สืบเสน่หา รักปาฎิหาริย์
หลังตกเป็นหนี้ก้อนโตจากบัตรเครดิต(และไม่มีปัญญาใช้หนี้) ทำให้นภัสสรสิริต้องจำใจยอมรับข้อเสนอของพี่ชายที่อาสาปลดหนี้ให้แลกกับการต้องไปช่วยงานที่โรงงานที่เชียงใหม่เป็นเวลาหนึ่งปี โดยไม่มีโอกาสรู้ว่า มีเรื่องวุ่นวายอีกมากมายรอต้อนรับเธออยู่

โชคชะตาไม่เพียงเล่นตลกที่ทำให้เธอได้พบกับ หนุ่มหล่ออย่าง "หมอแพ็ต" อดีตเพื่อนบ้านในวัยเด็กที่พลัดพรากกันไป เธอยังได้พบกับ "ผีเปเป้" ผีเกย์ที่เพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และเธอจำเป็นต้องช่วยเขาสืบหาตัวฆาตกรที่เบื้องหลังการตายในฐานะที่มีจิตสัมผัส

เมื่อการสืบหาคนร้ายเต็มไปด้วยความยุ่งยากสารพัด ซ้ำยังเต็มไปด้วย "ดารารับเชิญ" อีกหลายคนที่พร้อมจะป่วนหัวใจเธอทุกเวลา นภัสจะทำอย่างไร...แล้วจะมีปาฎิหาริย์อะไรเกิดขึ้นกับเธอบ้างนะ???
Tags: หมอแพ็ต เปเป้ นภัส ผีเกย์

ตอน: ตอนที่ 1 : มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ (ที่ฉันได้พบเธอ)



ระหว่างทางที่นั่งรถมาด้วยกัน นภัสรู้สึกว่าชายหนุ่มดูจะไม่ได้สนใจเธอมากนัก อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าที่คิดที่อย่างน้อยเขาก็อุตส่าห์เอ่ยชวนเธอร่วมทางมาด้วย เขาเอาแต่อ่านแต่หนังสือพิมพ์และรับโทรศัพท์อยู่บ่อยครั้งซึ่งเธอคาดว่าคงเป็นเรื่องด่วนเพราะใบหน้าเขาดูเคร่งขรึมทุกครั้งที่วางสายลง หญิงสาวไม่อยากกวนใจชวนคุยอีก เพราะนอกจากเกรงใจแล้วเขายังดูเป็นผู้ชายที่เข้าถึงยาก ต่อให้เธอพยายามชวนคุยสักแค่ไหนเขาก็คงตอบไปตามมารยาทเท่านั้น หาได้มีมิตรจิตรมิตรใจกับเธออย่างจริงใจไม่

ก่อนถึงโค้งอาถรรพณ์ที่ชาวบ้านพากันขนานนามว่า “โค้งร้อยศพ” นภัสรู้สึกว่าการจราจรเริ่มติดขัดและไม่ขยับเอาเสียเลยเป็นบางช่วง ทำเอาผู้ร่วมทางของเธอถึงกับร้อนรนนั่งไม่ติดที่ ท่าทางเขาคงมีธุระร้อนด่วนมากรออยู่แน่ๆ เธอรู้ว่าทางแยกข้างหน้าเป็นทางลัดเชื่อมไปสู่โรงพยาบาลได้ น่าจะเป็นการดีสำหรับเขา จึงเอ่ยขอตัวลงจากรถเสียตั้งแต่ตรงนั้น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเป็นภาระให้เขาอีก

“ขอลงตรงนี้ก็ได้ค่ะ เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงบ้านแล้ว คุณจะได้เข้าทางลัดทะลุไปโรงพยาบาลได้เลย”

“ไม่เป็นไร”

เขาส่ายหน้าให้คนขับแทนความหมายว่าไม่เห็นด้วยกับหญิงสาว แต่เขาก็คงปฏิเสธไปตามมารยาทเท่านั้น นภัสรู้สึกได้

“ไม่เป็นไรเหมือนกันค่ะ ฉันเดินไปเองได้ ขอบคุณมากที่ให้ฉันติดรถมาด้วย ขอให้คุณโชคดีนะคะ มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนา แล้วฉันจะเอาใจช่วย”

พูดจบก็หันไปหยิบกระเป๋า เธอเลยไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มน้อยๆที่ผุดขึ้นมาจากมุมปากของชายหนุ่มอย่างรู้สึกนึกขันแม่สาวช่างพูด...นี่เธอคิดว่ากำลังอวยพรวันเกิดให้เขาอยู่หรือไรนะ

เมื่อรถตู้คันใหญ่แล่นลับหายไปจากมุมถนน นภัสก็ลากกระเป๋าเดินทางขึ้นมาบนฟุตปาท ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าซอยในหมู่บ้านไม่กี่มากน้อย เธอมองเห็นฝูงชนขนาดย่อมยืนรวมกลุ่มกันอยู่แน่นขนัดเรียกสายตาคนผ่านไปมาให้หันไปมองอย่างสนใจ บ้างซุบซิบ บ้างส่งเสียงดัง และมีบ้างที่เดินเข้าเดินออก คล้ายมีอะไรสักอย่างอยู่ท่ามกลางฝูงชนนั้น

อาจมีอุบัติเหตุ...

นภัสตั้งสมมติฐานเอาเองจากประสบการณ์ ทางโค้งนี้ค่อนข้างอันตรายเพราะเป็นทางโค้งต่อเนื่องจากสะพานกลับรถ เพื่อนวิศวกรคนหนึ่งของเธอเคยบอกว่าเป็นเพราะการเทพื้นและปรับโค้งไม่ได้ระดับเลยอาจทำให้ผู้ขับขี่บังคับยานพาหนะได้ลำบากกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมาสุรา

แม้ไม่พึงประสงค์จะเห็นภาพหวาดเสียว แต่ใจฝ่ายอยากรู้อยากเห็นก็ชนะ นภัสพิงกระเป๋าเดินทางไว้กับโคนต้นไม้ใหญ่แล้วทำทีเป็นเลียบๆเคียงๆเข้าไปดู ไม่มีใครแปลกใจถึงการมาของเธอ ซ้ำร้ายหลายคนยังหลีกทางให้เธอเดินผ่านราวกับสัมผัสได้ถึงความกระหายใคร่รู้ของเธอเสียอีกด้วย

ภาพที่ปรากฎตรงหน้าไม่ใช่อุบัติเหตุเลือดตกยางออกอย่างที่คิด แต่เป็นพิธีกรรมอะไรสักอย่าง ท่ามกลางผู้คนที่รายล้อม นภัสมองเห็นหญิงชราผู้หนึ่งในชุดแต่งกายผ้าซิ่นสีขาวครบชุดและมีสไบบางพาดเฉียงไว้บนไหล่ขวา ผมสีหงอกแซมถูกรวบเป็นมวยสูงและตรึงไว้ด้วยปิ่นเงินเขินที่ด้านหลัง หล่อนกำลังพนมมือกราบไหว้สิ่งศักดิ์ต่อหน้าบรรดาเครื่องสักการะอันประกอบไปด้วย หัวหมู ไก่สด เหล้าจีน ผลไม้และอะไรอีกสองสามอย่างที่ถูกผูกไว้ในในห่อผ้าสีแดง เสียงบริกรรมคาถาแบบพื้นเมืองทำให้ผู้คนบริเวณนั้นพากันส่งเสียงเอ็ดอึงอย่างสนใจ

“ทำอะไรกัน เอ่อ...นี่คือพิธีอะไรเหรอคะ”

นภัสอดไม่ได้ เธอกระซิบถามหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆอย่างอยากรู้ หญิงผู้นั้นหันมายิ้มให้อย่างมีไมตรี แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามเธอเสียทีเดียว

“เป็นคนไทยก่อเจ้า”

หล่อนถามกลับมาด้วยภาษาพื้นเมือง แปลว่า...เป็นคนภาคกลางหรือจ๊ะ นภัสพอฟังออก

“ค่ะ อยู่กรุงเทพค่ะ พอดีมาทำงานใช้หนี้ แล้วนี่...ทำอะไรกันอยู่เหรอคะ”

“เรียกวิญญาณเจ้า”

“เรียกวิญญาณ?”

นภัสย้อนถามอย่างแปลกใจ ไม่ใช่ว่าลบหลู่เรื่องพวกนี้ เพียงแต่นึกว่านี่มันยังกลางวันแสกๆ ถึงจะเป็นยามบ่ายก็เถอะ แต่แสงแดดก็ยังจัดจ้าเกินกว่าจะกระทำเรื่องเร้นลับอะไรพวกนี้ได้…ผีมาตอนกลางคืน เธอรู้มาแต่เด็กแค่นี้

“มีอ้ายหนุ่มคนหนึ่งแกมาตายที่โค้งนี้ แล้วแกไปเข้าฝันคนที่บ้านว่ายังไปไหนไม่ได้ ต้องมาทำพิธีเรียกวิญญาณแกไปจากตรงนี้ก่อนเพราะ แกตายที่นี่ ญาติๆก็เลยต้องพากันมาทำพิธี”

“อ้อ...งั้นหรือคะ”

ไม่ทันจะถามสิ่งใดต่อไป หญิงชราซึ่งทำหน้าที่เป็นคนทรงเจ้าก็มีอาการตัวสั่นงันงกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียงพูดออกมาคล้ายเสียงผู้ชาย ถามตอบกับผู้คนที่อยู่ใกล้ๆนั้นด้วยท่าทางที่เหมือนเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางอันแสนไกล ทำเอาคนที่อยู่รอบนอกพากันเบียดเสียดเข้ามาดูอย่างอยากรู้ จึงเป็นโอกาสที่นภัสดันตัวเองออกมาจากฝูงชนได้สำเร็จ

เรื่องจริงเป็นไงไม่รู้ วิญญาณมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่หญิงสาวยุคสามจีครึ่ง ที่เติบโตมาในเมืองใหญ่ แวดล้อมด้วยสรรพวิชาการและเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างเธอคงเข้าไม่ถึงกับเรื่องลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศอะไรแบบนี้เป็นแน่แท้

เท้าที่กำลังจะก้าวไปคว้ากระเป๋าชะงักกึก เมื่อใครบางคนโผล่พรวดมายืนตรงหน้ารวดเร็วราวผีพุ่งใต้ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาค่อนไปทางหล่อ แต่งกายด้วยกางเกงยีนส์สีเข้มกับเสื้อโปโลสีฟ้าอ่อน แม้ใบหน้าจะดูหม่นเศร้าแต่แววตากลับขี้เล่นไม่หยอก นภัสเพิ่งสังเกตว่าเธอสูงเลยหน้าอกเขาขึ้นมานิดเดียวเท่านั้นเอง สงสัยตอนท้องแม่เขาคงชอบกินถั่วฝักยาว

หญิงสาวยกมือทาบอกอย่างตกใจแล้วเบี่ยงตัวหลบเขาออกมาได้ทัน ท่าทางเขาคงสนใจพิธีกรรมนี้อยู่มากหรอก

“หน้าตาก็ดี ไม่น่างมงายเชื่อเรื่องพวกนี้เล้ย”

น้ำเสียงเขาไล่หลังมาจนนภัสหันขวับ...ปรี๊ดแตกขึ้นมาทันที เธอไม่ได้เชื่อเรื่องพวกนี้สักหน่อย แค่อยากรู้อยากเห็นแค่นั้นเอง

“ฉันแค่ผ่านมา ก็เลยแวะมาดูว่าเค้ามีอะไรกัน ไม่ได้งมงายอย่างคุณว่าซะหน่อย มีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน!”

เธอหันมาตอบด้วยความปากไวตามนิสัย แต่นั่นกลับทำให้ชายหนุ่มตะลึงเพริด เขาเดินจ้ำพรวดมาขวางเธอไว้

“คุณได้ยินที่ผมพูดด้วยหรือ?”

“ฉันไม่ได้หูหนวกนี่ยะ!”

“นี่คุณเห็นผมด้วย...จริงเหรอ? คุณเห็นผมจริงเหรอ?”

“คิดว่าฉันตาบอดหรือเปล่าล่ะ!”

เธอเริ่มโมโห นึกอยากจะผลักหน้าอกเขาให้กระเด็นออกไป แต่เพราะไม่อยากเสี่ยงมีเรื่องด้วยก็เลยเปลี่ยนใจหดมือกลับ เธอต้องมาอยู่ที่นี่ เป็นคนที่นี่(ถึงจะแค่ชั่วคราวก็เถอะ) ขืนเผลอไปมีเรื่องกับเจ้าถิ่นเข้าจะลำบากเอาภายหลังได้

ผู้หญิงธรรมดาค่อนไปทางเพอร์เฟ็คท์อย่างเธอ...ไม่เอาเพชรไปลู่กระเบื้องให้เสียราคาหรอก!

หลังจากกดกริ่งที่หน้าบ้านอยู่สองสามที ประตูไม้บานใหญ่ก็เคลื่อนออกจากกันด้วยแรงบังคับจากรีโมทคอนโทรลของคนที่อยู่ด้านใน พอเห็นว่าเป็นนภัส สาวโสดวัยเกือบห้าสิบอย่างป้าต้อยติ่งก็รีบวิ่งมารับด่วนจี๋ หล่อนสนิทและคุ้นเคยกับนภัสเป็นการดี จึงออกอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่านภัสจะมาพักอาศัยอยู่ด้วยเป็นการชั่วคราว (หรืออาจจะถาวรก็ยังไม่รู้ ถ้ายังไม่มีเงินมากพอจะใช้หนี้พี่ชาย)

“ทำไมมาคนเดียวล่ะคะ ไหนคุณเจนบอกว่าจะไปรับไง”

หล่อนเอื้อมมือมาช่วยรับกระเป๋า แต่นภัสยอมถือไว้เอง กระเป๋าก็หนัก ป้าต้อยติ่งก็แก่แล้ว ถ้าแม่รู้ว่าเธอใช้งานคนแก่ แม่จะดุเอาได้ เป็นแม่บ้านก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำให้ทุกอย่าง

“ยังรอรับหลานอยู่ที่โรงเรียนเลยค่ะ หนูเลยมาเอง แต่เรื่องเล็กมากค่ะ อ้อ! เค้าบอกป้ากันหรือยังว่าหนูจะอยู่เรือนเล็กตรงสวนนี่นะ ถ้าแม่มา...ก็ให้แม่ขึ้นไปอยู่เรือนใหญ่ละกัน คือแม่จะตามมาทีหลังนะค่ะ ตอนนี้ไปถือศีลอยู่ที่วัด”

“ค่ะ พ่อเลี้ยงบอกแล้ว” หล่อนหมายถึงพี่ชายของเธอ “ป้าทำความสะอาดบ้านไว้แล้วล่ะคะ ว่าแต่จะไปอยู่ทำไมกันคะเรือนเล็กหลังนั้น เล็กก็เล็ก เอาไว้แค่พักผ่อนนอนเล่นไม่ดีกว่าหรือคะ”

“หนูชอบ” เธอตอบสั้นๆ แล้วบิดขี้เกียจเล็กน้อยบอกให้รู้ว่าเวลานี้เธอต้องการพักผ่อน “หนูเอาของไปเก็บก่อนนะคะ อาบน้ำเสร็จแล้วหนูจะลงมากินข้าวด้วย”

บ้านของเอกวัฒน์พี่ชายเธอ กินเนื้อที่เกือบไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่หมดไปกับการปลูกต้นไม้และทำสวน ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ต้นไม้ ไม้ประดับหรือแม้กระทั่งผักสวนครัว เลยทำให้บรรยากาศในบ้านดูอบอุ่นร่มรื่น ตัวบ้านหลังใหญ่เป็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนที่ออกแบบและตกแต่งด้วยสไตล์เวสเทิร์นดูเป็นคาวบอยมากในความรู้สึกของนภัส อาจเพราะพี่ชายเธอชอบดูหนังคาวบอยมาแต่เด็กจนใกล้จะสี่สิบแล้วก็ยังชอบอยู่ แม้ความชอบนั้นมันจะตกทอดมายังลูกชายวัยเก้าขวบของเขาด้วย แต่มันก็สวนทางกับรสนิยมของนภัสอย่างสิ้นเชิง

ส่วนบ้านหลังเล็ก เป็นบ้านชั้นเดียวที่สร้างจากปีกไม้ ความจริงเรียกว่าเศษไม้ที่เหลือๆจากการทำเฟอร์นิเจอร์ก็น่าจะเหมาะกว่า แต่ด้วยรสนิยมขั้นเทพในการตกแต่งของพี่ชาย ก็เลยทำให้บ้านน้อยคอยรักหลังนี้เป็นเหมือนรีสอร์ทที่แทรกตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ๆหลายต้น ห้องนอนและห้องน้ำอย่างละห้องแถมด้วยมุมนั่งเล่นสบายๆที่เป็นเฉลียงยื่นออกมาหน้าบ้าน ก็มากพอแล้วสำหรับคนอย่างเธอ

นภัสลากกระเป๋าเข้ามาในห้องแล้วถลาตัวลงแนบกับที่นอนด้วยความเหนื่อยและเพลีย หญิงสาวล้วงกระเป๋าสะพายหยิบไดอะรีเล่มโปรดขึ้นมา ตั้งใจว่าจะเขียนถึงชายหนุ่มแปลกหน้ารักแรกพบที่เจอบนเครื่องเสียหน่อย จะได้มีอะไรให้นึกถึงเล็กๆน้อยๆก็ยังดี ทว่าเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นหลายๆครั้งติดกันก็ทำให้เธอชะงักงันไป

“ป้าต้อยติ่งเหรอคะ”
เธอส่งเสียงออกไป แต่ไม่มีเสียงตอบจากป้าต้อยติ่ง ความเงียบทำให้เธอถามกลับไปอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณตอบรับเช่นเคย

ไม่เจอกันนาน ป้าต้อยติ่งอาจหูตึง...นภัสคิดขำๆ แล้วยอมลุกไปเปิดประตูแต่โดยดี ทว่าผู้มาเยือนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ทำให้เธอทั้งประหลาดใจตกใจในคราวเดียวกัน!

“คุณ!...คุณ!...คุณมาที่นี่ได้ไง?”

เธอระล่ำระลักถาม ที่แท้ผู้มาเยือนคือชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเจอเมื่อสักครู่นั่นเอง...เขาไม่ตอบ แต่เงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรงๆ แววตาของเขา...นภัสบอกไม่ถูกว่าเขาโกรธ เสียใจ หรือว่าดีใจกันแน่...แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าเขาตามเธอมาทำไม นั่นต่างหากที่เธออยากรู้

“ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันนะ”

“ไม่มี...เราไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกัน” เธอตัดบทและพร้อมจะดันประตูใส่หน้าเขา ทว่าก็เหมือนมีเรี่ยวแรงมากมายมหาศาลมาต้านไว้ ทั้งที่เขาก็ยืนอยู่เฉยๆ

“ขอผมเข้าไปข้างในนะ”

“บ้าเหรอ!”

พร้อมคำสบถนั้น นภัสก็ผลักประตูใส่หน้าเขาดังโครม มีอย่างหรือมาขอเข้าห้องผู้หญิงได้อย่างหน้าตาเฉย เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วต่อให้เขารู้จักกับพี่ชายหรือพี่สะใภ้ของเธอขึ้นมาจริงๆ ก็มิเป็นการบังควรสักหน่อย นึกว่าเธอเป็นผู้หญิงใจแตกมักง่ายหรือไงก็ไม่ทราบ!

ประตูหับลงอย่างสนิทเรียบร้อยจนหญิงสาวนึกแปลกใจที่เขาไม่ยักกะขัดขวางดิ้นรนเหมือนท่าทีที่เห็นแต่แรก จึงแอบส่องดูเขาจากช่องตาแมวก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆอย่างโล่งอก ที่เขาอันตรธานหายไปจากตรงนั้นจริงๆ

เถอะ! ใครปล่อยให้เขาเข้ามาในนี้...เดี๋ยวพี่ชายกลับมาจะฟ้องให้เล่นงานเสียให้เข็ดเลยเชียว ปล่อยผู้ชายมาเพ่นพ่านในบ้านสาวสวยรวยทรัพย์อย่างเธอได้ยังไง...ไม่รู้ล่ะ งานนี้เธอไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวลแน่

คาดโทษเสร็จสรรพในใจก็หันหลังกลับ ทว่าเมื่อตั้งหลักในท่าตรงได้ นภัสก็รู้สึกเหมือนโดนผีหลอกเข้ากลางวันแสกๆ ที่เขาคนนั้นกลับโผล่พรวดมายืนประจันหน้าเธอในรัศมีที่ห่างกันไม่ถึงสองฟุต แม้จะเป็นเวลาบ่ายคล้อยหาใช่ยามค่ำมืดดึกดื่น แต่ก็ทำเอาเธอขาอ่อนปวกเปียก ก้าวไม่ออก!

ประตูก็ปิดฉับไปแล้ว...แล้วเขาเหาะเข้ามาทางไหน???

“คุณ....คุณ.........”

นภัสติดอ่าง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอโดนผีหลอก...แต่ว่าผีอะไร ถึงได้เหมือนคนจริงๆซะขนาดนั้น!

ก็ดูเอาเถอะ...ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ผมเผ้าหรือว่าการแต่งกาย ไม่มีอะไรบ่งบอกสักนิดว่าเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตมีลมหายใจเหมือนเธอ!

“ผมขออนุญาตคุณแล้วนะ ไม่ได้เข้ามาโดยพลการซะหน่อย”

“ฉัน....”

“ผมบอกแล้วว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน”

“คุณ....คุณเป็นใคร...เข้ามาที่นี่...ได้ไง”

“ผมชื่อเปเป้...” เขาแนะนำตัวสั้นๆ แต่คำพูดประโยคถัดมานั่นต่างหากที่ทำให้นภัสแทบจะล้มหัวฟาด “ผมตายแล้ว!”

“ตายแล้ว!...” นภัสทวนคำแล้วเผลอเซไปสองก้าว แต่ก็ยังฝืนทำใจดีสู้เสือ “ตายแล้วจะมายืนคุยกับฉันได้ไง ตลกอ่ะ ฉันไม่เชื่อหรอก อย่ามาตุ๋นกันซะให้ยาก ฉันไม่ใช่คนเชื่ออะไรง่ายๆ...อย่ามาปัญญาอ่อน”

“งั้นคุณก็ลองจับมือผมสิ จับได้หรือเปล่า”

เมื่อเขายื่นมือมาตรงหน้า นภัสก็ไม่รอช้า เธอเอื้อมมือไปสัมผัสเขาทันทีด้วยความอยากรู้ ทว่ามันก็วืดหวิวไปราวเธอสัมผัสกับอากาศว่างเปล่า...

เพียงเท่านั้น นภัสก็รู้สึกหน้ามืดเหมือนจะเป็นลม แล้วสติสัมปชัญญะทั้งมวลก็ดับวูบลงตรงนั้น...

นานเท่าไหร่ก็สุดรู้ กว่าที่สติสตังของนภัสจะกลับคืนมา เธอค่อยๆลืมตาขึ้นด้วยความยากเย็น แล้วพยายามลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ความทรงจำสุดท้ายที่นึกได้ก็คือเธอรู้ว่าตัวเองกำลังฟาดหน้าลงกับเตียงนอนหลังจากที่โดนผีหลอกเข้ากลางวันแสกๆ....
ที่แท้ก็ฝันร้าย....

ปลอบใจตัวเองแล้วก็ถอนใจโล่งอก ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนที่นอน นึกขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่ก้าวเข้ามาที่นี่เธอยังไม่ได้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะมาขออาศัยอยู่ด้วย ก็เลยอาจทำให้เธอเจอกับฝันร้าย นึกได้ดังนั้นหญิงสาวก็เปลี่ยนเป็นท่านั่งพับเพียบเรียบร้อยพร้อมยกมือพนมขึ้นหว่างอก

ทว่ายังไม่ทันเริ่มตั้งนะโมตัสสะ ใบหน้าหล่อๆของเปเป้ก็โผล่พรวดเข้ามาอีกจนเธอตั้งตัวไม่ติด!

อะไรบางอย่างบอกเธอว่า นี่มันไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป...

“คุณตายแล้ว เป็นผีก็อยู่ส่วนผีเถอะนะ อย่ามาหลอกมาหลอนฉันเลย ฉันกลัว คุณอยากได้อะไรก็บอกมาแล้วฉันจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้นะ...”

นภัสพนมมือหลับตาปี๋แต่น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความกลัว เธออยากลุกหนีไปจากที่ตรงนั้น แต่ก็พบว่าไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ รู้สึกเหมือนแขนขาหนักอึ้งราวกับต้องมนตร์สะกด เธอคงโดนผีอำเข้าให้แล้ว

“ไม่ต้องกลัวน่า ผมมาดี”

เขาบอกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เลยทำให้นภัสคลายวิตกจริตไปได้บ้าง หญิงสาวหรี่ตาขึ้นข้างหนึ่งก็พบว่าเขานั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้างๆเธอนี่เอง เธอได้ยินเสียงเขาหัวเราะออกมาเบาๆอย่างนึกขันด้วย

“ท่าทางคุณจะเป็นเอามาก ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกน่า”

หญิงสาวยิ่งรัวบทสวดอิติปิโสดังลั่น

“แต่ฉันกลัว” เธอยอมรับอย่างหมดรูป “คุณตายแล้วทำไมไม่ไปอยู่กับพยายม จะไปเกิดบนสวรรค์ หรือใช้กรรมในนรกขุมไหนก็ไปสิ มาหาฉันทำไม”

“ผมแค่อยากคุยกับใครสักคน จะว่าไป ผมก็มีเรื่องให้คุณช่วย”

“จะช่วยได้ไงล่ะ คุณตายแล้วนี่ ไปข้างหน้าก่อนเถอะ ฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอก”

“คุณตั้งสติหน่อยสิ”

เขาทำเสียงดุ แต่ก็ทำให้นภัสหยุดสติแตกไปได้ชั่วครู่ เธอหายใจเข้าปอดลึกๆ ถอยห่างออกจากเขามาอีกฟุต เอาเถอะ...ถ้าธุระของเขาไม่เหลือบ่ากว่าแรง ช่วยได้ก็จะช่วย เขาจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที

“คุณใช่คนที่พวกเค้าทำพิธีเรียกวิญญาณเมื่อตอนบ่ายนี้หรือเปล่า ทำไมไม่ไปหาพวกเค้า มาหาฉันทำไม คุณมาผิดที่แล้ว”

“เปล่า” เขาส่ายหน้าปฏิเสธ นั่นยิ่งทำให้นภัสงงหนักขึ้นไปอีก “คนที่พวกเค้าเรียกวิญญาณน่ะ เค้าไปแล้ว ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว”

“ไปไหน ไปเกิดแล้วเหรอ หรือว่าตกนรก”

“ผมบอกไม่ได้...มันเป็นความลับของสวรรค์” เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอถามต่อ “ตอนนี้ผมอยู่ตรงนั้นแทนเค้าจนกว่าจะมีคนมาใหม่ มันเป็นกฎของตัวตายตัวแทน”

“แล้วคุณเห็นฉัน...ได้ยังไง” นภัสถามด้วยเสียงที่ยังไม่หายสั่น

“ผมต่างหากที่ต้องสงสัย ว่าคุณเห็นผมได้ยังไง”

“ฉันไม่รู้....”

พูดได้แค่นั้นก็ทำท่าจะร้องไห้ขึ้นมาอีก ผีหนุ่มเปเป้ยื่นมือมาจับท่อนแขนเธอไว้อย่างปลอบโยน แม้จะวืดหวิวราวอากาศ แต่แปลกที่นภัสกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนั้น

“คุณไม่ต้องกลัวนะ ผมจะไม่ทำร้ายคุณ ผมแค่มีเรื่องอยากให้คุณช่วย”

“ทำไมต้องเป็นฉัน เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำไมคุณไม่ไปบอกพ่อแม่พี่น้องคุณ”

“ผมสื่อกับพวกเค้าไม่ได้นี่” เขาทำหน้าเศร้า

“คุณก็ไปเข้าฝันเข้าอะไรก็ได้นี่นา คุณเป็นผีมีอิทธิฤทธิ์ทำได้สารพัด”

“ก็บอกแล้วว่าผมสื่ออะไรกับพวกเค้าไม่ได้เลย...อาจต้องอาศัยคุณช่วย”

“ฉันไม่รับปากหรอกนะ เอาเป็นว่าถ้าไม่หนักหนาจนเกินไปนัก ช่วยได้ฉันก็จะช่วย คุณบอกมาสิว่าเรื่องอะไร”

“นั่นไง...คุณเป็นคนดีจริงๆด้วย ผมดีใจนะที่เราได้รู้จักกัน”

“แล้วคิดจะถามฉันสักคำมั้ย...ว่าฉันอยากรู้จักคุณหรือเปล่า”

คราวนี้ผีเปเป้หัวเราะร่วน เสียงหัวเราะของเขาทำให้นภัสรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอีกนิด ที่อย่างน้อยเขาก็ดูเป็นผีใจดี อารมณ์ดีอยู่หรอก ไม่ใช่ผีเปรตดุร้ายอย่างที่เคยอ่านเจอในนิยายผีเล่มละห้าบาทเมื่อตอนเด็กๆ แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลามาชื่นชมใครทั้งสิ้น

“สักวันหนึ่ง เราอาจจะเจอคำตอบว่าอะไรที่ทำให้เราสื่อถึงกันได้ แต่ตอนนี้ก็ช่างมันเถอะ”

“ช่างมันได้ไง คุณรีบบอกธุระของคุณมาเถอะ ถ้าช่วยได้ฉันจะได้รีบช่วย คุณจะได้ไปๆ เอ้อ!...ไปผุดไปเกิดเสียที”

“แล้วผมจะบอกคุณทีหลัง แต่ตอนนี้ผมต้องไปก่อนล่ะ มาได้แป๊บเดียว เดี๋ยววันหลังเขาไม่ให้มาอีก”

ยังไม่ทันจะทักท้วง หรือแม้แต่ถามว่า “เขา” ที่ผีเปเป้พูดถึงนั่นหมายถึงใคร ร่างกำยำของผีหนุ่มก็เลือนวับหายไปต่อหน้า แม้จะรับรู้ถึงสถานะที่แท้จริงของเขาแล้ว แต่สามัญชนคนธรรมดาอย่างนภัสก็อดที่จะใจหาย อกสั่นขวัญแขวนไปเสียไม่ได้อยู่ดี...
เรื่องนี้มันอัศจรรย์พันลึกสำหรับเธอเกินไปแล้ว...




นัดดา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 พ.ค. 2556, 13:00:42 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 พ.ค. 2556, 13:00:42 น.

จำนวนการเข้าชม : 724





<< บทนำ : ธรณี “หนี้” นี้ ใครครอง   
แพรพริมา 29 พ.ค. 2556, 11:30:36 น.
สนุกดีค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account