณไม่เคยไปฟังการปราศัยเลยสักครั้งเดียว แล้วทำไมคราวนี้ถึงไปได้ล่ะ อย่าบอกนะว่าแค่ไปตาม หาผม”

ธรณ์ถามตรงๆ และก็ทำให้มาร์ลิคต้องเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเสมองไปทางนาฬิกาที่ผนังห้องรับแขก

“คุณสนใจกีฬาเซิร์ฟบอร์ดรึเปล่าธรณ์ ตอนสมัยเรียนคุณชอบเล่นกีฬาทางน้ำไม่ใช่เหรอ ผมยังจำได้ว่าคุณเคยเป็นตัวแทนของคณะเราลงแข่งว่ายน้ำในงานกีฬากระชับมิตรระหว่างชั้นปีด้วย”

และก็เป็นการเปลี่ยนประเด็นความสนใจที่ได้ผล ใจจริงธรณ์ก็นึกอยากชวนมาร์ลิคออกไปที่ชายหาดอยู่แล้ว เพราะเขาก็อยากเห็นและชื่นชมพระปรีชาในด้านกีฬาของเจ้าชายฟารินอส ซึ่งจากที่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของพระองค์ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ธรณ์พอจำได้ว่า เจ้าชายให้ประทานสัมภาษณ์ทรงโปรดกีฬาเซิร์ฟบอร์ดเป็นพิเศษ

“คุณกำลังจะชวนผมไปที่ชายหาดเหรอ”

มาร์ลิคไม่ตอบแต่ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปหน้าบ้าน ธรณ์จึงรีบเดินตามเขาไป ทั้งสองให้ซาฮินขับรถพามาส่งตรงถนนเลียบชายหาดในเขตพระราชฐานซึ่งเป็นสถานที่หวงห้ามเพราะเป็นชายหาดส่วนพระองค์ บริเวณจึงค่อนข้างเงียบสงบ หากก็สวยงามและสะอาดตาสมกับที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ธรณ์เดินตามมาร์ลิค ผ่านกลุ่มราชองครักษ์ไปตรงหาดทรายสีขาวละเอียด เมื่อมองไปที่ท้องทะเลสีฟ้าเข้มในช่วงใกล้เวลาแดดร่มลมตก ก็เห็นเจ้าชายฟารินอสกับกระดานโต้คลื่นอยู่กลางทะเล นอกจากพระองค์ ยังมีเงาร่างของใครอีก 2 คน ซึ่งมองเห็นได้ในระยะสายตาด้วย

“ตรงนี้บรรยากาศดีจัง สวยมากๆ”

ชายหนุ่มเปรยขึ้นขณะเดินด้วยเท้าเปล่าไปตามหาดทรายสีขาว ในขณะที่มาร์ลิคก็ยังจับจ้องไปที่ท้องทะเลอย่างไม่ละสายตา

“มาร์ลิค ผมว่าจะไปเดินเล่นแถวๆนี้หน่อยนะ ผมไม่ค่อยได้เดินบนหาดทรายสะอาดๆแบบนี้มานานมากแล้ว”

“ตามสบายเถอะ แล้วเข้าไปเจอกันในพระราชวังตามเวลานัดเลยก็ได้”

ธรณ์ก้มลงพับขากางเกงให้สูงขึ้นประมาณหัวเข่าและพับแขนเสื้อเชิ้ตทั้งสองข้างให้ทะมัดทะแมง ก่อนจะเดินไปตามแนวชายหาดอย่างสบายอารมณ์ สายลมทะเลกับเสียงคลื่นและอากาศบริสุทธ์ทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่ง และผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่วันนี้ ในหัวของเขามีเรื่องอะไรให้คิดมากมาย แต่พอได้สัมผัสและดื่มด่ำกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ก็เหมือนได้ช่วยให้ลืมความเครียดไปได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ชายหนุ่มเดินทอดอารมณ์มาเรื่อยๆ ไม่แน่ใจว่าไกลจากเขตพระราชฐานแค่ไหน หากความรู้สึกคล้ายมองเห็นเงาตะคุ่มๆอยู่หลังต้นสนต้นหนึ่งจากด้านของบนฝั่งก็ทำให้เขาต้องหยุดเพ่งมองและรีบเดินตรงดิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนเจ้าของร่างนั่นจะรู้ตัวแล้ว และรีบวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ !!”

ธรณ์ตะโกนพลางวิ่งตามไปด้วยความเร็วสูงสุดเช่นกัน

“แม่มดชัดๆ”

เขาพึมพำกับตัวเองเมื่อแน่ใจว่าร่างที่เห็นคือหญิงสาวในชุดผ้าคลุมสีดำทั้งตัวคนเดิม หากคราวนี้ เธอไม่ได้เดินงุ่มง่ามหลังค่อมราวกับคนแก่อีกแล้ว แต่กำลังวิ่งหนีเขาไกลออกไปเรื่อยๆ ธรณ์ไม่ยอมแพ้ ความน่าสงสัยของหญิงสาวคนนี้มีมากเกินกว่าที่เขาจะปล่อยให้เธอวิ่งหนีไปเฉยๆ และในที่สุดเขาก็วิ่งมาเกือบถึงร่างนั้น ชายหนุ่มเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อเธอที่พัดปลิวตามแรงลมจนทำให้หญิงสาวเสียหลักเซถลาไปชนกับต้นสนต้นใหญ่เข้าเต็มแรง

“คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ อย่าพยายามเลย ยังไงวันนี้ผมก็ต้องเห็นหน้าคุณให้ได้”

ธรณ์พูดปนหอบพลางยึดไหล่ทั้งสองข้างของหญิงสาวไว้แน่นพร้อมกับดันร่างของเธอไปติดกับต้นสนใหญ่
มีมี่มองสบตาตอบเขาอย่างไม่แววหวาดหวั่นใดๆทั้งสิ้น เธอยังคงหอบเล็กน้อยจากการออกแรงวิ่งจนสุดแรง

“คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับฉัน ปล่อยนะ ไม่งั้นฉันจะร้องเรียกให้คนมาช่วย ฉันจะตะโกนบอกทุกคนว่าคุณจะกำลังขืนใจฉัน”

ธรณ์หัวเราะออกมาเบาๆกับสิ่งที่ได้ยิน ความน่ากลัวเหมือนแม่มดของหญิงสาวดูจะหายไปเหลือเพียงความเป็นหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น นัยน์ตาของเขาเป็นประกายอย่างนึกสนุก

“ก็ลองดูสิ ถ้าคุณร้อง ผมจะกระชากผ้าคลุมคุณออกมาจูบซะเลย ไหนๆ ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกชอบใช้กำลังกับผู้หญิงอยู่แล้วนี่ ทำมันจริงๆเลยแล้วกัน”

มีมี่พยายามปัดป้องสุดกำลังไม่ให้ธรณ์ดึงผ้าคลุมศีรษะออกไปได้ ทว่า ในความเป็นจริงเขาก็เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงและมีพละกำลังเกินกว่าจะต้านทาน นอกจากจะพยายามดึงผ้าคลุม ธรณ์ยังก้มหน้าลงมาชิดจนเธอรู้สึกได้ถึงกลิ่นน้ำยาหลังโกนหนวดของเขา ผ้าคลุมถูกกระชากหลุดเลื่อนออกจากศีรษะจนมองเห็นเสี้ยวหน้ากับดวงตาอีกข้าง และในวินาทีนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มก็ดังขึ้น มีมี่อาศัยจังหวะนั้นยกเข่ากระแทกตรงกลางลำตัวของชายหนุ่มอย่างสุดแรง จนเขาร้องลั่น เท่านั้นยังไม่พอเธอยังก้มลงไปกำเม็ดทรายบนพื้นปาใส่ใบหน้าเขาก่อนจะวิ่งหนีหายไป ทิ้งให้ชายหนุ่มทรุดลงนั่งตัวงอร้องโอดโอยอย่างหมดท่า ธรณ์ยกมือขึ้นปัดเศษทรายออกจากตาและใบหน้า นัยน์ตาของชายหนุ่มแดงก่ำขณะใช้อีกมือดึงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงออกมากดรับ

“ธรณ์ คุณอยู่ที่ไหน อีกครึ่งชั่วโมงจะได้เวลาอาหารมื้อค่ำแล้วนะ เจ้าชายเลิกเล่นเซิร์ฟบอร์ดแล้ว และตอนนี้พ่อครัวก็กำลังเตรียมอาหารสำหรับขึ้นโต๊ะเสวยอยู่”

“ขอโทษทีมาร์ลิค ผมเดินเล่นเพลินไปหน่อย จะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”

เขาตอบแล้วกดวางสายโทรศัพท์แล้วถอนใจเฮือกใหญ่ ภาพแววตาของหญิงสาวชุดคลุมสีดำยังแจ่มชัดอยู่ในความรู้สึก แววตาคู่ที่ดูตื่นตระหนก ซึ่งเมื่อได้มองเห็นใกล้ๆแล้ว ต้องยอมรับว่าแทบไม่หลงเหลือความน่ากลัวแบบที่เธอชอบมองเขาตอนพบกันสองครั้งก่อนหน้าเลยสักนิด ราวกับเป็นคนละคน ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยว่าการที่เขาได้พบเจอกับเธอบ่อยๆ ในสถานที่และสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจกันแน่ และอีกคำถามที่ตามมาก็คือ เธอดวงตาอีกข้างทำไม ที่ปิดบังใบหน้าก็พอเข้าใจว่าเป็นเรื่องของศาสนา และเขาก็ค่อนข้างแน่ใจว่าจากสิ่งที่มองเห็น ดวงตาอีกข้างของเธอไม่ได้มีอะไรผิดปกติสักนิดเดียว อย่างไรก็ตาม เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่ และที่อยากรู้มากที่สุดก็คือ เธอกำลังทำอะไรอยู่ ?

ธรณ์เดินกลับเข้ามาในเขตพระราชวังด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อยเหมือนคนหมดแรงจากการใช้กำลังอย่างหนัก มากกว่าแค่ไปเดินเล่นริมชายหาด มาร์ลิคมองสภาพมอมแมมของเพื่อนแล้วก็ขมวดคิ้ว

“คุณไปทำอะไรมาน่ะ เนื้อตัว เสื้อผ้าเลอะเทอะ มีแต่ทรายเต็มไปหมด ผมว่าคุณไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่า ที่นี่พอมีเสื้อผ้าองผมอยู่บ้าง เดี๋ยวผมเรียกพ่อบ้านให้พาไป วันนี้องค์ชายมีพระราชอาคันตุกะมาร่วมโต๊ะเสวยด้วย”

ธรณ์พยักหน้าเห็นด้วยกับมาร์ลิค เพราะการไปร่วมโต๊ะเสวยในสภาพเช่นนี้คงดูไม่เหมาะสมนัก และคำว่าพระราชอาคันตุกะ ก็ทำให้เขานึกสงสัย หากไม่ทันได้ถามอะไรต่อ ก็ต้องรีบเดินตามข้าหลวงคนหนึ่งไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปร่วมโต๊ะให้ทันตามเวลาที่กำหนดไว้


เมื่อได้เวลาหนึ่งทุ่ม ธรณ์ก็ได้คำตอบว่า ใครคือพระราชอาคันตุกะของเจ้าชายฟารินอส เขาเคยเห็นเจ้าชายองค์นี้ผ่านทางสำนักข่าวต่างประเทศอยู่บ้าง เพียงแต่นึกพระนามไม่ออกเท่านั้นเอง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ผู้ร่วมโต๊ะเสวยอีกพระองค์ เจ้าหญิงชารีด้านั่นเอง ธรณ์แทบกลั้นหายใจ เมื่อมองเห็นพระพักตร์ของเจ้าหญิงเต็มตา และครั้งนี้ก็เปิดเผยพระพักตร์ให้เห็นความงดงามเกินกว่าคำร่ำลือเสียอีก ความงามกับความน่ารักสดใสของพระองค์ ทำให้ชายหนุ่มนึกถึกดอกกุหลาบแรกแย้ม ที่เต็มไปด้วยเส่นห์อันน่าหลงไหล ไม่เหมือนที่เขาเคยจินตนาการไว้สักนิด องค์หญิงชารีด้าที่เขากำลังทำความรู้จักอยู่ขณะนี้ ทรงได้รับวัฒนธรรมตะวันตกมาเต็มเปี่ยม แม้จะฉลองพระองค์ด้วยชุดกระโปรงผ้าพื้นเมืองแบบเรียบง่ายก็ตาม

“ขอแนะนำให้รู้จักผู้ร่วมโต๊ะเสวยในมื้อนี้ คุณธรณ์ เป็นวิศวกรชาวไทยและเป็นเพื่อนของมาร์ลิคที่จะมาช่วยงานโครงการท่าเรือน้ำลึกของเรา”

พระสุรเสียงนุ่มนวลของเจ้าชายฟารินอสดังขึ้น เมื่อเสด็จมาประจำตำแหน่งที่หัวโต๊ะเสวยรูปสีเหลี่ยมผืนผ้ากลางห้องโถงใหญ่ โดยมีธรณ์กับมาร์ลิคนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่ธรณ์ยังไม่อาจละสายตาจากพระพักตร์ของเจ้าหญิงชารีด้าได้ มาร์ลิคก็เป็นฝ่ายเอ่ยแนะนำต่อจากเจ้าชายฟารินอสตามหน้าที่

“ธรณ์ เจ้าหญิงชารีด้า พระขนิษฐาขององค์ชายกับเจ้าชายอาร์กฟา พระคู่หมั้น”

ธรณ์แทบไม่ได้สังเกตเลยว่า มาร์ลิคพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพียงใด เขาลุกขึ้นยืนค้อมศีษะถวายความเคารพทั้งสองพระองค์อย่างสุภาพนอบน้อมก่อนจะนั่งลงตามเดิม

“เราเคยคุยกันครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวาน ไม่รู้ว่าคุณจะจำได้รึเปล่า”

เจ้าหญิงชารีด้ามีรับสั่งกับธรณ์โดยตรง เขายิ้มกว้างออกมา

“จำได้ขึ้นใจเลยพะยะค่ะ กระหม่อมขอขอบพระทัยเป็นอย่างสูงสำหรับชาจัสมิน ที่ทรงให้เกียรติชงให้ด้วยพระองค์เอง”

“ชารีด้าชอบเล่นซุกซนแบบนี้เสมอเลย แต่คุณฉลาดมากที่แค่สบตาก็จำได้”

ธรณ์หันไปมองเจ้าชายอาร์กฟา เมื่อได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์เป็นครั้งแรก ชายหนุ่มนึกเปรียบเทียบระหว่างเจ้าชายทั้งสองพระองค์ แล้วก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน เจ้าชายฟารินอสนั้น ท่าทางสุขุมเยือกเย็น คำพูดนุ่มนวลราบเรียบ ทว่ากลับมีอำนาจทำให้ผู้ฟังต้องสนใจฟังราวกับต้องมนต์ แต่เจ้าชายอาร์กฟา ทรงมีบุคลิคสง่าผ่าเผย พระพักตร์คมเข้มโดดเด่น ท่าทางเฉลียวฉลาด แววพระเนตรนั้นบ่งบอกว่าเป็นคนอ่านง่าย อารมณ์ความรู้สึกต่างๆถูกแสดงออกผ่านสีพระพักตร์กับแววพระเนตรสีน้ำตาลเข้ม

“ที่หญิงชอบคลุมหน้าและศีรษะ ไม่ให้ใครเห็นใบหน้าที่แท้จริงบ่อยๆ ก็เพราะว่า จะได้มีคนไปร่ำลือต่อๆกันไงคะว่า องค์หญิงชารีด้า สวยและงดงามมาก มันน่าภูมิใจดีออกค่ะ”

“แต่ก็เป็นความจริงไม่ใช่หรือกระหม่อม ไม่ได้เป็นแค่คำร่ำลือเลยสักนิด”

ธรณ์เอ่ยออกมาจากความรู้สึกจริงๆ เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่าสวยจนชวนตะลึง ก็ตอนได้สบสายพระเนตรกับองค์หญิงชารีด้านี่เอง ชายหนุ่มนึกถึงคำบอกเล่าของซาฮิน เกี่ยวกับมาร์ลิคว่าถึงกับเพ้อในความงดงามของพระองค์ตอนได้เห็นพระพักตร์เป็นครั้งแรก ซึ่งเขาไม่แปลกใจสักนิดเลย ถ้ามันจะเป็นความจริง ไม่เพียงแค่ความงดงามที่มองเห็น ทว่า ทุกอากัปกิริยาของพระองค์ก็ชวนมองและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจต่อเพศตรงข้ามได้อย่างน่าประหลาด ธรณ์เหลือบไปมองมาร์ลิคแวบหนึ่ง ก็เห็นเพื่อนรักก้มหน้าก้มตาทานอาหารด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนกำลังมีเรื่องหนักใจตลอดเวลา

“พูดได้ถูกใจฉันจริงเชียว งั้นมื้อนี้ฉันขอแนะนำชาอีกชนิดให้คุณเป็นการตอบแทนอีกสักครั้งดีกว่า ไม่รู้ว่าคุณเคยรู้จักหรือลองชิมชาลูกเกดบ้างรึเปล่า เป็นชาพื้นเมืองที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงพอสมควร พวกเราไม่ดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ก็เลยนิยมดื่มชากับกาแฟเป็นส่วนใหญ่”

“ไม่เคยเลย นี่เป็นครั้งแรก กระหม่อมขอขอบพระทัยองค์หญิง”

ธรณ์พูดพร้อมรอยยิ้มอย่างยินดี ขณะเอื้อมมือไปรับถ้วยชาจากเจ้าหญิงชารีด้า

“เจ้าชายอาร์กฟา ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมทำงานโครงการของพวกเรา และจะทำงานร่วมกับคุณและมาร์ลิคโดยตรง วันนี้เราเลยชวนคุณมาร่วมโต๊ะด้วยกันอีกมื้อ เพื่อให้ทำความรู้จักกัน อาร์กฟาจะเป็นผู้ออกแบบท่าเรือและพิจารณาแผนแม่บททางหลวงที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมด”

เจ้าชายฟารินอสรับสั่ง

“นับเป็นเกียรติอย่างสูงของกระหม่อม ที่มีโอกาสได้ทำงานรับใช้ฝ่าบาท กระหม่อมจะถวายการรับใช้อย่างสุดความสามารถพะยะค่ะ”

ธรณ์ค้อมศีรษะให้กับเจ้าชายอาร์กฟาขณะพูด

“ไม่ต้องถ่อมตัวขนาดนั้นหรอก เราเองก็ต้องพึ่งพาอาศัยความสามารถของคุณกับมาร์ลิคเหมือนกัน พวกเราทุกคนต้องร่วมมือกันทำงานให้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องพบเจอกับอุปสรรคใดๆก็ตาม”

ได้ยินคำว่าอุปสรรคในความหมายของเจ้าชายอาร์กฟา วิศวกรหนุ่มก็เข้าใจได้ทันทีว่าทรงหมายถึงอะไร

“จริงสิ ได้ยินมาร์ลิคบอกว่า วันนี้คุณไปฟังคำปราศัยของกลุ่มสมัชชาฯมาด้วย มีความคิดเห็นเป็นอย่างไรบ้าง เราอยากทราบความรู้สึกในมุมมองความคิดของคุณ พูดมาอย่างที่ใจคิดเลย ไม่ต้องเกรงใจ”

“กระหม่อมอยากทูลว่า ในฐานะที่เป็นชาวต่างชาติ ที่มองจากมุมของกระหม่อมเอง กระหม่อมเข้าใจทั้งสองฝ่าย และสิ่งที่กำลังจะเกิด ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การจะได้อะไรมา ก็ต้องแลกกับการสูญเสียอะไรไปเช่นกัน ไม่มีคำว่าได้อย่างเดียว และไม่มีคำว่าสูญเสีย โดยไม่ได้รับการตอบแทนใดๆ ฝ่ายที่เลือกท่าเรือน้ำลึก ก็ต้องสูญเสียอะไรไปหลายอย่างไม่แตกต่างกับฝ่ายที่เลือกเมืองมรดกโลกเลย พะยะค่ะ”

“ไม่แปลกหรอกที่คุณจะคิดแบบนี้ นี่คือมุมมองของบุคคลที่สาม ที่อาจจะเห็นอะไรแตกต่างไปจากพวกเราชาวออสเตคิน โครงการของพวกเรายังไงก็ต้องเดินหน้า จะให้คนๆเดียว มาทำลายไม่ได้เด็ดขาด”

“ฝ่าบาททรงหมายถึง “

“ใช่ เราหมายถึงคาจาร์ อสรพิษเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นแหละ ไม่ต้องตกใจหรอกที่เราเรียกคาจาร์แบบนี้ คุณยังรู้จักผู้ชายคนนี้น้อยไป คงต้องคุยกับมาร์ลิคและให้มาร์ลิคเล่าวีรกรรมต่างๆให้ฟังมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้น คงไม่พ้นได้ถูกเป่าหูจนหลงคารมมันอีกคน”

มาร์ลิคเงยหน้าขึ้นมาพร้อมหันไปสบตากับธรณ์ เมื่อได้ยินรับสั่งของเจ้าชายฟารินอส

“เราอิ่มแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนก่อน ฝากไปส่งชารีด้าที่ตำหนักในบาตูฮานด้วยนะอาร์กฟา พรุ่งนี้น้องเราต้องไปร่วมงานเลี้ยงกับเสด็จพ่อทั้งวัน”

“วันนี้ฟารินอสดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเลย ตั้งแต่ก่อนออกไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดด้วยกันแล้ว”

“นั่นสิคะ หญิงก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วเป็นอะไรไม่รู้ พูดเหมือนอยากให้หญิงรีบกลับไปบาตูฮานบ่อยมาก แทบจะไล่เลยก็ว่าได้”

องค์หญิงชารีด้ากับเจ้าชายอาร์กฟา พูดคุยกับธรณ์อีกสักพักก็เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อเดินทางไปที่บาตูฮาน เหลือเพียงธรณ์กับมาร์ลิคที่ยังนั่งอยู่

“คุณมีเรื่องไม่สบายใจอะไรรึเปล่ามาร์ลิค ผมได้ยินคุณพูดแทบนับคำได้เลยนะ”

ธรณ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ตั้งแต่ได้พบกันเขาแทบไม่เคยเห็นมาร์ลิคมีรอยยิ้มเลยสักครั้ง ยิ่งวันนี้ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเขาทั้งเงียบและดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่กับตัวเองตลอดเวลา

“หลายเรื่องเลย แทบจะอธิบายไม่ถูกว่ากำลังไม่สบายใจเรื่องไหนมากกว่ากัน”

พูดจบมาร์ลิคก็ถอนใจยาวและเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เหมือนคนหมดแรง

“ผมเป็นห่วงองค์ชาย คุณคงไม่รู้ว่าคาจาร์มันทำพวกเราแสบมาก เวปไซต์ใต้ดินของพวกมัน ทำรูปล้อเลียนเป็นรูปผมกับองค์ชายฟารินอส นั่งเล่นเกมส์ซิมซิตี้ ด้วยกัน คุณน่าจะเคยเล่นเกมนี้นะ”

ธรณ์พยักหน้ารับ เขารู้จักและเคยเล่นเกมนี้จริง มันเป็นเกมคอมพิวเตอร์ ที่จำลองการสร้างเมือง บริหารเมืองตามจินตนาการของผู้เล่น ถ้าเป็นอย่างที่มาร์ลิคเล่ามา ก็ต้องถือว่า อีกฝ่ายเล่นแรงมาก คล้ายเป็นการล้อผู้นำประเทศกับที่ปรึกษาว่าเป็นเหมือนเด็กเล่นเกม มากกว่าจะมาบริหารประเทศ

“คาจาร์เป็นคนยังไงกันแน่ มาร์ลิค เท่าที่เห็นวันนี้ ผมว่าเขาเป็นที่รักของประชาชนมากๆเลยนะ พูดอะไรออกไปทุกคนก็เชื่อฟังและเห็นดีเห็นงามด้วยหมด และเขาก็พูดเหมือนเขารักที่นี่มากๆด้วย”

“เรื่องของคาจาร์ เล่าสามวันแปดวันก็คงไม่จบ เพราะความทระนงตนว่ามีอำนาจของฝ่ายมหาดไทยบางส่วนอยู่ในมือแถมประชาชนให้การสนับสนุนมากมาย ก็เกิดความมักใหญ่ใฝ่สูงขึ้นมา และพยายามอย่างยิ่งที่จะขัดขวางการทำงานทุกอย่างของเจ้าชายกับรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า เจ้าชายล้มเหลวในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ ส่วนไอ้ความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด อยากเป็นเมืองมรดกโลก ก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งในการสร้างภาพพจน์เท่านั้นแหละ ไหนจะเรื่องฉาวโฉ่ของคาจาร์สมัยอยู่ฝ่ายรัฐบาลเมื่อยี่สิบปีก่อนอีก คนๆนี้ มีแต่ความเห็นแก่ตัว และทำทุกอย่างเพื่อตัวเองเท่านั้น”

ธรณ์รับฟังที่มาร์ลิคพูดอย่างอึ้งๆ กับเบื้องลึกเบื้องหลังของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้

“ผมเติบโตมากับราชวงศ์ พ่อแม่ของผม ตระกูลของผมรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาตลอดหลายชั่วอายุ มีเรื่องราวของพวกกบฏและผู้ทรยศมากมาย ในแผ่นดินนี้ และคาจาร์ก็เป็นหนึ่งในคนประเภทนั้น เขาไม่เคยมีความจงรักภักดีกับราชวงศ์อย่างแท้จริง และนับวันก็ยิ่งแสดงออกชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ”

มาร์ลิคยังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงหนักใจ

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและค่อนข้างละเอียดอ่อนนะ ยังไงเขาก็คงไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะต่อต้านโครงการของรัฐบาล แล้วเราก็จะดำเนินการตามแผนของเราต่อไปท่ามกลางกระแสต่อต้านแบบนี้น่ะหรือ”

“ปัญหาทุกอย่างมีไว้ให้แก้ไม่ใช่เหรอ ทุกวันนี้ผมกับองค์ชายก็ปรึกษาหารือกันทุกวัน และเราก็จะแก้ปัญหาตามแนวทางของเรา โดยไม่มีคำว่ายกเลิกโครงการอยู่ในหัวอย่างแน่นอน”

มาร์ลิคตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาฉายแววความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวอย่างที่ธรณ์ไม่ค่อยได้เห็นแง่มุมแบบนี้ของเพื่อนเท่าไหร่นัก

……………………………………………………………………………………………………

จบตอนที่ 5

ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านกันนะคะ มีคนอ่านกดชอบนิยายให้อยู่ก็ยังถือถือว่ามีคนอ่านแล้วกันเนอะ เข้าข้างตัวเอง ฮ่าๆ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ



TheMoonsea
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 15 พ.ย. 2555, 08:19:37 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 15 พ.ย. 2555, 08:19:37 น.

จำนวนการเข้าชม : 1064





<< ตอนที่ 4 'No Deep Sea port ,No Pollution'   ตอนที่ 6 ความขัดแย้ง >>
หมีสีชมพู 15 พ.ย. 2555, 11:03:54 น.


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account