สืบรัก
...
Tags: new, ดราม่า, รัก

ตอน: บทที่ ๑

แสงไฟจากรถโฟรวิลล์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่สาดส่องให้เห็นเส้นทางเลียบเขาคดเคี้ยวลาดชันขึ้นเรื่อยๆ วกวนราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด สองข้างทางมืดมิดมีเพียงแสงสว่างจากพระจันทร์ดวงโต และไฟหน้ารถที่เป็นดั่งแสงให้ทางเท่านั้น ทั้งคนขับและหญิงสาวที่นั่งคู่กันมาในตอนหน้ารู้ดีว่าเส้นทางสายเก่าคดเคี้ยว และลาดชันนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งต่อการสัญจรโดยเฉพาะในยามค่ำคืนเช่นนี้ หากความยากลำบาก และอันตรายต่อการเดินทาง เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกร้อนใจของคนในรถที่ถึงแม้คนขับจะพยายามขับอย่างประคับประคองเพียงใด หากแต่ระดับความเร็วของรถก็บ่งบอกอารมณ์ และสถานการณ์ความรีบเร่งได้เป็นอย่างดี คนขับเปลี่ยนเกียร์เตรียมพร้อมสำหรับเส้นทางลงเขาแคบ และลาดชันที่พียงให้รถสวนขึ้นลงได้เท่านั้น หากแต่จังหวะที่เลี้ยวลงมานั้น เขากลับต้องหักพวงมาลัยออกขวาอย่างกะทันหัน เหตุจากรถกระบะที่ขับสวนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รถไถลลงไหล่เขาข้างทาง สูญเสียการควบคุม และพลิกคว่ำแน่นิ่งอยู่ที่ตีนเขาท่ามกลางเสียงระเบิดกึกก้องที่เกิดขึ้นในทันที..


“ฉันใช้งานนายหนักเกินไปหรือไง วิษณ์ นายถึงต้องการผู้ช่วยขึ้นมาน่ะ”
เสียงถามเรียบๆ ของชายหนุ่มเจ้าของเรือนร่างสูง ผิวเข้มบ่งบอกถึงการทำงานกลางแดดของผู้พูดเป็นอย่างดี ใบหน้าคมเข้ม ประกอบไปด้วยดวงตาคมสีดำสนิท รับกับจมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากหยักได้รูปที่เม้มสนิทไม่บ่งบอกอารมณ์ของผู้พูด ราวกับรูปปั้นที่น้อยคนจะอ่านออกได้โดยง่าย ต่างกับชายหนุ่มคู่สนทนาผู้มีผิวขาวตามพื้นเพ และใบหน้าที่มีรอยยิ้มประดับไว้ตลอดเวลา
“นี่วันๆ นายคงเข้าไปดูแต่ในไร่ชา จนไม่เคยสนใจผลผลิต และผลกำไรที่เกิดขึ้นเลยสินะ เมฆ ถึงไม่รู้ว่าตอนนี้ชาของ ไร่ภูหมอก เติบโตไปไกลขนาดไหนแล้ว นอกจากฉันต้องคอยดูแลเรื่องต่างๆ ภายในไร่ทั้งหมด รวมถึงติดต่อกับตัวแทนในเมืองไทยแล้ว เรายังมีการส่งออกไปต่างประเทศตั้งแต่ปีที่ผ่านมาอีก นายเองเป็นคนปูทางเรื่องนี้ขึ้นมาอย่าบอกว่าลืมเสียล่ะ”
น้ำเสียงของผู้พูดไม่ได้บ่งบอกถึงความเกรี้ยวกราด หากติดจะขัน และแสดงความสนิทสนมของคู่สนทนาเป็นอย่างดี ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าคมคายนิ่งไปแล้วจึงหันกลับมาพยักหน้าว่าเข้าใจความต้องการของผู้ที่เป็นทั้งผู้ช่วย และเพื่อนสนิทของตน
“เอาเถอะ เรื่องในส่วนสำนักงานทั้งหมด ฉันเองก็มอบหมายให้นายดูแลมาตั้งแต่ต้น นายเองก็คงจะยุ่งมาก มีผู้ช่วยสักคนสองคนก็คงแบ่งเบาภาระให้นายไปได้บ้าง นายจัดการรับสมัครเอาแล้วกัน หรือจะให้ คุณน้อง ช่วยคัดเลือกด้วยก็ได้ ฉันไว้ใจนาย ช่วงนี้ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวฉันเองก็คงต้องขลุกอยู่ในไร่ แล้วก็พักที่นั่นเป็นส่วนใหญ่นั่นแหละ ผู้ช่วยนายก็ให้พักซะที่นี่นายเองถ้างานยุ่งมากจะพักซะที่บ้านนี้ก็ตามสบายนะจะได้ไม่ต้องขับไปมา ฉันจะบอกให้ป้านวลเตรียมห้องให้เหมือนเดิม”
ชายหนุ่มกล่าวพร้อมเตรียมจะผละอกจากห้องราวกับไม่อยากอยู่ในสถานที่แห่งนี้ยาวนานนัก หากไม่โดนรั้งไว้เสียก่อน
“เมฆ ความจริงแล้วนายกลับมาพักที่นี่บ้างก็ได้นะ ยังไงที่นี่ก็เป็นบ้านของนาย ให้ป้าศรีนวลแกดูแลอยู่กับยายก้อยสองคนแต่กลับไม่มีคนอยู่ ราวกับไม่ใช่บ้านอย่างนี้มานานเกินไปแล้วนะนายไม่ห่วงบ้านบ้างหรือไง”
วิษณ์ รู้ดีว่าสิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่บ้าน หากเป็นตัวเจ้าของบ้านเสียมากกว่า แล้วก็อย่างเคยเมฆนิ่ง และเดินออกจากห้อง ออกจากบ้านหลังนี้ ขับรถกระบะสีดำสนิทหายเข้าไปในไร่ และพร้อมจะขลุกอยู่ที่นั่นอีกเป็นเดือนๆ เหมือนที่ทำมาตลอดระยะเวลา 3 ปี..



“คุณเมฆกลับไร่ไปแล้วหรือคะคุณวิษณ์”
เสียงคุ้นเคยของศรีนวล แม่บ้านเก่าแก่ตั้งแต่สมัยคุณภูหมอกเจ้าของไร่คนเก่าซึ่งเป็นปู่ของลายเมฆเอ่ยถามวิษณุด้วยความเหนื่อยใจ หล่อนได้รับมอบหมายให้ดูแลบ้านหลังนี้มาตั้งแต่สมัยยังเป็นสาวรุ่นจนกระทั่งเมื่อลายเมฆก้าวเข้ามาดูแลไร่ภูหมอกอย่างเต็มตัวหลังจากการสิ้นของคุณภูหมอกเมื่อ 5 ปี ที่แล้ว ล็อกโฮมหลังใหญ่บนเขาสูง ท่ามกลางดอกไม้เมืองหนาวควรจะเป็นสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความรัก สมกับบรรยากาศโรแมนติกเหมือนกับที่มันเคยเป็นในสมัยของคุณภูหมอก และคุณทิพย์ สองสามี ภรรยา ปู่ และย่าของลายเมฆเคยเป็น หรืออย่างน้อยเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน...จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณลายเมฆของนางเปลี่ยนจากชายหนุ่มอารมณ์ดี กลายเป็นคนเย็นชา พูดน้อย และแทบจะไม่เยียบย่างเข้ามาพักในบ้านหลังนี้อีกหากไม่มีความจำเป็น
“คราวนี้คงอยู่อีกเป็นเดือนๆ เหมือนเคยนั่นแหละครับ” คำพูดของวิษณุเรียกนางคืนจากภวังค์
“ใกล้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้วด้วย อีกอย่างคงต้องให้เวลานายเมฆเขาทำใจ ซึ่งหวังว่ามันจะไม่นานไปกว่านี้ ผมไม่อยากให้เขาทำเหมือนทำร้ายตัวเองแบบนี้อีกเลย 3 ปี มันยาวนานพอแล้วนะครับป้า”
ราวกับคำพูดของชายหนุ่มเป็นความหวังที่คนทั้งสองไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เสียงถอนหายใจจึงเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างเหนื่อยใจ
“อีกสองอาทิตย์จะมีผู้ช่วยผมเข้ามาพักที่นี่ รบกวนป้าช่วยจัดการให้ด้วยแล้วกันนะครับ จะให้ไปพักที่รีสอร์ทก็กลัวจะไม่สะดวกขับรถขึ้นลงมันอันตราย ผมไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุ...”
วิษณุชะงักราวกลับไม่อยากกล่าวไปถึงเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากพูดถึงอีก
“ผมคงต้องไปแล้ว นัดกับตัวแทนที่กรุงเทพฯ เอาไว้ที่รีสอร์ท แล้วถ้าได้ผู้ช่วยเมื่อไหร่จะพาขึ้นมาแนะนำตัวนะครับ”
ชายหนุ่มกล่าวลาพร้อมรอยยิ้ม

ลายเมฆ ขยับพวงมาลัยรถกระบะที่ผ่านการทำงานอย่างสมบุกสมบันของตัวเองเข้าเขตไร่ชาภูหมอกซึ่งเป็นมรดกผืนสำคัญจากปู่ของตน สีเขียวขจีของต้นชาลดหลั่นเป็นขั้นบันไดสวยงาม ราวกับภาพวาด ระเรื่อยด้วยไอหมอกในยามสายที่ยังไม่คล้อยจางไปจากเนื้อที่กว้างใหญ่ อากาศในฤดูหนาวดำเนินไปตามครรลองของตัวมันเอง ชายหนุ่มไม่แปลกใจที่คนในกรุงเทพฯ ยินยอมจ่ายเม็ดเงินจำนวนไม่น้อยเพียงเพื่อให้ได้พักผ่อนในอากาศ และบรรยากาศที่แสนดีเช่นนี้ในระยะเวลาอันน้อยนิด
ปัจจุบันผลผลิตชาจากไร่ภูหมอกถือเป็นรายได้สำคัญทั้งจากการขายในเมืองไทย และการส่งออกต่างประเทศ ซึ่งเขาเป็นผู้ปูทางตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เขาทุ่มเท แรงกายแรงใจพัฒนา และปรับปรุงจุดด้อยของใบชาจนก้าวผงาดขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชาระดับต้นๆ ของเชียงราย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี นอกเหนือจากไร่ชาอันเป็นมรดกตกทอดของตระกูล ลายเมฆ ต่อยอดธุรกิจของตัวเองจากผืนดินว่างเปล่าไกลห่างลงไป กว่า 10 กิโล แปรเปลี่ยนเป็นรีสอร์ทขนาดย่อมเพียง 20 หลัง ลายเมฆคิดว่าตัวเองโชคดีที่ผืนดินอันเป็นรีสอร์ทของเขา มีด้านหลังติดกับลำธารใสอันมีแหล่งกำเนิดมาจากภูเขาด้านบน ด้วยสถานที่ และบรรยากาศ รวมถึงการตลาดของคุณน้องลูกพี่ลูกน้องเขา กับวิษณุ ก็ทำให้รีสอร์ท อิงธาร เป็นที่รู้จักในระยะเวลาเพียงไม่นาน ห้องพักทั้ง 20 หลังเต็มเหยียดในช่วงไฮซีซั่นเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ และแม้จะเบาบางลงในช่วงโลว์ซีซั่น แต่ผลกำไรจากรีสอร์ทอิงธารยังคงสวยงามเมื่อทำการสรุปในสิ้นปี
ไม่เพียงต้องการที่จะรักษามรดกชิ้นสำคัญอันเป็นผืนดินทั้งสองแห่ง และเพิ่มพูนผลกำไรด้วยการทุ่มเทแรงกายทั้งหมดลงไปที่ไร่ และธรกิจอันเป็นทีรักแล้ว การทำงานหนักยังช่วยไม่ให้เขามีเวลาคิดถึงเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนั้นด้วยเช่นกัน...เขารู้ วิษณุ ป้าศรีนวล หรือแม้แต่ใครๆ ในไร่ภูหมอกก็รู้ในข้อนี้เช่นเดียวกัน...


“ไหนบอกว่าอีกสองอาทิตย์ถึงจะมายังไงล่ะ ใบเตย แล้วนี่อยู่ดีๆ ทำไมกำหนดการณ์มันถึงเปลี่ยนมาเป็น 2 วันได้ บอกพี่สิ?” วิษณุถามปลายสาย
“เตย ไมได้ขึ้นไปอีก 2 วันนี้หรอกค่ะ แค่จะถึงกรุงเทพฯ อีก 2 วันเท่านั้นเอง แล้วคงจะอยู่เที่ยวเล่นอีกสักหน่อย แต่คงขึ้นไปที่เชียงรายอาทิตย์หน้า” เสียงจากปลายสายตอบกลับข้อสงสัยของเขาด้วยความรื่นเริงเช่นเคย
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ อาทิตย์เดียวก็ผิดจากกำหนดการณ์นะจ๊ะ พี่ยังไม่ทันเกริ่นเรื่องเรากับนายเมฆเลยว่าเราจะมาเป็นผู้ช่วยพี่”
“อย่าเพิ่งบอกเรื่องเตยนะคะ! แค่บอกว่าเตยเป็นผู้ช่วยของพี่วิษณ์ก็พอ” หญิงสาวรีบพูดอย่างร้อนรนทันทีที่วิษณุพูดจบประโยค
“ทำไมล่ะเตย กลัวจะโดนหาว่าเป็นเด็กเส้นหรือยังไง?” วิษณุหัวเราะขำ
“..” ปลายสายเงียบไปก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้วิษณุพูดไม่ออก “จะให้บอกว่าเตยเป็นเส้นใครล่ะคะ พี่วิษณ์ หรือพี่ตอง?”
“ใบเตย” ชายหนุ่ม เรียกชื่อหล่อนอย่างอ่อนใจ
“เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว เมฆเองก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก พี่เชื่อว่าเขาก็เสียใจกับเรื่องนี้มากนะ อย่ารื้อฟื้นให้เจ็บกันทุกฝ่ายอีกเลย”
“เตย ไม่ได้ต้องการสะกิดบาดแผลของใครนะคะ เพียงแต่เตยไม่เชื่อว่าพี่ตองจะเป็นคนอย่างนั้น เตยว่าพี่วิษณ์ก็เชื่อแบบที่เตยเชื่อ พี่วิษณ์ไม่อยากพิสูจน์เรื่องนี้เหรอคะ?”
“พี่รู้จักวิษณ์ พอๆ กับที่รู้จักเมฆ และ แพร นั่นแหละ” น้ำเสียงของวิษณ์อ่อนโยนเมื่อกล่าวถึงใครอีกคน
“และพี่ก็ไม่เชื่อว่าทั้งสองคนจะทำเรื่องแบบนั้น แต่เรื่องราวมันผ่านมานานแล้ว และทุกอย่างมันก็ทำให้ใครหลายคนคิดไปในทางนั้น อีกอย่างตอนนี้แทบจะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ถ้าใบเตยสะกิดมันขึ้นมาพี่กลัวว่าทั้งสองคน รวมถึงคนที่ยังอยู่จะต้องเจ็บปวดกับบาดแผลกันอีกครั้งนะ” ชายหนุ่มพูดอย่างคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อเตือนสติหญิงสาว
“เตย ทราบค่ะพี่วิษณ์ เตยจะทำเรื่องนี้อย่างเงียบๆ จนกว่าทุกอย่างจะกระจ่างโดยที่เตยจะไม่เรียกร้องอะไรจากใครทั้งนั้นถ้าเรื่องไม่เป็นอย่างที่ใครๆ เชื่อเมื่อ 3 ปีก่อน และถ้าหากเป็นอย่างที่กล่าวหาจริงๆ เตยจะยอมรับ และไม่แตะเรื่องนี้อีกเลย”
วิษณุเงียบไปราวกับเขากำลังชั่งใจถึงสิ่งที่หญิงสาวพูด หากแต่เสียงรบเร้าอ้อนวอนของหล่อนก็ทำให้เขาใจอ่อน
“นะคะ พี่วิษณ์ ถือว่าเตยขอร้อง”
“ตกลง แต่เตยต้องสัญญากับพี่นะว่าหลังจากทุกอย่างกระจ่างแล้ว เตยจะไม่ยุ่งเรื่องนี้อีก”
“ตกลงค่ะ” หญิงสาวตอบรับคำกล่าวของเขาอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ
ทั้งสองพูดคุยสอบถามความเป็นไปของกันและกันอีกไม่นานจึงกล่าวคำลา และตกลงถึงกำหนดการมาของครองขวัญ วิษณุยืนยันว่าเขาจะเป็นคนไปรับหล่อนที่สนามบินมายังที่พักบนเขาตามที่ตกลงกันไว้ ในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า

หญิงสาววางโทรศัพท์มือถือลงข้างกาย หยิบกรอบรูปบนหัวเตียงขึ้นมา ในภาพประกอบด้วยพ่อ แม่ ตัวเธอ และคณินทร์ ผู้เป็นพี่ชาย เมื่อคราวที่ครอบครัวของครองขวัญยังคงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หลังจากการสูญเสียผู้เป็นบิดาด้วยอุบัติเหตุอย่างกะทันหัน คุณศจี มารดาของหญิงสาวเริ่มมีอาการซึมเศร้า และติดเหล้าอย่างหนักอันเป็นผลมาจากการตรอมใจ คุณลุง เกรียงไกร พี่ชายของบิดาจึงรับตัวหล่อนไปอยู่ด้วยที่ออสเตรเลียซึ่งมีกิจการร้านอาหารไทยอยู่ที่นั่น ตั้งแต่จบชั้นประถม โดยมารดาย้ายกลับไปอยู่กับญาติที่เชียงใหม่พร้อมกับคณินทร์ซึ่งเริ่มเรียนปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่นั่นเช่นกัน ตลอดระยะเวลา 4 ปี ของการเรียนมหาวิทยาลัยพี่ชายของครองขวัญทำงานพิเศษพร้อมกับเรียนไปด้วย ถึงแม้ว่าผู้เป็นลุงจะส่งค่าเรียนมาให้ไม่เคยขาด เนื่องจากคณินทร์ต้องการแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช่จ่ายส่วนตัวในบ้านหลังเล็กที่ปลูกห่างออกจากบ้านของของผู้เป็นป้าที่เขาและแม่ไปอาศัยอยู่ด้วย ตลอดระยะเวลาทั้งสองยังคงติดต่อกันผ่านทางอีเมล์ไม่เคยขาด ครองขวัญรับรู้เรื่องเรื่องราวของพี่ชายทั้งเรื่องความเป็นอยู่ของเขา และแม่ การเรียน เพื่อน และความรัก...มาโดยตลอด และนั่นทำให้หญิงสาวเชื่อมั่นว่าพี่ชายของตนไม่มีทางทำเรื่องผิดศีลธรรมอย่างที่ใครกล่าวหาเมื่อ 3 ปี ก่อนอย่างเด็ดขาด ครองขวัญวางภาพใบเก่าลง เปิดสมุดบันทึกเล่มเล็กซึ่งมีกรอบข่าวที่ถูกตัดแปะอย่างดีในหน้ากระดาษหนึ่ง ความซีดของกระดาษบ่งบอกกาลเวลาของมัน แต่พาดหัวข่าวสีดำสนิทยังคงแจ่มชัด ตอกย้ำความเจ็บช้ำของหล่อนมาตลอดระยะเวลา 3 ปี...ซิ่งดับดิ่งเหว ภรรยาเจ้าของไร่ภูหมอก แห่งเชียงรายพร้อมเพื่อนชายคนสนิท เชื่ออาจมีปมชู้สาว...



noinaive
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 ก.พ. 2555, 08:21:50 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 ก.พ. 2555, 08:21:50 น.

จำนวนการเข้าชม : 1024





ปั้นฝัน 7 ก.พ. 2555, 18:32:25 น.
บรรยากาศน่าเที่ยวมากมาย ^^ จะคอยเป็นกำลังใจให้กับพระ นาง คู่นี้คร่า..


เทียนจันทร์ 10 ก.พ. 2555, 19:30:55 น.
ช่วยเว้นบรรทัดหน่อยนะคะ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account