รำพันเสน่หา
เมื่อดวงใจพร่ำรำพัน ถึงคืนวันที่เคยชิดใกล้
แม้อยู่เหนือสุดแคว้นแดนไกล จะตามไปทวงรักกลับคืนรัง

Tags: รักโรแมนติก

ตอน: ตอนที่ 6 หอมกลิ่นไม้หอม

บทที่ 6 หอมกลิ่นไม้หอม


“ต้องขอบคุณคุณราเชนมากเลยนะคะที่อุตส่าห์มารับ รบกวนแย่เลย”

สุ้มเสียงที่บอกถึงความเกรงใจของคุณวิกานต์ดาเอ่ยขึ้นเมื่อเข้ามานั่งอยู่ในรถของราเชนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อเตรียมจะกลับบ้าน โดยคุณวิกานต์ดานั้นนั่งอยู่ที่ตอนหลังของรถเพียงลำพัง ส่วนสราวลีที่อุ้มหมูหวานอยู่ก็ถูกเจ้าของรถชวนกึ่งบังคับให้ไปนั่งที่ตอนหน้าด้านข้างคนขับเป็นเพื่อนเขา

“รบกวนยังไงคะแม่ หนูไม่ได้เป็นคนไปขอร้องเขาสักหน่อยนะคะ”

สราวลีขัดขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้เพราะดูเหมือนว่ามารดาจะเริ่มนิยมชมชอบในตัวเขาขึ้นมาเพียงแค่เขาขับรถมารับเท่านั้น ซึ่งเธอนั้นออกจะขัดหู ขัดตา และขัดใจอยู่ไม่น้อยเลยเพราะรู้อยู่เต็มอกว่าคนเยี่ยงราเชนไม่สมควรที่จะได้รับเกียรตินั้น

“ใช่ครับ อย่างที่ไม้หอมว่า ผมอาสามาเองแหละครับคุณแม่” ราเชนทราบดีว่าหญิงสาวไม่ใคร่จะพอใจในตัวเขาสักเท่าใดนักจึงเออออไปกับเธอด้วยเพราะมันก็เป็นจริงดังคำเธอว่า เขาอาสามาเองหรือจะเรียกแบบภาษาชาวบ้านก็คือ ‘สาระแน’

“แม่ฉันไม่เคยมีลูกชายค่ะ”

คุณวิกานต์ดาอมยิ้มกับคำตอบโต้ของบุตรสาวบุญธรรม นางไม่ได้เอ่ยอะไรออกมานอกจากลอบสังเกตพฤติกรรมของลูกสาวที่ดูจะตั้งแง่กับชายหนุ่มผู้นี้เสียเหลือเกิน

“แต่มีลูกเขยได้ใช่ไหม ใช่ไหมครับคุณแม่” ราเชนหันมาถามคุณวิกานต์ดาในประโยคท้ายเป็นการเย้าสราวลี พอเหลือบสายตากลับมามองเธอแล้วพบว่าดวงตาคู่สวยที่บันนี้ดุวับจับจ้องมาที่เขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออยู่ก่อนแล้วก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นมองตอบคล้ายกับจะล้อเลียน

สราวลีถอนหายใจแรงๆ ออกจะคับแค้นใจหากตอบโต้อะไรเขาไม่ได้เลย เธอทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรงเพื่อระงับอารมณ์ที่เริ่มจะคุกรุ่น

“เอาล่ะๆ แม่ว่ากลับบ้านกันเถอะนะ ดูสินั่น...หมูหวานคงจะคิดถึงบ้านแย่แล้ว” คุณวิกานต์ดาเห็นท่าไม่ดีจึงเอ่ยตัดบทขึ้นเสียก่อนที่บรรยากาศจะอึมครึมไปมากกว่านี้

ราเชนยักคิ้วให้สราวลีทีหนึ่งอย่างเป็นต่อ ก่อนจะหันไปสตาร์ทรถ ปากเขาก็ยังชวนมารดาของหญิงสาวคุยขณะที่รถเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่อย่างช้าๆ

“กระดูกร้าวอย่างนี้คงอีกหลายอาทิตย์เลยนะครับกว่าคุณแม่จะหายเป็นปกติ”

“ก็คงอย่างนั้นแหละค่ะ นี่ก็ยังห่วงอยู่ว่าใครจะเลี้ยงหมูหวาน”

“อ้าว...แม่เขาไม่ได้เลี้ยงเหรอครับ”

“คะ?” คุณวิกานต์ดาออกจะงุนงงกับคำถามของราเชนไม่น้อย ก่อนที่เธอจะถึงบางอ้อเมื่อเขาเอ่ยต่อในประโยคถัดมา

“ผมก็นึกว่าหลักๆ คุณรดาเธอเลี้ยงลูกเองเสียอีก เด็กตัวเล็กๆ อย่างนี้น่าจะได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่มากที่สุดนะครับ”

คุณวิกานต์ดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยยามเหลือบสายตาไปมองเสี้ยวหน้าของบุตรสาวที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ได้หันกลับมามองตอบ นางได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้หากไม่ได้เอ่ยถามเดี๋ยวนั้น คิดว่าเอาไว้กลับถึงบ้านแล้วถามไถ่จากสราวลีตอนอยู่ด้วยกันตามลำพังคงจะสะดวกกว่ากระมัง

แล้วความเงียบก็เริ่มเข้าปกคลุมเมื่อไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีกเลยขณะอยู่บนรถ จนเมื่อมาถึงบ้านและสราวลีก็ทำท่าว่าจะไล่ราเชนกลับไปอีก ทำให้คุณวิกานต์ดาต้องเอ่ยปราม

“คุณราเชนเขามีน้ำใจช่วยขับรถไปรับไปส่งให้ เราก็ควรจะตอบแทนเขาด้วยการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีสิถึงจะถูกไม้หอม”

“แต่แม่ก็เจ็บอยู่ หนูก็ยังต้องเลี้ยงยัยหนู แล้วใครจะว่างมาต้อนรับเขาล่ะคะแม่” สราวลีเอ่ยเสียงอ่อย ใช่ว่าเธอจะไร้น้ำใจกระไรนัก เพียงแต่ไม่อยากให้เขาเข้ามาวุ่นวายอีกแล้วก็เท่านั้น

“ไม่เป็นไรครับ ผมดูแลตัวเองได้” ราเชนแทรกขึ้นอย่างหน้าตาย ไม่ไยดีต่อสายตาขับไล่ของสราวลีที่ส่งมายังเขาเลยแม้แต่น้อย

...แน่ล่ะ ขืนเขาใส่ใจก็คงต้องแห้วกลับไปก็เท่านั้น

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญข้างในบ้านเลยค่ะ”

“ผมช่วยพยุงครับ”

สราวลีมองภาพที่เขาปรี่เข้าไปพยุงมารดาตนเข้าบ้านแล้วก็ได้แต่ทำปากขมุบขมิบไม่พอใจ แต่จะให้ทำอย่างไรได้เพราะหน้าที่นั้นซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ของเธอเธอก็ทำไม่ได้เสียแล้วเพราะติดต้องอุ้มลูกนั่นเอง




คุณวิกานต์ดายังไม่แข็งแรงดีนักจึงเดินเหินไม่ค่อยสะดวก ขึ้นบันไดคนเดียวก็แข้งขาสั่นไปหมดเพราะยังเจ็บร้าวที่สะโพกไม่หาย ราเชนเห็นแบบนั้นก็เลยช่วยพยุงนางขึ้นไปส่งจนถึงห้องนอน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่เล็กกะทัดรัดนั้นแล้วย้อนคิดไปถึงคนที่อยู่ด้านล่างว่าสภาพห้องของเธอก็คงจะไม่ต่างไปจากนี้สักเท่าใดนัก และเขาอยากมีโอกาสที่จะได้เห็นมันสักครั้ง

ราเชนอยากรู้ว่าเธอกินอย่างไร และอยู่อย่างไร หลับสบายดีหรือไม่ และที่สำคัญก็คือเธอเคยหวนคิดถึงเขาบ้างไหม หรือว่าลืมเลือนมันไปจนหมดสิ้นแล้วจึงได้มีท่าทีราวกับว่าไม่เคยพบไม่เคยเห็นกันมาก่อนกระนั้น

“ถ้าคุณแม่อยากได้คนช่วยเลี้ยงหลานบอกผมได้นะครับ ผมยินดีจะหาคนมาช่วย” ราเชนเสนอขึ้นอย่างพอจะจำได้ว่าตอนอยู่บนรถคุณวิกานต์ดาพูดว่าเป็นห่วงกลัวไม่มีคนเลี้ยงหมูหวาน

“แม่คงไม่รบกวนคุณหรอกค่ะ แค่นี้ก็เกรงใจเหลือเกินแล้ว” คุณวิกานต์ดาส่งยิ้มอ่อนให้

“ไม่ต้องเกรงใจผมหรอกครับ ผมเต็มใจ กลัวแต่ว่าลูกสาวคนโตของคุณแม่สิครับจะไม่ยินยอม” ราเชนอดพาดพิงไปถึงบุตรสาวของคุณวิกานต์ดาไม่ได้

“คุณจริงจังกับลูกสาวแม่หรือเปล่าคะ” คุณวิกานต์ดาไม่อ้อมค้อม ถามออกไปในสิ่งที่ต้องการจะรู้ แล้วคำตอบที่ได้ก็ทำให้นางต้องอมยิ้ม

“ครับ” ราเชนตอบแต่เพียงสั้นๆ หากแต่น้ำเสียงและแววตาของเขานั้นมั่นคงนัก

“ทราบว่าคุณจริงจังกับไม้หอมอย่างนี้แม่ก็หมดห่วง แต่ยังไงก็ยังอยากจะให้ดูกันไปนานๆ นะคะ แม่กลัวว่าวันหนึ่งคุณอาจจะเปลี่ยนใจ บอกตามตรงว่าแม่เป็นห่วงลูกสาว กลัวว่าเขาจะต้องเจ็บ”

คุณวิกานต์ดายังคงเป็นกังวลอยู่มากกับสิ่งที่ราเชนยังไม่รับรู้ หากแต่จะพูดออกไปตอนนี้ก็คงจะไม่ดีนักเพราะนางยังไม่ได้คุยกับบุตรสาว คิดว่าสราวลีคงมีเหตุผลที่ต้องโกหกว่าหมูหวานไม่ใช่ลูก แต่เท่าที่นางดูแล้วเรื่องคงไม่ได้เกิดจากสราวลีเป็นแน่เพราะดูเหมือนลูกสาวคนโตของนางก็ไม่ใคร่จะนิยมชมชอบในตัวราเชนสักเท่าใดนัก หากจะหาคนต้นเรื่องก็คงจะไม่พ้นลูกสาวคนเล็กของนาง ที่ลภัสรดาอยากจะเห็นพี่สาวตัวเองมีคู่เสียจนออกนอกหน้าขนาดนั้น

“ถ้าเขาจะเจ็บก็ไม่ใช่เพราะผมเปลี่ยนใจแน่นอนครับ” ราเชนบอกอย่างให้คำมั่น เขาไม่ต้องสัญญาแต่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่มีทางเปลี่ยนใจไปจากสราวลีได้ เพราะหากเขาทำได้ ณ เวลานี้เขาคงไม่มาอยู่ที่นี่

“คุณคงต้องพยายามหน่อยนะคะ ลูกสาวแม่ใจแข็ง”

“ผมทราบครับ”

ราเชนทราบดีกว่าใครในข้อนี้ และนอกจากสราวลีจะใจแข็งแล้วยังใจดำอีกด้วย ลืมเขาซึ่งเป็นผู้ชายคนแรกของเธอได้ลงคอ ในขณะที่เขานั้นยังระลึกถึงเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“งั้นเรื่องที่จะส่งคนมาช่วยเลี้ยงหมูหวาน แม่ว่าคุณไปคุยกับไม้หอมเขาเองดีกว่านะคะ เพราะถ้าแม่ตอบตกลงแต่เขาไม่ยอม แม่ก็คงทำอะไรไม่ได้”

“ผมแค่อยากจะช่วยน่ะครับ เพราะถ้าอยู่กันแค่นี้ก็คงจะลำบาก”

“ลำบากแน่ค่ะ เพราะปกติแม่จะเป็นคนเลี้ยงเจ้าหมูหวานเอง ส่วนไม้หอมกับรดาเขาก็ต้องทำงาน จะมีเวลากลับมาดูแลก็แค่ช่วงตอนเย็นหลังเลิกงานเท่านั้น”

“ผมมีแม่นมที่บ้านอยู่คนหนึ่งครับ เขาเลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กๆ ผมเองก็นับถือเสมือนญาติคนหนึ่ง รับรองว่าไว้ใจได้ครับ ดีกว่าต้องไปจ้างใครก็ไม่รู้มาช่วยเลี้ยง บางทีเขาอาจจะเลี้ยงเด็กไม่เป็นเลยก็ได้”

ราเชนพยายามหว่านล้อมด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะคิดว่าหากเขาสามารถเข้ามาแทรกแซงภายในครัวครอบนี้ได้ สราวลีก็คงจะหนีเขาไปไหนไม่พ้น

“แม่สนใจนะคะ และก็ขอบคุณในความหวังดีของคุณ แต่ยังไงแม่ก็ยังยืนยันว่าคุณต้องไปตกลงกับไม้หอมก่อนค่ะ” คุณวิกานต์ดาไม่กล้าตอบตกลงโดยพละการ เพราะกลัวว่าจะผิดใจกับลูกสาวนั่นเอง




สราวลีใช้โอกาสที่ราเชนถือวิสาสะพามารดาของเธอขึ้นไปส่งถึงห้องพักชั้นบนนั้นให้นมลูก และกว่าเขาจะกลับลงมาอีกครั้งหมูหวานก็หลับพับคาอกเธอไปแล้ว

ร่างเล็กๆ ของลูกสาวตัวน้อยถูกวางลงบนเตียงคอกอย่างทะนุถนอม สราวลีคลี่ผ้าห่มผืนนุ่มคลุมร่างเล็กเอาไว้แล้วเหน็บชายให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกมายังห้องรับแขกที่เชื่อมต่อกัน พบว่าราเชนนั่งรออยู่ก่อนแล้วก็ลอบถอนหายใจด้วยความหนักอก เพราะดูท่าว่าเขาจะไม่กลับในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

หญิงสาวเดินเลยเข้าไปในห้องครัว หยิบน้ำออกมารินใส่แก้วให้เขาสักหน่อย เพราะแม้ปากจะพูดว่าไม่มีเวลาต้อนรับขับสู้ แต่เมื่อคิดดูแล้วก็คงจะเป็นการไร้น้ำใจอย่างที่มารดาพูด หากว่าเธอจะไม่ให้เขากินน้ำแม้เพียงสักแก้วทั้งที่เขาเองก็เพิ่งจะช่วยเหลือเธอกับมารดามาหยกๆ แม้ว่าจะไม่มีใครร้องขอก็ตามที

“น้ำค่ะ” เธอวางมันลงบนโต๊ะเล็กๆ เบื้องหน้าเขา

“นึกว่าจะไม่ได้กินเสียแล้ว” เขาอดที่จะเอ่ยเย้าออกไปไม่ได้

“ก็ไหนคุณบอกว่าดูแลตัวเองได้ไงคะ น้ำแค่นี้ถ้าฉันไม่ไปเอามาให้ คุณก็คงลุกไปเอาเองได้กระมัง”

“แล้วไปเอามาให้ทำไม” ราเชนย้อนถามเสียงเรียบ หากแต่แววตาสีน้ำตาลยามเมื่อทอดมองสราวลีนั้นพราวระยับเสียจนคนถูกมองต้องเมินหลบทีเดียว

“เดี๋ยวคุณหาว่าฉันไร้น้ำใจ” เธอบอกพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นนิดๆ

“อืม...น้ำใจมันอร่อยอย่างนี้นี่เอง” เขากล่าวขึ้นราวกับจะล้อเลียนเมื่อยกแก้วน้ำเย็นที่เธอเพิ่งน้ำมาวางไว้ให้ขึ้นดื่ม

“คุณคุยอะไรกับแม่ฉันบ้างคะ”

“ทำไมคิดว่าผมจะต้องคุยอะไรกับแม่คุณ”

“เดาค่ะ เห็นคุณหายขึ้นไปนาน”

“เก่ง...ผมก็คุยจริงๆ นั่นแหละ”

“คุยอะไรคะ” สราวลีถามขึ้นทันควัน กลัวเหลือเกินว่ามารดาจะบอกความจริงแก่เขาว่าคนที่เป็นแม่หมูหวานนั้นคือเธอหาใช่ลภัสรดาตามที่เขาเข้าใจไม่

“คุยเรื่องคนที่จะมาช่วยเลี้ยงเด็กในช่วงที่แม่คุณยังไม่หายดี ผมกะว่าจะให้คนของผมมาช่วยเลี้ยง”

“แล้วแม่ฉันว่ายังไงคะ” สราวลียังใจเย็นไม่แสดงท่าทีอะไรออกมามากนัก แม้จะไม่พอใจในความเจ้ากี้เจ้าการของเขา แต่ก็ยังโล่งใจไปได้บ้างว่าอย่างน้อยมารดาก็ยังไม่ได้บอกอะไรแก่เขา

“ท่านบอกให้ผมมาถามคุณ”

“คุณไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกค่ะ มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของเรา คนนอกไม่เกี่ยว” สราวลีกันเขาออกไปดื้อๆ

“แต่จากที่ผมคุยกับแม่คุณ ท่านบอกผมว่าปกติท่านเป็นคนเลี้ยงเด็กเอง คุณรดาทำงาน ตัวคุณเองก็ต้องทำงาน แล้วนี่แม่คุณแขนเจ็บอย่างนี้แล้วใครจะเลี้ยง หรือจะปล่อยให้เด็กมันโตเอง” ราเชนพูดติดจะประชดอยู่ในทีเมื่อหญิงสาวเอาแต่ปฏิเสธท่าเดียวโดยที่เขายังไม่ทันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ

“เดี๋ยวฉันจ้างคนมาช่วยเลี้ยงก็ได้ค่ะ พี่เลี้ยงเด็กคงจะหาไม่ยากนักหรอก”

“หาไม่ยากน่ะใช่ แต่จะหาดีๆ น่ะได้เหรอ คุณไม่เคยดูข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์บ้างหรือไง เด็กที่อยู่ในข่าวก็ถูกทารุณจากพี่เลี้ยงเด็กที่คุณว่าทั้งนั้น”

“ก็ใช่ว่าทุกคนจะทารุณเด็กนี่คะ” สราวลีแย้งเขาออกไปทั้งที่ใจเริ่มฝ่อ แล้วพอนึกภาพข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งเคยผ่านตามาบ้างก็ต้องขนลุกเกรียว หัวใจคนเป็นแม่ปวดหนึบเพียงแค่คิดว่าจะมีใครมาทำอันตรายลูกน้อย

“แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าคนที่คุณจ้างมาเขาไม่ได้อยู่ในข่ายนั้น”

“ฉัน...” สราวลีอึกอัก หัวใจเริ่มบีบรัดรุนแรง คิดวุ่นวายสารพัดกับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น และเธอจะไม่มีวันให้มันเกิด

ราเชนเห็นสีหน้าวิตกกังวลของหญิงสาวก็พอจะรู้ว่าเธอเริ่มจะคล้อยตามเขาบ้างแล้วจึงใส่ไฟเข้าไปอีก

“เด็กตัวเล็กๆ อย่างนี้ช่วยตัวเองไม่ได้หรอกนะคุณ ใครทำอะไรเด็กมันก็ไม่รู้เรื่อง มันจะไปฟ้องอะไรใครก็ไม่ได้ และกว่าที่พ่อแม่จะรู้ตัวนะ ลูกก็ไม่มีลมหายใจอยู่แล้ว”

“พอทีเถอะ! คุณจะขู่ฉันไปถึงไหนคะ” สราวลีไม่อาจทนฟังได้ไหวจึงโพล่งขึ้น เขาไม่รู้หรอกว่าคำพูดทำนองนี้มันทำร้ายหัวใจและความรู้สึกอันละเอียดอ่อนของคนเป็นแม่เช่นเธอแค่ไหน

“ผมขู่ที่ไหนล่ะคุณ พูดเรื่องจริงทั้งนั้น อย่ามาโลกสวยหน่อยเลย สังคมทุกวันนี้มันก็ป่นปี้อย่างนี้แหละ” เขาพูดกับเธอราวกับเป็นคนที่เข้าใจโลกนักหนา จนหญิงสาวอดไม่ได้ต้องตอกกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบติดจะเยาะหยัน

“ฮึ! งั้นคุณก็คงเป็นคนดีมากเลยสินะคะ”

“ผมอาจจะไม่ใช่คนดี แต่ผมจะไม่เป็นคนเลวถ้าคุณไม่ชอบ” เขาจ้องตาเธอนิ่ง หวังจะได้เห็นอะไรในแววตาสีนิลคู่นั้นบ้าง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

“ฉันไม่ชอบทั้งนั้นล่ะค่ะ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแบบไหนฉันก็ไม่ชอบทั้งนั้น” หญิงสาวบอกเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงไว้ด้วยความเจ็บแค้นที่ซ่อนลึกเอาไว้ในหัวใจ

“เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่บอกให้รู้ ก็ดีผมจะได้รู้เอาไว้ว่าคุณน่ะไม่ชอบผม แต่ถึงคุณจะไม่ชอบผม ผมก็ไม่ไปไหนหรอก เพราะผมถือคติที่ว่าด้านได้อายอดน่ะ” ราเชนบอกหน้าตาย เขาทำราวกับไม่รู้สึกใดๆ ต่อคำกล่าวของสราวลี หากแต่ข้างในไม่มีใครรู้เลยว่าก้อนเนื้อที่อกเบื้องซ้ายของเขาจะเต้นแผ่วลงด้วยอาการอ่อนล้าคล้ายคนไร้เรี่ยวแรงปานใด

“ฉันขอแช่งให้คุณอดไปจนวันตาย”

“แช่งตัวเองทำไม เพราะถ้าผมอดคุณก็อดนะ”

ราเชนยื่นหน้าเข้าไปใกล้หมายจะยั่วเย้า ส่งผลให้ครูสาวต้องหลบวูบ และในจังหวะนั้นเองที่ปลายจมูกของเขาสัมผัสเข้ากับแก้มนวลเนียนหอมกรุ่นของเธอเข้าอย่างจัง และมันทำให้ราเชนอดไม่ได้ต้องสูดเอากลิ่นหอมอวลติดจมูกนั้นเข้าไปในปอดลึกอย่างโหยหา

กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนดอกไม้เช่นที่เคยได้กลิ่นมาจากตัวเธอในคืนนั้นยังคงเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่เขาได้จากเธอในวันนี้

“คุณนี่หอมสมชื่อจริงๆ” เขาพึมพำขึ้นใกล้ๆ ที่ใบหูเล็กขาวสะอาด

“หยาบคาย”

สราวลีผลักอกเขาแรงๆ อยู่หลายทีแต่เขาก็ยังไม่ขยับ จนเธอต้องลุกพรวดออกมาจากตรงนั้นแล้วเดินหนีเข้ามาในห้องเลี้ยงเด็กที่ลูกสาวกำลังนอนหลับสบายอยู่ อกใจเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันสั่นไหวเสียจนเธอกลัวว่าจะกระดอนออกมานอกอก แต่เมื่อมองเห็นหน้าลูกแล้วก็พลันนึกรังเกียจเขาขึ้นมา

เขาคือความอัปยศในชีวิตที่สร้างตราบาปเอาไว้ให้ ถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีวันลืม หญิงสาวยกฝ่ามือขึ้นถูแก้มตัวเองแรงๆ ตรงบริเวณที่ถูกเขาสัมผัส น้ำตาก็พาลจะไหลเมื่อคิดว่าเธอช่างอ่อนแอนัก ทำไมถึงยังปล่อยให้เขาเข้ามานั่งอยู่ในบ้านได้ ทั้งที่เขาทำร้ายเธอมากมายขนาดนั้น

“ตกลงนะไม้หอม ให้ผมพาคนมาช่วยเลี้ยงหลานนะ”

ราเชนตามเข้ามาในห้องนั้นด้วย และด้วยทิฐิสราวลีจึงหันกลับไปตอบเขาอย่างไม่ลังเล

“ไม่!”

“ไม่สงสารหลาน?” เขาเลิกคิ้วขึ้นมองเธอเป็นเชิงถาม

สราวลีเม้มริมฝีปากแน่น ยังไม่ทันได้ตอบอะไรเสียงรถแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน สราวลีเดินผ่านราเชนออกไปด้านนอก ยืนมองอยู่ที่หน้าต่างก็เห็นว่าเป็นรถของลภัสรดาและเธอไม่จำเป็นต้องไปเปิดประตูรั้วให้เพราะน้องสาวมีกุญแจ และบัดนี้รถก็ถูกเคลื่อนเข้ามาจอดที่โรงจอดรถเป็นที่เรียบร้อย โดยมีรถอีกคันหนึ่งขับตามเข้ามาติดๆ

คุณครูสาวขมวดคิ้วมุ่นไม่คิดว่าน้องสาวจะพาแขกมาด้วย และเมื่อเห็นคนที่ก้าวลงจากรถคันหลังได้อย่างถนัดตาสราวลีก็ต้องเบิกตาโพลง

“พี่นัย...”

ราเชนเดินตามออกมาทันได้ยินหญิงสาวอุทานเรียกชื่อผู้มาใหม่ เห็นประกายตาพราวระยับด้วยความตื่นเต้นปนประหลาดใจของเธอแล้วก็อดจะบิดปากอย่างหมิ่นๆ ด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้

สราวลีเดินออกไปต้อนรับ ในขณะที่ราเชนเพียงยืนกอดอกอยู่กับที่ หากก็ลอบมองไม่ให้คลาดสายตา

“พี่นัยมาได้ยังไงคะ?”

“เรื่องมันยาวน่ะ เดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง แต่ว่าตอนนี้ขอเข้าไปในบ้านก่อนได้ไหมครับ หิวน้ำมากๆ”

ถิรนัยเอ่ยกับคนที่เขาไม่ได้พบหน้ามาแรมปีด้วยนัยน์ตาสุกใส เขาลอบมองใบหน้าของเธอทุกส่วนแล้วพบว่าสราวลียังคงงดงามไม่เปลี่ยนแปลง ขนาดว่าเธอมีลูกแล้วแต่ก็ยังดูไม่ต่างกับในอดีตสักเท่าใดนัก มิหนำซ้ำยังดูสวยขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียอีก

“ได้ค่ะ เชิญพี่นัยเลยค่ะ” สราวลีรีบเชื้อเชิญโดยไม่ทันได้เห็นแววตากร้าวของคนที่มองมาจากในบ้านสักนิดเดียวว่าจะไม่พอใจสักแค่ไหน เนื่องจากเธอปฏิบัติต่อเขาต่างจากที่ทำกับถิรนัยลิบลับ

“เมื่อกี้เห็นรถคุณราเชนจอดอยู่ที่หน้าบ้านด้วย เขามาเหรอ” ลภัสรดาเข้าไปกระแซะถามให้ได้ยินกันเพียงสองคน

“ฮื่อ...เขาพาไปรับแม่ที่โรงพยาบาล” สราวลีตอบแบบไม่เต็มเสียงนัก ไม่อยากจะสรรเสริญถึงความดีอันน้อยนิดของเขาสักเท่าไหร่ เพราะมันเทียบไม่ติดเลยกับความเลวที่เขาได้ก่อไว้กับเธอ

“แหม...พี่เรานี่เสน่ห์แรงจริงๆ” ลภัสรดาลอยหน้าลอยตาล้อเลียน พอเห็นพี่สาวตาเขียวปัดก็รีบวิ่งแซงหน้าถิรนัยเข้าบ้านไปทันที

“มีอะไรหรือเปล่า?” ถิรนัยหันกลับมาถามด้วยรอยยิ้ม

“เปล่าค่ะ” สราวลีส่ายหน้าให้เขาอย่างเก้อๆ สายตาเหลือบไปเห็นคนที่ยืนกอดอกมองมาจากหน้าต่างภายในบ้านแล้วก็ต้องกลัดกลุ้มขึ้นมาทันใด อดเป็นกังวลไม่ได้ว่าหากเขายังคงเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของเธอไม่จบไม่สิ้นอยู่อย่างนี้คงอีกไม่นานเป็นแน่ที่เขาจะได้รู้ความจริงว่าหมูหวานคือลูกของเธอ

ถ้าหมูหวานเป็นลูกของเธอคนเดียวคงจะไม่เป็นไร แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าหมูหวานก็เป็นลูกของเขาด้วยนี่สิ ที่ทำให้เธอกลัวนักกลัวหนา กลัวว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ซึ่งเธอยังไม่พร้อมที่จะยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะทางใดก็ตาม




“ไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร?”

ราเชนเอ่ยถามลภัสรดาด้วยน้ำเสียงติดจะไม่พอใจอยู่ในทีขณะทอดสายตาออกไปยังสวนด้านนอกที่สราวลีกำลังนั่งคุยอยู่กับผู้ชายหน้าไหนก็ไม่ทราบซึ่งเธอคงไม่คิดจะแนะนำให้เขารู้จักเลยกระมัง เพราะเมื่อได้ขนมกับน้ำคนละแก้วแล้วก็พากันเดินออกไปนั่งคุยกันเพียงลำพังอยู่ด้านนอก ทำราวกับว่ามีความลับอะไรกันหนักหนาที่คนอื่นจะได้ยินด้วยไม่ได้ถึงต้องหลบไปคุยกันสองคนอย่างนั้น

“อ๋อ เขาเป็นรุ่นพี่ไม้หอมน่ะค่ะ” ลภัสรดามองตามสายตาของราเชนแล้วก็ยิ้มขัน รับรู้อาการของอีกฝ่ายได้ดีว่าโมโหให้พี่สาวเธอเพียงใด

“แล้วนี่พี่สาวคุณไม่คิดจะแนะนำให้ผมรู้จักมั่งหรือไง เสียมารยาทจริง” ราเชนยังอารมณ์เสียไม่เลิก

“คุณไปทำอะไรให้ไม้หอมไม่พอใจอีกหรือเปล่าละคะ ดูเหมือนหน้าคุณพี่สาวฉันยังไม่อยากจะมองเลย” ลภัสรดาเอ่ยกับเขาเรียบๆ ก่อนจะถอนสายตากลับมามองหลานสาวที่ยังเห็นว่านอนหลับอยู่บนเตียงคอกภายในห้องเลี้ยงเด็ก

“ผมจะไปทำอะไรเขาล่ะ ปกติเขาก็ไม่อยากจะมองหน้าผมอยู่แล้ว” ราเชนหันกลับมาพูดกับรภัลรดาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“นี่ขนาดว่าคุณพาไปรับแม่มาจากโรงพยาบาลเขาก็ยังไม่เห็นความดีของคุณอีกเหรอ” ลภัสรดาก็ชักจะหมั่นไส้กับความใจแข็งจนเกินงามของพี่สาวขึ้นมาตงิดๆ

“งั้นมั้ง” ราเชนบอกส่งๆ

“ถ้างั้นคุณก็ต้องพิสูจน์ตัวเองอีก”

“จะพิสูจน์ยังไงเล่า แค่หวังดีจะพาคนมาช่วยเลี้ยงเจ้าตัวเล็กนั่นเขายังไม่ยอมเลย เจอคุณก็ดีแล้ว คุณจะว่ายังไงถ้าผมจะพาคนมาช่วยเลี้ยงลูกคุณในระหว่างที่แม่คุณป่วยอยู่” ราเชนถือโอกาสถามลภัสรดาเผื่อว่าเธอจะเห็นดีด้วย

“ใครคะ?”

“ยังดีนะที่ถาม เพราะพี่สาวคุณไม่ถามผมสักคำ เอาแต่ปฏิเสธลูกเดียวเลย”

“เขาคงจะเป็นห่วงหมูหวานน่ะค่ะ กลัวว่าคุณจะพาใครก็ไม่รู้มาเลี้ยง แล้วอาจจะเลี้ยงไม่ดี” ลภัสรดากลับเข้าใจในข้อนี้เพราะทราบดีว่าสราวลีเป็นแม่ ก็คงจะห่วงและวิตกกังวลมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว

“ผมรับรองว่าคนที่ผมจะพามาต้องเลี้ยงลูกคุณได้ดีแน่ๆ เพราะเขาคือแม่นมของผมเอง และผมรับรองเลยนะว่าแม่นมผมจะดูแลลูกคุณเป็นอย่างดี”

“อืม...แม่ฉันรู้เรื่องหรือยังคะ” ลภัสรดาก็สนใจข้อเสนอของเขาอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องรอความเห็นจากคนอื่นก่อน เพราะสำหรับทุกคนในบ้านเรื่องของหมูหวานคือเรื่องที่สำคัญที่สุด จะตัดสินใจอะไรลงไปก็ต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

“รู้แล้ว และท่านก็ไม่เห็นจะว่ายังไง บอกแต่ให้ผมมาถามไม้หอมก่อน จริงๆ ผมว่าถามคุณแล้วคุณตอบตกลงก็น่าจะโอเคแล้วนะ คุณเป็นแม่เด็กนี่ ไม้หอมก็แค่ป้า ยังไงความเห็นของคุณก็ต้องสำคัญกว่าจริงไหม”

“เอ่อ...แต่คือบ้านฉันมักจะยกเอาความเห็นของพี่สาวเป็นใหญ่เสมอค่ะ” ลภัสรดาตอบอ้อมแอ้ม โกหกออกไปคำโต

“ทำไม?”

“อ้อ! คงเพราะไม้หอมดูน่าเชื่อถือมากที่สุดมั้งคะ ฉันเองก็ตามใจพี่สาวด้วยสิ ไม้หอมว่ายังไงฉันก็ว่าอย่างนั้น” ลภัสรดาชี้แจงออกไปพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ ส่งให้เขา

“แต่นี่ลูกคุณเองนะ”

“ก็...ตามนั้นแหละค่ะ ถ้าพี่สาวฉันโอเค ฉันก็โอเค”

“ก็แล้วแต่พวกคุณแล้วกัน ผมแค่หวังดีเพราะสงสารที่แม่คุณดูเป็นกังวลกลัวว่าจะไม่มีคนช่วยเลี้ยงหลาน” ราเชนตัดบทเหมือนไม่ไยดีอะไรนัก แต่เมื่อได้ยินประโยคถัดมาของลภัสรดาก็ต้องลอบยิ้มพราย

“ถ้าคุณรับประกันขนาดนี้ว่าแม่นมคุณจะเลี้ยงหมูหวานได้ดี ฉันก็จะช่วยพูดกับไม้หอมให้ค่ะ”

ลภัสรดาคิดว่าคงไม่เสียหายอะไรนักหากจะลองเชื่อใจราเชนดู เพราะเขาก็ดูจริงใจไม่น้อย อีกอย่างพวกเธอก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ต่อให้ไม่ได้คนของราเชนมาช่วยเลี้ยงหมูหวานก็ต้องหาคนอื่นมาเลี้ยงแทนอยู่ดี เพราะมารดาเจ็บแขนอย่างนั้นคงเลี้ยงหลานไม่ไหวเป็นแน่




“น้องไม้หอมสบายดีนะครับ”

ถิรนัยเอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบเมื่อได้มานั่งคุยกันอยู่ในสวนใต้ร่มไม้ใหญ่ สายตาของเขาที่ทอดมองสราวลียังเต็มเปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ไม่เสื่อมคลาย

“สบายดีค่ะ แล้วพี่นัยล่ะคะ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“สักอาทิตย์แล้วล่ะ แล้วพี่ก็คิดว่าจะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่เลย คงไม่กลับไปอังกฤษอีก”

“แล้วพิมพ์ละคะ มาด้วยกันหรือเปล่า” สราวลีถามถึงเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันนานพอๆ กับที่ไม่ได้พบถิรนัยเพราะนับจากที่คนทั้งคู่เข้าพิธีวิวาห์ร่วมกันแล้วก็ย้ายไปอาศัยอยู่ในต่างแดน และไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

“มาก่อนพี่เสียอีกครับ” น้ำเสียงของถิรนัยติดจะหยันนิดๆ เมื่อเอ่ยถึงภรรยา

“ไม่พามาด้วยกันละคะ หอมอยากเจอพิมพ์ คิดถึงน่ะค่ะ”

“แล้วไม่คิดถึงพี่บ้างเลยหรือครับ” ถิรนัยหันมาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง แล้วเขาก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ไม่ว่าจะตอนนี้หรือในอดีต สราวลีก็ยังคงส่งยิ้มอ่อนให้กับเขาที่บอกถึงความระอาปนขบขับมากกว่าจะซาบซึ้งไปกับคำหวานเหล่านั้นของเขา

“พี่นัย...ไม่เอาอย่าพูดอย่างนี้สิคะสงสารพิมพ์”

“พี่กำลังจะหย่ากับพิมพ์”

“มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้นค่ะ ทำไมจู่ๆ ถึงหย่า เพิ่งแต่งงานกันได้ปีเดียวเองไม่ใช่หรือคะ”

สราวลีออกจะตกใจอยู่ไม่น้อยกับเรื่องราวที่เพิ่งจะได้รับรู้ เพราะเธอคิดเสมอว่าเมื่อคนทั้งคู่ย้ายไปอยู่ด้วยกันที่ต่างประเทศแล้วก็คงจะมีความสุข สร้างครอบครัวที่อบอุ่นร่วมกัน เพราะเพื่อนเธอนั้นรักถิรนัยมากทีเดียว รักมากถึงขนาดขอให้เธอเลิกติดต่อกับถิรนัยในตอนนั้น ทั้งที่เธอไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับถิรนัยด้วยซ้ำ แต่เพราะไม่อยากให้เพื่อนต้องลำบากใจเพราะตน สุดท้ายแล้วสราวลีก็เลยไม่ได้พบหรือพูดคุยกับถิรนัยอีกเลยนับจากวันนั้น โดยที่ความสัมพันธ์ของเธอกับเพื่อนก็ค่อยๆ ขาดหายไปด้วยเช่นกัน

“ปีเดียวก็เกินพอแล้ว พี่ไม่ได้รักพิมพ์ และดูเหมือนว่าพิมพ์เองก็ไม่ได้รักพี่ด้วย”

“ไม่จริงหรอกค่ะ พิมพ์เขารักพี่นัยมากนะคะ”

“ฮึ! พี่ก็คิดอย่างนั้นถึงได้แต่งงานกับเขา เพราะคิดว่าความรักที่เขามีต่อพี่จะสามารถเอาชนะใจพี่ได้ แต่สุดท้ายก็เปล่าเลย เพราะยิ่งอยู่ด้วยกันไปก็ยิ่งทำให้พี่รู้ใจตัวเองมากขึ้นว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนใจพี่ไปจาก...ไม้หอมได้”

เมื่อครั้งที่เขายอมตกลงปลงใจแต่งงานกับคนอื่นในครั้งนั้นก็เพียงเพราะต้องการจะรักษาแผลใจจากการถูกปฏิเสธจากสราวลีครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นคงจะเป็นความผิดของเขาเองที่ไม่ได้แต่งงานเพราะความรักตั้งแต่ต้น ชีวิตคู่ของเขามันถึงได้ล้มเหลงอย่างไม่เป็นท่าเช่นนี้

“มันผ่านมานานแล้วนะคะพี่นัย” สราวลีบอกดังจะเตือนสติ เพราะในเวลานี้ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว จะหวนคิดถึงมันไปก็ไม่มีประโยชน์

“พี่รู้...แต่ก็ยังอดเสียดายไม่ได้ ถ้าตอนนั้นไม้หอมตอบตกลง ตอนนี้พี่ก็คงได้เป็นพ่อของลูกไม้หอม”

“พี่นัยก็รู้ว่ายังไงหอมก็ไม่มีทางตอบตกลง” สราวลีบอกออกไปตามตรงเพราะไม่อยากให้ความหวัง และเธอก็ไม่เคยให้ความหวังอะไรเขามาแต่ต้น จึงไม่คิดหวังจะได้เขามาเป็นพ่อของลูกเพื่อรักษาหน้าตัวเองในเวลานั้นทั้งที่เขาก็เต็มใจจะรับเลี้ยงเธอและลูกโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

“รู้สิ พี่รู้ว่าไม้หอมไม่ได้รักพี่ สักนิดก็ไม่รัก” ถิรนัยไม่ได้เจ็บปวดอะไรเพิ่มนัก เพราะเขาเคยเจ็บกับคำปฏิเสธอย่างไร้เยื่อไยของเธอจนแทบไม่มีที่ว่างให้หลงเหลือไว้รับกับความเจ็บปวดได้อีกแล้ว

“โธ่...แล้วจะย้ำให้ตัวเองช้ำใจทำไมละคะ หอมว่าทางที่ดีพี่นัยน่าจะปรับความเข้าใจกับพิมพ์แล้วหันมาคืนดีกันจะดีกว่านะคะ ยังไงก็แต่งงานกันมาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่เสียดายหรือคะถ้าจะต้องละทิ้งมันไปง่ายๆ ในหนึ่งปีที่ผ่านมาถ้าพี่นัยบอกว่าพี่นัยไม่รักพิมพ์ แล้วความผูกพันล่ะค่ะ ไม่มีบ้างเลยหรือ”

“น้องไม้หอมไม่ต้องพยายามหว่านล้อมเลยครับ มันไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว พี่รู้จักพิมพ์ดีพอๆ กับที่รู้ใจตัวเองนั่นแหละ และพี่ก็ไม่ได้เป็นคนขอหย่าพิมพ์ก่อน พิมพ์ต่างหากที่เป็นคนขอหย่าพี่”

“พี่นัยแน่ใจหรือคะว่าพิมพ์เขาไม่ได้รักพี่นัยเลย” สราวลีไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิด เพราะเมื่อก่อนนั้นใครๆ ก็รู้ว่าพิรญาณ์รักถิรนัยมากเพียงใด

“ไม่ครับ ไม่รัก แต่ถ้าหลงก็อาจจะใช่ แต่ตอนนี้คงทั้งไม่รักและไม่หลง ถึงได้รังเกียจพี่ขนาดทนอยู่ด้วยไม่ได้ต้องหนีกลับมาเมืองไทย พี่เลยคิดว่าในเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วต้องทนขนาดนั้นก็อย่าอยู่ด้วยกันดีกว่า ก็เลยจะหย่าให้เขาเสียจะได้จบๆ”

“ทะเลาะกันด้วยใช่ไหมคะเนี่ย”

“ทุกวันเห็นจะได้ครับ”

“เฮ้อ...โลกเรานี่มันไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ เลยนะคะ ตอนแรกจากที่คิดว่าใช่ ไปๆ มาๆ กลับไม่ใช่เสียอย่างนั้น” สราวลีรำพึงรำพันหลังจากที่ถอนหายใจไปเฮือกใหญ่ และรู้สึกว่าวันนี้เธอต้องถอนหายใจบ่อยเหลือเกิน

“แล้วจากที่ไม่ใช่ล่ะครับ จะเปลี่ยนมาเป็นใช่ได้บ้างหรือเปล่า”

“พี่นัย...อีกแล้วนะคะ”

“นิดหน่อยน่ะ...น้องไม้หอมก็ยังไม่มีใครนี่ใช่ไหม พี่ก็อยากจะหวังบ้างอะไรบ้าง”

“นี่ยัยรดาคงเล่าให้ฟังหมดเลยสิคะ”

สราวลีไม่ถือสากับวาจาหวานหยดที่ขยันหยอดใส่ของถิรนัย เพราะเขาก็เพียงแค่พูดแต่ไม่เคยแสดงท่าทีคุกคามให้เธอต้องรู้สึกอึดอัดไม่ว่าจะในอดีตหรือแม้กระทั่งตอนนี้ ผิดกับอีกคนที่ทำให้เธอรู้สึกคล้ายกับจะหายใจไม่ออกทุกครั้งยามเมื่อเขาเข้าใกล้

สายตาของสราวลีเผลอหันกลับไปมองทางตัวบ้านอย่างอดไม่ได้แล้วก็ต้องสะดุ้งเล็กๆ เมื่อพบว่าร่างสูงใหญ่ของราเชนยังคงปักหลักอยู่ที่เดิม และเขาก็กำลังมองมาที่เธอแบบไม่คลาดสายตา

...ดูเอาเถอะ ขนาดว่าในระยะไกลเช่นนี้ เธอยังสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่มันแผ่กระจายออกมาจากตัวเขา หญิงสาวคิดอย่างค่อนขอดในใจว่าคนอะไรก็ไม่ทราบ น่ากลัวยิ่งกว่าภูตผีปีศาจในยามรัตติกาลเสียอีก



..................................................
ทักทายจากตอนที่แล้วค่ะ

คุณlovemuayขา แอบเข้าข้างคุณราเชนอยู่ใช่ไหมละคะ อิอิ

คุณOhLaLaขา ช่วยกันลุ้นต่อไปด้วยนะคะ

คุณnunoiขา อิอิ จะเดาถูกไหมน้า ต้องรอลุ้นต่อไปค้า

คุณsupayalakขา ไม่กระมังคะ คุณราเชนคงมิชอบใช้กำลัง(มั้งคะ)

คุณปารัณขา กลัวจะตื้อจนตัวตายสิคะ 555+++

คุณnakoขา ขอบคุณค้า คุณราเชนต้องดีใจมากแน่ๆ เลย

คุณนักอ่านเหนียวหนึบขา ถ้ารอหมูหวานโตคุณพ่อเชนคงต้องรออีกนานเลยค้า อิอิ

คุณZephyrขา เค้าเป็นคนให้พี่เชนไปบังเองอะค่ะ คริคริ



ญาณนันต์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 17 ต.ค. 2556, 20:17:17 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 17 ต.ค. 2556, 20:17:17 น.

จำนวนการเข้าชม : 1844





<< ตอนที่ 5 สารถีกิตติมศักดิ์   
mhengjhy 17 ต.ค. 2556, 21:27:22 น.
แหม่ รู้ความจริงเมื่อไร


nasa 17 ต.ค. 2556, 22:25:58 น.
ชักหมั่นไส้นางเอก มีแต่คนมารุมรัก ยังไงก็เชียร์ราเชนเพราะดูมีเสน่ห์กว่า


นักอ่านเหนียวหนึบ 17 ต.ค. 2556, 23:03:47 น.
ไม้หอมขาาาาา อย่าใจแข็งนักเลยนะเคอะ
เค้าอยากแอบดูใต้เตียงแว้ววว
5555


heartlogue 17 ต.ค. 2556, 23:11:53 น.
นายนทำไมไม่สงสัยบ้างนะว่าเป็นลูกตัวเอง


ใบบัวน่ารัก 18 ต.ค. 2556, 05:38:14 น.
ถ้ารักจริง ต้องพยายามมากๆๆๆๆๆๆ


OhLaLa 18 ต.ค. 2556, 09:08:12 น.
คุณเชนต้องขยันทำคะแนนหน่อยแล้วล่ะ เริ่มจะมีคู่แข่งมาอีกคน


wind 18 ต.ค. 2556, 16:45:52 น.
คุณเชนนี่ช่างตื้อจริงๆ เมื่อไรจะรู้ว่าเป็นลูกตัวเองน้อ


ButterflyB 18 ต.ค. 2556, 17:37:55 น.
อัพเร็วๆนะคะ รออยู่ค่ะ


ปารัณ 18 ต.ค. 2556, 20:58:16 น.
เย้ๆ มาแว้ววว เข้ามาเช็คทุกวันเลย อิอิ
สู้ต่อไปคุณเชน กริ้วววววววว


Zephyr 20 ต.ค. 2556, 19:36:45 น.
สะดุ้งละสิ ไม้หอม ตาเชนเค้าหวงไง
ถึงจ้องจนตาจะหลุดอยู่แล้วนะ


เรนเดียร์ 21 ต.ค. 2556, 16:58:59 น.
สู้ๆนะคะ


ป้าภา 23 ต.ค. 2556, 09:08:02 น.
คู่แข่งมาแล้ว ตาเชนจะสู้ไหวป่าวนะ


supayalak 27 ต.ค. 2556, 22:37:30 น.
คุณเชนสู้เค้านะค้า เอาชนะใจไม้หอมให้ได้น้าจ้าาาา


opunsant 24 พ.ย. 2556, 05:30:46 น.
ตอนต่อไปเมื่อไรคะ รออยู่ทุกวันเลย คิดถึงมากมายคะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account