ทางรักของซาตาน
ทางรักของซาตาน ในนามปากกา สุธาสินี เป็นภาคต่อของนิยายเรื่อง ชายิกาของซาตาน กำหนดวางแผนกับ สนพ.ไลต์ ออฟ เลิฟ เดือนหน้า (มกราคม 2556) ... โพสต์เป็นตัวอย่าง 5 ตอนค่ะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


เพราะความหวังดีต่อลูกค้าหนุ่มรูปหล่อ จนเผลอแพร่งพรายความลับบางอย่างออกไป ทำให้พนักงานขายคอนโดสาวสวยอย่าง ปณิตา ต้องกลายเป็นคนว่างงานเพียงชั่วข้ามคืน หากในวิกฤติก็ทำให้เกิดโอกาส เมื่อมีบริษัทส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งยักษ์ใหญ่สนใจเธอขึ้นมา ปณิตาตกปากรับคำในการสมัครเป็นพนักงาน และสิ่งที่เธอคาดไม่ถึงก็คือ เจ้านายใหญ่ของที่นี่กลับเป็นลูกค้าหนุ่มคนที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องตกงาน นอกจากอดีตพนักงานขายอย่างปณิตาต้องมาทำหน้าที่เป็นพนักงานบัญชีที่เธอแสนจะไม่ถนัดแล้ว หญิงสาวยังถูกเขากลั่นแกล้งให้มารับหน้าที่เป็นพนักงานรับใช้ทั่วไปของเจ้านายใหญ่อีกด้วย เขาช่างกวนโมโห ชีกอ เจ้ามารยา ที่สำคัญเจ้านายหนุ่มยังชอบทำเป็นหมาหยอกไก่จนเธอชักจะเคลิบเคลิ้มไปกับเสน่ห์ของเขา หัวใจสาวเริ่มหวั่นไหวและอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด กระทั่งเผลอตัวเดินเข้าไปอยู่ในกรงเล็บราชสีห์ หากปณิตากลับล่วงรู้มาว่า เธอเป็นแค่เพียงตัวสำรองและของตายใกล้มือที่เขาหยิบคว้าไว้เพื่อคั่นเวลารอการกลับมาของคนในอดีต ก็แน่ล่ะว่าอดีตของเขานั้นช่างมีมากมายและซับซ้อนเหลือเกิน จนเธอไม่อาจมองข้ามไปสักช็อตเดียว แต่ตอนนี้สิ่งที่หญิงสาวจะทำได้ก็เพียงค่อยๆ ถอยหัวใจออกห่างจากคนมีเจ้าของแล้วเท่านั้น!

เขาคือ สีหราช นักธุรกิจหนุ่มเจ้าของบริษัทส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง ความสมบูรณ์แบบทั้งรูปลักษณ์และฐานะทำให้เขากลายเป็นผู้ชายในอุดมคติของสาวๆ ทั้งหลายได้ไม่ยากนัก หากคุณพ่อลูกหนึ่งกลับมุ่งมั่นต่อการทำงาน จนกระทั่งได้ช่วยเหลือหญิงสาวตกงานคนหนึ่งไว้อย่างลับๆ เพื่อลบล้างความผิดบางอย่างที่เขาไม่ได้ตั้งใจ หัวใจที่ว่างเว้นคนจับจองมานานร้องบอกให้เขาเก็บเธอมาไว้ใกล้ๆ ตัว หากการได้เธอมานั้นกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะพนักงานสาวคนนี้แสนจะพยศและกล้าต่อล้อต่อเถียงอย่างไม่หวั่นเกรงเจ้านายใหญ่เช่นเขาเลยสักนิด แต่ทว่าเมื่อเขาคิดจะสอยแม่กระต่ายขาวให้มาอยู่ในกรงเล็บราชสีห์อย่างถาวรแล้วละก็ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟที่ไหน ชายหนุ่มก็ไม่หวั่นอยู่แล้ว แม้เธอจะยังกังขาต่อสถานะของเขา แต่สีหราชก็มั่นใจว่า สักวันเธอจะยอมรับออกมาว่า เขานี่แหละ คือหนุ่มโสดร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะร่วมทางเดินกับเธอไปตลอดชีวิต!!

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: 2 เจ้าป่าเรือพ่วง


สีหราชย่างเท้าเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองชลบุรีในเวลาเลยสองทุ่มมากว่าครึ่งชั่วโมง ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความเงียบสงัดที่ปกคลุมจนทั่ว ความมืดครึ้มที่มีเพียงแสงไฟสลัวส่องนำทาง ซึ่งแม่บ้านชราคงเปิดทิ้งไว้เพื่อรอการกลับของเขา

คนร่างสูงทำท่าจะเดินผ่านโถงกว้างเพื่อขึ้นบันไดที่ทอดเลื้อยเป็นทางโค้งสู่ชั้นสองซึ่งมีห้องนอนใหญ่อันเป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวของเขา หากลำแสงจากดวงไฟที่ส่องกระทบภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบที่ถูกขึงตึงด้วยกรอบไม้เนื้อดีสะดุดสายตาเข้าเสียก่อน

ชายหนุ่มก้าวมาหยุดตรงหน้าเจ้าสิ่งนั้น ท่อนขากำยำกางออกน้อยๆ นัยน์ตาคมเพ่งพิศพิจารณาภาพเสมือนจริงของตัวเองซึ่งนั่งอยู่ในอิริยาบถผ่อนคลาย โดยมีเด็กชายตัวป้อมวัยอนุบาลอิงแอบใกล้

“รูปนี้มาอยู่นี่ตั้งแต่เมื่อไร”

นิ้วแข็งแรงบรรจงลากไล้แตะพวงแก้มยุ้ยที่ถูกจำลองได้ไม่ผิดเพี้ยนจากภาพในความทรงจำ

“เจ้าเท็น” คนที่กำลังเพ่งมองรำพึงพร้อมกระตุกริมฝีปากยิ้มอย่างเอ็นดูระคนรักใคร่เจ้าของร่างป้อมในภาพวาดนั้น เพ่งอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังเป้าหมายเดิม

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ร่างสูงใหญ่ที่นอนทอดอยู่บนเตียงกว้างขยับพลิกกายตื่น เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูรัวเร็วพร้อมเสียงตะโกนเรียกดังลอดเข้ามา กระทั่งได้ยินเสียงกุกกักให้รู้ว่ามีคนพยายามล่วงล้ำในที่ส่วนตัว เจ้าของสถานที่จึงรีบลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมเนื้อดีมาสวม แล้วเดินไปกระกระชากประตูเปิดออก

“มีอะไรเจ้าเท็น ปลุกพ่อทำไมตั้งแต่เช้า” สีหราชถามเด็กชายวัยสิบสองปีที่กำลังยืนตีสีหน้าระอา พร้อมกวาดสายตามองทั่วร่างเขา

“วันนี้เท็นไปอยู่หอโรงเรียนวันแรก พ่อบอกว่าจะไปส่งด้วยตัวเอง จำไม่ได้แล้วหรือ”

“จำได้สิ แล้วนี่กี่โมงแล้วล่ะ” ชายหนุ่มตื่นจากความงัวเงียทันที เมื่อนึกถึงนัดหมายที่ให้ไว้กับบุตรชายคนเดียว

“หกโมงเช้า เท็นมาปลุกพ่อไว้ก่อน เมื่อคืนคนในบ้านบอกว่าพ่อกลับมาตั้งแต่สองทุ่ม แต่กว่าไฟในห้องทำงานจะปิดลงก็เลยตีสองไปแล้ว เท็นเลยกลัวว่าพ่อจะตื่นสาย” เจ้าของวงหน้าที่มีเค้าความคมสันไม่ต่างจากเขาพูดพลางหลิ่วตา

“อืม ไปรอข้างล่างก่อน พ่ออาบน้ำ แต่งตัวเสร็จ แล้วจะตามลงไปทานข้าวมื้อเช้าด้วย”

“ครับ” เด็กชายวัยกำลังโตรับคำก่อนยกกระเป๋าเป้ใบใหญ่แบกไว้บนหลัง แล้วก้าวลงบันไดสู่ชั้นล่าง สีหราชมองตามจนลับตา ก่อนจะปิดประตูเพื่อจัดการทำธุระส่วนตัวตามที่บอกลูกชาย

เกือบสี่สิบนาทีจากนั้น เมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร เขาก็นึกแปลกใจที่เห็นชายชราร่างเล็กและบิดานั่งสนทนาอยู่ด้วยสีหน้าจริงจัง โดยมีบุตรชายวัยสอดรู้สอดเห็น (ตามความคิดของเขา) นั่งฟังอยู่ใกล้

“ผมไม่รู้ว่าคุณปู่จะรับมื้อเช้าที่นี่ ไม่งั้นจะรีบลงมา”

“จะรีบทำไม นี่ก็ยังไม่ถึงเวลาทานอาหาร อีกอย่างปู่แค่แวะมาคุยธุระกับพ่อของเรา เสร็จก็จะกลับไปทานพร้อมย่าของแก แต่สิงโตมาก็ดี ปู่มีเรื่องจะบอก”

นายโมกข์ ชายชราหัวใจแกร่งผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของตระกูลบอกด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่ายังคงทรงอำนาจ

“มีอะไรหรือครับคุณปู่” สีหราชถามพลางทรุดกายนั่งข้างบุตรชาย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับบิดาและปู่ของเขา

“ปู่เห็นว่าผู้จัดการธุรกิจห้องเย็นลาออกไปสักพักแล้ว และตอนนี้สิงโตก็เปิดนิคมอุตสาหกรรมเฟสใหม่ขึ้นมา งานคงหนักน่าดู ปู่เลยคิดจะให้น้าของเจ้าเท็นเข้ามาช่วย แกเห็นเป็นยังไง”

“ความจริงงานทั้งหมดที่ผมดูอยู่ก็ไม่หนักหนาอะไรนี่ครับ ในส่วนธุรกิจห้องเย็น ผมอยากรอรับคนที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการตัวจริงมากกว่าจะให้ใครมาช่วยเป็นครั้งคราว”

“หมายความว่าแกไม่เห็นด้วยกับปู่งั้นหรือ” นายโมกข์ถามย้ำหลานชายตัวโต อีกฝ่ายถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะตอบ

“เพชรสีไม่เหมาะกับงานที่สะพานปลาหรอกครับ หนักไปสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ” ...และเหยาะแหยะ
หากคำท้ายสีหราชแค่คิดไว้ในใจ

“งานในสำนักงานล่ะ พอจะมีตำแหน่งว่างหรือเปล่า อย่างพวกงานบัญชีที่เห็นว่าจะหาคนมาช่วยคุณอุ๊นั่นแหละ” ผู้อาวุโสสูงสุดยังคงรุกถาม ซึ่งคราวนี้สีหราชต้องถอนหายใจหนักยิ่งกว่าเดิมเมื่อคาดเดาถึงเจตนาของชายชรา

“คนที่จะมาช่วยคุณอุ๊ ผมตั้งใจจะให้เธอคัดเลือกด้วยตัวเอง ผมอยากให้เกียรติคนเก่าแก่ที่ทำงานด้วยกันน่ะครับ”

นายมานพผู้เป็นบิดาของสีหราช ชายที่เข้าสู่วัยชรามาได้สองปี หากว่ายังคงกระฉับกระเฉงนั่งฟังการโต้ตอบของสองปู่หลานมาได้สักพัก เมื่อเห็นว่าคงยากที่จะตกลงกันได้ จึงเอ่ยแทรกขึ้นมา

“ปู่อยากจะช่วยให้เพชรสีมีการมีงานทำ ถ้าสิงโตคิดว่าตำแหน่งที่บอกยังไม่เหมาะสม ก็ดูตำแหน่งอื่นมาแทนแล้วกัน”

สิ้นคำของบิดา สีหราชก็เหล่ตามองปู่อย่างรู้ทัน และคนถูกมองก็เมินหนีพร้อมตีสีหน้าไม่รู้ไม่เห็นไปตามเรื่องตามราว ในการณ์นี้ชายหนุ่มเพียงตอบรับว่าจะช่วยดูให้ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะสมความปรารถนาคนที่เข้ามาขอร้องเขาตั้งแต่เช้าตรู่หรือไม่

หลังเสร็จสิ้นธุระ ต่างคนก็แยกย้ายกันไป บนโต๊ะอาหารในบ้านหลังใหญ่จึงเหลือเพียงสีหราชซึ่งนั่งจิบกาแฟรอเจ้าเท็นหรือเด็กชายธีรัณย์ที่กำลังจ้วงข้าวต้มถ้วยใหญ่ใส่ปากอย่างไม่สนใจใคร จนได้เวลาสองพ่อลูกจึงเดินตรงไปที่รถซึ่งถูกนำมาจอดรอเหมือนเช่นทุกวัน

“ความจริงหากเท็นจะอยู่บ้าน แล้วช่วงไหนซ้อมว่ายน้ำจนดึกก็โทรมาเรียกคนรถให้ไปรับก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปอยู่หอพักโรงเรียน”

คุณพ่อยังหนุ่มเปรยขณะบังคับรถให้แล่นในช่องจราจรบนถนนสายหลักมุ่งออกนอกเมืองไปในทิศทางของโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเด็กนักเรียนที่อยู่ประจำเป็นส่วนใหญ่ และไปกลับเป็นบางส่วนอย่างบุตรชายของเขา

“ไม่ล่ะครับ เท็นขอไปพักที่โน่นดีกว่า นอกเวลาซ้อมเท็นจะได้เล่นสนุกกับเพื่อนด้วย” คนนั่งบนเก้าอี้โดยสารข้างคนขับโต้กลับเร็วทันใจ

“สรุปว่าที่บอกคุณปู่กับคุณย่าเรื่องซ้อมว่ายน้ำในวันนั้นก็เป็นแค่ข้ออ้างล่ะสิ ใช่หรือเปล่า แล้วทำยังไงคุณย่าถึงยอมให้ไปอยู่หอพักล่ะ” คนรู้ทันดักคอถามเสียงกลั้วหัวเราะ

“ตอนแรกไม่ยอมหรอก คุณย่าบอกจะให้ซ้อมว่ายในสระที่บ้าน แต่เท็นว่าต้องซ้อมในสระว่ายน้ำยาวๆ ตามมาตรฐานโอลิมปิกแบบที่โรงเรียนเท่านั้น คุณย่าถึงยอมแพ้แล้วให้เท็นไปอยู่หอเพื่อจะได้ซ้อมว่ายน้ำอย่างเต็มที่”

เจ้าคนขี้โอ่บอกอย่างภาคภูมิใจที่หลอกคุณย่าวัยชราได้สำเร็จ สีหราชส่ายหน้าอย่างระอาระคนขบขัน ไม่รู้ว่านิสัยแบบนี้ได้มาจากใครกัน ถึงได้กะล่อนลื่นไหลตั้งแต่เล็กกระทั่งเริ่มโตก็ยังไม่เปลี่ยน แล้วจึงเหลือบมองเด็กชายเมื่อได้ยินคำถามแปลกหู

“ว่าแต่พ่อเถอะ คุณทวดรุกใหญ่แล้ว มีอะไรให้เท็นช่วยก็บอกได้นะ”

“เรื่องอะไรของเรา หืม”

“โธ่! ก็เรื่องที่คุณทวดจะหาเมียให้พ่อน่ะสิ อะไรกัน ตกลงว่าเมื่อกี้พ่อไม่รู้ทันหรอกหรือ เท็นว่าแล้วเชียว เฮ้อ! เท็นไม่อยู่ดูแลสักคนแล้วพ่อจะรอดจากเงื้อมมือน้าเพชรได้ไหมเนี่ย เป็นห่วงจริงๆ” ท้ายเสียงบ่นพึมอย่างหนักอกหนักใจเสียเต็มประดา จนคนฟังรู้สึกทนไม่ไหวต้องร้องขึ้นด้วยความหมั่นไส้

“ไอ้เด็กแก่แดด เงียบไปเลย ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่ มีหน้าที่เรียนหนังสือก็เรียนไป หรือจะว่ายน้ำเป็นนักกีฬาทีมชาติก็ทำของนายไป”

“เท็นก็ไม่อยากยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่หรอก ไม่อยากปวดหัวด้วย แต่เรื่องนี้ของผู้ใหญ่กระทบต่อความเป็นอยู่ของเท็น เท็นจึงต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เท็นขอนะพ่อ ว่าอย่ามุบมิบตัดสินใจโดยที่เท็นไม่รู้ไม่เห็นอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น โกรธกันเลยนะ”

เจอเข้าแบบนี้ สีหราชก็ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะขำหรือโมโหกับความตื่นตัวในการมีส่วนร่วมต่อ ‘เรื่องนี้ของผู้ใหญ่’ อย่างออกหน้าออกตาของลูกชายดี หากความเป็นจริงชายหนุ่มได้แต่ตอบรับคำตามที่อีกฝ่ายร้องขอเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา

“เอาน่า ถ้ามีอะไรพ่อต้องบอกเท็นเป็นคนแรกอยู่แล้ว ไม่ทำมุบมิบหรอก ว่าแต่เราเถอะ ไปอยู่หอพักกี่วัน แล้วกลับบ้านวันไหน จะให้พ่อไปรับหรือเปล่า”

“เท็นตั้งใจจะอยู่ตลอดสัปดาห์ ป้าวาดช่วยจัดเสื้อผ้าของใช้ให้จนถึงวันศุกร์เลย ถึงเวลาจะโทรบอกพ่อแล้วกัน”
เด็กชายตอบฉะฉาน ซึ่งสีหราชก็พอใจที่จะให้ธีรัณย์เป็นแบบนี้ แบบที่โตขึ้นมาอย่างคนกล้าคิดกล้าทำและสามารถตัดสินใจในทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา

กระทั่งรถแล่นผ่านประตูรั้วเข้ามาจอดหน้าหอพักนักเรียน เด็กชายใช้เวลาล่ำลาบิดาไม่นานก็ผลุบกายเข้าไปข้างในอย่างร่าเริง สีหราชนั่งมองจนลับตาก่อนจะถอยรถออกมา แล้วมุ่งสู่สำนักงานซึ่งเป็นอาคารสามชั้นที่ปลูกสร้างขนาบด้วยอาคารเล็กอีกสองหลังบนพื้นที่กว่าสิบไร่ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หลังจากรถคันใหญ่สีดำเคลื่อนมาจอดในตำแหน่งที่จอดรถประจำของผู้บริหารระดับสูง นายใหญ่ผู้มีสิทธิ์ขาดในทุกการตัดสินใจแห่งอาณาจักรก็เปิดประตูรถก้าวออกมา เขาเดินลิ่วเข้าไปในอาคาร และขึ้นบันไดสู่ชั้นสามซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของประธานใหญ่เสียเกินครึ่ง

สีหราชนั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่หลังโต๊ะทำงานที่วางเด่นกลางห้องแล้วกดอินเตอร์คอมเรียกเลขาฯ จนเมื่อฝ่ายนั้นเข้ามา เขาจึงออกคำสั่ง

“ถ้าคุณอุ๊เข้าออฟฟิศแล้ว เชิญมาพบผมหน่อยนะ”

“อ๋อ พี่อุ๊เหรอคะ แจนเจอเธอตรงลานจอดรถเมื่อกี้เอง จะตามมาพบคุณสิงโตทันทีค่ะ” เลขาฯ สาวกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนผละออกไปด้วยท่าทางคล่องแคล่วเพื่อทำตามคำสั่งนาย

ลับร่างลูกน้องสาว สีหราชก็เปิดแฟ้มเอกสารที่หัวหน้าแผนกต่างๆ ส่งมาเพื่อขออนุมัติ นัยน์ตาคมไล่อ่านตัวอักษรบนแผ่นกระดาษได้เพียงสองหน้า เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะ และร่างสาวใหญ่วัยสี่สิบต้นก็ผลักประตูเข้ามาหลังได้รับคำอนุญาต

“แจนบอกว่าคุณสิงโตต้องการพบพี่”

หัวหน้าแผนกบัญชีผู้ดูแลตัวเลขรายรับรายจ่ายของทุกหน่วยธุรกิจในเครือกล่าวถามเป็นการเป็นงาน แม้ชายหนุ่มจะให้ความสนิทสนมกับพนักงานมากแค่ไหน แต่ทุกคนก็พร้อมใจจะให้เกียรติและปฏิบัติต่อหลานชายนายโมกข์ที่เข้ามานั่งประจำเก้าอี้ประธานใหญ่อย่างเหมาะสมเสมอ

“เชิญนั่งก่อนครับ คุณอุ๊” สีหราชบอกพลางกวาดเอกสารทั้งหมดหลบไปอีกมุมโต๊ะ “ผมจะถามความคืบหน้าการจัดหาพนักงานเข้าแผนกบัญชีที่ส่งคำร้องไว้เมื่อเดือนก่อน”

“กำลังดูอยู่ค่ะ พี่อยากได้คนที่ไว้ใจได้ เน้นว่าซื่อสัตย์ในการทำงาน เพราะจะรับมาเดินเรื่องในฝ่ายบัญชีเท่านั้น และจะให้ติดตามงานธุรกิจห้องเย็นที่คุณสิงโตมอบหมายให้ทางแผนกพี่ดูด้วย”

นายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจต่อคำชี้แจงของพนักงานอาวุโส ธุรกิจห้องเย็นเดิมทีอยู่ในการดูแลของอุไรวรรณ ด้วยความที่สีหราชเล็งเห็นว่าฝ่ายนั้นทำงานคล่องแคล่วและทรงประสิทธิภาพ จึงได้ดึงข้ามแผนกมาช่วยงานอยู่พักใหญ่ กระทั่งธุรกิจนั้นมั่นคงเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จึงได้รับผู้จัดการมาควบคุมดูแลต่อ และหัวหน้าฝ่ายบัญชีสาวก็หมดหน้าที่ไป หากตอนนี้ตำแหน่งผู้จัดการว่างลงอีกครั้ง สีหราชจึงได้ขอให้พนักงานทรงประสิทธิภาพคนเดิมเข้ามาช่วยดูเป็นการชั่วคราว

“งั้นหรือ อืม … จะให้ผมช่วยอะไรหรือเปล่า”

“ถ้าคุณสิงโตพอแนะนำใครได้ ก็ให้มาลองงานกันก่อนได้นะคะ หากคุณสิงโตรับรองเอง พี่ก็วางใจ”

“ไม่แน่เสมอไปหรอกครับ ผมอาจมองคนผิดก็ได้ และถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ผมหามา มันก็แย่ตรงที่ผมต้องรับผิดชอบเต็มๆ โยนให้คนอื่นไม่ได้ด้วยสิ” สีหราชกล่าวเย้าอย่างอารมณ์ดี และลูกน้องสาวใหญ่ก็เพียงยิ้มบางๆ หากแววตายังคงความศรัทธาและเชื่อมั่นต่อทายาทรุ่นที่สามที่เข้ามารับช่วงกิจการอย่างไม่เสื่อมคลาย

เมื่อเจ้าของห้องได้อยู่ตามลำพังอีกครั้ง เขาจึงเริ่มสะสางงานที่กองสุมอยู่บนโต๊ะ จนใกล้ถึงเวลาเที่ยงวัน พลันก็มีเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือขึ้น

“ว่าไงพล” สีหราชกล่าวทักทายง่ายๆ หลังจากกดรับสาย

“ตอนเที่ยงว่างหรือเปล่า ออกมาทานข้าวด้วยกันไหม”

“อืม ก็ดี ว่าแต่นายมีธุระจะคุยด้วยหรือเปล่า”

“ฉันแค่อยากจะเอาหน้ามาเสนอให้นายจ้างอย่างนายได้เห็นบ้าง หายไปนานกลัวจะตกกระป๋องเสียก่อน” ปลายสายเย้า สีหราชได้แต่หัวเราะขำเพื่อนกึ่งลูกน้องคนสนิทที่ทำงานร่วมกันมาเกือบสิบปี และเมื่อนัดแนะจุดนัดหมายเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงหันกลับมาสนใจงานบนโต๊ะต่อ กระทั่งใกล้ถึงเวลาจึงเดินลิ่วออกจากห้องทำงานไป

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

สถานที่นัดพบของสองหนุ่มเป็นร้านอาหารบรรยากาศดีที่ตั้งอยู่นอกเมือง และอยู่ไม่ไกลจากสำนักงานของสีหราชมากนัก ดังนั้นชายหนุ่มจึงใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่นาทีก็มาถึงที่แห่งนี้ตามเวลานัดหมาย

“มาถึงนานหรือยัง” สีหราชถามเมื่อหย่อนกายนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายวัยเดียวกัน พลางเหลือบมองขวดเบียร์ที่พร่องลงกว่าครึ่ง รวมถึงจานอาหารที่มีร่องรอยการรับประทานไปบ้างแล้ว

“มาถึงตอนที่โทรหานายนั่นแหละ” นพลบอกผู้มาใหม่ แล้วส่งสัญญาณเรียกเด็กเสิร์ฟมารับรายการอาหารที่จะสั่งเพิ่ม และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลง พวกเขาทั้งสองก็ได้อยู่กันตามลำพัง ผู้มีศักดิ์เป็นเจ้านายจึงพูดขึ้น

“เจอนายก็ดีแล้ว ฉันจะให้ช่วยหาคนมาดูงานที่สะพานปลาหน่อย ช่วงนี้ฉันเองไม่ค่อยว่าง ปล่อยงานทั้งหมดให้คุณอุ๊ช่วยดูอยู่ เกรงว่ามันจะหนักไป”

“อ๊ะ! อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น” นพลอุทานก่อนจะลากเสียงยาวอย่างอารมณ์ดี “พอดีรุ่นน้องที่รู้จักเห็นการเปิดรับสมัครงานจากสำนักงานใหญ่ เลยถามมาทางฉัน ก็คิดจะส่งไปให้นายพิจารณาเหมือนกัน เท่าที่ฉันรู้จัก หมอนี่หน่วยก้านไม่เลว คล่องตัว ไหวพริบดี”

“ฉันรู้จักหรือเปล่า”

“ชื่อกล้า กล้าณรงค์” นพลมองสีหน้าเพื่อนหนุ่มซึ่งไม่มีวี่แววว่าจะจดจำชื่อนี้ได้ “ถ้านายเจอหน้า คงพอคุ้น”

“งั้นพรุ่งนี้บอกให้มาพบฉันได้เลย”

สีหราชตัดบทและจบการสนทนาเรื่องงาน จากนั้นก็เป็นเวลาพูดคุยด้วยเรื่องทั่วไปในฐานะเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยกัน จากมิตรภาพที่คบหามาเกินกว่าสิบปีตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย จวบจนเป็นผู้ใหญ่ แม้ในตอนนี้สถานะของคนทั้งสองจะแปรเปลี่ยนไปไม่เป็นเหมือนเดิม หากก็ไม่เคยลดทอนความกลมเกลียวลงได้เลย
“เจ้าเท็นเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอหลายเดือน คงซ่าเหมือนเดิมสินะ” น้ำเสียงเจือแววเอ็นดูเมื่อเอ่ยถึงลูกชายคนเดียวของเพื่อนหนุ่ม ขณะที่มือแข็งแรงของนพลยกแก้วเบียร์ขึ้นจรดริมฝีปากพลางหลุบตาต่ำ

“ความซ่าดูจะมากกว่าเดิม เด็กเริ่มโต ฉันเลยปล่อยให้คิดและทำอะไรเองหลายอย่าง หลายๆ ครั้งก็สร้างเรื่องปวดหัวให้เหมือนกัน”

คุณพ่อลูกหนึ่งกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อนึกถึงลูกชายจอมกวนซึ่งถือกำเนิดขึ้นโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว เหตุเกิดตั้งแต่เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัย ในครั้งนั้นชายหนุ่มและเพื่อนสาวคนสนิทต่างก็ยอมรับกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความเผลอไผลอันไร้สติของทั้งสองคน จนก่อเกิดเด็กชายตัวน้อยขึ้นมา แม้สีหราชจะยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง หากอีกฝ่ายก็ชิงปฏิเสธเสียก่อน มารดาของธีรัณย์ช่างเป็นผู้หญิงที่แกร่งกล้า เธอยังต้องการไล่ล่าความฝันในแดนไกล ในที่สุดจึงตัดสินใจยกทารกน้อยเพศชายที่ลืมตามองโลกได้ไม่ถึงขวบปีให้สีหราชรับผิดชอบ และเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดเพียงคนเดียว

หากสิ่งนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือสร้างปมใดๆ ให้กับเด็กชายตัวน้อยที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ท่ามกลางการดูแลจากญาติผู้ใหญ่หลายๆ คนในครอบครัว ... ซึ่งบ่อยครั้งที่เจ้าตัวจะยืนยันอย่างแข็งขันว่าชีวิตของธีรัณย์นั้นช่างอบอุ่นเสียจนร้อนระอุเลยทีเดียว!

สีหราชแยกจากนพลเมื่อเวลาผ่านมาจนถึงบ่ายโมงครึ่ง ชายหนุ่มกลับเข้าสู่สำนักงานเพื่อสะสางเอกสารที่คงค้างจากช่วงเช้า หากเมื่อเข้ามานั่งประจำโต๊ะทำงาน ความคิดบางอย่างกลับแล่นฉิวผ่านเข้ามา

“ปณิตา…”

สีหราชนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ยามเขาเข้าไปติดต่อเพื่อขอยกเลิกสัญญาจองซื้อคอนโดมิเนียมหรูที่สำนักงานของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ สืบเนื่องจากความไม่ตรงไปตรงมาต่อสินค้าที่เคยตั้งใจจะซื้อเก็บไว้ให้ธีรัณย์ ทำให้สีหราชไม่รีรอที่จะดำเนินการขอยกเลิกในทันที ซึ่งในการณ์นี้ชายหนุ่มได้รับข้อมูลสำคัญอันเป็นหลักฐานที่ผู้ประกอบการไม่สามารถโต้แย้งได้จากพนักงานขายของโครงการนั่นเอง ...

หากสิ่งที่เกิดต่อมา กลับกลายเป็นว่าลูกค้าโครงการอีกหลายรายล่วงรู้เรื่องนี้เข้า จึงได้พร้อมใจแจ้งความจำนงขอยกเลิกการซื้อขายเช่นกัน ซึ่งแน่นอนล่ะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์บริษัทมากมาย รวมถึงแบรนด์สินค้าที่สร้างขึ้นมาโดยหวังจะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าระดับสูง ต่อเมื่อทุกอย่างพังครืนลงมาก็ไม่ผิดคาดนักที่บริษัทจะต้องสืบหา ‘ต้นตอปัญหา’ จนเจอ และนั่นก็คือพนักงานขายหน้าหวาน เจ้าของนามปณิตานั่นเอง

เมื่อคิดถึงตรงนี้ มือเรียวแข็งแรงก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ที่เพิ่งติดต่อไปเมื่อวาน และชายหนุ่มก็ไม่ลืมที่จะบันทึกเบอร์นั้นไว้ ต่อเมื่อได้ยินคำตอบรับจากปลายสาย จึงกรอกเสียงลงไป

“สวัสดีครับ คุณสไลลา เมื่อวานผมเพิ่งโทรติดต่อคุณเกี่ยวกับเรื่องคุณปณิตาน่ะครับ”

“ดิฉันจำได้ค่ะ ดิฉันเสียใจนะคะที่ไม่สามารถให้เบอร์ติดต่อของเธอแก่คุณได้”

“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ และรู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับคุณปณิตา หากคุณสองคนเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน ผมอยากจะขอรบกวนเวลา ผมติดต่อมาก็เพื่ออยากมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณปณิตาเท่านั้น” สีหราชบอกความประสงค์ และปลายสายก็นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงเบาลงจนเกือบกลายเป็นเสียงกระซิบ

“คุณทราบเรื่องนี้ด้วยหรือคะ”

“ครับ ผมทราบ และบอกตรงๆ ว่าผมคือตัวปัญหาของเธอเลยทีเดียว แต่อย่าเพิ่งวางสายนะครับ สำหรับคุณสไลลา ผมสัญญาว่าจะไม่สร้างปัญหาให้อย่างเด็ดขาด” สีหราชมีอารมณ์เย้าแหย่แม่สาวเสียงหวาน ซึ่งดูจะได้ผลไม่น้อย เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังแทรกเข้ามา ชายหนุ่มจึงได้ทีกล่าวต่อ “ผมอยากช่วยคุณปณิตา ผมรู้แค่ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเธอ แต่ไม่รู้ว่าถึงขั้นไหน โดนตักเตือน ตัดเงินเดือน พักงาน หรือเลวร้ายที่สุด ตกงานไปแล้ว”

“ค่ะ ปณิตาโชคร้ายที่เจอเคสเลวร้ายที่สุด” สิ้นเสียงคนปลายสาย สีหราชก็ลอบผ่อนลมหายใจยาวพร้อมกับความรู้สึกผิดมากมายก็โถมเข้าหา

“ผมมีงานเสนอให้เธอพิจารณา ถ้าคุณสไลลาจะกรุณาแจ้งต่อให้เธอทราบ ผมจะให้พนักงานส่งรายละเอียดไปให้คุณทางอีเมล์” คนต้องการช่วยเหลือพูดจบก็นิ่งรอการตัดสินใจจากอีกฝ่าย และทุกอย่างก็ไม่เลวร้ายเกินไปเมื่อสาวเสียงหวานรายนั้นตอบตกลงว่าจะเป็นสื่อกลางให้ หากก็ไม่รับรองผลที่จะตามมา

สีหราชตัดสายหลังจากกล่าวคำขอบคุณด้วยความจริงจังและจริงใจอย่างที่สุด จากนั้นก็เรียกหัวหน้าฝ่ายบัญชีที่กำลังหาคน ‘ซื่อสัตย์และไว้ใจได้’ ให้เข้ามารับเรื่องไปดำเนินการต่อ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“อะไรมันจะรวดเร็วปานนั้น ตกงานเมื่อวาน วันนี้มีคนเสนองานใหม่มาให้อย่างนั้นหรือ” ปราบดาที่ตามติดน้องสาวของปณิตาเข้ามาในตอนเย็นหลังเลิกงานร้องถามพร้อมแสดงสีหน้าว่าแปลกใจจนเกินกว่าเหตุ

“ใช่น่ะสิ เพื่อนที่ทำงานด้วยกันบอกว่าบังเอิญได้คุยกับลูกค้าโครงการที่มาซื้อคอนโดมิเนียม เขากำลังหาคนอยู่พอดี เพื่อนฉันจึงส่งรายละเอียดมาให้ผ่านมาจากฝ่ายบุคคลของที่นั่น งานที่จะจ้างเป็นพวกธุรกิจส่งออกอาหารทะเล ซึ่งส่วนที่ฉันจะทำอยู่ในสำนักงานใหญ่ มีหน้าที่ติดต่อประสานงานระหว่างแผนก”

“ฉันว่างานที่เสนอมาก็งั้นๆ แหละ และต้องไปทำต่างจังหวัดด้วย ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน เธอน่าจะหางานในกรุงเทพฯ ดูก่อน” เพื่อนคนสนิทของปณิตาที่คบหามาตั้งแต่เด็กแสดงอาการไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน
“ชลบุรีแค่นี้เอง เขามีหอพักให้พนักงานที่อยู่ไกลด้วย วันหยุดค่อยกลับบ้านก็ได้”

“พี่ปิงปองเอารถไปใช้เลย ขับรถกลับบ้านทุกอาทิตย์จะได้สะดวก” ปีย์วราร้องบอกพี่สาว เสนอให้ใช้รถยนต์ที่ทั้งสองคนพี่น้องยังต้องช่วยกันหาเงินผ่อนค่างวดอยู่ทุกเดือน หากต้องยู่หน้าเมื่อได้ยินเสียงปราบดาพูดขัดขึ้น

“พูดยังกับว่าเขาตกลงจ้างแล้วอย่างนั้นแหละ”

“แนวโน้มว่าจะจ้างสูงมากเลยจ้ะนายป่าน เพราะฉันสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ไปเรียบร้อยแล้ว วางสายก่อนที่พวกเธอจะเข้ามาสักชั่วโมงเห็นจะได้” ปณิตาตอบด้วยสีหน้ากระหยิ่ม พลางหยิบหมอนอิงมากอดอย่างสบายอกสบายใจ

“แต่ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าอะไรที่จูงใจเธอได้ถึงขนาดนี้ งานที่บอกมา มันดีตรงไหน หรือเป็นเพราะอยู่ไกลหูไกลตาจากแม่ของเธอ จะได้ออกไปเพ่นพ่านหาเหยื่อแถวโน้นรับประทานได้คล่องคอขึ้น” ปราบดาปั้นสีหน้าจริงจังพร้อมทั้งวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผลตามแบบของเขา หากคนโดนวิเคราะห์ถึงกับตาลุกเรืองรอง

“นายป่าน! ไอ้คนทุเรศ ปากเสียที่สุด”

ปณิตากรีดเสียงดังลั่นพร้อมยกหมอนอิงใบเขื่องโผเข้าไประดมใส่หลังเพื่อนหนุ่มไม่ยั้งมือ ท่ามกลางเสียงโอดครวญของคนโดนทำร้ายและเสียงหัวเราะคิกคักจากหญิงสาวอีกคนที่นั่งมองอยู่ไม่ห่าง กระทั่งคนทำร้ายพอใจจึงได้ถอยกลับมานั่งที่เดิม หากก็ไม่วายส่งค้อนปะหลับปะเหลือกตาม

“ก็ฉันไม่เข้าใจจริงๆ นี่ เธอเกิดบ้าอะไรขึ้นมา บ้านช่องก็มี ทำไมต้องไปทำตัวเร่ร่อนอยู่นอกบ้านด้วย แล้วตำแหน่งงานที่บอกมา มันก็งั้นๆ แหละ เงินเดือนจะสักกี่บาทกันเชียว” ปราบดาค้านเสียงอ่อยเมื่อเห็นว่าอารมณ์เพื่อนสาวสงบลงแล้ว พร้อมกับยกมือหนาขึ้นลูบหลังไหล่ตัวเองเพื่อบรรเทาความเจ็บจากการโดนประทุษร้ายโดยไม่ทันระวังตัว

“สี่หมื่นบาทถ้วน” เสียงเปรยลอยแทรกเข้ามา ทำให้คนฟังทั้งสองต้องนิ่งงัน ต่างก็จ้องหน้ากันเป็นครู่เหมือนไม่อยากเชื่อหูตัวเอง กระทั่งคนที่กำลังจะได้งานต้องบอกย้ำ “เงินเดือนที่ตกลงกันได้คือสี่หมื่นบาท มากกว่าที่ทำงานเดิมเกือบสองเท่า สวัสดิการของบริษัทใหม่ก็อยู่ในระดับดี นอกเหนือจากพวกพื้นฐานที่ลูกจ้างจะได้รับตามกฎหมายแล้ว ก็ยังมีพวกประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุรักษาฟรีให้กับพนักงาน แล้วยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับลูกจ้างด้วยนะ อ้อ! มีที่พักฟรีเพิ่มมาอีกด้วย”

“เอ่อ ฟังดูแล้วไม่คิดว่าค่าจ้างมันจะดีไปหน่อยหรือ ยายปิงปอง” ชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวในที่นั้นยังไม่คิดจะคล้อยตามกันง่ายๆ

“อะไรของนายนักนะ น้อยก็ว่า มากก็บ่น จะบอกให้เอาบุญนะ ฉันถามฝ่ายบุคคลที่โทรคุยกันแล้ว เขาว่าเพราะเป็นการทำงานในต่างจังหวัดจึงต้องมีเบี้ยพิเศษเพิ่มมาให้ และฉันก็ค้นหาประวัติบริษัทนี้จากฐานข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแล้ว พอไว้ใจได้ บริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย เขาทำธุรกิจหลายอย่าง ดูมั่นคงดี”

“อืม! รอบคอบดี ถ้าอย่างนั้นก็พอวางใจได้ว่า หมูบ้านเราจะไม่ถูกเขาหลอกไปเชือดกันง่ายๆ”

ปราบดาสรุปอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่สนใจว่าคนที่ถูกเปรียบเป็นหมูรอเชือดจะรู้สึกอย่างไร ในใจของเขาก็พลอยยินดีไปกับเพื่อนสาวที่ไม่ต้องอยู่ในภาวะคนตกงานให้ฟุ้งซ่านไปวันๆ และที่สำคัญชายหนุ่มก็รู้ดีว่าคนมีประวัติถูกให้ออกจากงานโดยเบื้องหลังคือการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายจ้างนั้น มันน่าหนักใจต่อการหางานใหม่มากแค่ไหน!




Lalanda
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 2 ม.ค. 2556, 21:18:49 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 2 ม.ค. 2556, 21:18:49 น.

จำนวนการเข้าชม : 1215





<< 1 ราชสีห์หางยาวกับกระต่ายขาวตกงาน   
จิรารัตน์ 2 ม.ค. 2556, 22:16:53 น.
อ่านอีกทีก็ยังสนุกค่ะ


Lalanda 3 ม.ค. 2556, 14:27:36 น.
ขอบคุณค่ะ ^_^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account