รำพันเสน่หา
เมื่อดวงใจพร่ำรำพัน ถึงคืนวันที่เคยชิดใกล้
แม้อยู่เหนือสุดแคว้นแดนไกล จะตามไปทวงรักกลับคืนรัง

Tags: รักโรแมนติก

ตอน: ตอนที่ 5 สารถีกิตติมศักดิ์

หลังจากอัพตอนที่แล้วไปแล้วทราบว่ามีคุณผู้อ่านรออยู่
รู้สึกผิดมากเชียวค่ะที่ทิ้งไปนาน ต้องขอโทษจริงๆ นะคะ
แต่ตอนนี้กลับมาอัพไถ่โทษแล้วน้า แห่ะๆ
ขอบคุณทุกครั้งสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น
หวังว่าจะอยู่ช่วยกันลุ้นไปจนกว่าเรื่องราวจะดำเนินไปจนถึงตอนจบบริบูรณ์นะคะ

**ประกาศรายชื่อคนที่ได้รับหนังสือค่ะ**
1.คุณOnLaLa
2. คุณปารัณ
รบกวนส่งชื่อที่อยู่แปะไว้ที่โปสการ์ดด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ


..........................................

บทที่ 5 สารถีกิตติมศักดิ์


“มัวทำอะไรอยู่ครับคุณครู ผมกดออดจนมือจะหงิกอยู่แล้วครับ ทำไมถึงเพิ่งมาเปิด” เสียงห้าวนั้นทักทายขึ้นทันทีที่เห็นหญิงสาวได้ถนัดตา

ราเชนจ้องมองคนตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ที่เด็กทารกตัวน้อยที่ซุกใบหน้าอยู่กับอกของเธอนั่นด้วย เขาขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะถามถึงคนที่ตนเข้าใจว่าเป็นแม่ของเด็ก

“คุณรดาล่ะ?”

“อ้อ! มาหายัยรดาหรือคะ ไม่อยู่หรอกค่ะ เชิญคุณ...” สราวลีกำลังจะบอกให้เขากลับไปแต่ยังพูดไม่ทันจบเขาก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน

“เปล่า ผมมาหาคุณ”

“แต่ฉันไม่ต้องการพบคุณค่ะ” หญิงสาวบอกชัดเจนทีเดียว เธอยังเจ็บใจที่ถูกเขาหลอกเรื่องรถเสียเมื่อวานไม่หาย วันนี้อย่าหวังเลยว่าจะมาหลอกอะไรเธอได้อีก

“แต่ผมต้องการพบคุณนี่” เขาบอกหน้าตาย

“นี่คุณคะ ฉันขอเตือนนะคะว่าให้คุณเลิกก่อกวนฉันสักที ไม่อย่างนั้นฉันจะโทรแจ้งตำรวจนะคะ” สราวลีโกรธแต่ก็ต้องพยายามใจเย็น ไม่อยากจะเสียงดังให้ลูกต้องตกใจไปด้วย

“อะไรกันคุณ มันจะโหดร้ายเกินไปหรือเปล่า ถึงกับจะโทรแจ้งตำรวจเลยเหรอ จะโทรแจ้งข้อหาอะไรมิทราบ” ราเชนกอดอกมองหญิงสาวผ่านประตูรั้วอย่างไม่เกรงกลัวต่อคำขู่นั้น

“ก็คุณกำลังคุกคามฉันอยู่นี่ไงคะ”

“ถ้าคุณมองว่าการที่ผมอยากพบตัวคุณ อยากเห็นหน้าคุณคือการคุกคามแล้วล่ะก็...ก็ได้ ผมกำลังคุกคามคุณอยู่” เขายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานทีเดียว

สราวลีถึงกับต้องเม้มริมฝีปากแน่น หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เธอสะกดอารมณ์ตัวเองเอาไว้ก่อนจะลองพูดกับเขาดีๆ ก่อนที่จะหมดความอดทน

“วันนี้ฉันไม่ว่างต้องรีบไป ถ้าคุณจะกรุณาเชิญกลับไปก่อนเถอะค่ะ”

“คุณจะไปไหน?” เขาถามขึ้นมาทันควัน

สราวลียิ้มเย็นให้หากไม่ยอมตอบ เธอเลือกที่จะหมุนกายแล้วเดินย้อนกลับเข้าบ้านไปโดยไม่หันมาสนใจเขาอีก

“เดี๋ยวสิไม้หอม บอกผมก่อนสิว่าคุณจะรีบไปไหน”

ราเชนยังตะโกนถามไล่หลัง หากหญิงสาวก็เดินหนีเข้าบ้านไปเสียแล้ว ชายหนุ่มได้แต่หัวเสีย และเกิดความคิดอยากจะลองปีนรั้วบ้านของหญิงสาวดูสักที แต่ความคิดนั้นของเขาก็ต้องมีอันพับเก็บไว้พิจารณาใช้ในคราวหน้า เพราะเมื่ออีกไม่กี่นาทีถัดมาก็เห็นว่าหญิงสาวเดินกลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับกระเป๋าใบโตที่สะพายไหล่ดูพะรุงพะรัง แล้วในอ้อมแขนก็ยังมีคนตัวเล็กซุกซบอยู่ไม่ยอมห่าง

“คุณจะไปไหน?”

ราเชนเดินมาดักหน้าทันทีที่หญิงสาวก้าวพ้นออกจากประตูรั้วสีเขียวซีดนั้น

“ถอยไปนะคะ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันรีบ” เธอบอกเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาสีดำสนิทคู่หวานนั้นดุวับทีเดียว

“รู้แล้วว่ารีบ งั้นก็บอกมาสิว่าจะไปไหน จะได้ไปส่งให้” ราเชนไม่ยอมแพ้เอาเสียงดังเข้าข่ม เขาทำท่าหงุดหงิดใส่เธอกลับไปเสียอีก ทั้งที่คนที่จะแสดงกิริยานั้นน่าจะเป็นสราวลีเสียมากกว่า

“ขอบคุณค่ะ แต่คงไม่รบกวน ฉันไปของฉันเองได้ค่ะ”

“จะเดินไปหรือไง?”

“แท็กซี่ค่ะ” หญิงสาวตอบเขาอย่างเสียไม่ได้

“แล้วไหนล่ะแท็กซี่น่ะ จะมาเมื่อไหร่ รีบไม่ใช่หรือไง ให้ผมไปส่งดีกว่า จะได้ไม่ต้องรอ”

“รอแป๊บเดียวเองค่ะ ฉันโทรเรียกรถแล้ว”

ตี๊ด...ตี๊ด...ตี๊ด

ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวก็ดังขึ้นพอดี เธอต้องอุ้มหมูหวานขึ้นพาดบ่าข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็ล้วงหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงมากดรับสาย แล้วสราวลีก็ต้องหน้าม่อยลงเมื่อทางศูนย์รถแท็กซี่ที่เธอเรียกใช้บริการนั้นโทรมาบอกว่าแท็กซี่คันที่จะมารับเธอเกิดเสียขึ้นมากลางทาง

“แล้วมีคันอื่นอยู่แถวนี้พอจะเรียกให้ฉันได้ไหมคะ?” เธอกรอกเสียงถามลงไปอย่างร้อนรน แต่ไม่ทันจะได้ยินอีกฝ่ายตอบกลับมา โทรศัพท์ในมือก็ถูกแย่งไปจากคนข้างๆ เสียก่อน

สราวลีหันขวับไปมองเขาสายตาดุดัน แต่เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหวั่นเกรงนอกจากส่งยิ้มเรียบๆ ให้แล้วเอ่ยออกมาคล้ายกับสั่งมากกว่าร้องขอ

“ไม่ต้องเรียกมาแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งคุณเองไม้หอม”

“นี่คุณ จะมากไปแล้วนะคะ” สราวลีชักจะเหลืออดจึงต่อว่าเขาออกไป

“ก็ผมไม่อยากให้คุณรอรถนานนี่ แล้วอีกอย่างแดดก็เริ่มแรงแล้ว จะมัวยืนทะเลาะกันอยู่ตรงนี้ทำไม หลานร้อนจะแย่แล้วมั้ง” เขาว่าพลางหย่อนโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวลงในกระเป๋าสะพายใบใหญ่คืนให้

สราวลีถอนหายใจพรืดเพราะรู้สึกว่าเขาชักจะทำตัววุ่นวายจนน่ารำคาญ และอดไม่ได้ต้องนึกหยันเขาอยู่ในทีกับสรรพนามเรียกขานหมูหวานเมื่อครู่

...ฮึ! หลานอย่างนั้นหรือ?

“ตกลงว่าจะให้ผมไปส่งไหม นี่ถ้าไม่สงสารตัวเองก็สงสารหลานบ้างเถอะ” ราเชนยังคงรบเร้า ยิ่งเห็นสีหน้ายุ่งยากใจของหญิงสาวยามก้มมองแม่หนูน้อยในอ้อมแขนเขาก็ยิ่งได้ใจ

“ว่ายังไง ตอนนี้คุณไม่มีรถแล้ว ถ้าจะเรียกใหม่ก็ต้องรออีกนานเลยนะ”

“ฉันจะรอคันใหม่ค่ะ” หญิงสาวบอกด้วยความทิฐิ ไม่อยากพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับเขามากไปกว่านี้ นึกเสียดายที่ตัวเองไม่กล้าเรียนขับรถเพราะจำอุบัติเหตุที่เคยเกิดสมัยเด็กๆ เมื่อครั้งที่บิดามารดาเสียชีวิตได้ขึ้นใจ และมันก็ฝังใจเสียจนกลายเป็นปมที่แก้ไม่หลุดซ้ำยังเกาะติดแน่นอยู่ในใจเธอมาจนถึงทุกวันนี้

ตอนนี้สราวลีเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะว่าที่ลภัสรดากังวลนักหนานั้นเพราะอะไร ก็เพราะว่าเธอขับรถไม่เป็นนี่แหละที่จะทำให้ทุกอย่างยุ่งยากขึ้นไปอีก

“แล้วคุณไม่ต้องรีบไปหรือไง” เขาถามขึ้นมาอีกอย่างต้องการจะหยั่งเชิง

“รีบค่ะ” เธอบอกเพียงสั้นๆ คิ้วสวยได้รูปราวคันศรนั้นขมวดมุ่น

“ดี...งั้นผมจะพาคุณไปเอง จะให้ไปส่งที่ไหนก็บอกแล้วกัน รับรองว่าบริการดีกว่าแท็กซี่แน่ๆ แถมยังไม่คิดตังค์ด้วย”

ราเชนไม่รอให้หญิงสาวได้ปฏิเสธเมื่อรุนหลังเธอให้เดินไปที่รถซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลนัก สราวลีมีท่าทีขัดขืนอยู่เล็กน้อยเมื่อเขาพยายามจะดันร่างเธอเข้าไปในรถ หากไม่กล้าขยับตัวมากนักเพราะเห็นว่าลูกสาวเพิ่งจะเคลิ้มหลับจึงเกรงว่าหากทำให้ตื่นก็จะงอแงให้ได้วุ่นกันเสียเปล่าๆ สุดท้ายแล้วเธอก็จำต้องขึ้นไปนั่งบนรถยนต์คันหรูของเขาไปโดยปริยาย

สราวลีก้มมองหมูหวานแล้วก็อดไม่ได้ต้องย่นจมูกใส่เล็กน้อยที่หลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องรู้ราว ปล่อยให้แม่ต้องเผชิญกับ ‘คนบ้า’ อยู่เพียงลำพัง

“หลับแล้วเรอะ หลังง่ายดีจัง” เขาหันมาถามเมื่อเห็นว่าแม่หนูน้อยในอ้อมแขนสราวลีหลับพริ้มไปแล้ว และยังไม่ทันจะได้มองดวงหน้าเล็กๆ นั้นให้ถนัดตาคนอุ้มก็เบี่ยงหลบเสียอย่างนั้น

“แล้วนี่แม่เขาไปไหน ทำไมทิ้งลูกไว้ให้คุณดู อย่างนี้ไม่ต้องอุ้มไว้กับอกตลอดหรือไง เมื่อยแย่” เขาเปรยขึ้น พลางเหล่มองหญิงสาวเล็กน้อย แววตาสีน้ำตาลนั้นพราวระยับเมื่อจู่ๆ ก็โน้มกายเข้าไปใกล้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“คุณจะทำอะไร” สราวลีถึงกับหน้าตื่น เผลอกอดลูกแนบอกแน่นขึ้น

“คาดเข็มขัดด้วยครับคุณครู” ราเชนเอ่ยด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ก่อนจะจัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้หญิงสาวที่กอดคนตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนไม่ยอมวาง

“คราวหลังบอกดีๆ ก็ได้ค่ะ” สราวลีบอกเขาอย่างไม่ชอบใจเท่าใดนัก ก็แน่ล่ะเพราะเมื่อครู่นี้ก่อนที่เขาจะผละจากไป จมูกของเขาเฉียดแก้มเธอไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น

“พูดแบบนี้หมายความว่าจะใช้บริการผมอีกใช่ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยเย้าขณะเริ่มสตาร์ทรถ

สราวลีนิ่งไม่ยอมตอบ กลับเบี่ยงหน้าหนีออกนอกหน้าต่าง ราเชนเห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาถามถึงลภัสรดา

“คุณยังไม่ตอบผมเลยว่าแม่เขาไปไหน ทำไมถึงทิ้งลูกไว้ให้คุณเลี้ยง เด็กตัวเล็กๆ นี่เลี้ยงยากนะผมว่า”

“รดาไปทำงานค่ะ แล้วคุณไม่ต้องห่วงหรอก ต่อให้เด็กคนนี้เลี้ยงยากยังไงฉันก็จะเลี้ยง” สุ้มเสียงของคนตอบนั้นหนักแน่นทีเดียว

“ดีนะ ช่วยกันเลี้ยง แล้วนี่พ่อเด็กไปไหน”

“ตายแล้วมั้งคะ” สราวลีโพล่งขึ้นเสียงเย็น

“ตายแล้ว?” ราเชนมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยขณะหันกลับมาถาม

“ค่ะ แล้วคุณจะถามอีกนานไหมคะ ฉันจะได้ลงไปรอแท็กซี่” สราวลีรีบท้วงขึ้นเมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมออกรถเสียที

“งั้นก็บอกมาสิครับคุณครู ว่าจะให้ผมพาไปส่งที่ไหน”

“โรงพยาบาลวิทยาภรณ์ค่ะ”

“อ้อ!” เขาทำเสียงรับรู้ในลำคอ ไม่ต้องรอให้หญิงสาวบอกเส้นทางด้วยซ้ำก็เคลื่อนรถออกจากซอยเล็กๆ นั่นทันที

“คุณรู้จักใช่ไหมคะ” สราวลีถามเพื่อความแน่ใจเมื่อเห็นเขาเงียบไปแทนที่จะถามเส้นทางกับเธอ

“รู้จักครับคุณครู” ราเชนบอกแต่เพียงเท่านั้น ไม่ได้บอกต่อไปอีกว่าเขารู้จักมันดีทีเดียว เนื่องจากเขามีเพื่อนทำงานอยู่ที่นั่น มิหนำซ้ำสามีเพื่อนยังมีตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารของโรงพยาบาลอีกด้วย

สราวลีได้ยินคำตอบนั้นแล้วก็เกือบจะส่งค้อนให้สารถีกิตติมศักดิ์อยู่ในทีกับสรรพนามเรียกขานที่ฟังดูแปร่งหูพิกลนั้น เนื่องจากเธอไม่เคยมีลูกศิษย์เป็นเด็กโข่งตัวโตราวกับยักษ์ปักหลั่นเช่นนี้

“แล้วคุณไปทำอะไรที่นั่น” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างต้องการจะชวนคุย

“ไปรับแม่ค่ะ”

“แม่คุณป่วยหรือ เมื่อวานยังเห็นดีๆ อยู่เลยนี่นา”

“ล้มน่ะค่ะ กระดูกแขนร้าว”

“แย่เลยนะ แบบนี้คงต้องเข้าเฝือกเป็นเดือนๆ เลยล่ะ” ราเชนเอ่ยอย่างเห็นใจ

สราวลีถอนหายใจออกมาแผ่วๆ กับคำพูดของเขา พลางก้มมองลูกสาวที่ตอนนี้หลับสนิทไปแล้วด้วยความหนักใจ เพราะมันคงแย่จริงๆ นั่นแหละ ถ้าหากว่ามารดาจะต้องเข้าเฝือกนานขนาดนั้น เพราะหมูหวานจะไม่มีคนดูแล และเธอก็อาจจะต้องหยุดสอนหนังสือสักพักเพื่อมาเลี้ยงลูก

ถ้าทางโรงเรียนใจดีหน่อยก็อาจจะให้ลาได้สักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ แต่มันจะเป็นไปได้หรือในเมื่อเด็กนักเรียนก็ต้องไปเรียนทุกวัน และก็ต้องมีครูสอน ถ้าเธอลาหยุดนานขนาดนั้นเขาก็คงต้องจ้างคนใหม่ไปสอนแทน และถ้าหากเธอไม่มีงานทำ แล้วจะเอารายได้ที่ไหนมาใช้จ่าย ลำพังเงินเดือนของลภัสรดาคงไม่พอเลี้ยงทุกคนในบ้านแน่ และเธอจะไม่ยอมเอาเปรียบน้องเด็ดขาด




ลภัสรดาต้องวิ่งรอกเข้าบริษัทฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวอย่างแบบบ้านทั้งหมดที่มีแล้วออกไปพบลูกค้าตามสถานที่นัดหมาย และกว่าจะไปถึงก็เล่นเอาสายไปกว่าเวลานัดถึง 15 นาที สถาปนิกสาวเดินหน้าเจื่อนเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง พนักงานนำเธอไปยังโต๊ะของลูกค้าที่มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“คุณถิรนัยใช่ไหมคะ?”

“ใช่ครับ...คุณมาจากบริษัทล้อมรั้วสร้างบ้านใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ลุกขึ้นยืนทักทาย

“ใช่ค่ะ ฉันชื่อลภัสรดาค่ะ ขอโทษคุณถิรนัยด้วยนะคะที่มาสาย” ลภัสรดาแนะนำตัวพร้อมกับเอ่ยขอโทษที่ตัวเองมาผิดเวลา

“ไม่เป็นไรครับ ผมก็ไม่ได้รอนานอะไรมาก เชิญนั่งก่อนครับ” ถิรนัยไม่ถือสา ผายมือเชื้อเชิญ และเมื่อนั่งลงพร้อมกันแล้วก็ต้องจ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่เป็นนานอย่างใช้ความคิด

“เอ่อ...มีอะไรหรือเปล่าคะ?” คนที่ถูกจ้องอยู่ถามด้วยสีหน้าเหลอหลา

“อ้อ ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่รู้สึกคุ้นๆ หน้าคุณลภัสรดาน่ะครับ เหมือนกับว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน” ถิรนัยบอกพร้อมกับทำท่านึกไปด้วย ในขณะที่ลภัสรดาเองก็มองอย่างลุ้นๆ

“อ๋อ...นึกออกแล้ว รดา...น้องสาวไม้หอมใช่ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อความจำเก่าๆ กลับมาอีกครั้ง

“ใช่ค่ะ คุณรู้จักฉันกับพี่สาวหรือคะ” ลภัสรดาที่ยังนึกตามไม่ออกย้อนถามด้วยสีหน้างุนงง

“รู้จักสิ พี่นัยไงเป็นเพื่อนรุ่นพี่ไม้หอม เคยไปหาไม้หอมที่บ้านอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว รดาเองก็อยู่จำได้ไหม”

“อ๋อ...พอจะนึกออกแล้วค่ะ แต่นานมากแล้วนะคะเนี่ย คุณถิรนัยนี่ความจำดีนะคะ ฉันเองยังลืมๆ ไปแล้วเลยค่ะ” ลภัสรดาบอกด้วยน้ำเสียงเก้อๆ เพราะตัวเองนั้นแทบลืมไปแล้วจริงๆ ที่พอจะนึกออกก็เพียงแค่ว่าพี่สาวเคยมีเพื่อนผู้ชายมาหาที่บ้านอยู่ครั้งหนึ่งที่เรียกว่า ‘พี่นัย’ แต่เธอจำหน้าตาไม่ได้หรอก และไม่คิดจริงๆ ว่าจะเป็นคนเดียวกับลูกค้าของเธอ

“เรียกว่าพี่นัยเถอะครับ ดูเป็นกันเองดี เราจะได้ทำงานกันสบายๆ ไง”

“ได้ค่ะ แบบไหนก็ได้ค่ะ” ลภัสรดาไม่ว่าอะไร เธอหยิบโน้ตบุ๊กออกมาวางตั้งบนโต๊ะเตรียมนำเสนอแบบบ้านให้อีกฝ่ายดู พร้อมกับเตรียมกระดาษปากกาขึ้นมาจดรายละเอียดทุกอย่างลงไประหว่างพูดคุยกันด้วย ซึ่งวันนี้เธอคงต้องใช้เวลาอย่างจำกัดที่สุดเพราะต้องรีบกลับไปดูแม่ที่ไม่รู้ว่าป่านนี้พี่สาวจะพาหลานไปถึงโรงพยาบาลแล้วหรือยัง

“เอ่อ...ไม้หอมสบายดีไหม?”

คำถามของฝ่ายตรงข้ามที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกค้านั้นทำให้ลภัสรดาต้องชะงักเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาแบบใหม่ และยิ่งเห็นแววทอดอาลัยยามเอ่ยถึงพี่สาวตนของอีกฝ่าย เธอก็ยิ่งต้องมองลูกค้าของเธอให้ละเอียดกว่าเดิม

ลภัสรดากับสราวลีนั้นสอบติดคนละมหาวิทยาลัยกัน ในขณะที่เธอสอบติดที่กรุงเทพฯ แต่ไม้หอมกลับติดที่เชียงใหม่ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ใช้เวลาศึกษาอยู่ที่นั่นเป็นเวลากว่า 4 ปี และกลับมาเยี่ยมบ้านบ้างในช่วงปิดเทอม สราวลีเคยเล่าเรื่องเพื่อนให้เธอฟังบ้าง แต่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงที่ใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ

สราวลีไม่ใช่คนช่างพูด ฉะนั้นเรื่องที่ลภัสรดารู้จึงเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการจะให้รู้แทบทั้งสิ้น และตอนนี้ลภัสรดากำลังคิดว่ามีอยู่หลายเรื่องที่เดียวที่พี่สาวยังไม่ได้บอกตน

“สบายดีค่ะ” เธอตอบเขาออกไปด้วยรอยยิ้มอ่อน ในใจนั้นกำลังคิดอะไรอยู่เงียบๆ

“แล้ว...เอ่อ ครอบครัวของเขาละครับ” ถิรนัยถามออกไปแบบไม่เต็มเสียงนัก

“พี่นัยเป็นเพื่อนกับไม้หอม ทราบใช่ไหมคะว่าไม้หอมมีลูกแล้ว”

“ครับทราบ แต่พี่ไม่ทราบว่าไม้หอมแต่งงานมีครอบครัวไปหรือยัง” ถิรนัยตัดสินใจถามออกไปตรงๆ อย่างพยายามมองให้เป็นเรื่องปกติ ที่เขาอาจจะอยากรู้เกี่ยวกับสารทุกข์สุกดิบของเพื่อนรุ่นน้องที่ตนเคยรู้จักบ้างก็เท่านั้น

“ยังหรอกค่ะ ยังโสดค่ะ” ลภัสรดาตอบด้วยรอยยิ้ม มองอีกฝ่ายอย่างประเมินเงียบๆ

“ครับ” ถิรนัยพยักหน้ารับรู้ ไม่กล้าหวังเพราะตอนนี้เขายังมีพันธะอยู่ แต่อีกไม่นานเขาก็จะได้เป็นอิสระแล้ว ใจจึงอดยินดีไม่ได้ที่ได้รู้ว่าคนที่ตนเคยปักใจปองนั้นยังไม่มีใคร

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว รดาขอเริ่มงานเลยนะคะ”

“ไม่ทานอะไรก่อนหรือครับ ทานก่อนค่อยคุยก็ได้นะ พี่ไม่รีบหรอก”

“เอ่อ...คงไม่สะดวกค่ะ พอดีคุณแม่ไม่สบายต้องรีบกลับไปแลดูค่ะ นี่ก็ปล่อยให้ไม้หอมแลอยู่คนเดียว แต่รายนั้นต้องดูแลลูกด้วยก็คงจะลำบากค่ะ ยัยหนูยังเล็กอยู่เลย”

“กี่เดือนแล้วครับ” ถิรนัยอดจะถามถึงลูกของสราวลีไม่ได้

“หกเดือนค่ะ กำลังน่าหยิกเชียว” ลภัสรดาเอ่ยด้วยความมันเขี้ยวแกมเอ็นดูเมื่อนึกถึงใบหน้ากลมๆ แก้มย้วยๆของหมูหวาน

“เอ...พี่ชักอยากจะเห็นแล้วสิครับว่าจะน่าหยิกขนาดไหน ถ้าน้องรดาไม่รังเกียจพี่ขอไปเยี่ยมบ้านอีกสักครั้งนะครับ อยากไปดูด้วยว่าไม้หอมเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งปีกว่าแน่ะ” ถิรนัยร้องขอด้วยความหวังว่าจะได้พบกับสราวลีอีกครั้ง

“ได้สิคะ ไม้หอมก็คงดีใจที่ได้เจอเพื่อนเก่า”

ลภัสรดานั้นคิดว่าตัวเองเดาไม่ผิดแน่ ผู้ชายคนนี้รู้สึกพิเศษกับสราวลีมากกว่าแค่เพื่อนรุ่นน้องทั่วไป และเดี๋ยวคงจะได้รู้กันว่าพี่สาวของเธอจะมีปฏิกิริยาต่อผู้ชายคนนี้เช่นไร น่าเสียดายที่ครั้งก่อนที่เขาบอกว่าเคยไปเยี่ยมบ้านนั้นเธอไม่ได้สังเกตให้ละเอียด ไม่อย่างนั้นคงตัดสินใจได้แล้วว่าระหว่างลูกค้าของเธอคนนี้กับผู้ชายคนเมื่อวานนั่น ใครจะมีสิทธิ์ลุ้นมากกว่ากัน




“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง คุณกลับไปได้แล้วค่ะ”

สราวลีบอกเป็นเชิงไล่เมื่อเขาขับรถมาส่งถึงโรงพยาบาลแล้วยังเดินตามเธอเข้ามาด้านในตึกอีก สาวแม่ลูกอ่อนกลัวว่าเขาจะมาใกล้ชิดตนกับลูกมากไปกว่านี้ อีกทั้งยังไม่อยากสานสัมพันธ์ใดๆ ด้วยอีกไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม

“แน่ะ! พอใช้งานเสร็จก็ไล่กันเลยนะครับคุณครู”

“ฉันเปล่าไล่ค่ะ แค่เกรงใจ”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ ทำตัวให้ชินเข้าไว้เถอะไม้หอม” ราเชนบอกอย่างหมายมั่น แววตาคมปราบที่ทอดมองมานั้นทำเอาคนถูกมองต้องรีบหลบวูบ แล้วก้าวเดินนำเขาออกไปทันที

ราเชนกระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เขาก้าวตามเธอไปติดๆ แล้วฉวยโอกาสยามที่เธอเผลอดึงรั้งกระเป๋าสะพายใบใหญ่นั้นให้หลุดออกจากไหล่กลมมน แล้วเขาก็เลือกที่จะถือเอาไว้เสียเอง คล้ายกับจะใช้มันเป็นหลักประกันให้กับตัวเองก็ไม่ปาน

“คืนฉันมานะคะ” สราวลีหยุดชะงักลงอีกครั้งพร้อมกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงไม่ชอบใจนักที่เขามาจับต้องข้าวของของเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต

“ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนักหรอก ถ้าตอนนี้คุณไม่อุ้มเด็กอยู่ ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าสภาพตัวเองเมื่อกี้นี้เหมือนยัยบ้าหอบฟางแค่ไหน”

คนที่ถูกเรียกว่า ‘บ้าหอมฟาง’ ถึงกับสะอึก พูดไม่ออกเอาเสียเลย ชีวิตประจำวันเคยเจอก็แต่ลภัสรดาเท่านั้นที่เป็นประเภทปากกรรไกร แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอคนที่มาเหนือเมฆกว่าลภัสรดาหลายขุมเช่นนี้

“แล้วนี่คิดได้ยังไงพาเด็กตัวเล็กๆ มาโรงพยาบาล เชื้อโรคเยอะแยะ ไม่กลัวเหรอ” ราเชนกล่าวคล้ายกับจะต่อว่าเมื่อก้มมองทารกตัวน้อยในอ้อมแขนของคุณครูสาวแวบหนึ่ง

“กลัวค่ะ แต่ฉันไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอก” สราวลีตอบอย่างขวางๆ นึกชังน้ำหน้าคนรู้มากนักที่ทำมาเป็นว่าคนอื่นท่านั้นท่านี้ราวกับว่าตัวเองนั้นดีเสียเหลือเกิน

“แล้วทำไมไม่จ้างพี่เลี้ยง เด็กตัวแค่นี้กระเตงไปโน่นมานี่แบบนี้ เดี๋ยวก็ช้ำตายกันพอดี”

“คุณนี่พูดจาแย่ยิ่งกว่าเด็กนักเรียนชั้นประถมอีกนะคะ” หญิงสาวต่อว่าออกไปตรงๆ เพราะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ กับคำพูดที่ฟังดูไม่เข้าหูสักนิดนั้น

“อ้าว! เรื่องอะไรมาว่ากัน ผมก็แค่หวังดี”

“เก็บความหวังดีของคุณไว้เถอะค่ะ เพราะถ้าแค่อุ้มไปโน่นมานี่แค่นี้แล้วจะช้ำตายนะ ป่านนี้คงไม่มีเด็กคนไหนรอดมาจนถึงตอนโตหรอก เพราะพ่อแม่บ้านไหนเขาก็ทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น”

“จะไปรู้เรอะ ผมไม่เคยเป็นพ่อแม่ใครนี่ หรือว่าคุณเคย” ราเชนแกล้งรวนด้วยการย้อนถามหน้าตาย

สราวลีถึงกับชะงักไป คร้านจะต่อปากต่อคำกับเขา บวกกับที่ลูกสาวตัวน้อยรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาขัดจังหวะ ร้องไห้งอแงจนเธอต้องหันมาปลอบโยนลูกมากกว่าจะสนใจเขา

“โอ๋...หมูหวานคนดี ไม่ร้องนะลูก เรากำลังมารับคุณยายกลับบ้านกันนะคะ”

“หมูหวาน...ใครตั้งเนี่ย ชื่ออื่นมีเยอะแยะ” เขารำพันออกมาพร้อมกับกลั้นยิ้ม

“ทำไมคะ ชื่อหมูหวานมันเป็นยังไง” สราวลีเงยหน้าขึ้นถามเขาทันควัน สุ้มเสียงคนเป็นแม่ชวนหาเรื่องอยู่ในที

“เอ้า! ก็กลัวว่าโตขึ้นจะเป็นหมูมากกว่าจะหวานน่ะสิ” ราเชนพูดเสียงกลั้วหัวเราะพร้อมทั้งชะโงกหน้าเข้ามาดูคนตัวเล็กที่ตอนนี้เงียบเสียงลงไปแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้มองหน้ากันได้ถนัดเสียด้วยซ้ำคนอุ้มก็พาเบี่ยงหลบเสียก่อน

“เป็นหมูฉันก็รักค่ะ”

“ครับ คุณป้าผู้แสนดี” ราเชนเอ่ยเย้าพร้อมกับยิ้มใส่ตาคู่สวยที่ออกจะวาววับราวกับแม่เสือสาวนั้น

คนถูกล้อเลียนสะบัดหน้าพรืด ก้าวยาวๆ ออกไปจากตรงนั้นทันที แต่ถึงอย่างไรก็ไม่พ้นเพราะราเชนยังคงก้าวตามมาติดๆ และดูท่าว่าเขาจะไม่ได้รีบร้อนเลยสักนิด แต่ก็ยังตามเธอมาทันอยู่ดี

ก่อนจะก้าวตามสราวลีเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยราเชนก็ต้องชะงักปลายเท้าแล้วปล่อยให้หญิงสาวเดินนำเข้าไปก่อน เมื่อหางตาหันไปเห็นแพทย์หญิงในชุดกาวน์เดินสวนมาพอดี

“บิ๋ม...” ราเชนร้องทักขึ้น

แพทย์หญิงบาจรีย์หมุนกายกลับมาตามเสียงเรียกพร้อมกับกดวางสายโทรศัพท์พอดี เนื่องจากเมื่อครู่มัวแต่คุยโทรศัพท์จึงไม่ทันได้มองสิ่งรอบกาย แล้วเมื่อหันมาเห็นเพื่อนก็ต้องตาโตด้วยความประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าจะได้พบกันที่นี่

“อ้าว...เชน มาไงเนี่ย?”

“มาเยี่ยมคนรู้จักน่ะ” ราเชนพยักพเยิดไปทางห้องผู้ป่วย หากไม่ได้บอกรายละเอียดไปมากกว่านั้น

“เจอตัวก็ดี เที่ยงนี้ว่างหรือเปล่าไปหาอะไรกินกัน ฉันกำลังจะออกเวรพอดีเลย และสามีก็ไม่อยู่ ตอนนี้ฉันเลยว่างสนิท”

“อ้อ! พอผะ...เอ้ย! สามีไม่อยู่ค่อยคิดถึงเพื่อนว่างั้นเถอะ” ราเชนว่าแดกดัน

“แหม...สามีกับเพื่อนฉันก็ต้องเลือกสามีไว้ก่อนสิยะ กว่าจะหาได้นี่ไม่ใช่ง่ายๆ นะสามีน่ะ ขืนฉันมัวตะลอนๆ ไปกับพวกนายคุณต้องเขาก็ทิ้งฉันไปมีอีหนูพอดีสิ” คนมีสามีเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะไม่ได้สนใจคำพูดที่ฟังไม่ค่อยรื่นหูนั้นของเพื่อนเพราะรู้จักกันมานานจนชินเสียแล้ว

บาจรีย์นั้นรู้จักกับราเชนและอนาวิลมาพร้อมกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เพราะเธอมีนิสัยที่ห้าวหาญเกินหญิงไปสักหน่อยจึงมีเพื่อนสนิทเป็นผู้ชาย และก็ไม่เคยมีใครคิดว่าผู้หญิงห้าวแต่กลัวเลือดอย่างเธอจะมาเป็นหมอทำคลอดได้ แถมยังแต่งงานมีครอบครัวไปก่อนเพื่อนเสียอีก

“งั้นก็ไปกินกับไอ้นาวด์มันก่อนแล้วกัน ตอนนี้มันอยู่บ้านฉัน”

“อ้าว ทำไมมาอยู่บ้านนาย”

“หนีเมียมาน่ะสิ”

“เอ้อ! ให้มันได้อย่างนี้สิ ฉันล่ะสงสารเด็กที่กำลังจะเกิดมาจริงๆ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยก็ต้องมารับกรรมที่พ่อแม่เป็นคนก่อ”

“เธออย่ามาเทศนาอะไรตรงนี้ ถ้าจะบ่นก็ไปบ่นให้ไอ้นาวด์มันฟังโน่น ฉันไม่เกี่ยว ไปล่ะ” ราเชนเอ่ยอย่างตัดบท ก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องพักผู้ป่วยไปในทันที

“อ้าว...” คุณหมอสาวถึงกับยกมือขึ้นเกาศีรษะเมื่อโดนเพื่อนทิ้งไปเสียเฉยๆ

ด้วยความอยากรู้ว่าคนที่ราเชนมาเยี่ยมนั้นเป็นใครทำให้บาจรีย์อดไม่ได้ต้องขยับเข้าไปมองผ่านช่องเล็กๆ ที่บานประตู แต่ก็ไม่ได้เห็นอะไรชัดเจนนักเพราะราเชนนั้นยืนบังเกือบมิดทีเดียว คุณหมอสาวจึงได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ อย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนจะเดินจากไปเงียบๆ

..................................
ทักทายจากตอนที่แล้วค่ะ

คุณOhLaLaขา ดีใจที่ยังรอค่ะ^^

คุณเคสิยาห์ขา อย่าเพิ่งลืมกันสิค้า

คุณคุณนักอ่านเหนียวหนึบขา เจอแล้วแต่ปะป๋าก็ไม่ทราบค้า อิอิ

คุณnasaขา มาช่วยลุ้นไปด้วยกันนะคะว่าคุณราเชนจะทราบเมื่อไหร่

คุณlovemauyขา คุณราเชนอาจจะความรู้สึกช้าก็ได้น้า

คุณmhengihyขา รุกฆาตค่ะ อิอิ

คุณnitayabขา อ่านมาถึงตอนนี้หรือยังค่ะ

คุณปารัณขา ว้าว แจ๊กพ็อตพอดีเลยค่ะ

คุณแสนรักขา ชอบชื่อนามปากกาคุณจังค่ะ น่ารักเชียว

คุณอะไรก็ได้ขา ขอบคุณที่แวะมานะคะ

คุณButterflyBขา มาอัพแล้วนะค้า

คุณnakoขา ยินดีที่แวะมานะคะ

คุณZephyrขา 5555 คุณราเชนน่ารักขนาดนั้นเชียวหรือคะ เข้าข้างกันเชียว อิอิ

คุณnongnong79ขา แต่ป๊ะป๋าไม่รู้ตัวซะงั้นค่ะว่าตัวมีลูกแล้ว แห่ะๆ

คุณsupayalakขา ใช่แล้วค้า อิอิ ขอบคุณนะคะที่แวะมา

คุณgetupขา ขอบคุณเช่นกันที่มาค่ะ

คุณnunoiขา อยู่ลุ้นด้วยกันไปเรื่อยๆ นะคะ ขอบคุณมากค่ะ

คุณlookpubขา ขอบคุณที่รอนะคะ มาอัพให้แล้วน้า



ญาณนันต์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 9 ต.ค. 2556, 22:17:18 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 9 ต.ค. 2556, 22:17:18 น.

จำนวนการเข้าชม : 2122





<< ตอนที่ 4 สาวน้อยของสราวลี   ตอนที่ 6 หอมกลิ่นไม้หอม >>
lovemuay 10 ต.ค. 2556, 07:03:41 น.
ยังไงท่านพี่เขยก็ต้องภาษีดีกว่าหลายขุมอยู่แล้วค่าา แถมยังโสดด้วย


OhLaLa 10 ต.ค. 2556, 09:03:02 น.
ลุ้นว่าเมื่อไหร่เชนจะรู้ว่าหมูหวานเป็นลูก
กรี๊ดดดด ดีใจได้อ่านเรื่องที่รอ แล้วได้รางวัลด้วย ขอบคุณค่ะ


nunoi 10 ต.ค. 2556, 10:11:19 น.
ให้เดาว่า เพื่อนของราเชนนี่ต้องเป็นคุณหมอที่ทำคลอดให้ไม้หอม แน่ๆ ลุ้นให้รู้ไวๆ นะคะ


supayalak 10 ต.ค. 2556, 20:50:14 น.
อ้าวงานนี้มีเฮหล่ะ ต้องมีศึกหน้านางแหง่มๆ งานนี้คุณเชนต้องรับศึกซะหน่อยแล้ว


ปารัณ 10 ต.ค. 2556, 21:55:47 น.
คุณเชนคะ ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก. ฮ่าาา
น้องกระตาย. ขอบคุณสำหรับรางวัลจ้าาา ดีใจมากมายๆ


nako 10 ต.ค. 2556, 22:48:09 น.
เอาใจช่วยคุณเชนค่า


นักอ่านเหนียวหนึบ 13 ต.ค. 2556, 21:40:40 น.
อ้ะ พี่เชนจะมีคู่แข่ง
หมูหวานรีบโต รีบมาถือหางคุณพ่อหนูเร้วววว


Zephyr 16 ต.ค. 2556, 10:06:03 น.
คุณหมอคนนี้จะช่วยไขปริศนาพ่อหมูหวานป่ะน้า
ตาเชนจะยืนบังทำไมเล่า เอ๊!!!!!!


ป้าภา 23 ต.ค. 2556, 08:59:33 น.
หมูหวานจะได้เห็นหน้าพ่อแล้วใช่ป่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account