ที่สุดหัวใจ
ช่วงเวลาแห่งความตาย...เขาผ่านมาแล้ว
ช่วงเวลาแห่งการรอคอย...เขาผ่านมาแล้ว
เหลือช่วงเวลาแห่งความสุข...เขาจะได้ผ่านสัมผัสมันหรือไม่
มันอาจมี หรือไม่มี...ไม่มีแม้กระทั่งฝัน
Tags: ไท่หยาง ปิ่นตะวัน ที่สุดหัวใจ สุดหัวใจ อองตอง ตีซาปาน teesaparn

ตอน: เล่ม 2 บทที่ 39

๓๙

ริมฝีปากอุ่นชื้นฝากรอยบางเบาอบอุ่นที่หน้าผากเหมือนเช่นทุกคืน คู่หมั้นยังไม่ลืมสิ่งที่ต้องทำ ทำทั้งที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเต็มใจหรือฝืนใจ ความคิดนี้เกิดขึ้นหลังจากลูกสาวรับรู้ความไม่สบายใจของพ่อ และมันทำให้ไฉ่หงอดคิดไม่ได้ว่าคู่หมั้นกำลังถูกบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แม้ว่าใจอยากให้เขาทำด้วยความเต็มใจ

เมื่อมองดูให้ดีระยะนี้ดวงหน้าขรึมดูหม่นเศร้า โดยเฉพาะดวงตาสีเข้มคู่นั้น มันไม่มีความสดใสให้เห็นเลย

“พี่ชาย...ไม่เป็นอะไรนะ” คนเป็นห่วงบีบมือใหญ่ส่งกำลังใจให้

“พี่ไม่เป็นอะไร ยังแข็งแรงดีอุ้มน้องได้สบาย” คนรับรู้วางมือบนหัวของคนเป็นห่วง โยกเบาๆ ให้คนเห็นรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาสบายใจ “น้องนอนได้แล้วนะ พรุ่งนี้ตื่นมาจะได้สวยๆ ตาไม่ดำเหมือนแพนด้า”

“พี่ชาย...คิดถึงเธอไหมคะ”

ใจจริงไฉ่หงไม่อยากถามให้คู่หมั้นลำบากใจแบบนี้เลย แต่ที่ต้องพูดเพราะรู้ว่าป๊าส่งคนสนิทให้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของคนตรงหน้า ทำให้เขาไปพบคนที่อยากเจอได้ยากขึ้น

“บอกน้องมาเถอะค่ะ อย่ากลัวว่าน้องจะเสียใจ”

ไท่หยางมอบยิ้มเศร้าให้กับคนที่รู้ใจ เป็นห่วงจนลืมความเจ็บปวดไม่ห่วงความรู้สึกของตัวเองบ้าง เสียดายที่เขามอบหัวใจ รักคนอื่นไปแล้ว ไม่อาจแบ่งให้ใครได้อีก ทางเดียวที่จะตอบแทนน้ำใจได้คือความจริง...จากใจ

“ถ้าจะให้พี่พูดตรงๆ พี่ก็จะบอกกับน้องว่าพี่คิดถึงเธอมาก คิดถึงสุดหัวใจ อยากเห็นหน้า อยากมองตา อยากจูบ อยากกอด อยากได้กลิ่นหอมจากตัวของเธอ ทุกอย่างที่เป็นของผู้หญิงคนนั้น...”

ความปรารถนานี้คงจะไม่รุนแรงท่วมท้นในหัวใจถ้าไม่ใช่เจ้าของ ทั้งตัวและหัวใจ ทั้งห่วง หวง ไม่อยากให้ใคร ผู้ชายหน้าไหนเข้าใกล้อีกเลย

“สำหรับพี่ ปิ่นตะวันไม่ใช่คนรัก คู่รัก แต่เธอเป็นมากกว่านั้น พี่อดทนผ่านความเจ็บปวด มีชีวิต มีลมหายใจ...เพื่อเธอ”

ไม่เหมือนกับคนที่ได้รับรู้ ซึ่งต่อสู้กับโรคร้าย ผ่านความเจ็บปวดในแต่ละวัน หวังเพียงจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนรัก...ที่รักคนอื่น

“เราเหมือนกัน น้องเองก็มีลมหายใจ...มีชีวิตอยู่...เพื่อพี่ชาย”

น้ำเสียงเศร้าอ่อนแรงบอกความรู้สึกอย่างเดียวกันให้รับรู้ ทำเอาคนได้ยินจุกในอกพูดอะไรไม่ออก มันไม่ควรเป็นแบบนี้เลย

“พี่ขอโทษ...ขอโทษที่รักน้องไม่ได้” หากเลือกได้ไท่หยางไม่อยากคนตรงหน้าเป็นทุกข์เสียใจเพราะเขา “ถ้ามีอะไรที่พี่พอจะทำให้น้องได้ ก็ขอให้น้องบอกพี่ทันที พี่ชายคนนี้ยินดีจะทำให้”

“ขอบคุณค่ะพี่ชาย...” เพราะรู้และเข้าใจไฉ่หงจึงไม่อยากให้คู่หมั้นจมอยู่กับความรู้สึกผิดความเศร้าเสียใจไปกับมัน “ถ้าน้องอยากได้อะไรน้องจะบอกพี่ชาย จะขอจากพี่ชายนะคะ”

ถึงแม้จะมอบรอยยิ้มกว้างเพราะดีใจปลาบปลื้มกับความใส่ใจจากคนที่รักแค่ไหน แต่นั่นก็ไม่อยากใช่สิ่งที่ไฉ่หงต้องการ อยากได้จากคู่หมั้น มันไม่มีประโยชน์อะไรในเมื่อหัวใจของเขาที่อยากได้ เจ้าตัวมอบให้คนอื่นไปแล้วก่อนหน้านี้เป็นเวลาถึงสิบปี

ความจริงที่จำต้องยอมรับทำให้ไฉ่หงถามกับตัวเอง ทำไมถึงไม่เจอเขาให้เร็วกว่านี้สักสิบปี บางทีอาจเป็นผู้หญิงที่ได้ครอบครองหัวใจของเขาสมความปรารถนา

แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ความจริง เรื่องจริงที่เกิดขึ้นก็ต้องเข้าใจและยอมรับให้ได้ ว่าไม่อาจครอบครองเป็นเจ้าของหัวใจผู้ชายคนนี้



ความอ่อนเพลียทำให้คู่หมั้นที่น่าสงสารนอนหลับพักผ่อนไปแล้ว ไท่หยางจึงกลับมาที่ห้อง ซึ่งมีผู้ช่วยของเขานั่งรออยู่ ทำไมคนเป็นเหมือนน้องชายถึงยังไม่นอน หรือว่ามีธุระอะไรจะพูดกับพี่ชายคนนี้

“คุณหนูพักผ่อนแล้วเหรอครับ” เหอผิงลุกขึ้นยืนถามเจ้าของห้อง ดวงหน้าขรึมดูเหนื่อยหนัก คงลำบากใจอยู่ไม่น้อย

“อืม...ไฉ่หงดูอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย” ไท่หยางกังวลกับสิ่งที่เห็นก่อนออกมาจากห้องของคู่หมั้น “พรุ่งนี้นายจะอยู่เป็นเพื่อนไฉ่หงก็ได้นะ ใช้เวลาที่เหลืออยู่ของไฉ่หงให้คุ้มค่าก่อนจะไม่มีโอกาสได้ทำ อย่างที่นายรู้...ไฉ่หงอาจอยู่กับเราได้อีกไม่นาน”

น้ำเสียงขรึมที่บอกเล่าความจริงทำให้เหอผิงไม่อาจเงยหน้าเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้ได้ มันขมขื่นเกินกว่าจะยอมรับได้ มันควรเป็นแค่ฝันร้ายเพียงชั่วข้ามคืน ตื่นขึ้นมาก็หายไป

“ขอบคุณคุณชายมากครับ ที่ให้ผมได้มีโอกาสดูแล ใกล้ชิดคุณหนู”

เพราะรู้และเข้าใจ ไท่หยางจึงอยากให้คนข้างตัวเก็บเกี่ยวใช้เวลากับคนที่รักให้มากที่สุด ก่อนมันจะกลายเป็นเพียงความทรงจำ

“ในฐานะพี่ชาย ฉันคงให้นายได้เท่านี้ อย่างผู้ชายที่มีความรักมอบให้ผู้หญิงที่ตัวเองรัก...หมดทั้งชีวิตที่มีอยู่” ซึ่งตอนนี้หัวใจที่มอบให้กับคนที่รักมันจวนเจียนจะขาดเพราะความคิดถึง ไม่มีโอกาสได้ไปยืนอยู่ใกล้ โอบกอด ได้สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเนื้อตัวที่ติดตรงปลายจมูก จะมีอะไรทรมานใจมากไปกว่านี้อีก

“เรื่องที่ให้ผมทำ เรียบร้อยดีครับ” เหอผิงกระซิบรายงานกับเจ้าของมือที่ถอนออกไป กำลังใจส่งผ่านถึงกันเงียบๆ ผ่านสายตาของเข้าใจที่มองหน้ากัน อยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกันมานาน “เธอเข้าใจดี แล้วเธอก็เป็นห่วง คิดถึงคุณชายมากเหมือนกัน”

คนได้ยินยกมุมปากแค่นยิ้มหยันให้กับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ เมื่อไรมันจะจมสิ้นเสียที ไท่หยางเบื่อกันมันเต็มทน จนไม่อยากจะทนอีกต่อไป

“จะหาเมียน่ารักแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก เข้าใจผัวที่กลับไปหาไม่ได้ ทำเอาผัวอย่างฉันอดทุเรศตัวเองไม่ได้จริงๆ”

ผู้ช่วยที่ยืนถอนหายใจก็อยากช่วย แต่ไม่รู้จะช่วยได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้ทั้งเขาและคนที่เป็นเหมือนพี่ชายถูกจับตามองตลอดเวลา

“เท่าที่ผมสืบมา ทางห้างฯ คู่แข่งกำลังวางแผนการตลาดใหม่ทั้งหมด คิดว่าน่าจะดึงเอาเหล่าคนดังมาประชาสัมพันธ์โครงการ”

ไทหยางเห็นแล้วว่าผู้ช่วยที่เปลี่ยนเรื่องคุย แถมพูดเสียงดังกว่าเดิมกำลังปรายตามองไปที่ประตู ส่งสัญญาณว่าน่าจะมีคนแอบฟังอยู่ คนของนายท่านน่าจะยืนอยู่ด้านนอก

“ไปตามสืบมาให้ได้ว่าทางโน้นวางแผนยังไง เราจะได้แก้เกมได้ทัน” เจ้านายก็บอกผู้ช่วยให้คอยจับตาดูคนของนายท่านด้วยเหมือนกัน งานนี้ต้องรู้เท่ากันถึงจะแก้เกมได้

“ครับคุณชาย หมดธุระแล้วผมขอตัวไปพักผ่อนนะครับ”

คนขอตัวพยักหน้ารับความห่วงจากเจ้าของห้อง จากนั้นหันตัวเดินออกไปทำเหมือนไม่เห็นเงาคนที่ยืนแอบฟัง ถึงพวกมันจะทำงานดีเก่งแค่ไหน แต่พื้นไม้บ้านทรงไทยมันมีช่องว่าง เมื่อมีน้ำหนักตัวทิ้งไว้จะส่งเสียงบอกให้รู้ทันที ถึงจะไม่เห็นตัวก็รู้ว่ามีคนหลบซ่อนตัวอยู่หลังตู้ห่างจากประตูห้องนอนของคุณชาย

ไม่นานหลังเดินผ่านจนลับสายตา ดวงตาคู่เรียวของเหอผิงมองไปยังจุดที่เดินผ่าน ร่างกำยำซึ่งหลบซ่อนตัวหลังตู้บานไม้ค่อยๆ เผยตัวออกมาให้เห็นเจ้าของ มันกำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา น่าจะรายงานเหตุการณ์ทางนี้ให้นายท่านรับทราบ คนสอดแนมได้ยืนยันแล้วว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้อง



เช้าวันใหม่มาเยือนไฉ่หงรีบจัดการกับตัวเองก่อนจะลงไปข้างล่างเพื่อส่งคู่หมั้นไปทำงาน โดยมีผู้ช่วยของเขาคอยดูแลเข็นรถพาเข้ามาในบ้าน และวันนี้ทั้งวันเดาได้ว่าคงมาอยู่เป็นเพื่อน เจ้าตัวได้ขนหนังสือหลายเล่มมาวางไว้ให้เลือกอ่าน ถึงเขาจะดูแลดีมากแค่ไหน สุดท้ายไฉ่หงก็อยากให้คู่หมั้นอยู่ข้างๆ มากกว่าคนอื่น

“คุณหนูจะเอาอะไรอีกไหมครับ” คนจัดวางของสำรวจดูอาการรวมถึงท่าทีของคนที่ร่างกายยังอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง วันนี้ดวงหน้าขาวนั้นดูซีดกว่าเมื่อวาน เห็นแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้

“ไม่เอา...” พออีกคนจะไปไฉ่หงก็รีบดึงตัวเขาไว้ให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ เขาคือคนที่จะบอกความจริงให้รู้ “เหอผิง น้องสงสารพี่ชาย พอจะมีทางช่วยพี่ชายได้ไหม ให้พี่ชายไปพบเธอ”

เหอผิงรับรู้ว่าความเจ็บกำลังแผ่ขยายตัวในหัวใจ เจ็บที่เห็นในหัวใจเป็นห่วงคนอื่น คุณหนูไม่ได้ห่วงเขาเลย ไม่อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ

“ผมก็สงสารอยากช่วยคุณชาย แต่มันไม่ง่ายเลย ตอนนี้คุณชายถูกคนที่นายท่านส่งมาจับตามองทุกฝีก้าว เมื่อคืนระหว่างที่คุณชายกับผมคุยกันยังถูกหงเสียนแอบฟัง ดูเหมือนนายท่านต้องการเร่งงานแต่งให้ใกล้เข้ามา”

เมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้นความเศร้าก็ก่อตัวทำให้จุกจนพูดอะไรไม่ออก ด้วยไม่อยากให้ถึงเวลานั้นเลย สิ่งสำคัญเหอผิงเป็นห่วงอาการของคุณหนู ระยะหลังมานี้อาการของเธอไม่สู้ดีนัก บางทีนายท่านอาจเป็นห่วงกลัวว่าลูกสาวจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันแต่งงาน ถึงได้เร่งให้มีงานแต่งเกิดขึ้น

“เรียกเธอมาที่นี่ได้ไหม ให้มาอยู่กับน้องก่อนก็ได้” ด้วยเข้าใจในเหตุผลของป๊า ลูกสาวจึงไม่อาจปฏิเสธความหวังดีของท่านได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อยากทำให้คู่หมั้นต้องเป็นทุกข์เจ็บปวดทรมาน ใจอยากเห็นเขามีความสุข แล้วมันจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า

“ไม่ได้นะครับ...” คนไม่เห็นด้วยออกปากแย้งทันที “ถ้าทำแบบนั้นก็เท่ากับทำให้นายท่านรู้ว่าใครคือผู้หญิงของคุณชาย นอกจากคุณหนูแล้วผู้หญิงทุกคนที่อยู่ใกล้ตัวคุณชายคือคนน่าสงสัย มันอาจทำให้คุณชายลำบากใจ ตัดสินใจได้ยาก”

ในใจของคนถูกห้ามมีแต่ความอึดอัดลำบากใจ โน้นก็ทำไม่ได้ นี่ก็ทำไม่ได้ สรุปว่าไม่มีทางไหนช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของคู่หมั้นได้เลยหรือ

“เหอผิง น้องไม่อยากเห็นพี่ชายเศร้าเสียใจแบบนี้เลย”

ความเศร้าบนดวงหน้าซีดเซียวทำให้เหอผิงเจ็บร้าวในหัวใจ ในใจของคุณหนูมีแต่เรื่องของคู่หมั้น เป็นห่วงแค่คุณชายคนเดียวเท่านั้น เรียกได้ว่าไม่มีพื้นที่สำหรับคนอื่นเหลืออยู่เลย

“ผมเองก็ไม่อยากเห็นคุณชายเป็นแบบนี้เหมือนกัน” วันๆ นิ่งคิดจมอยู่กับความคิดถึงคนที่รัก ซึ่งไม่มีโอกาสได้พบกัน มันคงทรมานจิตใจน่าดู “ผมกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของหงเสียนอยู่ ถ้าจับความเคลื่อนไหวได้คงพอจะหาช่องทางให้คุณชายไปพบกับ...คุณปิ่นได้”

เหอผิงพยายามแล้วที่จะไม่เอ่ยชื่อผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าคุณหนู ชื่อที่ทำให้คุณหนูเศร้าเสียใจ มันไม่ดีกับเธอเลย โดยเฉพาะสุขภาพที่อ่อนแอลง

“คุณหนูไม่เป็นอะไรนะครับ”

ไฉ่หงยิ้มเศร้าให้กับคนโน้มตัวมาถามเพราะเป็นห่วง ดูเหมือนทุกคนที่อยู่ใกล้ตัวจะห่วงมากจนเกินเหตุ ทั้งที่ความจริงไม่ได้อ่อนแอต้องให้ใครมาคอยเป็นห่วงทุกนาทีแบบนี้ คนอื่นเข้าใจว่าความเจ็บทำให้เสียใจอย่างเดียว แต่ไม่รู้หรอกว่ามันก็ทำให้เข้มแข็งขึ้นด้วยเหมือนกัน

“น้องไม่เป็นอะไร น้องเข้าใจดีว่าปิ่นตะวัน...เธอมาก่อนน้องตั้งหลายปี พี่ชายก็รักเธอมาก มันทำให้น้องอิจฉาอยากได้ความรักแบบนั้นจากพี่ชายบ้าง แต่พี่ชายก็ให้น้องไม่ได้ น้องเองก็ให้ความสุขพี่ชายไม่ได้ น้องเลยอยากช่วยให้พี่ชายได้เจอเธอ ให้พี่ชายมีความสุข”

คนได้ยินทำได้เพียงยิ้มให้กำลังใจกับเจ้าของน้ำเสียงเศร้าดวงหน้าหม่นซีด เธอต้องเก็บความเจ็บปวดไว้ในหัวใจ ในขณะที่ยิ้มให้กับคนที่รัก ทุกลมหายใจบางเบาของเธอมีแค่คุณชายคนเดียวเท่านั้น ไม่เคยมีใครคนอื่นอยู่ในสายตา แม้แต่คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอมีไว้เพื่อคุณชายไท่หยางที่เธอรักหมดหัวใจ



หลังรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ลูกสาวรอคอยให้พ่อพูดคุยธุระสำคัญทางโทรศัพท์จนเสร็จ สีหน้าของท่านดูเคร่งเครียด ไม่รู้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร เรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว แต่ถึงจะเคร่งเครียดมากแค่ไหนแต่พ่อก็ไม่เคยลืมอ้อมกอดแสนอบอุ่นอ่อนโยน ซึ่งมอบให้กับลูกสาว

“ไปดูที่มาแล้วเป็นยังไงบ้าง ถูกใจไหม” พ่อถามลูกสาวที่อยู่ในอ้อมแขนกอดอ้อนทำตัวเหมือนตอนเป็นเด็กไม่มีผิด ทั้งที่ตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่รู้ว่ากำลังคิดทำอะไรต่อไป

“เท่าที่ดูก็กว้างขวางดีนะคะ ที่กว้างแบบนี้ทำให้ปิ่นคันมืออยากจะปลูกผักสวยๆ ไว้กินเอง อากาศเย็นตลอดทั้งปีแบบนี้ ผักสลัดของปิ่นน่าจะงาม” คนเล่ากำลังนึกถึงภาพของบ้านในไร่ในสวน ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้สีเขียวเต็มไปหมด น่าจะทำให้ใจสงบมากกว่าอยู่ในกรุงเทพฯ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ตึกปูนแข็งทื่อ ราวกับคนไม่มีชีวิตชีวา มุ่งแก่งแย่งแข่งขันให้ตัวเองไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุด หลงลืมไม่ใส่ใจคนที่ตัวเองเหยียบย่ำเพื่อให้อยู่สูงกว่าคนอื่น กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดเอาประโยชน์ใส่ตัวอย่างเดียว

“จะปลูกผักเหรอลูก” พ่อย่นคิ้วให้กับความคิดของลูกที่เอวบางตัวบางแบบนี้ จะเอาแรงที่ไหนมาทำ “ไหวเหรอลูก”

“ไหวสิคะ” ลูกสาวพยักหน้าจริงจังยืนยันกับพ่อที่มองมาเหมือนสงสัยไม่เชื่อว่าจะทำได้ “แล้วปิ่นจะไม่ปลูกผักอย่างเดียวด้วย จะปลูกดอกไม้เยอะๆ กุหลาบเอย เบญจมาศเอย ของทำเงินทั้งนั้น”

“ทำไร่ทำสวนเหนื่อยลูก ที่ทางของเราใช่ว่าจะแคบ”

“ทำคนเดียวไม่ไหวก็หาคนมาช่วยสิคะ ยังไงพ่อก็ไม่ยอมให้ปิ่นทำคนเดียวแน่” ลูกสาวยิ้มกว้างให้กับพ่อเป็นกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด ไม่เชื่อฝีมือของลูกคนนี้บ้าง ถึงจะเป็นผู้หญิงก็สู้งานเต็มร้อยนะคะพ่อ “ปิ่นกะว่าจะทำโฮมสเตย์ ทำบ้านพักให้แขกพักสักสี่หน้าหลังก็พอ ใช้แรงงานของแขกนี่แหละค่ะช่วยทำงาน ก็เริ่มจากทำเล็กๆ ทำให้มีความสุขก่อน แล้วค่อยๆ ขยับขยาย ปิ่นศึกษาข้อมูลไว้พร้อมแล้วค่ะ”

ในเมื่อลูกเตรียมพร้อมแล้วสำหรับอนาคต พ่อคนนี้ก็ยินดีสนับสนุน แต่ยังมีอีกหนึ่งความหนักใจ ไม่รู้ว่าลูกจะคิดเห็นยังไงกับสิ่งที่พ่ออยากจะขอ

“ลูกตอบพ่อมาตามตรงได้ไหม ว่ายังติดต่อกับเขาอยู่หรือเปล่า”

“ใครเหรอคะพ่อ...” ลูกสาวเบี่ยงหลบสายตาค้นหาของพ่อ “พี่พีทเหรอคะ หลังเกิดเรื่องปิ่นเจอเขาล่าสุดก็ที่พัทยา”

“ปิ่นไปพัทยาเมื่อไหร่ ตั้งแต่เกิดเรื่อง...พ่อไม่เห็นว่าอยากจะไปที่นั่นอีก” หลายครั้งที่พ่อชวนลูกไปแต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธ ให้เหตุผลว่าไม่อยากรู้สึกเศร้า ไปแล้วก็อดคิดถึงระลึกคนที่ไม่อาจช่วยชีวิตไว้ได้ มันกลายเป็นบาดแผลเจ็บปวดมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วทำไมจู่ๆ ลูกถึงไปที่นั่นได้

“เร็วๆ นี้ค่ะพ่อ มีคนพาปิ่นไป” ลูกสาวที่ยิ้มอย่างมีความสุขเบี่ยงหลบเลี่ยงสายตาเข้มค้นหาของพ่อ ด้วยไม่อยากให้ท่านรู้ว่าไปกับใคร

คิ้วเข้มของคนสงสัยที่ผูกปมขมวดใต้หน้าผากย่นคลายออก คำตอบเหมือนจะมีอยู่ผ่านท่าทีของลูก ดูเหมือนข้อสันนิษฐานจะเป็นจริง

“ไท่หยางคนนั้น...ปิ่นยังติดต่อเขาอยู่หรือเปล่า”

“มีอะไรหรือเปล่าคะพ่อ” หัวใจของลูกสาวเกิดอาการสั่นหวั่นหวาดด้วยความกลัว กลัวว่าพ่อจะรู้สิ่งที่ปกปิดเอาไว้ ตอนนี้ยังไม่พร้อมจะบอกให้ใครได้รู้ มันสุ่มเสี่ยงอันตรายเกินไป

“ถ้าเป็นไปได้...พ่อไม่อยากให้ลูกติดต่อกับเขาอีก อย่าลืมว่าเขามีคู่หมั้นแล้วนะลูก” นายตำรวจใหญ่ย้ำไม่ให้ลูกสาวลืมความจริง

“แต่เขาไม่ได้รักคู่หมั้นของเขานะคะ เขาต้องหมั้นเหมือนกับปิ่น...หมั้นกับคนที่ไม่ได้รัก” ลูกสาวแย้งเหตุผลของพ่อ

“จะยังไงก็ช่าง ต่อไปปิ่นไม่ควรพบหรือติดต่อกับเขาอีก พ่อขอนะลูก อย่าให้พ่อต้องออกคำสั่งกับลูกเลย ไม่ว่าลูกจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม แต่เขาคือคนที่มีพันธะแล้ว...”

ซึ่งเป็นความจริงที่ลูกสาวก็รู้ดี เพราะเหตุนี้คนเป็นพ่อจำต้องย้ำไม่ให้ลูกสาวปล่อยใจถลำลึกจนดึงกลับมาไม่ได้...ถูกต้องควรมาก่อนถูกใจ

“ที่พ่อพูดเพราะไม่อยากเห็นลูกต้องเสียใจ หนี้บุญคุณไม่ว่าจะชดใช้ยังไงก็ไม่มีวันหมดหรอกนะลูก ต่อให้ไท่หยางชดใช้ทั้งชีวิตของเขา หนี้บุญคุณมันก็ยังอยู่”

ถึงจะจริงอย่างที่พ่อพูดแต่ลูกสาวอยากให้พ่อให้โอกาสเขาบ้าง ในเมื่อที่ผ่านมาเขาก็พยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว

“พ่อคะ...พ่อ...” ลูกสาวพยายามอธิบายให้พ่อเข้าใจ แต่ท่านลุกหนีไม่ได้อยู่ฟังคำใดๆ จากลูก ไม่สนใจแม้กระทั่งเสียงเรียก ราวกับไม่ขอรับรู้อีก

สุดท้ายปิ่นตะวันก็ไม่อาจสลัดความกังวลทิ้งออกไปได้ ด้วยอุปสรรคมันยังอยู่ ใหญ่เกินกว่าจะฝ่าไปได้ ปัญหาทางโน้นแก้ยังไม่จบทางนี้ก็มีอีก พ่อไม่เห็นชอบกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ เพียงเพราะเขาคือไท่หยางผู้ชายที่มีคู่หมั้นแล้ว แต่ในขณะเดียวกันเขาคือตะวัน เป็นดวงตะวันที่มอบความอบอุ่นใจเสมอมา

ดวงหน้าสวยมีแต่ความกังวลหนักในหัวใจ มันมีมากขึ้นหลังติดต่อคนที่เงียบหายไป ทำไมเขาถึงไม่ติดต่อมา มันผิดปกติ ปกติเจ้าตัวจะต้องรายงานบอกว่าไปไหนกับใคร ทำอะไร มีเหตุผลอะไรต้องปิดเครื่อง หรือว่า...จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเขา

...อย่าเป็นอะไรนะตะวัน...

ดวงตาสีเข้มจดจ้องมองจดหมายที่อยู่ในมือ มันถูกหย่อนในตู้จดหมายไม่ระบุตัวผู้ส่ง แถมยังจ่าหน้าส่งถึงตัวคุณหนูไฉ่หง

“เอายังไงต่อครับคุณชาย”

คนเก็บจดหมายฉบับนี้ยังคงรอคอยคำตอบจากริมฝีปากหยักได้รูป เจ้าตัวกำลังเปิดดูภาพถ่ายในซองจดหมาย ภาพความสัมพันธ์แนบแน่นใกล้ชิดระหว่างเจ้านายกับคู่รัก ซึ่งได้ใช้เวลาพักผ่อนที่พัทยาเมื่อไม่กี่วันก่อน คนแอบถ่ายน่าจะเป็นคนส่งมา มันเป็นใคร ต้องการอะไรกันแน่

“สนุกกับมันหน่อยเป็นไง”

ดวงตาของคนยิ้มเย็นวาวจัดจ้า เพราะมีคนสุมเพลิงแค้นให้ลุกโหม รับรองว่ามันต้องได้รับการชดเชยเอาคืนอย่างสาสม

“ในเมื่อไอ้สัตว์นรกนั่นเล่นลอบกัดกับเราแบบนี้ คงต้องสนองศรัทธามันหน่อย...” ไท่หยางหมุนตัวไปหาผู้ช่วยกำลังรอฟังว่าเขาจะสนุกกับแก้มสะสางแค้นนี้ยังไง “ฉันนึกแล้วว่ามันคงไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยแน่ แต่ไม่คิดว่าจะใช้แผนนี้ แสดงว่าวันนั้นมันหนีรอดออกจากโรงแรมไปได้ แผนล่อให้มันออกมาจากรูนับว่าได้ผล”

ถึงจะเป็นไปตามแผนที่เจ้านายวางไว้ แต่เหอผิงก็อดห่วงกังวลไม่ได้ จากนี้ไปคนหลบตัวอยู่ในที่มือคงเล่นแรงมากกว่าเดิมอีกแน่

“คุณชายครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้อง” คนทำหน้าเครียดเอ่ยปากกับคนที่ยิ้มมุมปาก ราวกับเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรเลย

“ว่ามาสิน้องชาย นายอยากจะขออะไรจากพี่”

“อย่าให้คุณหนูเห็นภาพพวกนี้เลยนะครับ อย่าให้คุณหนูรู้เด็ดขาด ผมทนเห็นเธอเจ็บปวดไม่ไหว” ซึ่งไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าความเจ็บมันจะจบสิ้นสุดลงอย่างไร คนเอ่ยขอแค่ไม่อยากให้คนที่รักต้องเจ็บซ้ำอีกก็พอ

“แต่สักวันไฉ่หงก็ต้องรู้ ฉันไม่อยากโกหก...” ไท่หยางบอกกับเจ้าของไหล่ที่มือวางอยู่ ดวงตาเข้มมีแววอ่อนลงเพราะเข้าใจถึงความกังวลของคนใกล้ตัว “ความจริงแม้จะเจ็บปวด แต่มันจะทำให้ไฉ่หงเข้มแข็ง นายว่าไม่ดีเหรอ”

ไม่เลย...เหอผิงสั่นหน้าแย้งในใจ มันจะดีกว่านี้ถ้าคุณหนูของเขาจะไม่เจ็บ ไม่ต้องรู้สึกอย่างนั้น ซึ่งคนที่เธอรักไม่ควรมอบให้เธอ เท่าที่ได้รับมาก็มากเกินพอแล้ว เจ็บป่วยกายแล้ว ทำไมต้องมาเจ็บช้ำหัวใจอีก

“เพราะผมรักคุณหนู ไม่ได้โหดเหี้ยมเลือดเย็นอย่างคุณชาย ที่ทนเห็นผู้หญิงที่รักต้องเจ็บปวดเพราะตัวเองได้”

ดวงตาวาวจัดจ้าเหมือนมีไฟลุกโชนจดจ้อดวงหน้าเรียวสะอาด ทำไมคนที่อยู่ด้วยกันมานาน ถึงพูดออกมาแบบนี้ เหมือนไม่รู้ใจกัน

“แต่นายก็ควรจำไว้ ยาดีมักจะขม ฉันเองก็ไม่ใช่คนโหดเหี้ยมเลือดเย็นอย่างที่นายว่าด้วย”

ถึงอย่างนั้นคุณชายก็มอบยาหวานแทนยาขมให้กับคุณหนูได้ ทำไมถึงไม่ทำ แล้วที่พูดมันหมายความว่าอะไร ลืมไปแล้วหรือว่าความจริงคือสิ่งที่ทำให้คุณหนูต้องเจ็บ โดยเฉพาะความจริงที่ออกมาจากปากของคนที่เธอรักมากที่สุด ในสายตาของเธอ ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือคนที่ดีที่สุด ไม่ว่าผู้ชายคนนั้นจะทำเรื่องเลวร้ายมามากสักแค่ไหนก็ตาม

“ฉันไม่อยากเป็นคนที่โกหกหลอกลวงน้องสาว และน้องชายของตัวเอง...” ไท่หยางย้ำถึงความจริงจากใจที่ต้องการบอกให้คนนิ่งยอมรับฟังได้ยิน “ฉันให้เกียรติคนที่ฉันรัก ให้เกียรติน้องสาว และน้องชายของฉันเสมอ ยิ่งเป็นไฉ่หงฉันยิ่งต้องให้เธอรู้ ก่อนตาย...ไฉ่หงคงต้องการฟังความจริงจากปากของฉัน มากกว่าฟังจากปากของคนอื่น”

“ผมขอล่ะครับคุณชาย ขอความกรุณาด้วย” แม้จะเข้าใจ แต่เหอผิงทนไม่ได้จำต้องหันหน้าหนีสิ่งที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น...เขาแค่ไม่อยากให้คนที่รักต้องเจ็บ...ก็เท่านั้นเอง

“ฉันเข้าใจว่านายรู้สึกยังไง นายเองก็ควรเข้าใจฉันเหมือนกัน” ไท่หยางวางสองมือบนไหล่ของคนที่น่าจะยินดีทำสิ่งนี้แทนเขา “คืนนี้ส่งไฉ่หงเข้านอนแล้วฉันจะไปหาปิ่น ฉันทิ้งปิ่นไม่ได้...ฝากทางนี้ด้วยก็แล้วกัน”

คนรับคำสั่งหันตัวออกไปเงียบๆ ผ่อนลมหายใจยาวระบายความหนักใจออกไป ต่อให้เข้าใจแต่ใจมันสั่งไม่ให้ฟังยอมรับ เหอผิงยังทำใจยอมให้ผู้หญิงที่รักต้องรับความเจ็บปวดได้ มันคงจะดีกว่านี้ถ้าคุณชายจะแบ่งหัวใจมอบความรักสักหนึ่งส่วนให้คุณหนูบ้าง ซึ่งในความเป็นจริงคงเป็นไปไม่ได้ เพราะความรักในหัวใจได้ถูกผู้หญิงที่ชื่อปิ่นตะวันครอบครองไปจนหมดแล้ว



เสียงกุกกักด้านนอกปลุกให้คนบนเตียงตื่นขึ้นมา เสียงนั้นมาจากทางหน้าต่าง ดวงตาคู่สวยจดจ้องมองความเคลื่อนไหวในความมืด เท่าที่เห็นก็ไม่มีอะไร หรือว่าจะคิดระแวงมากเกินไป ใครกันจะกล้าเข้ามาในบ้านนายตำรวจใหญ่ได้

ผ่านไปครู่ใหญ่เสียงกุกกักดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้คนที่นอนอยู่ได้ยินเสียงคนเลื่อนบานหน้าต่าง พอลืมตาขึ้นมองก็พบกับเงาดำตะคุ่มปีนเข้ามาในห้อง หรือว่าเงาร่างสูงใหญ่นี้จะเป็นขโมย

“ชะ...ช่วย...”

คนถูกปิดปากรู้สึกชาวาบไปหมดทั้งตัว ลมหายใจขาดช่วงหายไป ดวงตาเบิกตากว้างจดจ้องหน้าคนใช้มือใหญ่มาปิดปาก ไม่ให้พูดส่งเสียงอะไรได้อีก

“ปิ่น ผมเอง”

เสียงทุ้มห้าวคุ้นเคยกระซิบข้างหู ถึงจะเห็นหน้าไม่ชัดแต่ปิ่นตะวันก็จำได้ว่าเจ้าของเสียงนี้คือใคร ระหว่างที่จะไถ่ถามตัวถูกมือใหญ่ตวัดตัวเข้าสู่อ้อมกอด มือนั้นรวบตัวกอดรัดแน่นรวมให้เป็นส่วนเดียวกัน

“ตะวัน! ปิ่นนึกว่าตะวันจะมาไม่ได้แล้ว”

“มาสิ ผมต้องมา” เจ้าของหัวใจที่พองโตประคองดวงหน้าสวยของคนที่รักสุดหัวใจ อาศัยแสงสลัวดูดวงหน้านั้นให้ชัด “ปิ่นเป็นเจ้าของตะวัน ทำไมตะวันจะไม่มาหาปิ่น”

ความคิดถึงมีมากจนไม่อยากพูดเอ่ยอะไรอีก คนก้มหน้าลงมาจึงปิดริมฝีปากบางที่เจ้าของกำลังจะเอ่ยถาม ผนึกแนบสนิทให้สมกับความคิดถึงโหยหาจนใจแทบจะขาด ครอบครองทวงสิทธิ์เนิ่นนานบอกความเป็นเจ้าของให้อีกคนรับรู้ ไม่ให้เวลาที่มีอยู่น้อยเสียไป ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ทุกนาทีมีค่ากับการได้อยู่ด้วยกัน

------------------------------------

อย่าลืมกดถูกใจติดตาม

เพจ ตีซาปาน อองตอง teesaparn

และอย่าลืมโหลด

ที่สุดหัวใจ เล่ม 2 (จบ)

https://www.mebmarket.com/ebook-77467-ที่สุดหัวใจ-เล่ม-2-จบ

ที่สุดหัวใจ เล่ม 1

https://www.mebmarket.com/ebook-77466-ที่สุดหัวใจ-เล่ม-1

รหัสรักรหัสหัวใจ

https://www.mebmarket.com/ebook-67505-รหัสรัก-รหัสหัวใจ

รอยรัก

https://www.mebmarket.com/ebook-64125-รอยรัก

รักละมุน

https://www.mebmarket.com/ebook-61321-รักละมุน

เสิร์ฟรักปรุงหัวใจ

https://www.mebmarket.com/ebook-58009-เสิร์ฟรักปรุงหัวใจ

น้ำเงี้ยวเขียวหวาน

https://www.mebmarket.com/ebook-54922-น้ำเงี้ยวเขียวหวาน

และจตุนาคา

https://www.mebmarket.com/ebook-53258-จตุนาคา



teesaparn
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 ธ.ค. 2561, 12:16:19 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 ธ.ค. 2561, 12:16:19 น.

จำนวนการเข้าชม : 77





<< เล่ม 2 บทที่ 38   เล่ม 2 บทที่ 40 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account