คุณชายร้ายเหลือ
บริษัทแอล.ที.อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทผลิตเครื่องประดับชื่อดังที่ทุกคนก็ใฝ่ฝันอยากจะเข้าทำงานที่นี่ แต่สำหรับชานนท์(แชมป์) ผู้บริหารหนุ่มคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องเลขาส่วนตัวมากที่สุดในบรรดาผู้บริหารทั้งหมด เขาจึงต้องคัดเลือเลขาส่วนตัวด้วยตัวเอง จนได้มาเจอกับเวณิกา(ตาว) สาวสวยสุดมั่นใจที่เพิ่งจบจากอเมริกาหมาดๆ ชานนท์ตกลงรับเวณิกาเป็นเลขาส่วนตัว นั่นทำให้ความใกล้ชิดระหว่างชานนท์และเวณิกามีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ชายหนุ่มที่หมายปองเวณิกาไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ยังมีชวิน พี่ชายผู้ร่าเริงของชานนท์ และคิมดงอุน นักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อชาวเกาหลีที่ตั้งใจจะใช้ความเป็นผู้ชายอบอุ่นพิชิตใจเวณิการ่วมเข้าแข็งขันด้วย ชานนท์จะทำอย่างไร? เขาจะบอกรักเวณิกาหรือไม่
Tags: น่ารัก โรแมนติค

ตอน: ปฐมบท

ท่าอากาศยานเชียงใหม่
ผู้คนพลุกพล่านเดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า นายคำปันกับนางศรีมาภรรยาของเขายืนชะเง้อรอใครบางคนให้ออกมาจากทางนี้เช่นกัน คนผู้นั้นจะต้องมีความสำคัญกับสองสามีภรรยานี้อย่างมากเพราะทั้งคำปันและศรีมาเองต่างก็แต่งตัวอย่างที่ดีที่สุด ไม่ได้แต่เหมือนเวลาทำงานในไร่หรือทำงานบ้านอย่างปกติ และแล้วผู้ที่ทั้งสองรอคอยก็ปรากฏตัวขึ้น ร่างบอบบางกลมกลึงในเสื้อถักสีอ่อนก้าวยาวๆ พร้อมรถเข็นที่บรรทุกกระเป๋าเดินทางหลายใบ
“พ่อ นั่นไง ยัยตาวออกมาแล้ว” ศรีมาสะกิดแขนสามี ชี้ไปยังเวณิกา
เวณิกา หรือ ตาว ลูกสาวคนเดียวของนายคำปันและนางศรีมา เศรษฐีชาวไร่เมืองเชียงใหม่ ครอบครัวของเวณิกาเป็นชาวไร่ชาวสวนขนานแท้ เธอจึงชอบกลิ่นโคลน กลิ่นน้ำ กลิ่นหญ้าเหมือนกับคำปันผู้เป็นพ่อ แต่กลับไม่มีทักษะการครัวเรือนอย่างศรีมาเลยสักนิด
“พ่อ...แม่” เวณิกาโผเข้ากอดทั้งสองอย่างแนบแน่นให้สมกับไม่เจอกันมาสองปี หลายปีที่เธอจากพ่อแม่ไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ และได้รับทุนไปเรียนต่อที่อเมริกาอีกสองปี ทำให้เธอห่างหายจากครอบครัวไปนานจนเกือบลืมไปแล้วว่าความอบอุ่นจากครอบครัวนั้นเป็นเช่นไร เวณิกามองดูคำปันและศรีมาเต็มตา ทั้งสองดูแก่ลงไปมาก คำปันผู้เคยเป็นชายรูปร่างบึกบึน บัดนี้กลับกลายซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด
“พ่อไปทำอะไรมาเนี่ย ทำไมดูซูบลง แก่แล้วล่ะสิ” เวณิกาว่า
“ไม่ได้เจอกันหลายปี ให้พ่อแก่บ้างเหอะว่ะ” คำปันโยกหัวลูกสาว
“มัวแต่คุยกัน แม่ว่าเรารีบไปกันเถอะ พวกไอ้จ่อยไอ้เปี๊ยกมันกำลังรอเราอยู่ที่บ้านนะ”
บ้านของเวณิกาอยู่นอกตัวเมืองเชียงใหม่ไปหลายกิโล แถมยังอยู่บนดอยสูงอีกด้วย กิจการของครอบครัวส่วนใหญ่จะปลูกผลไม้เมืองหนาวทั้งแบบสดและแประรูป และทำไร่ชา
รถโฟร์วีลเคลื่อนตัวมาจนถึงทางเข้าบ้านที่ติดป้ายขนาดใหญ่ว่า “ไร่คำปัน” แต่กว่าจะถึงตัวบ้านก็ต้องผ่านทางลูกรังโคลงเคลงยาวอีกหลายกิโลไปเสียก่อน
“แหม ไปอยู่นิวยอร์กเสียนานคิดถึงทางลูกรังโคลงเคลงบ้านเราจังเลยค่ะแม่ ที่โน่นถนนดี๊ดีเกินไปไม่เหมือนบ้านเราเลยค่ะ”
“นี่เอ็งว่าบ้านข้าเหรอวะ ยัยตาว” คำปันทำท่าจะเขกหัวลูกสาว
“แหม ไม่ได้ว่าซะหน่อย บ้านพ่อก็บ้านหนูเหมือนกันน่ะแหละ ยังไงซะบ้านเราก็ดีกว่าอยู่แล้ว ถูกมะ” เวณิกายิ้มอย่างทะเล้น
ทันทีที่เท้าแตะพื้นดิน เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังมาจากทางหนึ่ง เด็กหนุ่มรุ่นกระทงอายุราว 18-19 ปีสองคนกระโดดโลดเล่นเมื่อเห็นเธอ
“พี่ตาว..ววว”
“ไอ้จ่อย ไอ้เปี๊ยก พวกเอ็งโตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย”
เวณิกาจับไม้จับมือด้วยความดีใจกับอดีตลูกน้องในวัยเด็ก จ่อยและเปี๊ยกเป็นเด็กชาวเขาลูกคนงานในไร่ของคำปัน เปี๊ยกชะเง้อมองหาอะไรบางอย่าง
“ไหนผัวพี่ตาวล่ะ” เด็กหนุ่มถามโพล่งขึ้นมา ทำเอาศรีมาแทบสำลัก เวณิกาบิดหูจนเด็กหนุ่มร้องโอดโอย
“นี่แน่ะ ผัวเผอที่ไหนกัน ใครสั่งใครสอนให้พูดแบบนี้ห๊ะ” เวณิกาแหวใส่
“โอ๊ยยย เจ็บบบ ก็ลุงคำน่ะสิบอกว่าพี่ตาวไปอยู่เมืองนอกเสียนาน ไม่รู้ว่าจะกลับมาพร้อมผัวหัวทองหรือเปล่า” เปี๊ยกลูบคลำใบหูตัวเอง เวณิกาปรายตามองผู้เป็นพ่อที่ระเบิดหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ไม่มีโว๊ย เห็นรึเปล่าล่ะว่าฉันกลับมาตัวเดียว”
“จ๊ะๆ เห็นแล้วจ๊ะ”
“เอ้า ไอ้เปี๊ยก ไอ้จ่อยมาช่วยกันขนของเข้าบ้านโว๊ย” คำปันเร่งเด็กหนุ่มทั้งสอง
เวณิกาถอดเสื้อถักออก เพราะอากาศจริงภายนอกร้อนกว่าห้องแอร์ในสนามบินเกือบสามเท่า ก่อนจะเดินตามคนอื่นๆ เข้าไปในตัวบ้านที่ถูกสร้างให้เข้ากับยุคสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นล้านนาเอาไว้ เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขก เด็กสาวรับใช้ในบ้านยกน้ำเย็นลอยดอกมะลิชื่นใจมาเสิร์ฟ
“น้ำดอกมะลิฝีมือแม่ล่ะสิ”
“คุณตาว...ทูนหัวของใจ”
“ป้าใจ” เวณิกาอ้าแขนกอดสายใจแม่บ้านเก่าแก่ที่เคยเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็กๆ สายใจลูบหน้าลูบหลังด้วยความคิดถึง
“เอ้า พวกเอ็งนั่งเจ๋อกันทำไม ไม่ไปทำงานกันเหรอวะ” คำปันถามจ่อยและเปี๊ยก
“ไปจ๊ะ แต่ว่า...พี่ตาวไม่มีของฝากพวกเราบ้างเหรอจ๊ะ” จ่อยตอบพร้อมกับหัวเราะแหะๆ
“เอ้อ จริงสิ เกือบลืมไปเลย มาๆ มาเอาของฝากกันก่อน” หญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางใบเขื่องมาใกล้ตัว ก่อนจะเปิดออกอย่างคล่องแคล่ว จัดแจงของฝากให้กับทุกคนรวมไปถึงคนงานในไร่คนอื่นๆ ด้วย
กรุงเทพมหานคร
ตึกสูงใจกลางเมืองแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัท แอล ที วี อินเตอร์เนชั่นแนล ของตระกูลเลิศธนวิทย์ ผู้ผลิตเครื่องประดับและอัญมณีอันดับหนึ่งของประเทศไทย ทุกเช้าที่ชั้นจีของตึกนี้จะ พลุกพล่านไปด้วยพนักงานนับร้อยนับพันคนที่กำลังรีบเร่งให้ทันเวลาเข้าทำงาน เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กของพนักงานเงียบกริบลงเมื่อร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก้าวฉับๆ ฝ่าฝูงพนักงานที่หลีกทางให้เขาจนถึงลิฟต์ส่วนตัวของผู้บริหาร เขามองเงาสะท้อนตัวเองจากกระจกหน้าลิฟต์ เสื้อผ้าแบรนด์เนมเรียบกริบ ร้องเท้าหนังสีน้ำตาลมันวับ ตาเรียวยาวคมปลาบของเขามองตรงไม่วอกแวก ร่างสูงโปร่งผึ่งผายของชานนท์เดินเข้าไปในลิฟต์ที่มีคนเปิดรอไว้ให้ รปภ.โค้งให้เขาเมื่อก้าวเข้าไปในลิฟต์
ประตูลิฟต์ปิด เสียงพูดคุยที่เงียบลงเมื่อครู่กลับดังขึ้นอีกครั้งเหมือนเวลาที่ถูกหยุดไว้ เสียงบางเสียงก็เป็นเสียงโหวกเหวกโวยวายของพนักงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของชายหนุ่มเมื่อสักครู่
“ตายแล้ว คุณชานนท์ขึ้นไปแล้วหรือนี่ ตายๆๆๆ”
“โอ๊ย ลิฟต์ช้าจริงๆ ฉันว่าฉันเดินขึ้นไปดีกว่า”
“เฮ้ย แผนกคุณชานนท์อยู่ตั้งชั้น 10 นะ แกเดินไหวเหรอ”
“ไม่ไหวก็ต้องไหวล่ะ เจ้านายเฮี้ยบซะขนาดนั้น ไปล่ะ”
พนักงานส่วนหนึ่งที่กำลังรอลิฟต์จึงกรูกันไปที่บันไดอย่างรีบเร่ง
ชานนท์ เลิศธนวิทย์ ผู้บริหารหนุ่มแห่งแอล ที. ขึ้นชื่อว่าป็นผู้บริหารที่เจ้าระเบียบที่สุดในบรรดาผู้บริหารทั้งหมด งานทุกอย่างที่มาจากแผนกของชานนท์จึงได้ชื่อว่าเนี้ยบที่สุดในบรรดาแผนกอื่นๆ ‘เพลาๆ บ้าง’ จึงเป็นคำพูดที่ชวินและชมภูนิกข์ พี่ชายและพี่สาวคนโตหยอกล้อเขาอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าชวินและชมพูนิกข์จะเป็นพี่น้องท้องเดียวกับชานนท์ แต่การทำงานของทั้งสองกลับแตกต่างจากน้องชายคนเล็กอย่างสิ้นเชิง
ชวินเป็นชายหนุ่มรักสนุก และร่าเริง ในแผนกของเขาจึงเต็มไปด้วยความเป็นกันเองและรอยยิ้ม ส่วนชมภูนิกข์ด้วยความที่เป็นผู้หญิงและชอบเข้าสังคม พนักงานในแผนกของเธอจึงต้องติดตามเรื่องแฟชั่นควบคู่ไปด้วย คนไหนที่แต่งตัวไม่เข้ากับแฟชั่นในตอนนั้นก็จะถูกเหน็บแนมเอาได้ แผนกของชมพูนิกข์จึงเต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นน้ำหอมอบอวลตลอดเวลา ผิดกับแผนกของชานนท์ที่มักจะทำงานกันอย่างเงียบๆ ไร้เสียงหัวเราะหรือกลิ่นน้ำหอม นานๆ ครั้งจะมีเสียงกระซิบกระซาบกันบ้าง
“คุณชานนท์กำลังมาแล้ว!”
เสียงใครคนหนึ่งตะโกนบอกเพื่อนในแผนก พนักงานที่กำลังจับกลุ่มนั่งคุยกันก่อนหน้านี้ต่างก็รีบแยกย้ายไปนั่งประจำโต๊ะของตัวเอง
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์ดังเมื่อจอดที่ชั้น 10 ชานนท์ก้าวออกมาจากลิฟต์ เดินไปสู่แผนกของตัวเอง ผ่านพนักงานที่พากันยกมือไหว้เกือบจะพร้อมเพรียงกัน เขาหยุดกึกที่โต๊ะตัวหนึ่ง
“ดุจดาวไปไหน?” เขาถามเสียงขุ่น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
“ผมถามพวกคุณว่าดุจดาวไปไหน เขาเป็นเลขาส่วนตัวของผม ทำไมป่านนี้ยังไม่มาทำงานอีก” ตาเรียวของเขากวาดตามองทุกคน เหมือนว่าจะฉายแววไม่พอใจ
“คุณสมพิศ คุณเป็นหัวหน้าแผนกนี้ คุณพอจะให้คำตอบผมได้มั้ย” ชายหนุ่มตวัดตาไปยังหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง เธอเป็นพนักงานที่ทำงานในแผนกนี้มานานที่สุด และเป็นคนที่ชานนท์ไว้ใจที่สุด
“ดะ...ได้ค่ะ คือว่าคุณดุจดาว...”
“ตามมาอธิบายให้ผมฟังในห้อง” ชานนท์พูดจบก็หันกลับเข้าห้องทำงานของตัวเอง เสียงถอนหายใจโล่งอกดังขึ้นเฮือกใหญ่
“สู้ๆ นะเจ๊” พนักงานคนหนึ่งพูดกับสมพิศ
ชานนท์ถอดสูทตัวนอกออกแขวนให้เข้าที่ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้หมุนตัวใหญ่หลังโต๊ะไม้สักขัดมัน สมพิศเคาะประตูห้องเบาๆ ก่อนจะเปิดเข้ามา
“ไหนบอกมาซิว่าดุจดาวหายไปไหน ทั้งที่เพิ่งทำงานได้แค่ 5 เดือน” เขาถาม อารมณ์คุกรุ่นเริ่มจะคลายลง
“ดุจดาวลาออกแล้วค่ะ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา เอ่อ..คุณชานนท์ไปดูงานที่ปักกิ่งกับตั่วเสี่ยก็เลยไม่ทราบ” สมพิศตอบ
“ลาออกได้ไง ใครให้ออก แบบนี้ผมก็แย่น่ะสิ ต้องหาเลขาใหม่อีกแล้วเหรอเนี่ย” ชานนท์พูดในทำนองบ่น
“ยุบตำแหน่งนี้ซะดีมั้ย เลขงเลขาอะไรนี่ไม่ต้องมีหรอก” สายตาของชายหนุ่มมองทอดออกไปยังนอกตึก
“ไม่ได้หรอกค่ะ คุณชานนท์ทำคนเดียวไม่ไหวหรอกค่ะ เชื่อพิศสิคะ”
“รับมากี่คนๆ ก็ไม่เคยมีใครอยู่ถึงปีสักที เออ...แล้วเหตุผลที่ดุจดาวลาออกคืออะไร”
“ที่เขียนในใบลาออกคือจะกลับไปเรียนต่อค่ะ แต่เหตุผลที่แท้จริงคิดว่า...น่าจะถูกคุณชวินหักอกค่ะ” พอสิ้นเสียงของสมพิศ ชานนท์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเอือมระอา
“อีกแล้วเหรอ นี่พี่วินทำให้ผมเสียงานไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เฮ้อ...คุณพิศช่วยเป็นธุระหาเลขาใหม่ให้ผมหน่อยละกัน คราวนี้ผมจะสัมภาษณ์เองกับมือ”



sharpee
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 16 พ.ย. 2555, 23:54:09 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 16 พ.ย. 2555, 23:54:23 น.

จำนวนการเข้าชม : 867





   ตอนที่ 1 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account