ถอดสลักรัก ถอดรหัสใจ
รัก...ที่ฉันคิดว่าไม่มีทางจะเป็นไปได้จนฉันต้องใส่กลอนล๊อคไว้ในซอกใจกำลังจะถูกไขออกมาอีกครั้ง เมื่อเขา...ผู้เป็นดั่งกุญแจสำคัญได้ทำให้ชีวิตที่ฉันพยายามทำให้เรียบง่ายนั้นยุ่งเหยิง

ฉัน...ซึ่งไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นเหมือนนางเอกในละครที่เกลียดจะต้องพบกับสถานการณ์ที่จะต้องมานั่งคิดว่า นางเอกในละครเขาจะต้องทำอย่างไร...

ใครว่าละครมันน้ำเน่า...เรื่องจริงมันยิ่งกว่าซะอีก เพียงแต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่า ฉัน...จะเป็นนางเอกของใครได้
Tags: กฤษณ์ นางเอก เขม

ตอน: ตอนที่ 9 Umbrella

ตอนที่ 9 Umbrella

เข็ม เข็ม... อืม...แหมกำลังฝันดี ใครมากวนเนี่ย
“ไอ้เข็ม ตื่น! มานอนตรงนี้ได้ไงเนี่ย” ฉันปรือตาขึ้นก็พบใบหน้าของเอ๋เพื่อนรัก และเริ่มได้ยินเสียงชัดขึ้น เฮ้อ...กำลังฝันดีเชียว

เอ๋ฉุดฉันให้ลุกขึ้น ย้ำว่าฉุด เพราะอาการและสภาพแบบฉันมันต้องกระตุ้นให้กระปรี้กระเปร่าหน่อย เจ็บนะ มาทำกับผู้หญิงบอบบาง (ตรงไหน?)แบบฉันได้ไง พร้อมกับบ่นไปตามประสาเพื่อนผู้แสนดี

“จริง ๆ เลยนะแก ถ้ายังเมาแล้วหมดสติแบบนี้อีกต่อไปไม่ต้องกินมันละ ดีนะไม่โดนคนอุ้มไป”

“อือ...ขอโทษนะเพื่อนรัก เบา ๆ หน่อย เจ็บ” โอดครวญนิด ๆ และพอฉันลุกขึ้นยืนถึงได้พบว่ามีเสื้อเชิ๊ตหล่นลงไปกองอยู่พร้อมกับไออุ่นบางอย่างที่หายไป

“อ้าว แล้วนี่เสื้อใครเนี่ย แกแอบเอาเสื้อมาห่ม” เอ๋ก้มลงไปเก็บเสื้อเชิ๊ตขึ้นมาสะบัดดู มันเป็นเสื้อเชิ๊ตลายสก๊อตสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเท่าที่จำได้ ฉันไม่ได้ไปหยิบของใครมานะ

“ไม่รู้อ่ะ ไม่ได้หยิบมานะ” ฉันส่ายหัวช้า ๆ นึกไม่ออก แต่แน่ใจอย่างนึงว่าฉันไม่ได้ไปแอบหยิบของใครมาแน่ แค่จะเดินให้มันตรงยังลำบากเลย

“เออ ๆ ช่างเหอะ เก็บไปก่อน ไว้เจอเจ้าของแล้วค่อยคืน” แล้วเอ๋ก็ส่งเสื้อตัวนั้นให้ฉันซึ่งฉันก็เอามาห่อตัวอีกครั้ง เพราะมันรู้สึกดี

เอ๋พาฉันไปนั่งพักที่วงเหล้าซึ่งสริ่มน๊อคไปแล้วพร้อมกับเพื่อน ๆ อีกหลายคน ส่วนขวัญ ยังไม่น๊อคแต่ก็รู้ว่าเมาแล้ว ฉันจึงได้แต่ดื่มน้ำเย็นไปมาก ๆ เพื่อให้หายเมาเร็วขึ้น จากนั้นก็เป็นปฏิบัติการ “เก็บศพ” เพื่อน ๆ ที่น๊อคเอาท์ไปแล้วลงหลุม ฉันช่วยได้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะแค่ไม่ทำตัวเองให้เป็นภาระก็นับว่าบุญละ คงทำได้แค่ตามประกบขวัญไม่ให้ไปก่อหวอดมอมเหล้าใครอีก กว่าจะกลับมาถึงห้องก็เหนื่อยเอาการ เริ่มเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนขวัญและเพื่อนเอ๋ที่ต้องเก็บศพฉันละ


ตั้งแต่ฝัน (ลามก) ครั้งก่อนฉันก็ยังไม่ได้คืนเสื้อให้เจ้าของ (ใครก็ไม่รู้) เลย ก็หลายเดือนแล้วนะ ฉันมานึกได้ตอนที่กำลังเก็บเสื้อผ้ากลับบ้านในช่วงปิดเทอม ฉันมองเสื้อที่แขวนอยู่ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ คล้ายจะเป็นการคาดหวังหรือผิดหวังก็ไม่รู้ ที่สำคัญฉันก็รู้สึกสับสนเล็กน้อยเกี่ยวกับความฝันนั่น ทั้งอยากจะให้มันเป็นแค่ฝันแต่ก็อยากจะให้เป็นเรื่องจริง ยังไงก็ไม่รู้สิ

“สวัสดีเจ้าแม่” ฉันยกมือไหว้และกอดแม่หลังจากการนั่งรถทัวร์อันแสนนาน การเดินทางจากเมืองหลวงไปสู่จังหวัดเหนือสุดของประเทศไทยใช้เวลาร่วมสิบสี่ชั่วโมง ทั้งจากระยะทางอันห่างไกลและรถติดจากช่วงหยุดยาวและนักท่องเที่ยวต่างแห่กันเที่ยวสงกรานต์ที่ภาคเหนือกัน

ฉันอยู่กับแม่แค่สองหลังจากที่เสียทั้งพ่อและพี่ชายไป โชคดีที่แม่มีหัวการค้าจึงเปิดร้านขายของเล็กน้อยและอาหารตามสั่ง เพราะแม่ฉันทำกับข้าวอร่อยมาก ส่วนฉันได้ทุนเรียนตั้งแต่มัธยมและช่วงมหาวิทยาลัยก็ทั้งกู้เรียนและขอทุนซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นนักกับผลการเรียนที่ดีน่าพอใช้และปูมหลังที่น่าสงสารมากกว่าคนทั่วไปนิดนึง อันที่จริงฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองน่าสงสารมากหรอกนะ เพราะเมื่อไหร่ที่คิดเช่นนั้นมันก็จะทำให้เราหมดกำลังใจที่จะสู้ มัวแต่สงสารตัวเองมันก็ไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ซักที ฉันคิดว่าตัวเองยังโชคดดี เพราะอย่างน้อยร่างกายฉันก็ครบถ้วนสมบูรณ์ สติปัญญาก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ฉันเห็นคนที่ลำบากกว่าฉัน เด็กพิการถูกทิ้ง ยังสามารถมีชีวิตด้วยตัวเอง แล้วทำไมฉันจะอยู่ไม่ได้ ฉันแข็งแรงดี ได้เรียนหนังสือ ที่สำคัญฉันยังมีแม่ มีเพื่อนและใครอีกหลาย ๆ คนอย่างสโลแกนที่ว่า You’ll never walk alone ไง คิดบวกนะ

“ไหนลองมาตำน้ำพริกแกงหน่อยซิ ลืมแล้วหรือยัง” แม่เรียกฉันเข้าครัวหลังจากที่นอนอุตุมาหนึ่งวันเต็มหลังจากกลับมา ได้เวลาแม่ผีเรือนแล้ว

“เป็นอย่างใดพ่อง เรียนหนักก่อ” แม่ถามขึ้นระหว่างที่กำลังหั่นตะไคร้

“บ่ค่อยหนักเจ้า สบาย ๆ ช่วงปีหนึ่งมีกิจกรรมนักแล” ฉันบอกแม่ว่าไม่ค่อยหนัก ช่วงปีหนึ่งมีกิจกรรมเยอะ

“อือ ก็ดีแล้ว” แล้วก็ไม่มีคำถามอีก แม่จะไม่ค่อยพูดหรือถามมาก ยกเว้นว่าฉันจะทำผิดที่ต้องมีการซักไซ้ไล่เลียง หรือไต่สวน ค่อยลงโทษไปตามความผิด ซึ่งแต่ก่อนตอนที่ฉันยังเด็กล่ะก็ บ่อยมาก ส่วนใหญ่ฉันจะเป็นคนเล่าให้แม่ฟังมากกว่า

ช่วงที่ฉันกลับมาอยู่บ้านแม่ก็เล่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านให้ฟัง คนโน้นแต่งงานกับคนนี้ ลูกชายบ้านโน้นแอบเจาะไข่แดงลูกสาวบ้านนี้ เห็นเงียบ ๆ อย่างนี้แต่แม่ฉันไม่ตกข่าวจริง ๆ แต่ข่าวที่ทำให้ฉันไม่ค่อยสบายใจคือ ข่าวสาว ๆ ที่ไปทำงานที่กรุงเทพ งานสบาย ไปทำงานแค่ปีเดียวก็ซื้อบ้านซื้อรถให้พ่อกับแม่เอามาให้คุยโวกับชาวบ้านได้แล้ว ซึ่งพอมีบ้านหลังแรก บ้านหลังต่อ ๆ มาก็นิยมพาลูกสาวไปทำงานที่กรุงเทพกัน จะมีในกรุงเทพที่สบาย ได้เงินเยอะ สำหรับเด็กสาวบ้านนอกไปมากกว่าการเป็นหมอนวดอีกล่ะ คนรู้จักบางยังเปรยให้แม่ฟังว่ากว่าฉันจะเรียนจบ แม่ฉันคงต้องรออีกนานและกว่าจะทำงานซื้อบ้านซื้อรถให้ได้ก็คงอีกหลายปี สู้ให้ฉันไปทำงานกับลูกสาวบ้านนั้นดีกว่า แต่แม่ฉันก็ไม่ฟัง เพราะท่านรู้ว่างานที่ลูกสาวบ้านนั้นต้องทำนั้นคืออะไร และท่านก็เชื่อว่าการให้ฉันได้เรียนคือสิ่งเดียวที่ดีที่สุด เฮ้อ ฉันรักแม่ฉันจัง

เทศกาลสงกรานต์ที่หลายคนต่างสนุกกัน ฉันกับแม่นอกจากจะไปไหว้พระแล้วก็เที่ยวรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่ยังเหลืออยู่ ฉันไม่ได้เล่นสาดน้ำนานมากแล้ว ก็เลยรู้สึกไม่อยากเปียกน้ำและก็ไม่เคยเล่นสาดน้ำไปโดยปริยาย
ปิดเทอมครั้งนี้ ฉันมีเรื่องให้คิดหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องหาเงิน ฉันคิดจะทำงานพิเศษเพื่อลดภาระของแม่ ถึงอย่างนั้น บางครั้ง ฉันก็ยังอดคิดเรื่องพี่กฤษณ์ไม่ได้ แต่มันคงเป็นไปได้ยากแล้วล่ะ พวกปีสามต้องไปฝึกงานและพอขึ้นปีสี่ก็คงยุ่งกับการทำโปรเจ็คเตรียมจบ ซึ่งก็มักไม่ค่อยมีใครพบพวกปีสี่มากนักเพราะไม่ค่อยมีวิชาเรียนมากนัก


“ตั้งใจเรียนเน้อ บ่ดีเล่นนัก” ทำไมวันหยุดมันช่างแสนสั้นนะ ไม่กี่วันฉันต้องกลับมาเรียนอีกแล้ว

“แม่ก็รักษาสุขภาพตวยเน้อ บ่ดีกินลอดช่องนัก กะทิมันนัก ระวังจะไขมันในเลือดจะสูงเน้อ” เฮ้อ ชักไม่อยากกลับไป แต่นะต้องกลับไปเรียนให้จบ ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือตั้งใจเรียน ส่วนเรื่องพี่กฤษณ์นั้นก็...ค่อยว่ากันอีกที

และก็เป็นอย่างที่คาด พวกเราเห็นหน้าพวกปีสี่น้อยมาก กอปรกับเริ่มเข้าภาคก็เริ่มมีวิชาเรียนเพิ่มขึ้นทำให้โอกาสที่จะได้เจอกับพี่กฤษณ์แทบเป็นไปไม่ได้เลย ฉันก็มัวแต่ยุ่งทั้งเรื่องเรียนและงานพิเศษ กว่าจะรู้ตัวปีสี่ก็เตรียมตัวจบกันละ บ้างก็เริ่มที่จะถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์งาน บ้างก็เตรียมตัวที่จะไปเรียนต่อ เราได้เห็นพวกรุ่นพี่อีกทีก็ตอนพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งก็เป็นตอนที่ฉันเห็นสาวสวยหุ่นดีน่ารักยืนเคียงข้างถ่ายรูปคู่กับพี่กฤษณ์และคอยซับเหงื่อให้นั่นแหละ

ซึ่งนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นพี่กฤษณ์ หลังจากนั้นฉันก็แค่ได้ข่าวคราวจากเพื่อนผู้หวังดีที่รู้ว่าฉันแอบชอบพี่กฤษณ์อยู่จนกระทั่งตอนนี้

ระหว่างที่ฉันมัวแต่นั่งรำลึกความหลังครั้งก่อนหน้านี้ ปั้นเพื่อนซี้สมัยมอปลายซึ่งแต่งหน้าทำผมเสร็จแล้วก็หันมาวุ่นวายกับใบหน้าของฉัน

“เข็ม แกเป็นคนสวยนะ แต่แกอย่าคิดว่าสวยแบบธรรมชาติหมายถึงการไม่แต่งนะเฟ้ย อีพวกสวยใสทั้งหลายแหล่ในโฆษณานั่นโบ๊ะไม่รู้กี่ชั้น อย่างน้อยก็บีบีครีมและแป้งฝุ่นแหละ” นอกจากมันจะเป็นคุณครูแล้วยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องสำอางค์อีก เพราะมันไปเข้าคอร์สแต่งหน้ากับ Artistry ของ Amway และเป็นเจ้าแม่ขายเครื่องสำอางค์เป็นอาชีพเสริมอยู่พักนึงนั่นแหละ

“เอาละ เสร็จแล้ว โอ้ว เริ่ด เกิดมาก ทั้งเสื้อผ้า หน้าผม ไปสอยพี่กฤษณ์มาโลด” ขอบใจเพื่อน

วันนี้เป็นวันเลี้ยงครบรอบ 20 ปีของสมาคมศิษย์เก่าของโรงเรียนซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ปั้นซึ่งขึ้นมาพักกับฉันเพื่อมางานครบรอบครั้งนี้โดยเฉพาะและเพื่อช่วยฉันจัดการในเรื่องความรักที่มันยังค้าง ๆ คา ๆ ของฉัน หลายครั้งที่มันยุให้ฉันคบผู้ชายบ้างเพื่อเริ่มต้นใหม่เมื่อมันเห็นว่าฉันคงไม่สามารถมีความคืบหน้าหรืออนาคตใด ๆ กับพี่กฤษณ์ที่ฉันแอบชอบมาหลายปี (รวมปีนี้แล้วก็ 6 ล่ะนะ) ฉันก็พยายามหลายครั้งที่จะคบใครใหม่ แต่มันก็อดเปรียบเทียบกับพี่กฤษณ์ทุกครั้งไปไม่ได้ และก็ไม่เกิน 2 เดือน ที่ฉันจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่

“ว้าว เข็ม ไม่เจอกันตั้งนาน ยังอึ๋มเหมือนเดิมนะยะ” ขอบใจนะยัยดา นั่นปากเรอะ

“รุ่นเราสวยขึ้นกันทั้งนั้นเลยนะ ว่าไหม” ปั้นหันมาบอกกับฉัน

“ใช่ และก็ยังไม่ได้แต่งงานด้วย” แอ๋วต่อ ซึ่งหลังจากนั้นก็เกิดประเด็นกันขึ้นมา

“เพราะเราฉลาด และสวยเกินหรอกย่ะ”

“ไม่เห็นต้องรีบ แต่งเพื่อ?”

“ใช่ อยู่เป็นโสดให้คนอิจฉา” และอีกหลาย ๆ ข้ออ้างอันเป็นที่พอหอมปากหอมคอหลังจากสอบถามสารทุกข์สุขดิบกันแล้ว เรื่องต่อไปก็คงไม่พ้น

“ยัยดาวห้องสองมันคั่วกับนายวีร์เด็กเก่าไอ้แอ๋วว่ะ รู้มาบ้างจากอาจารย์ฝนแต่เพิ่งไปเห็นกับตาตอนไปเที่ยวพัทยา” นาบอก

“เหรอ แล้วไงล่ะยะ เกี่ยวอะไรกับฉัน ก็แค่เด็กเก่าในสังกัด เลิกกันแล้วก็แล้วกันไป” แอ๋วไม่ยี่หระอยู่แล้ว

“เออดิ ถึงจะเลิกกันแล้วก็เหอะ แต่แหม แกหมั่นไส้นิด ๆ ยัยนี่เหมือนจะชอบสอยเด็กในสังกัดเราอยู่เนอะ ตั้งแต่สมัยเรียนละ” แล้วทั้งกลุ่มก็วิจารณ์เรื่องนี้กันไปซักพักจนมีคนจุดประเด็น

“แล้วแกล่ะเข็ม ยังแอบชอบพี่กฤษณ์อยู่หรือไง” ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เรื่องแอบ ๆ แล้วล่ะมั้ง เมื่อยัยดา CNN ประจำรุ่นรู้เรื่องนี้แล้วล่ะก็

“จริงดิ แกนี่มันตั้งเกือบ 6 ปีละนะ ยังสอยพี่กฤษณ์ไม่ได้อยู่อีกเหรอวะ” เจี๊ยบ เพื่อนสาวสุดมั่นที่กำลังเก็บเงินไปเรียนต่ออังกฤษ

“อย่าป๊อดดิแก ไม่ลงมือก็ไม่สำเร็จนะยะ”

“จะดีเหรอแก นั่นพี่กฤษณ์นะ ตัวพ่อเลยนะนั่น คู่แข่งเพียบ แถมพี่แกก็เปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่นเลย”

“เออจริง เข็มอย่างแกจะไปทันเล่ห์เหลี่ยมเหรอวะ วัน ๆ ก็ทำแต่งานกับอ่านนิยาย ผู้ชายที่ทำงานไม่มีแล้วเรอะ ทำงานกับผู้ชายเยอะไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่คว้าเอาซักคนละ” ก้อยถาม

“โอ๊ย ถ้ามันคิดได้มันคงไม่โสดมาจนป่านนี้หรอก แต่มันก็ใช่ย่อยนะยะ เปลี่ยนผู้ชายเป็นว่าเล่นเหมือนกัน”ปั้นแซวเรื่องที่ฉันคบใครได้ไม่เกิน 2 เดือน

“มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกพวกแก ก็มันไม่ใช่อ่ะ คบกันไปก็ไม่มีอะไรดี” ฉันพยายามแก้ตัว

“นี่เลยโอกาสทอง ลองดูอีกครั้ง พี่กฤษณ์มาแน่ เมื่อกี๊เห็นแว๊บ ๆ มาแบบตัว ๆ ไม่ควงใครมาด้วยล่ะแก” ซินกระดี๊กระด๊ายุส่งฉัน

“จัดการโลดเลยเข็ม จะแห้วหรือจะได้ก็ต้องลอง ไม่งั้นได้อยู่บนคานแน่แกเอ๋ย ชีวิตวัยสาวสะพรั่งอย่างเรา ๆ ต้องใช้ให้คุ้ม เกิดมาเป็นหญิงอย่าให้เสียชาติเกิด ต้องจีบผู้ชายให้ได้” รู้สึกซาบซึ้งแปร่ง ๆ กับกำลังของเพื่อน ๆ นะ แต่ก็...เอาวะ ลองดูกันซักตั้ง อย่างน้อยถ้าแห้วจริง ฉันอาจจะได้ตัดใจจริง ๆ เสียที

“โน่นเลยแก ด้านซ้ายแปดนาฬิกา เสื้อสีน้ำเงิน” ปั้นบอกตำแหน่ง ซึ่งเมื่อฉันหันไปตามทิศที่ปั้นบอก ฉันก็รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นถี่เร็วขึ้น ฉันเห็นพี่กฤษณ์นั่งอยู่ตรงนั้น กำลังคุยกับกลุ่มเพื่อนชายร่วมรุ่น พี่กฤษณ์ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก โครงหน้าดูแกร่งและคมขำขึ้น ผิวก็เข้มขึ้น ดวงตาดูเป็นประกายแพรวพราวมากกว่าก่อน ฉันแทบจะไม่ได้ยินเสียงเพื่อนที่เมาท์มอยกันอยู่ข้าง ๆ หากปั้นไม่จับหน้าฉันให้หันมา

“พอเลยแก เดี๋ยวพี่เขาก็รู้ตัวหรอก แหม ทำเป็นเคลิ้มนะยะ อย่างนี้จะไหวไหมเนี่ย”

“จะจีบต้องมีชั้นเชิง อย่าให้เขารู้ตัวว่าเราเป็นฝ่ายทอดสะพานให้ทั้งที่จริงมันก็ใช่ เข้าใจป่ะ” ดาบอก ซึ่งแน่นอนว่าฉันไม่เข้าใจ ทอดสะพานแบบไม่ให้ผู้ชายรู้ตัวเหรอ

“ใช่ ก่อนอื่นก็แค่ทำให้เขา เห็น เราก่อนนะ ไม่ต้องเด่นมาก แค่ให้จดจำ แล้วต่อไปก็ให้เขาค่อย ๆ เห็น เรามากขึ้นพอที่จะ จำและ ใส่ใจ แบบเนียน ๆ อ่ะ จะว่าจีบกันแบบโต้ง ๆ ก็ไม่ใช่ แค่แบบที่พวกดาราชอบบอกนักข่าวว่า แค่เพื่อนชายที่สนิทค่ะ จะได้ไม่เสียภาพพจน์หญิงไทยใจงามไง” จากปรมาจารย์คาสโนวี่แห่งรุ่น

“เอาเป็นว่าเริ่มต้นที่ การแสดงของรุ่นเรา แกขึ้นไปร้องเพลงสร้างความประทับใจก่อนเลย ให้ไอ้แดนเล่นกีตาร์ให้ มันเล่นได้อยู่แล้ว” เจี๊ยบบอกเนียนๆ เอ๊ะ! นี่พวกมันกำลังช่วยฉันอยู่ใช่ไหม

“พวกแกกำลังหลอกให้ฉันไปแสดงแทนอยู่ใช่ไหม” ฉันยังแอบสงสัยในความหวังดี

“บ้าเหรอแก นี่แหละเป็นโอกาสที่จะทำให้พี่เขา เห็น แกนะ” นิดบอก ว่าแล้วนิดก็ลุกไปหาแดนที่กำลังนั่งคคุยกันเพื่อนชายในรุ่นเดียวกันอีก ฉันเห็นแดนขมวดคิ้วและส่ายหน้าเหมือนจะปฏิเสธ แต่ไม่รู้นิดพูดหรือข่มขู่อะไรจึงทำให้แดนพยักหน้าตอบตกลงและลุกเดินไปด้านข้างเวทีที่มีผู้คุมกำลังเปิดเพลงและเช็คเครื่องเสียงอยู่ สักพักก็เห็นเขาหยิบกีตาร์โปร่งมาให้ตัวหนึ่งให้แดนถือมา

“เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวแกไปเตี๊ยมกับแดนว่าจะร้องเพลงอะไร เอาเพลงที่ความหมายดี ๆ หน่อยนะ คิวการแสดงรุ่นเราอยู่ที่สามทุ่มแหละ แหม...นึกว่าจะไม่มีซะละ สู้ ๆ เข็ม เพื่อชื่อเสียงรุ่น เอ้ย เพื่อพี่กฤษณ์”...เพื่อนที่น่ารักของฉัน

หลังจากซักซ้อมกันอยู่ครู่หนึ่งฉันกับแดนก็กลับมาที่โต๊ะและสังสรรค์พูดคุยกันกับเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้เจอกันนาน ฉันเห็นบางคนก็เดินไปทักทายกับรุ่นพี่และนั่งร่วมโต๊ะกันบ้าง แม้จะอยู่กันคนละรุ่นและไม่ได้เจอกันนาน แต่ก็ดูเหมือนสายสัมพันธ์แห่งรุ่นพี่รุ่นน้องยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง อาจเป็นเพราะเป็นโรงเรียนประจำก็เป็นได้ ที่เราต้องเจอกันมากกว่าตอนเรียนก็เลยมีความสัมพันธ์กันมากกว่าเด็กโรงเรียนแบบไปกลับ

และแน่นอนว่าเพื่อนที่น่ารักของฉันจะไม่พลาดการตระเวณทักทายรุ่นพี่ ซึ่งดาก็ได้ลากแขนฉันตรงดิ่งไปยังโต๊ะของรุ่นพี่กฤษณ์โดยที่ฉันพยายามเหนี่ยวรั้งไว้ เพราะฉันยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพี่กฤษณ์ ผู้ชายในดวงใจที่ฉันแอบชอบมาตั้งเนิ่นนาน เกือบสามปีที่ไม่ได้เจอกับพี่กฤษณ์ แค่เห็นไกล ๆ ฉันยังตื่นเต้นได้ขนาดนี้เลย

ระหว่างที่ดากำลังทักทายพี่ ๆ รอบโต๊ะพร้อมกับฉันที่ต้องยกมือไหว้และยิ้มให้กับรุ่นพี่ทุกคน พี่กบ รุ่นพี่ผู้หญิงที่ตอนนี้แต่งงานไปแล้วก็ทักฉัน

“น้องเข็มเหรอเนี่ย ไม่ได้เจอกันนาน สวยขึ้นเยอะเลยนะ มีแฟนหรือยัง เอ๊ะ สวยแบบนี้ต้องมีแล้วสิ ต้องถามว่าใกล้จะแต่งงานหรือยังตังหาก” ฉันยังยิ้มอย่างรู้สึกเขิน ๆ ยังไม่ทันได้ตอบอะไร

“โอ๊ย เข็มมันยังไม่มีแฟนหรอกค่ะ ทำแต่งานกับอ่านนิยาย โสดมาตั้งนานจนจะขึ้นแท่น (คาน) อยู่แล้วค่ะ ไม่รู้จะมีใครช่วยสงเคราะห์หาบันไดให้ปีนลงมาซักทีนะคะ” แล้วทั้งโต๊ะก็หัวเราะ ฉันรู้สึกทั้งเขินอาย ทั้งประหม่า โดยเฉพาะเมื่อเห็นแววตาของพี่กฤษณ์ที่มองมาแบบที่ฉันก็ไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกบนใบหน้าของพี่กฤษณ์ได้

“จริงดิ พี่ไม่เชื่ออ่ะ น่ารักออกอย่างนี้ หรือเข็มยังไม่ถูกตาต้องใจจ๊ะ สนใจพี่ ๆ แถวนี้บ้างไหมจ๊ะ” ขอบคุณค่ะพี่กบที่เริ่มประเด็นให้

“จริงหรือครับน้องเข็ม สนใจจะมาช่วยรักษาอาการอกหักของพี่ไหมครับน้อง อกแห้ง ๆ ของพี่มันกลัดหนอง ชอกช้ำนัก เมื่อคนรักตีจาก” รุ่นพี่ชายคนหนึ่งที่ฉันยังนึกชื่อไม่ออกบอกมาด้วยแอ๊ดติ้งสุดเวอร์

“ลิเกแล้วไอ้ที อย่างมึงเดี๋ยวกรูช่วยดามให้ เน้น ๆ เหล็กเส้นสี่หุนเลยมึง จะได้ไม่หักอีก” แล้วทั้งกลุ่มก็ฮาครืน รวมทั้งฉันที่หัวเราะแบบแห้ง ๆ พิกล

“งั้นพวกหนูขอตัวก่อนนะคะ เข็มต้องไปเตรียมการแสดงค่ะ รอฟังเสียงเพราะจากน้องเข็มได้เลยนะคะ” ดาบอกทั้งฉันทั้งดาไหว้รุ่นพี่อีกครั้งหลังกล่าวลา ระหว่างทางเดินกลับโต๊ะ ฉันรู้สึกเหมือนถูกจ้องจนประหม่าแทบจะเดินสะดุด แต่ฉันก็ไม่กล้าหันไปมองก็เลยไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือมีคนจ้องอยู่จริง

ถึงช่วงการแสดงที่ฉันถูกยุ (หรือหลอก)ให้ขึ้นไปแสดง ฉันกับแดนเลือกที่จะร้องเพลง Umbrella ของ Rihanna แต่เป็นเวอร์ชั่นอะคูสติกของ Marie Digby


You have my heart
And we'll never be worlds apart
May be in magazines
But you'll still be my star
Baby cause in the dark
You can't see shiny cars
And that's when you need me there
With you I'll always share
Because

เธอมีดวงใจของฉันไว้แล้ว
และโลกไม่อาจพรากเราจากกันได้
อาจเป็นเพียงแค่ในแม็กกาซีน
แต่เธอก็ยังคงเป็นดวงดาวของฉัน
ที่รัก เพราะว่าในความมืดมิดนั้น
เธอไม่อาจมองเห็นรถที่ส่องแสง
และเมื่อเธอต้องการฉัน
ฉันจะอยู่กับเธอเพื่อแบ่งปันเสมอ
เพราะว่า

[Chorus]
When the sun shines, we'll shine together
Told you I'll be here forever
Said I'll always be a friend
Took an oath I'ma stick it out till the end
Now that it's raining more than ever
Know that we'll still have each other
You can stand under my umbrella
You can stand under my umbrella
(Ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(Ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(Ella ella eh eh eh)
Under my umbrella
(Ella ella eh eh eh eh eh eh)

เมื่ออาทิตย์ส่อง เราจะเปล่งประกายไปด้วยกัน
บอกกับเธอแล้วว่าฉันจะอยู่ตรงนี้ตลอดไป
พูดว่าฉันจะเป็นเพื่อนเสมอ
สาบานไว้แล้วฉันก็จะยึดมั่นตราบจนวันตาย
ตอนนี้สายฝนกระหน่ำมายิ่งกว่าเดิม
รู้ไว้ว่าเรายังมีกันและกัน
เธอสามารถยืนอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับฉันได้
สามารถยืนอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับฉันได้
ใต้ร่มคันเดียวกับฉัน
.
.
.
These fancy things, will never come in between
You're part of my entity, here for Infinity
When the war has took it's part
When the world has dealt it's cards
If the hand is hard, together we'll mend your heart
Because
[Chorus]

จะไม่มีสิ่งใดมาแทรกกลางระหว่างเรา
เธอเป็นส่วนหนึ่งของฉัน ที่นี่และตลอดไปชั่วกัลปวสาน
เมื่อสงครามบังเกิด
เมื่อโลกได้เวลาเอาคืน
หากมันยากขึ้น เราจะแก้ไขมันด้วยกัน
เพราะว่า

You can run into my arms
It's OK don't be alarmed
Come into me
There's no distance in between our love
So go on and let the rain pour
I'll be all you need and more
Because
[Chorus]

เธอสามารถวิ่งมาสู่อ้อมกอดฉัน
ไม่เป็นไร ไม่ต้องตื่นตระหนก
มาหาฉัน
ไม่มีช่องว่างระหว่างความรักของเรา
ปล่อยให้มันเป็นไปและปล่อยให้สายฝนพร่างพรูลงมา
ฉันจะเป็นทุกอย่างและมากกว่าที่เธอต้องการ
เพราะว่า

เมื่ออาทิตย์ส่อง เราจะเปล่งประกายไปด้วยกัน
บอกกับเธอแล้วว่าฉันจะอยู่ตรงนี้ตลอดไป
พูดว่าฉันจะเป็นเพื่อนเสมอ
สาบานไว้แล้วฉันก็จะยึดมั่นตราบจนวันตาย
ตอนนี้สายฝนกระหน่ำมายิ่งกว่าเดิม
รู้ไว้ว่าเรายังมีกันและกัน
เธอสามารถยืนอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับฉันได้
สามารถยืนอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับฉันได้
ใต้ร่มคันเดียวกับฉัน

ครั้งหนึ่งเมื่ออยู่บนเวที ฉันได้สบตากับพี่กฤษณ์ซึ่งมองมายังฉัน และฉันก็รู้สึกได้ว่าเขา เห็น ฉันแล้ว ซึ่งต่อจากนี้ฉันจะทำให้เขา เห็น ฉันมากขึ้น มากขึ้นที่เขาจะจดจำฉันไว้หรือจนกว่าฉันจะทำให้พี่กฤษณ์มาอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันกับฉัน ดีไหม?

ไม่มีคำพูดใดนอกจาก ขออภัยที่หายไปนานค่ะ (-/|\-)



แพม
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 23 ธ.ค. 2555, 03:14:58 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 23 ธ.ค. 2555, 03:14:58 น.

จำนวนการเข้าชม : 1009





<< ตอนที่ 8 เหินห่าง   
yoon 23 ธ.ค. 2555, 21:15:49 น.
จะอภัยให้ถ้ามาอัฟเร็วๆๆ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account