นาฏกรรมลวง: ขวัญของใจ (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
แม้จะชินชากับกลิ่นโรงพยาบาลสักเพียงใด...ทว่ากลิ่นคละคลุ้งคาวเลือดในเศษเสี้ยวความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ ก็ได้ปลุกให้ ‘ขวัญ’ แพทย์หญิงชีวาภรณ์ ชิษณุพงศ์ ตื่นขึ้นมาพบกับวิญญาณของชายหนุ่มปริศนา ‘นิธิศ’

ขณะเดียวกันนาฏกรรมที่ใครสักคนอุปโลกน์ขึ้น กำลังนำไปสู่การไขปริศนาของความตายที่บังเอิญเกี่ยวพันกับความฝันแสนประหลาดของขวัญอย่างจงใจ และยิ่งขยับเข้าไปใกล้ทุกขมวดของปมมากเท่าไหร่ บ่วงที่ฆาตกรวางไว้ก็กำลังรอต้อนรับด้วยความตายมากเท่านั้น!

“ผมจะต้องกลับเข้าร่างให้ได้เร็วที่สุด” นิธิศพูดด้วยความมุ่งมั่น และนั่นก็ทำให้ฉันสลัดเอาความหวาดกลัวทั้งหลายออกไปจากใจ
“เราจะช่วยกันค่ะ ฉันจะช่วยเป็นมือทั้งสองข้างให้คุณเอง”
“ถ้าคุณอยากช่วยเป็นมือให้ผมจริงๆ ช่วยตอนนี้เลยได้ไหม ทำอะไรให้ผมสักอย่างสิ”
“คะ?” ฉันมองหน้าเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“ถ้ามือของคุณคือตัวแทนของมือผม คุณก็ช่วยกอดตัวเองหน่อยได้ไหม กอดตัวเองไว้ แล้วผมจะปลอบใจคุณเอง”


**************

นิยายเรื่องนี้เขียนโดย "ขวัญของใจ" และได้ตีพิมพ์กับ "ปลายปากกาสำนักพิมพ์ (Plaipakka Publishing)" ซึ่งกำลังวางจำหน่ายอยู่ในตอนนี้ค่ะ ทีมงานปลายปากกาสำนักพิมพ์จึงนำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ ใครชอบแนว Romantic Suspense มิควรพลาดจ้า #รับประกันว่าแหกกฎนิยายรักทุกเรื่องที่เคยมีมา เพราะนอกจากมีปมสืบสวนฆาตกรรมให้ตามติดแล้ว พระเอกของเราสายทะเล้น ตื๊อนางเอก และ...เป็นวิญญาณ พระรองก็เป็นวิญญาณ ส่วนนางเอกเป็นหมอผ่าศพ!


**************

นักอ่านท่านใดสนใจ มีทั้งแบบ eBook และแบบรูปเล่มนะคะ

**สำหรับแบบรูปเล่มวางจำหน่าย 3 ช่องทาง***
-ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
-ร้านนิยายออนไลน์ ได้แก่ ร้านนิยายรัก.com และร้าน booksforfun
-สั่งซื้อกับสนพ.โดยตรงโดย inbox หาแอดมินเพจปลายปากกาสำนักพิมพ์


(หนังสือพร้อมส่ง)


ราคา 329฿
ค่าจัดส่งลงทะเบียน 40฿ (รวมเป็น 369฿)
ค่าจัดส่ง EMS 60฿ (รวมเป็น 389฿)

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ "ปลายปากกา สำนักพิมพ์"

**แบบ eBook มีวางจำหน่ายที่เว็บ Mebmarket**

Tags: สืบสวน ฆาตกรรม วิญญาณ ทะเล้น หมอ พยาบาล น่ารัก สยอง

ตอน: บทที่ 5 ศัตรู (100%)

คราวนี้เสียงฉันดูจะดังกว่าเดิมมากจนบรรดาหมอและพยาบาลที่ขวักไขว่ไปมาในโรงอาหารหันมามอง และพี่ณาก็ทำในสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าหล่อนจะกล้า

“หมอกานต์น่ะชอบหมอขวัญค่ะ”

“เอ่อ...” ฉันอึ้ง พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ไม่รู้จะทำอะไรต่อเสียด้วยซ้ำก็พี่แกเล่นประกาศเสียดังก้องโรงอาหารแบบนี้ กะเอาให้เขารู้กันทั้งโรงพยาบาลเลยหรือไงคะพี่ณา

“ไม่ต้องตกใจหรอกค่ะ พอดีน้องพี่มันเฉื่อยไปหน่อย รู้จักกันเป็นเดือนๆ แล้วยังจีบไม่ติดซะที พี่เลยช่วยเป็นกำลังเสริม”

พี่ณาป้องปากหัวเราะเสียงเล็กเสียงน้อยอีกครั้ง ไม่ได้เห็นใจกันเลยว่าฉันกำลังทำหน้าเหมือนปลาขาดน้ำอยู่

“คือ...” บัดนี้ก็ยังไม่รู้จะสรรหาคำว่าอะไรมาพูดอีกนั่นแหละค่ะ

“อย่าลืมเก็บหมอกานต์ไว้พิจารณาบ้างนะคะ พี่ไปล่ะ แล้วเจอกันที่บ้านตอนเย็นค่ะ” พี่ณาโบกมือบ๊ายบายให้ฉันที่ยังยืนเอ๋ออยู่ที่เดิม

“ว้าว คราวนี้คุณหมอได้เป็นท็อปซีเคร็ตของโรงพยาบาลแน่ๆ ค่ะ” เสียงแว่วของสิตางค์สอดเข้ามาทันทีที่คล้อยหลังพี่ณา

โอ๊ย! ชีวิตอันสงบสุขของฉันกำลังจะหายไป แล้วนี่อีตานิธิศดันหายไปไหนซะอีกล่ะเนี่ย ทำไมไม่มาช่วยกันคิดเลยว่าฉันควรทำยังไงต่อไปดี

“สิตางค์! มันไม่ใช่แบบที่ทุกคนคิดนะ คือว่าฉัน...” ฉันอ้าปากจะอธิบายแต่ก็ดูไม่เป็นผลเลยเพราะ...

“แหม...อย่างนี้น่ะต้องเรียกว่าหงิมๆ หยิบชิ้นปลามันนะคะ เพราะหมอกานต์น่ะเข้าๆ ออกๆ ที่โรงพยาบาลเรามาตั้งหลายปี ทั้งหมอสาว เจ้าหน้าที่แม่หม้าย หรือแม้แต่พวกพยาบาลใหม่ๆ ก็จ้องหมอกานต์กันทั้งนั้น คนอะไร๊ ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง เพอร์เฟกต์ไปทุกอย่าง แต่สุดท้ายแจ็กพอตก็มาตกที่หมอขวัญนี่เอง โชคดีสุดๆ ไปเลยค่ะ” สิตางค์ประสานมือไว้ตรงคางพร้อมกับทำหน้าตาชวนฝันเต็มที่

“สิตางค์จ๋า อย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหนนะ ฉันอาย และบางทีพี่ณาอาจจะล้อเล่นก็ได้”

“จะล้อเล่นหรือว่าเรื่องจริง สิตางค์ว่าลองถามเจ้าตัวเลยดีกว่าค่ะ เดินมาโน่นแล้ว” สิตางค์ว่าพลางชี้ไปที่ทางเข้าโรงอาหารซึ่งบัดนี้ร่างสูงของหมอกานต์กำลังเดินตรงเข้ามา และไม่ใช่แค่สายตาของสิตางค์หรอกที่จ้องมอง ทุกคนในโรงอาหารที่ได้ยินเสียงประกาศก้องของพี่ณาต่างก็มองไปที่หมอกานต์สลับกับมองมาที่ฉันเป็นตาเดียวกัน

ให้ตายสิ! ชีวิตอันสงบสุขของฉันดูจะริบหรี่ลงทุกทีสินะ!

“สวัสดีครับคุณขวัญ สวัสดีครับสิตางค์” ช่วงขายาวๆ ทำให้หมอกานต์มาประชิดฉันเร็วกว่าที่คาด เสียงทุ้มของเขาเอ่ยทักทายฉันก่อนจะหันไปทักทายสิตางค์ก่อนส่งยิ้มพิมพ์ใจ แน่นอนว่ามันกำลังทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ ไปจากที่เคย เพราะคำพูดของพี่ณาแท้ๆ เลย

“สะ...สวัสดีค่ะหมอกานต์” กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอฉันก็ต้องอาศัยแรงกระทุ้งเบาๆ จากสิตางค์จึงได้สติ

“สวัสดีเช่นกันนะคะคุณหมอรูปหล่อ แล้วสิตางค์ก็ต้องขอตัวด้วยค่ะ ไม่อยากอยู่เป็นกอขอคอเท่าไหร่”

“สิตางค์!” ฉันหันไปเอ็ดคนข้างตัวพร้อมทำหน้ายุ่งให้หล่อนรู้ว่าฉันไม่ชอบให้มาล้อกันจริงๆ

“แหะๆ ขอโทษนะคะหมอขวัญ สิตางค์ไปล่ะค่ะ”

สิตางค์หน้าแหยก่อนเดินจากไป ทิ้งฉันไว้กับหมอกานต์ตามลำพังท่ามกลางสายตาสอดรู้สอดเห็นของผู้คนอีกค่อนโรงพยาบาล

นิธิศ...คุณอยู่ที่ไหน หายไปอะไรตอนนี้เนี่ย แทนที่จะมาช่วยฉันคิดว่าจะออกไปจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี่ยังไง แต่คุณกลับหายไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย!

“ทานข้าวหรือยังครับ” หมอกานต์เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาโดยไม่ลืมชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ฉันที่เอาแต่ยืนมองปลายเท้าตัวเองไม่ยอมเงย

“ทานแล้วค่ะ” ฉันตอบทั้งที่ยังก้มอยู่อย่างนั้น

“ที่เท้าเป็นอะไรเหรอครับ”

“ไม่...ไม่ค่ะ ไม่เป็นอะไร” ฉันส่ายหน้ารัวพร้อมเงยหน้าขึ้นอย่างเร็วทำให้ศีรษะฉันกระแทกปลายคางของหมอกานต์ที่ก้มมองอยู่อย่างแรงจนอีกฝ่ายต้องถอยหนีเพราะไม่ได้ตั้งตัว

“โอ๊ย!”

“หมอกานต์ ขวัญขอโทษค่ะ” ฉันรีบเดินเข้าไปดู จึงเห็นว่าฟันของหมอกานต์กระทบมุมปากของตนเองจนปากแตกเลือดซิบ

“โอ้ย...ตายจริง ปากแตกเลย ขวัญขอโทษนะคะ ขวัญไม่ได้ตั้งใจ”

“ไม่เป็นไรครับ แล้วคุณขวัญเจ็บหรือเปล่า กระแทกมาเมื่อกี้ก็ไม่เบาเลย”

“ขวัญจะไปเจ็บอะไรล่ะคะ ห่วงตัวเองดีกว่า ไปห้องขวัญเถอะค่ะ ใส่ยาเสียหน่อย” แล้วฉันก็ลืมเรื่องราวกระอักกระอ่วนเมื่อครู่ไปเสียสิ้น มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบผ้าเช็ดหน้าสีครีมของตนเองขึ้นมาซับเลือดตรงมุมปากให้หมอกานต์โดยอัตโนมัติ ไม่ได้สนใจว่าใครจะมองยังไงหรือซุบซิบนินทาว่าอะไรบ้าง

“ขอบคุณนะครับ” แม้จะเจ็บแต่หมอกานต์ก็ยังคงยิ้ม แต่จู่ๆ แก้วกาแฟของฉันบนโต๊ะก็หล่นลงพื้น และแม่นยำราวจับวางเพราะกาแฟค่อนแก้วหกรดเท้าซ้ายของหมอกานต์จนหมด

“เฮ้ย!” หมอกานต์ขยับหนีห่างฉันทันที

“เปียกหมดเลย” ฉันเงยหน้าบอก เห็นนิธิศนั่งหน้ามุ่ยอยู่ตรงเก้าอี้ที่พี่ณาเคยนั่ง ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเมื่อกี้น่ะฝีมือใคร ทว่าตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่คาดโทษวิญญาณตัวแสบไปทางสายตา แล้วก็ได้ผลเมื่อหมอนั่นทำลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้กลับมาอย่างสุดแสนจะกวนประสาท

“ไม่เป็นไรครับ” ทั้งที่ปากพูดว่าไม่เป็นไรแต่สีหน้าหมอกานต์นั้นดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

ฉันแอบเห็นเขามองแก้วกาแฟบนพื้นอย่างฉงนสงสัยด้วย ก็เพราะว่าเมื่อครู่แม้แต่ลมก็ไม่มีพัด เหตุใดกาแฟแก้วนี้ถึงได้หล่นลงมาได้ ถึงจะมีลมพัดก็เถอะแต่ในแก้วมีกาแฟอยู่เกือบครึ่งมันก็ไม่น่าหล่นได้อยู่ดีนั่นแหละ

“มาค่ะ ฉันช่วย” ฉันส่งสายตาเคืองๆ ไปให้นิธิศอีกรอบแล้วจึงช่วยหมอกานต์ใช้กระดาษทิชชูสีชมพูที่วางอยู่บนโต๊ะซับขากางเกงและรองเท้าให้เขาอย่างไม่รังเกียจหรือถือตัว

“ไม่ต้องหรอกครับคุณขวัญ เดี๋ยวผมทำเอง” หมอกานต์รีบถอยหนี

“ไม่เป็นไรค่ะ ขวัญไม่ถือหรอก” แล้วฉันก็ช่วยเขาซับน้ำกาแฟไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือเพียงรอยเปื้อนชัดเจนบริเวณชายเสื้อกาวน์กับรอยด่างๆ เปียกๆ ตรงขากางเกงเท่านั้น

“ผมขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะครับ เดี๋ยวเจอกันที่ห้องทำงานหมอขวัญเลย”

“ได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ” ฉันพยักหน้าให้หมอกานต์ที่หันหลังเดินเร็วๆ มุ่งไปเข้าห้องน้ำ ก่อนหันมาจ้องหน้านิธิศที่ทำหน้าบูดอยู่ไม่ไปไหน

“น่าจะตามไปเช็ดกันในห้องน้ำเลยนะ” นิธิศจงใจแขวะ ฉันรู้

‘ทำผิดแล้วยังจะไม่สำนึกอีกนะ’ ฉันเข่นเขี้ยวในใจ

“ห่วงกันเสียจริงนะ” เขายังไม่เลิกหาเรื่อง

‘นิสัยไม่ดี!’ ฉันทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็สะบัดหน้าใส่เขาเดินกลับห้องทำงานทันที แม้รู้ว่ายังไงเขาก็ต้องเดินตามมาอยู่ดีก็ตาม



****************



ฉันเดินผ่านสายตาแปลกๆ ของเหล่าหมอและพยาบาลที่ส่วนใหญ่ เป็นผู้หญิงมาจนกระทั่งถึงห้องทำงาน จะว่าไปข่าวที่พี่ณาประกาศในโรงอาหารคงจะได้รับการยืนยันการันตีจากเหตุการณ์ใกล้ชิดสนิทสนมของฉันกับหมอกานต์เมื่อสักครู่นี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสินะ ที่สำคัญตอนนี้มันคงแพร่สะพัดไปทั่วโรงพยาบาลไวเสียยิ่งกว่าลม

เฮ้อ...เอาน่าขวัญ แม้องค์พระปฏิมายังราคิน ปุถุชนหรือจะสิ้นคนนินทา!

“แล้วยิ่งใกล้ชิดกันแบบนี้ก็ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะไม่ถูกนินทา” นิธิศที่เดินทะลุประตูตามหลังเข้ามาพูดขึ้น

“ผิดที่คุณนั่นแหละ จะแกล้งทำแก้วกาแฟหกทำไม”

“ก็ผมไม่ชอบ” เขาตอบหน้าตาย

“หมอกานต์ไปทำอะไรให้คุณ เขายังไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำ”

“เหอะ นี่ขนาดไม่รู้จักนะเนี่ย ยังทำผมซะขนาดนี้ ถ้ารู้จักผมว่าคงมีวางมวย”

“เอ๊ะ!” ฉันเท้าสะเอว

“คุณนี่มันเป็นวิญญาณที่ไม่มีเหตุผลซะเลยนะนิธิศ ทำอะไรเป็นเด็กไม่รู้จักโต”

“ดีใจหรือเปล่าล่ะ” ยังพูดเรื่องเดิมไม่ทันรู้เรื่องนิธิศก็ขึ้นเรื่องใหม่แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจนฉันตามไม่ทัน

“ดีใจเรื่องอะไร”

“อ้าว ก็ที่หมอณาบอกว่าหมอกานต์ชอบคุณไง ตอนนี้คุณเป็นเป้าหมายของหมอรูปหล่อเชียวนะ ไม่ดีใจเหรอ”

“เพ้อเจ้อ!” ฉันว่าเข้าให้ก่อนจะสาธยายต่อ

“ฉันจะไปดีใจได้ยังไง นอกจากเพื่อนร่วมงานแล้วฉันก็ไม่คิดอะไรกับหมอกานต์ไปในทำนองนั้นเลย อีกอย่างฉันยังไม่อยากถูกหมอนิ่มเอามีดผ่าตัดกรีดอกเอาหรอกนะ”

“จริงเร้อ...” นิธิศอมยิ้มพร้อมถามเสียงสูง

“ก็ใช่น่ะสิ หรือคุณจะมาเป็นแกนนำเชียร์ฉันกับหมอกานต์เหมือนพี่ณาอีกคน”

“ไม่มีทาง” เขาส่ายหน้ารัวเร็ว และวินาทีให้หลังหมอกานต์ก็เคาะประตูก่อนเปิดเข้ามาด้วยสีหน้างงงวย

“เมื่อกี้คุณขวัญคุยกับใครเหรอครับ” หมอกานต์ถามพลางสอดส่ายสายตาไปรอบห้องแต่ก็ไม่พบอะไรทั้งที่นิธิศยืนยักคิ้วข้างเดียวอย่างยั่วโทสะอยู่ตรงหน้าเขาแท้ๆ

“ผมได้ยินเสียงแว่วๆ”

“ไม่ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ขวัญแค่...” ฉันเว้นวรรค มองไปที่นิธิศเห็นเขายกมือมาแนบหูแล้วทำปากขมุบขมิบ

“ขวัญคุยโทรศัพท์น่ะค่ะ”

“อ๋อ” หมอกานต์พยักหน้าช้าๆ แต่ก็ยังมองไปรอบห้องคล้ายยังไม่วางใจ แต่เมื่อไม่พบอะไรจึงพูดต่อ

“ผมจะมาชวนคุณขวัญไปสัมมนาที่ต่างอำเภอน่ะครับ อาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์เลย ถือโอกาสไปพักผ่อนด้วย ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ยังไม่เคยเที่ยวเลยใช่ไหม”

“สัมมนาเหรอคะ”

“ใช่ครับ สัมมนาพยาธิแพทย์กับนักศึกษาพยาบาลที่มาเข้าค่ายวิชาพยาธิวิทยาจากกรุงเทพฯ ทางนั้นเขาเลยขอวิทยากรมานิดหน่อย ผมมีบรรยายหัวข้อทวงคืนความยุติธรรมให้คนตาย ส่วนคุณขวัญก็เป็นผู้ช่วยบรรยายของผม”

“ทวงคืนความยุติธรรมให้คนตาย” ฉันทวนหัวข้อที่หมอกานต์จะบรรยายด้วยความสนใจ พร้อมกับมองไปยังนิธิศโดยอัตโนมัติ

“ใช่แล้วครับ ถือเป็นหัวใจสำคัญของหมอผ่าชันสูตรศพเลยนะ”

“งั้นขวัญคงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ไม่งั้นช่วยคุณหมอไม่ได้แน่ๆ”

“เรื่องข้อมูลไม่ต้องห่วงหรอกครับ เดี๋ยวผมจัดการให้เอง แต่เตรียมเสื้อผ้าหนาๆ ไปบ้างก็ดีเพราะช่วงนี้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว ที่น่านหนาวเร็วและหนาวมากกว่ากรุงเทพฯ เยอะครับ” หมอกานต์ส่งยิ้มหวังดี

“ขอบคุณมากเลยนะคะหมอกานต์”

“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่วันนี้มีเคสอะไรยากๆ บ้างไหม”

“ไม่เลยค่ะ ยังไม่มีเข้ามาเลย”

“อ๋อ...ครับ” ขณะที่หมอกานต์รับคำจากฉัน นิธิศต้องกำลังอ่านใจเขาอยู่แน่ๆ เพราะฉันเห็นวิญญาณหนุ่มจ้องหมอกานต์เขม็งก่อนจะขมวดคิ้วเป็นปม และฉันก็อดสงสัยสิ่งที่นิธิศรู้จากการอ่านใจไม่ได้จึงเอ่ยถามออกไป

“หมอกานต์มี...อะไรในใจอยู่หรือเปล่าคะ”

“ครับ?” เหมือนจะงงกับคำถามของฉัน

“ไม่ครับ ไม่มีอะไร เอาเป็นว่าวันมะรืนผมจะมารับนะครับ ถ้าหากมีเคสยากๆ ส่งเข้ามาก็บอกได้เลยนะครับ ผมยินดีเข้ามาช่วย”

“อ๋อค่ะ ได้เลย”

“ถ้างั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ อยากไปกินข้าวเย็นบ้านพี่ณาอยู่เหมือนกันแต่มีประชุมที่โรงพยาบาล” คนพูดทำหน้าตาบอกให้รู้ว่าเสียดายจริงๆ

“ไว้โอกาสหน้าก็ได้ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะหมอกานต์”

“ครับคุณขวัญ” หมอกานต์ส่งยิ้มหวานทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากห้องไป และนิธิศก็โล่งขึ้นมาทันที

“คุณไม่มีทางได้ทำเคสผ่าศพยากๆ หรอกหมอขวัญ”

“หมายความว่ายังไง” ฉันถามกลับไปแบบงงๆ

“ก็หมอกานต์แยกเคสยากๆ ไปทำเองหมดเลยไง นอกจากรถชนตาย สัตว์กัดตาย ตกเขาตาย แล้วก็ไข้ป่า คุณก็จะไม่ได้ทำอะไรอีกเลย”

“ทำไมล่ะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน หมอนั่นไม่ได้คิดคำตอบเอาไว้” เขายักไหล่ ก่อนทำท่าทางไม่สนใจหมอกานต์อีก

ทว่าเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้ฉันไม่ได้ถามอะไรนิธิศต่อ แต่เดินไปเปิดประตูให้คนข้างนอกเดินเข้ามา ปรากฏว่าเป็น...หมอนิ่ม

“สวัสดีค่ะหมอนิ่ม” ฉันเอ่ยทักทายออกไปทั้งที่ในใจรู้สึกไม่สู้ดี

“ฉันได้ยินเรื่องคุณกับหมอกานต์แล้วนะคะ” หมอนิ่มไม่รีรอเอ่ยเข้าเรื่องชัดเจน ตรงประเด็น

“และก็คิดว่าคุณคงรู้เหมือนกันว่าฉันรู้สึกยังไงกับหมอกานต์”

“...ค่ะ ก็พอรู้”

“แล้วคุณก็ชอบเขาเหมือนกันเหรอคะ”

“ไม่ค่ะหมอนิ่ม ไม่ใช่แบบนั้น” ฉันรีบปฏิเสธพัลวัน เรื่องราวมันจะบานปลายไปกันใหญ่แล้ว

“แต่เมื่อกี้พี่ณาเดินมาบอกให้ฉันเลิกหวังลมๆ แล้งๆ กับหมอกานต์ได้แล้ว”

“ขวัญไม่คิดว่าพี่ณาจะพูดแบบนั้น”

“แล้วเธอรู้สึกกับเขายังไงกันแน่ล่ะ”

“แค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้นค่ะหมอนิ่ม ขวัญคิดกับหมอกานต์แค่นั้น” ฉันบอกนิ่งๆ

“ดี!”

หมอนิ่มเว้นวรรคก่อนคลี่ยิ้มที่ดูน่ากลัวมากกว่าจะน่ารักออกมา

“อย่ายุ่งกับเขาอีก ฉันรักเขามานานมากแล้ว และไม่มีวันที่จะยกเขาให้ใคร” พูดแค่นั้นคุณหมอคนสวย...แต่เปลือกนอก ก็หมุนตัวออกไปจากห้องทันที

“หมอนิ่มนี่...มารร้ายจริงๆ” เสียงนิธิศลอยขึ้นมา และฉันก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเนื่องจากเห็นด้วย

เฮ้อ...จากที่ริบหรี่ตอนนี้คงมืดมนไปแล้วสินะ ความสงบสุขของฉัน!


****************************

แจ้งข่าวจ้าาาาาา

สนพ.ได้เล่มตัวอย่าง 'นาฏกรรมลวง' จากโรงพิมพ์แล้วนะคะ นักอ่านท่านใดสนใจดูได้ในเพจ 'ปลายปากกา สำนักพิมพ์' เลยค่ะ^^ คาดว่าอีก 2 สัปดาห์เล่มพร้อมวางจำหน่าย หรือถ้าใครมาสาย eBook แค่ค้นหาในเว็บ Mebmarket ก็สามารถโหลดซื้อมาเก็บไว้ในเครื่องได้แล้วน้าาาา ฝากอุดหนุนนิยายของคุณขวัญของใจกันเยอะๆ นะคะ

หมายเหตุ: เนื่องจากมีการจัดหน้าไว้ในรูปแบบหนังสือเล่มขนาด A5 อาจมีคำฉีกหรือเว้นวรรคมากกว่าปกติเมื่อนำลงเว็บเลิฟ



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 1 พ.ค. 2561, 11:44:38 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 1 พ.ค. 2561, 11:45:48 น.

จำนวนการเข้าชม : 199





<< บทที่ 5 ศัตรู (40%)   บทที่ 6 เป็นของผมไปก่อน (50%) >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account