เล่ห์กฤษนล
เรื่องราวของนายกฤษนล ลูกชายสุดสวาทของแม่นิลและพ่อหนึ่ง จากเล่ห์ร้ายซาตาน ... เจ้าของฉายา ปิศาจหน้าหวาน กับ แม่สาวไข่มุกดำ แห่งท้องทะเลอันดามัน





Tags: รัก อบอุ่น โรแมนติก

ตอน: 5 เดินหน้าหรือว่าถอยหนี



เกือบค่ำแล้ว กฤษนลยังไม่กลับมา และภาพของหญิงสาวร่างกลมกลึงที่เดินถือกิ่งไม้หวดไปตามยอดหญ้าพลางชะเง้อไปทางถนนดาดคอนกรีตที่มีต้นชวนชมปลูกเป็นทิวแถวยาวนั้นก็ช่างแตะตาคนถือตะกร้าใส่ผักเหลือเกิน เขาเหลือบมองชั่วอึดใจ ก่อนจะส่ายหน้า เดินเข้าไปในบ้าน พร้อมเสียงบ่นกับตัวเองไปตลอดทาง

“ตกลงสองคนนี้เป็นอะไรกัน พอเจอหน้าก็กัดกันทุกที แต่พออีกคนไม่อยู่ คนที่เหลือก็เดินจงกรม ย่ำไปมา จนสนามหญ้าจะกลายเป็นปลักควายไปแล้ว เฮ้อ! มันน่าปวดหัวจริงๆ”

ลับร่างนายแทนไม่กี่นาที ศลิษาก็ตัดใจจากคนที่ออกไปตามนัดของสลาลินตั้งแต่ช่วงสาย เดินไปทางริมหาดที่เห็นอยู่ไม่ไกล ครั้นย่างเท้าไปถึง เธอก็ทรุดนั่งบนก้อนหินที่อัดแน่นตรงริมหาด พลางทอดถอนใจ คล้ายคนกำลังหมดเรี่ยวแรง

“แล้วเราจะอยู่บ้านหลังนี้จนครบกำหนดลาพักร้อนของพนักงานเลยหรือไง แล้วคุณลูคัสเป็นยังไงบ้าง ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่านะ ถ้าไม่ได้เขาช่วยในครั้งนั้น มีหวังผู้ใหญ่ในแผนกคงสนองนโยบายคนใจร้ายไล่เราออกไปแล้ว”

ศลิษาโอบกอดรอบเข่าที่ยกชันสูง ซบใบหน้าลงด้วยจิตใจเหงาหงอย ยามคิดถึงเรื่องนี้ทีไร หัวใจของเธอก็เหี่ยวฟีบลงเหมือนลูกโป่งโดนเจาะลมเสียทุกที

“เขาคงไม่อยากเห็นหน้าเราจริงๆ ถึงได้ออกปากไล่คราวนั้น” หญิงสาวรำพึง หลังจากนึกถึงเหตุการณ์ที่เจ้าของโรงกลั่นเรียกเธอไปพบ แล้วแจ้งให้รู้ถึงคำสั่งไล่ออกจากหุ้นส่วนคนสำคัญของเขา

“ผมเกรงจะมีเรื่องเข้าใจผิดกัน ผู้จัดการฝ่ายบุคคลบอกว่าได้รับคำสั่งจากนายนลให้ทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นมา แต่พอผมถามจากเจ้าตัว เขากลับให้ผมมาถามคุณเอง คุณเพิร์ลพอจะบอกได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น คุณทำงานผิดพลาดยังไง ถึงโดนซองขาวจากเขา”

เอกสารในซองที่รอการอนุมัติจากลูคัสถูกวางตรงหน้า ศลิษาจำได้ว่าตอนนั้นเธอรู้สึกเข่าอ่อนยวบจนแทบทรุดลงกับพื้น มันไม่ใช่สาเหตุที่ต้องออกจากงานกะทันหัน แต่เป็นเพราะความตกใจและเสียใจ เหมือนหัวใจจะแตกสลายที่รู้ว่ากฤษนลรังเกียจ จนไม่อยากเห็นหน้าเธอต่างหากล่ะ

และคงเพราะความอยากเอาชนะที่ทำให้หญิงสาวรอดพ้นจากการถูกคุกคามและการทำร้ายจิตใจในครั้งนั้นมาได้ กฤษนลคงประมาทว่าเพียงแค่ศลิษาเจอคำสั่งเลือดเย็น แล้วจะถอดใจ ยอมทิ้งทุกอย่าง เดินจากไปอย่างผู้แพ้ ไม่ต่างจากเด็กหญิงเพิร์ลในวันวาน ... เธอเกือบจะเป็นอย่างนั้น หากไม่ได้ยินคำพูดให้โอกาสของลูคัส รวมถึงคำเรียกร้องจากก้นบึ้งหัวใจที่อยากจะเอาคืนผู้ชายใจร้ายสักครั้ง

“ถ้าคุณเพิร์ลแน่ใจว่าไม่ได้ทำงานผิดพลาด ผมก็ไม่ไล่คุณออก เพราะเห็นชัดว่าเพื่อนผมก็หาเหตุผลมารองรับไม่ได้เหมือนกัน ผมไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณสองคน แม้จะสะดุดใจตั้งแต่แรกที่แนะนำให้รู้จัก นายนลเหมือนจะนิ่งอึ้งไป ถ้าผมเดาไม่ผิด คุณสองคนคงรู้จักกันมาก่อน และถ้าเป็นอย่างนั้น ผมจะไม่ยอมให้คำสั่งแบบนี้มามีผลต่อพนักงานที่มีประสิทธิภาพอย่างคุณแน่นอน แม้จะต้องงัดข้อกับเพื่อนตัวเองสักตั้งก็เถอะ คุณสบายใจได้”

ศลิษาสีหน้าเศร้าหมอง หัวใจกำลังร่ำไห้ เมื่อนึกต่อว่าคนดีๆอย่างลูคัสไม่ควรจะจากไปก่อนวัยอันควร และด้วยสาเหตุที่ยังคลุมเครือเช่นนี้เลย อีกทั้งคนที่เธอพาตัวเองเข้ามาอยู่ใกล้ เขาก็ยังทำทุกอย่างที่ดูโหดร้าย ไม่ใส่ใจความรู้สึกกันเหมือนเดิม

คนตัวเล็กวางปลายคางกับเข่ามน สายตาเพ่งมองระลอกคลื่นที่เคลื่อนซัดโขดหินจนแตกกระจายเป็นฟองสีขาว เธอนั่งอยู่ในอิริยาบถนั้นนานแค่ไหนก็ไม่รู้ กระทั่งได้ยินเสียงรถคุ้นหูดังขึ้น หญิงสาวเบือนหน้าไปมอง กระทั่งเสียงเครื่องยนต์ดับลง จึงเห็นคนร่างใหญ่เปิดประตูรถก้าวลงมา เขากำลังสาวเท้าเข้าไปในบ้านพักหลังเล็ก แต่ชั่วขณะที่หันมาทางเธอ ชายหนุ่มก็หยุดชะงัก ก่อนจะเบนทิศทางมาหาในทันที

ศลิษาลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเผชิญหน้า ความรู้สึกกรุ่นโกรธที่ตกค้างจากความทรงจำยังอัดแน่นอยู่ข้างใน หล่อนเชิดปลายคางขึ้นอย่างถือดี และท่าทางของคนผิวสีน้ำผึ้งนวลก็สร้างความแปลกใจให้กับคนตัวโตยิ่งนัก จนเขาต้องร้องถาม

“เป็นอะไรไป แล้วทำไมถึงมานั่งทอดอาลัยอยู่ตรงนี้”

“ฉันมานั่งเล่น ดูทะเล ไม่ได้มานั่งทอดอาลัย กรุณาเข้าใจเสียใหม่” ศลิษาโต้ทันควัน ก่อนตัดสินใจเดินหนี กลับมายังบ้านพัก เพราะคิดว่าอยู่ใกล้กันก็รังแต่จะต้องทนฟังคำพูดกระแนะกระแหน มันคงเป็นเวรกรรมของเธอเองที่ยังปักใจอยู่กับคนแล้งน้ำใจ แถมยังไม่มีหัวใจแบบเขา

เสียงย่ำเท้าที่ได้ยินในระยะกระชั้นชิด ทำให้หญิงสาวรู้ว่าข้างหลังตนคงมีคนตัวโตตามติดมาอย่างแน่นอน และเพียงเดินไม่กี่ก้าว หญิงสาวก็ได้ยินวาจาเชือดเฉือนของเขาทันที

“ฉันรู้ว่าเธอกำลังเศร้า ฉันเห็นใจเธอ แต่ยังไงก็อย่าออกนอกหน้ามากไป ลูคัสเป็นเพื่อนของฉัน เพื่อนที่ฉันสนิทมาก ฉันเองก็เสียใจ และตั้งใจตามหาเขาจนกว่าจะเจอ แถมยังมีคุณลิน ภรรยาตัวจริงที่รักและเป็นห่วง ในตอนนี้คุณลินกำลังรู้สึกแย่ ฉันเลยอยากเตือนเธอว่าถ้าจะแสดงอาการอะไรออกมา ก็ควรรักษาน้ำใจคุณลินไว้บ้าง”

“ฉันทำอะไร” คนโดนใส่ร้ายโดยไม่ทันตั้งตัวกระชากเสียงถาม ทั้งที่สองเท้ายังคงจ้ำไปข้างหน้า

“ฉันรู้นะว่าเธอรู้สึกยังไงกับลูคัส ที่ผ่านมาแม้จะไม่เห็นด้วยตาตัวเอง แต่การที่เธอยังยื้อทำงานที่นี่ แม้ฉันจะไล่ยังไง เธอก็ไม่ยอมไป แถมเธอยังขอร้องให้เพื่อนฉันมาพูดกับฉันอีก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอพยายามพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิด ขอร้องให้เขาทำ เรื่องนั้นคงไม่เกิดขึ้น แถมตอนนี้ยังมีเรื่องมากมายเกิดขึ้น ลูคัสจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ ฉันจึงคิดว่าเธอควรหยุดสร้างเรื่องวุ่นวายได้แล้ว อย่างน้อยก็เพื่อคุณลิน สองคนนั้นรักและผูกพันกัน ไม่ควรมีมือที่สามเข้าไปแทรกกลาง ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างอะไรก็ตาม” ถ้อยคำของกฤษนลยังคงดังต่อเนื่อง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูมั่นอกมั่นใจเหลือเกิน จนคนฟังแทบยั้งใจไม่ไหวที่จะไม่หันไปยกมือข่วนหน้าหล่อเหลานั่นให้เลือดไหลซิบทีเดียว

ศลิษาสูดลมหายใจลึก ก่อนตัดสินใจชะงักเท้ากึกเพื่อจะหันไปตอบโต้ ทว่าการหยุดกะทันหันของเธอ ทำให้คนเดินตามในระยะไม่ห่างยั้งฝีเท้าไม่ทัน ดังนั้นแผ่นอกกว้าง หนั่นแน่นด้วยกล้ามเนื้อแข็งตึงจึงปะทะกับร่างนุ่มนิ่ม จนเจ้าหล่อนเซไปข้างหน้า และคงล้มลงหากไม่มีมือแข็งแรงคว้าเอวบางไว้เสียก่อน

หญิงสาวรีบผละออกห่าง เหมือนกำลังสัมผัสถ่านร้อนๆ หล่อนถอยออกมาสองก้าว พร้อมกับดวงหน้าหวานเริ่มแดงก่ำ มันไม่มีความรู้สึกอื่นใดเจือปน นอกจากความโกรธที่กำลังทำให้เธอสั่นเทาไปทั้งตัว

“คุณนี่ท่าจะบ้า คุณเคยว่าฉันคิดเพ้อเจ้อ แต่ความจริงตัวคุณนั่นแหละที่เพ้อเจ้อ แถมยังฟุ้งซ่าน คิดอะไรไม่เห็นได้เรื่องสักอย่าง และฉันก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เสียเวลาพูดกับคุณอีก เพราะเห็นชัดว่ามันไม่มีประโยชน์เลยจริงๆ” หล่อนต่อว่าพร้อมดวงตาลุกวาบ ก่อนจะหันกลับมาเดินต่อ ก็ยังไม่ลืมคำพูดทิ้งท้ายให้คนฟังรู้สึกเจ็บๆคันๆเล่น “อ้อ! และไม่ว่าสมองของคุณจะบรรจุความคิดอกุศลอะไร แค่ไหน แต่ฉันก็ขอเตือนไว้ว่า ก่อนใส่ความคนอื่น อย่าลืมมองตัวเองด้วย ไม่อย่างนั้น จะเข้าตำราว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หลังจากประคารม ศลิษาก็พาตัวเองมาขังอยู่ในห้องนอน ไม่ยอมออกไปทานข้าวมื้อเย็นในวันนั้น และอีกคนดูจะไม่สนใจ เขายังคงทำทุกอย่างเป็นปกติ คล้ายกับว่าไม่มีเธออยู่ร่วมบ้านเช่นเดียวกัน

แม้กระทั่งวันรุ่งขึ้น ขณะที่ชายหนุ่มจัดการมื้อเช้าอยู่ในห้องทานอาหารเล็กๆติดกับห้องครัว ศลิษาก็เดินเข้ามาในชุดทะมัดทะแมงด้วยเสื้อเชิ้ตแบบผู้หญิงกับกางเกงเข้ารูปสีดำ อันเป็นเครื่องแต่งกายที่มักใช้ตอนทำงานในสำนักงาน เพื่อจะชงเครื่องดื่มสำหรับตัวเอง หากเจ้าของบ้านหนุ่มเหลือบมองเพียงนิดเดียว ก่อนก้มหน้าก้มตาทานต่อ เหมือนไม่มีเธออยู่ในนั้น และเป็นหญิงสาวเองที่ทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากถามเขาขึ้นมาก่อน

“คุณบอกให้ฉันอยู่ช่วยงาน วันนี้ฉันต้องออกไปพร้อมคุณหรือเปล่าคะ”

“ไม่ต้อง ช่วงนี้ฉันจะช่วยคุณลินเคลียร์งานให้เสร็จก่อน ส่วนเธอรอไปก่อน”

สิ้นเสียงห้าวห้วน คนตัวเล็กที่หันไปอีกทาง กดน้ำร้อนจากกระติกลงในถ้วย ต้องลอบยู่หน้าด้วยความหมั่นไส้ พร้อมริมฝีปากบางที่ขมุบขมิบคล้ายเจ้าตัวกำลังบ่นพร่ำ หากก็ไม่มีเสียงหลุดรอดให้อีกฝ่ายได้ยินแม้สักคำเดียว

หลังจากได้น้ำร้อนมาค่อนถ้วย ศลิษาก็ขบคิดขั้นต่อไปว่าจะเลือกอะไรดี ระหว่างชา กับไมโลที่เห็นมีอยู่อย่างพร้อมเพรียง ทันใดนั้นเสียงเรียกของชายหนุ่มก็ดังขึ้น และมันก็ทำให้หญิงสาวถึงกับสะดุ้งเฮือก

“ศลิษา”

“อุ๊ย!”

น้ำร้อนในถ้วยกระฉอกออก จนโดนมือบางที่เผลอไปปัดมันเข้า ศลิษาร้องอย่างตกใจ ถอยกรูดออกมาโดยไม่ทันคิดว่าจะทำยังไงดี กระทั่งมือของเธอถูกชายหนุ่มคว้าเอาไว้ ก่อนเขาจะลากไปยังซิงค์ล้างจานในครัว จัดการเปิดก๊อกน้ำ ให้น้ำเย็นๆไหลผ่านมือข้างที่ถูกน้ำร้อนราดรดที่เริ่มรู้สึกปวดแสบปวดร้อน

“ไม่รู้จักระวังตัวเองเลย”

เจ้าของร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนแนบชิดในระยะที่ทำให้คนร่างเล็กหายใจติดขัดเพราะความรู้สึกแปลกๆพูดขึ้น และนั่นก็สามารถเรียกสติเธอให้คืนกลับมา ศลิษาดึงมือตัวเองออก ด้วยหวังจะถอยห่าง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ยินยอมให้เธอทำตามที่คิด

“เดี๋ยวสิ มือเธอเริ่มแดงแล้วเห็นไหม ล้างมือให้สะอาดก่อน เดี๋ยวฉันเอาน้ำแข็งมาประคบลดอุณหภูมิให้ ไม่งั้นผิวตรงหลังมือจะขยายตัวพอง เป็นตุ่มน้ำใส ถึงตอนนั้นล่ะเจ็บน่าดู”

“ไม่เป็นไร ฉันจัดการเองได้ แค่น้ำร้อนลวกนิดเดียว”

“แค่น้ำร้อนลวก? แล้วทำไมเมื่อกี้ต้องร้องเสียงดังล่ะ”

“ก็ฉันตกใจ แต่ฉันยืนยันว่าไม่ได้ร้องเสียงดังแน่นอน”

“เก่งว่างั้นเถอะ”

เสียงประชดประชันดังตามมา หากคราวนี้ช่างแปลกที่ศลิษากลับรู้สึกเต็มตื้นแทนการโกรธกรุ่นที่เป็นอยู่เสมอ เธอรู้สึกถึงความร้อนในกายใหญ่ที่แผ่กระจายเข้ามา พลันบังเกิดความอุ่นซ่านยามความร้อนนั้นแทรกผ่านทั่วกายเล็กบางของเธอ

“พอแล้วค่ะ ฉันไม่เจ็บแล้ว”

หล่อนออกแรงดึงกระตุกมือตัวเองที่อยู่ในอุ้งมือหนาคืนกลับมา แล้วจึงได้ยินเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอหนาคล้ายไม่สบอารมณ์ เขายังยื้ออยู่เช่นนั้นนานนับนาที แต่ดูเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับอีกคน จนกระทั่งกฤษนลปิดก๊อกน้ำแล้วจูงเธอเดินผ่านประตูมานั่งในห้องทานอาหาร จัดการให้หญิงสาวนั่งบนเก้าอี้ว่างตรงข้ามเขา ก่อนจะเดินออกไป ไม่นานก็กลับเข้ามาพร้อมผ้าขาวสะอาดห่อน้ำแข็งส่งให้ถึงมือ

“ประคบไว้สิ”

ชายหนุ่มบอก ก่อนเดินหายออกไปอีกรอบ ศลิษาได้ยินเสียงเรียกหานายแทน สักพักจึงกลับเข้ามาพร้อมกล่องยา มานั่งบนเก้าอี้ติดกับเธอ ฉวยข้อมือบางไปจุ่มๆป้ายๆ น้ำยาจากขวดที่เปิดออก และกว่าศลิษาจะรู้ตัวก็รู้สึกถึงความเย็นแผ่กำซาบของน้ำยาเข้าสู่ผิวไปแล้ว

“นั่งนิ่งๆเป็นไหม อีกนิดเดียวก็จะทายาเสร็จแล้ว”

“ฉันทำเองได้ โดนน้ำร้อนลวกนิดเดียว มืออีกข้างยังเป็นปกติ ไม่ใช่โดนน้ำร้อนลวกทั้งตัวสักหน่อย” หล่อนว่าประชด แล้วใบหน้าหวานสีน้ำผึ้งนวลก็ร้อนผ่าว มันคงกำลังฉีดสีแดงเรื่อทั่วใบหน้า ศลิษาเสมองไปทางอื่นเมื่อความคิดซุกซนผุดพร่างขึ้นมาว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง มีหวังตนคงโดนเขาจับแก้ผ้าเอาน้ำเย็นราดทั้งตัวเป็นแน่

หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนทายา ศลิษาก็เห็นมือเรียวแข็งแรงแบบผู้ชายกำลังดึงผ้าพันแผลสีขาวมาคลี่รอบมือของเธออย่างขะมักเขม้น ท่าทางของเขาทำให้หญิงสาวอิ่มใจขึ้นอย่างประหลาด

ผ่านไปหลายนาทีทีเดียว ความพยายามของกฤษนลก็เป็นผลสำเร็จ เขามองผลงานตัวเองที่มือเธอด้วยประกายตาพอใจ ก่อนเงยหน้าขึ้นบอก

“ฉันทำแผลให้เธอเสร็จแล้ว วันนี้ห้ามเอามือไปโดนน้ำนะ เพราะแผลจะอักเสบ ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้”

กฤษนลปิดกล่องยา ทำท่าจะลุกขึ้นยืน หากพอได้ยินเสียงหวานดังขึ้น เขาก็ชะงักงันทันที พร้อมกับสีหน้าที่ดูแปลกพิกล

“ขอบคุณนะคะ”

“เอ่อ...ไม่เป็นไร”

ร่างสูงใหญ่ประเปรียวเดินออกจากห้องทานอาหารพร้อมกล่องยา หากไม่นานเขาก็กลับมา แล้วเดินผ่านเข้าไปในครัว ชั่วอึดใจเดียวก็มาพร้อมกับถ้วยข้าวต้มร้อนๆ วางลงตรงหน้าเธอ

“เมื่อวานเธอไม่ทานข้าวเย็น วันนี้มีข้าวต้มทะเล ฝีมือของป้าต้อย ลูกสาวแกขี่มอเตอร์ไซค์เอามาให้ตั้งแต่เช้า ทานซะ รสชาติดีกว่าฝีมือนายแทนเป็นร้อยเท่า”

“ความจริงฉันไปตักเองก็ได้”

“อย่าเรื่องมากน่า ที่ฉันทำเพราะไม่อยากให้ตัวเองต้องเจอกับเรื่องยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น”

คนหน้าดุกล่าวเสียงดุเสร็จก็กลับไปนั่งประจำเก้าอี้ตัวเอง เริ่มทานข้าวต้มในถ้วยที่เหลือเพียงครึ่งเดียวต่อ ซึ่งศลิษาก็เดาว่ามันคงจะเย็นชืดไปแล้วแน่นอน หากยังเห็นเขาจ้วงทานเป็นปกติ จนข้าวต้มหมดลง จึงวางมือ หยิบแก้วน้ำมาดื่ม จากนั้นก็พาร่างสูงเดินออกไป โดยไม่พูดไม่จากับเธออีก

ศลิษามองตามแผ่นหลังกว้างจนลับสายตา พร้อมเกิดรอยยิ้มบางๆขึ้นตรงเรียวปาก เธอกำลังนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ครั้นถูกปีศาจร้าย ตัวโต แสร้งทำเสียงดุให้ตกใจกลัว จนร้องไห้โฮออกมา จากนั้นก็มีคุณป้าใจดีที่หน้าตาละม้ายคนใจร้ายพาเธอไปนั่งอยู่ในห้องหนึ่ง ศลิษาจดจำภาพความหลังได้ไม่มากพอ แต่ก็มีภาพเดียวที่ยังฝังใจเธอ นั่นคือภาพของกฤษนลที่ตีสีหน้าดุดันอย่างคงเส้นคงวาเดินถือจานขนมมาให้ตามคำสั่งของคุณป้าใจดี และเมื่อเธอยกมือไหว้ขอบคุณ พลันสีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นตลกสิ้นดี ดูไปมันช่างคล้ายกับสีหน้าเมื่อกี้ไม่ผิดเลย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

กฤษนลขับรถออกจากบ้านพักเชิงเขา ตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ของเพื่อนรัก ที่ตอนนี้ได้ทิ้งภรรยาสาวให้อยู่บิดาของเธอตามลำพัง ชายหนุ่มจอดรถตรงที่จอดประจำ ก่อนย่างเท้าเข้าไปในบ้านหลังนั้นอย่างคุ้นชิน ด้วยตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขายังต้องมาหารือเกี่ยวกับทิศทางงานที่จะเดินหน้าต่อ

“ทนายความของเรากำลังทำเรื่องขออำนาจศาลให้ลินเป็นผู้จัดการทรัพย์สินตลอดช่วงที่ลูคัสยังไม่กลับมาค่ะ” เจ้าของบ้านสาวบอก หลังจากสองคนจัดการงานเร่งด่วนชิ้นแรกเสร็จสิ้นไป อยู่ภายในห้องทำงานใหญ่ชั้นล่าง

“ดีแล้วครับ คุณลินเดินหน้าได้เต็มที่ ผมจะเรียกประชุมผู้บริหารในบริษัทเพื่อแจ้งความคืบหน้าในอีกสองวัน”

“ขอบคุณมากค่ะ ยังไงการบริหารงานและการตัดสินใจเกี่ยวกับโรงกลั่น ลินยังต้องขอความร่วมมือจากคุณนลอยู่นะคะ ลินคงไม่สามารถทำงานพวกนี้เองได้ ถ้าไม่มีใครแนะนำอยู่ข้างหลัง” สลาลินพูดต่อทันที ในวันนี้สีหน้าเธอดูดีขึ้น วันเวลาอาจช่วยให้เธอคลายเศร้าได้บ้างแล้วกระมัง

“อย่าห่วงเลยครับ งานที่นี่ นอกจากผมแล้วยังมีที่ปรึกษาบริษัทฯและผู้บริหารอีกหลายคนที่เก่ง มีประสบการณ์ สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้ ขอเพียงเรามีอำนาจตัดสินใจและสั่งการแทนลูคัสก่อนเท่านั้น”

กฤษนลพูดแล้วลอบถอนหายใจ คล้ายอารมณ์สิ้นหวังเมื่อต้องเอ่ยถึงชื่อเพื่อนรัก ในทุกวันนี้เขามีเพียงความเชื่อว่าลูคัสจะกลับมา หากในทางเป็นจริงยังไร้วี่แววว่าคนที่เขากำลังค้นหาจะยังมีชีวิตรอดอยู่

“ลินเชื่อค่ะเรามีคนเก่งมากมาย แต่ใครล่ะที่ลินจะไว้ใจได้จริงๆ ทุกวันนี้มีคนหวังจะเข้ามาแทรกแซงในธุรกิจของเราอยู่ พอลูคัสไม่อยู่สักคน บริษัทฯก็เหมือนขาดเสาหลัก แต่ก็นับว่าโชคดีที่คุณนลมารับช่วงต่อไว้ทัน เพราะทั้งหุ้นส่วนและลูกค้าต่างก็เชื่อมั่นในตัวคุณนล ไม่แพ้ลูคัส”

“ยังไงงานที่นี่ ผมก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ในฐานะหุ้นส่วนคนหนึ่ง และที่สำคัญผมไม่มีวันทิ้งมันไป เพราะงานนี้คือชีวิตและจิตใจของเพื่อนรักผม ผมจะไม่ปล่อยให้บริษัทฯตกอยู่ในมือคนอื่น ผมต้องรักษามันไว้เพื่อรอลูคัสกลับมา”

“ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณคุณนลจริงๆ”

สลาลินน้ำตารื้นหน่วยตา คงด้วยความตื้นตันใจ อย่างน้อยกฤษนลก็พออุ่นใจว่า เขายังสามารถปัดเป่าทุกข์ร้อนให้เธอได้บ้าง ในจังหวะที่คู่ชีวิตหายตัวไป แถมธุรกิจใหญ่ที่ตกอยู่ในมืออย่างตั้งรับไม่ทันก็ยังมีคนโลภ ไม่รู้จักพอ คอยหาจังหวะแย่งชิงเสียอีก

“สำหรับ สจ.วิบูลย์” น้ำเสียงของชายหนุ่มกร้าวขึ้น เมื่อต้องเอ่ยถึงคนคนนี้ “คุณลินสบายใจเถอะครับว่าเขาจะไม่มีวันฉกฉวยธุรกิจของเราไปได้อย่างเด็ดขาด ผมพร้อมจะต่อกรกับเขาในทุกทาง ขอเพียงรู้ว่าเขาจะเล่นไม้ไหน ผมจะรับมือกับเขาเอง”

กฤษนลสะสางงานจนถึงเวลาใกล้เที่ยงวัน งานทั้งหมดก็เสร็จลง เขากวาดเอกสารกองใหญ่เข้ามาถือไว้ในมือ แล้วบอกลาเจ้าของบ้านสาว ไม่วายที่เธอจะแย้งด้วยเสียงอ่อนหวาน

“คุณนลจะรีบกลับไปไหนคะ อยู่ให้ลินเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยงสักมื้อเถอะ มาช่วยตั้งหลายวันแล้ว ลินยังไม่มีโอกาสตอบแทนเลย วันนี้คุณนลก็มาคนเดียว จะบอกว่าเกรงใจที่พ่วงผู้ช่วยมาด้วย ก็คงไม่ได้แล้วล่ะ”
กฤษนลชะงักไปชั่วขณะ นึกหาข้ออ้างที่จะนำมาปฏิเสธไม่ทันเลยทีเดียว จนได้ยินเสียงเร่งเร้าจากหญิงสาว เขาจึงจำต้องยินยอมตาม หากไม่ทันจะตกปากรับคำ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น และพอหยิบมาดู จึงรู้ว่าเป็นสายจากมารดา

ชายร่างใหญ่ ผิวขาว หน้าตาหล่อเหลาลอบถอนหายใจ เขาตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงเกิดความโล่งใจถึงเพียงนี้

“ผมไม่สะดวกแล้วล่ะครับ คุณแม่โทรมา คุณลินอย่าว่าเลยนะ คุณแม่ผมซักนานเชียว คงเห็นว่าเป็นตอนเที่ยง พักจากงาน ถึงได้โทรมาในจังหวะนี้พอดี”

“อ้อ! ไม่เป็นไรค่ะ รับสายท่านเถอะค่ะ ลินเข้าใจ คุณแม่คุณนลคงเป็นห่วง เอาไว้โอกาสหน้า ตอนคุณสะดวกแล้วกันค่ะ” สลาลินรีบพูดเร็วจี๋ ด้วยเกรงคนปลายสายของกฤษนลจะรอนาน

“ครับ ยินดีครับ งั้นผมวันนี้ผมลาละครับ”

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

รถคันสีดำแล่นผ่านประตูรั้วอัลลอยด์สีทองเด่น สู่ช่องทางบนถนน ผ่านตัวเมืองของจังหวัด มุ่งหน้าสู่บ้านพักเชิงเขา ระหว่างทางที่รถกำลังแล่นด้วยความเร็วปานกลางบนถนนโล่ง คนขับหนุ่มยังติดพันกับการสนทนาทางมือถือ แม้ผ่านไปหลายนาที แต่ก็ไม่มีทีว่าจะวางสายจากกัน

“แม่โทรมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง ที่นั่นมีอะไรต้องจัดการอีกไหม หรืออยากให้คุณพ่อส่งใครไปช่วยหรือเปล่า เมื่อวานบอกจะโทรมาหาแม่ช่วงค่ำ แม่รอจนดึก ไม่เห็นนลโทรมา เลยเข้านอนเสียก่อน”

“ขอโทษครับคุณแม่ เมื่อคืนผมลืมสนิทเลยว่าสัญญาจะโทรหา” กฤษนลครางเสียงอ่อย พร้อมนึกโทษตัวเองว่าลืมนัดมารดาไปได้ยังไง แถมยังทำให้ท่านต้องอดหลับอดนอนรอสายจากเขาอีก

“ถ้านลลืมก็ไม่เป็นไรหรอก แม่แค่กลัวว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นเท่านั้น” เสียงมารดาบอกถึงความโล่งอก ก่อนเธอจะเปลี่ยนไปถามเรื่องใหม่อย่างใส่ใจ “แล้วงานมีปัญหาไหม นลได้พักผ่อนบ้างหรือเปล่า เพื่อนของลูกล่ะมีวี่แววว่าจะพบตัวหรือยัง”

“เรื่องงานไม่มีปัญหา ผมมั่นใจว่าจัดการได้ครับ ... ส่วนเรื่องลูคัส ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”

เสียงแผ่วลงของกฤษนล ทำให้คนปลายสายนิ่งไป ก่อนจะได้ยินวาจาอ่อนโยนให้กำลังใจนานหลายนาที จนรถแล่นมาถึงบ้านพักเชิงเขา มารดาถึงวางสาย และนั่นก็หมายถึงหลังจากเธอย้ำบอกให้เขารีบติดต่อกลับ หากว่าต้องการความช่วยเหลือหรือเกิดปัญหาเกินว่าจะรับมือได้ตามลำพัง

กฤษนลก้าวลงจากรถ สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในสมองนั่นคือภาพของคนตัวบางที่ลอยวนอยู่ในความคิดตลอดเวลา คนที่ทำให้เขาไม่อาจอยู่ร่วมทานอาหารกับสลาลิน เพราะเกิดความรู้สึกขัดแย้งหลายอย่างขึ้นข้างใน ซึ่งแม้แต่ตัวเองก็บอกไม่ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร จนสุดท้ายจำต้องล่าถอยออกมาเอง

“ศลิษาอยู่ไหน” กฤษนลถามเมื่อมองหาคนเป้าหมายไม่เจอ หลังจากเดินเข้ามาในบ้านหลังเล็ก และเสียงของเขาก็ทำให้คนกำลังเช็ดโต๊ะที่เขามักนั่งทำงานประจำ ด้วยผ้าหมาดๆต้องเงยขึ้นมอง ก่อนตอบด้วยเสียงไม่ใคร่ใส่ใจ

“หลังบ้าน”

“หลังบ้าน? แล้วเขาไปทำอะไรหลังบ้าน”

“ซักผ้าอยู่มั้ง หอบผ้าตะกร้าใหญ่ หายไปหลังบ้านตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นกลับมา หรือจะเป็นลมไปแล้วก็ไม่รู้”

“ไอ้แทน!” คนเป็นนายเรียกชื่อคนรับใช้ใกล้ชิดด้วยเสียงเข้ม เมื่อได้ยินคำพูดไม่เข้าหู ซ้ำร้ายเจ้าตัวยังทำหน้าตาเฉยเมย ไม่ยินดียินร้ายกับข้อสันนิษฐานนั้นเลย “แล้วทำไมไม่โผล่หัวไปดู ถ้ายายนั่นเป็นอะไรไป นายโดนเหยียบอกแน่ จำไว้!”

สิ้นเสียงขู่ คนตัวใหญ่ก็ก้าวพรวดไปในทิศทางหลังบ้าน ทิ้งคนข้างหลังให้มองตามด้วยสีหน้ายุ่งยาก แถมแววตาก็ยังเจือด้วยความเบื่อหน่ายเต็มทน

“เป็นอะไร พูดแค่นี้ทำเป็นตกใจไปได้ แค่ซักผ้าตะกร้าเดียว ใครที่ไหนจะเป็นลมเป็นแล้งไปจริงๆ ตกใจเกินเหตุหรือเปล่าเจ้านาย ตั้งแต่รับคุณน้องเพิร์ลมาอยู่บ้าน รู้สึกเจ้านายจะอาการย่ำแย่แล้วนะ รู้ตัวบ้างหรือเปล่า”

ทางด้านคนอาการย่ำแย่ของนายแทน เมื่อออกไปทางด้านหลังบ้านก็เห็นคนที่ต้องการเจอตัวได้ไม่ยาก หล่อนกำลังก้มๆเงยๆอยู่กับผ้าในตะกร้าผ้าที่มีบางส่วนถูกแขวนอยู่บนราวเรียบร้อยแล้ว

“ทำอะไรน่ะศลิษา”

“อุ๊ย!” เสียงอุทานของคนในชุดกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดสีขาวดังขึ้น ก่อนหล่อนจะหันมามองด้วยความตกใจ ทว่าครู่เดียวมันก็จางหายไปจากสีหน้า ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความย่นยู่คล้ายกำลังไม่สบอารมณ์
“คนทำฉันตกใจอีกแล้วนะ เมื่อเช้าก็ทีหนึ่งแล้ว เห็นไหม ได้แผลเลย” หล่อนยกมือซ้ายที่มีพันแผลมีขาวด้วยฝีมือเขาให้ดู ก่อนจะหันกลับไปใช้มืออีกข้างยกผ้าเปียกๆที่ซุกอยู่ในตะกร้าขึ้นมาพาดกับราวผ้าด้วยท่าทีทุลักทุเล

“รู้ว่ามือตัวเองมีแผล แล้วมาทำอะไรอยู่ตรงนี้”

“ไม่เห็นหรือว่าคนกำลังตากผ้า หรือคุณไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น”

ศลิษาหันไปมองพร้อมทำสีหน้าสีตาอย่างที่กฤษนลเห็นว่าช่างกวนประสาทอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หากเป็นเวลาปกติชายหนุ่มคงนึกหมั่นไส้ เดินหนีด้วยไม่อยากยุ่งกับเจ้าหล่อนไปแล้ว หากว่าตอนนี้ความรู้สึกแปลกที่เกิดขึ้นเต็มหัวใจ ทำให้เขาไม่อาจทำอย่างที่คิด

“อย่ามาพูดจายอกย้อน เธอรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่าให้แผลโดนน้ำ ไม่อย่างนั้นมันจะอักเสบ”

“แผลแค่นี้เอง ฉันดูแลตัวเองได้ และตอนนี้งานฉันยังไม่เสร็จ คุณอย่าเพิ่งมายุ่งดีกว่า เห็นไหมว่าแสงแดดกำลังดี ถ้าขืนคุณยังยื้ออยู่อย่างนี้ เดี๋ยวเกิดฝนฟ้าครึ้มขึ้นมา ผ้าฉันทั้งตะกร้าไม่แห้ง ฉันจะทำไง คราวนี้เรื่องใหญ่เลยนะ”

“แล้วเธอซักผ้าทั้งตะกร้านั่นยังไง”

“ก็ใช้มือซักสิ นั่นไงกะละมัง ความจริงฉันก็อยากซักเครื่องนั่นแหละ แต่นายแทนบอกว่าที่นี่ไม่มีเครื่องซักผ้า เพราะเสื้อผ้าของคุณ นายหวินจะเอาไปให้ป้าต้อยจัดการ แต่คราวนี้พวกเขาไม่อยู่ทำให้ แล้วคุณจัดการยังไงล่ะ ถามนายแทนก็บอกไม่รู้”

หล่อนลอยหน้าลอยตาพูด และกฤษนลก็สังเกตเห็นว่าเสื้อยืดตัวโคร่งที่ยาวมาถึงต้นขา จนคลุมกางเกงขาสั้นแทบจะมิดนั้นเปียกปอนไปเกือบครึ่งตัว ครั้นปรายตาขึ้นสูงก็เห็นผมยาวสลวยที่มัดเป็นหางม้าไว้หลุดรุ่ยร่าย ดูมอมแมมแปลกตา จนชายหนุ่มแทบหลุดหัวเราะ ด้วยรู้สึกว่าภาพตรงหน้าช่างน่าขันเสียจริง มันเป็นภาพที่กฤษนลไม่คุ้นเคยมาก่อน เขาไม่ค่อยเห็นผู้หญิงที่รายล้อมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมารดา กฤติยา หรือเพื่อนสาวคนไหนจะเผยสภาพเช่นนี้ให้เห็นบ่อยนัก

“คุณยิ้มอะไร” เสียงหวานดังแทรกมา กฤษนลถึงรู้สึกตัวว่าได้ปล่อยความคิดล่องลอยไปไกลแล้ว เขาเลิกคิ้วมองหล่อน ด้วยแววตากรุ้มกริ่มอย่างที่คนถูกมองต้องขยับตัวอย่างอึดอัดในท่าทีที่เปลี่ยนไปแบบฉับพลันของเขา

“ฉันกำลังสงสัยว่าเธอจะถามทำไมว่าใครจัดการเสื้อผ้าให้ฉัน หรือว่าเธออยากเสนอตัวทำแทน”

“อย่ามาโมเมนะ ฉันไม่ยอมทำงานรับใช้คุณหรอก ไม่ใช่เรื่อง!” หญิงสาวแหวเข้าให้ ความรู้สึกเกรงกลัวและเกรงใจสูญหายไปตอนไหน เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน

“รับใช้ที่ไหน เราอยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยกันสิ” คนตัวโตหน้าขาวพูดพร้อมย่างเท้ามาหา จนศลิษาถึงกับหน้าเหวอไปกับสิ่งที่เขากำลังทำ

กฤษนลก้มมองเสื้อผ้าในตะกร้าตรงหน้าหล่อน ก่อนก้มหยิบชิ้นบนสุดขึ้นมาเพ่งพินิจ

“เสื้อผ้าพวกนี้ซักเสร็จแล้วใช่ไหม มา ฉันช่วยตาก”

“ปล่อย ไม่ต้องมายุ่งกับผ้าของฉัน” หล่อนกรีดเสียงแหลมและดัง อย่างที่ไม่สนใจว่าใครจะมาได้ยิน พร้อมออกแรงยื้อยุดกางเกงขายาวเข้ารูปสีดำที่เธอเคยสวมทำงาน ซึ่งตอนนี้อยู่ในมือเขาเรียบร้อยแล้ว

“ฉันอยากช่วยเธอบ้างไง หรือไม่เชื่อว่าฉันทำงานพวกนี้ได้ เดี๋ยวจะสาธิตให้ดู”

“ไม่ต้อง อย่ามายุ่งกับของของฉัน คุณไม่มีงานอื่นทำหรือไง ออกไป ไม่งั้นฉันจะเรียกนายแทน”

“เรียกมาทำไม นายนั่นจะช่วยอะไรเธอได้ แถมถ้าเธอทำตัวน่ารำคาญ ฉันอาจสั่งนายแทนให้จับเธอโยนทิ้งทะเลก็ยังได้”

“คนบ้า ทำไมถึงชอบแกล้งกันนักนะ”

“ฉันบอกแล้วไงว่าจะช่วย เธอนั่นแหละเรื่องมากไม่เข้าท่า เอ้า! เสื้อผ้าของเธอ ถ้าอยากได้ก็เอาคืนไป” จบคำพูด ชายหนุ่มก็ปล่อยมือจากปลายกางเกงข้างหนึ่ง จนคนที่กำลังยื้อสุดแรงเสียหลัก เซถอยหลังไปถึงสองก้าว เพียงเท่านี้ก็ดูจะสร้างความพอใจให้กับคนตัวโตเหลือเกิน เขาปล่อยเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนจะเบนเป้าหมายไปที่ตะกร้าที่อัดแน่นด้วยผ้าเปียกๆของเธอใหม่ ไม่วายที่หญิงสาวจะร้องโวยวาย รีบเข้ามาขวางไว้เช่นเดิม

สงครามย่อยๆระหว่างสองหนุ่มสาว อยู่ในสายตาของคนที่เปิดหน้าต่างออกมามองจากด้านในตัวบ้าน เขาส่ายหน้าอย่างเอือมระอาแล้วถอยกลับไปในครัว เริ่มต้นหุงข้าว เตรียมพร้อมสำหรับมื้อเที่ยงของสองคนข้างนอก จนเมื่อได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังขึ้น จึงชะโงกหน้าจากหน้าต่างในห้องครัวไปมอง แล้วก็เห็นเป็นคนที่ตนกำลังรอ ทว่าคนคนนั้นกลับหยุดชะงักพร้อมกับนิ่วหน้าเมื่อได้ยินเสียงที่ยังดังประสานมาจากด้านหลังบ้าน และเธอก็ตัดสินใจเดินไปตามแหล่งเสียงนั้นทันที

“ทำอะไรกันคะคุณนล”

เสียงทักนั้นทำให้สองหนุ่มสาวชะงัก และเมื่อสายตาสองคู่หันไปมองผู้มาใหม่ พลันก็บังเกิดเสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกัน

“น้องเพิร์ล มาทำอะไรที่นี่!”

“พี่ปลาเล็ก!”












Lalanda
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 ม.ค. 2556, 17:18:49 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 5 ม.ค. 2556, 17:18:49 น.

จำนวนการเข้าชม : 1262





<< 4. เดินหน้าหรือว่าถอยหนี   
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account