ปรุงสูตรรัก
ณฐอร รู้ดีว่า ตัวเองไม่ได้เกิดมาเพื่อทำขนม แต่แล้วโชคชะตาทำให้เธอต้องรับผิดชอบร้านขนมปังเลื่องชื่อของตระกูล เธอจึงต้องหาผู้ช่วย

นิยามเดียวที่คิดออก เกี่ยวกับธนวรรธน์ ก็คือ หล่อล่ำ ดำถึก แต่เขากลับทำขนมเก่งสุดยอด

แต่แล้วหัวใจเจ้ากรรมกลับทำให้เธอต้องหวั่นไหวกับผู้ชายที่คิดว่า เป็นเกย์ แถมเขายังมีแฟนที่สวยขนาดน้องปอยยังอาย!



Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: intro เธอและฉัน เราช่างต่างกันอย่างสุดขั้ว

ปรุงสูตรรัก

แวะมาทักทายเพื่อนชาวเวบเลิฟนะคะ ต้องขอโทษที่หายไปนานมากๆ ค่ะ เนื่องจากช่วงนี้งานรัดตัวทั้งงานราษฏร์งานหลวง และจู่ๆ ก็เกิดอาการสมองตีบ เขียนไม่ออกเสียดื้อๆ ช่วงที่ผ่านมาเลยไปทำขนมค่ะ ระหว่างที่ทำก็เกิดผุดพล็อตนนี้ขึ้น เลยเอามาลงให้อ่านกันเล่นๆ ค่ะ

Intro
By tangtangmeow

กลิ่นหอมนมและเนยที่โชยมาจากในครัวเรียกความสนใจจากมธุรสซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาในตัวบ้านจนต้องเดินตามหาต้นตออย่างรีบด่วน ภายในบ้านสองชั้นขนาดกะทัดรัดย่านชานเมืองซึ่งเป็นที่พักของเธอกับลูกชายเพียงคนเดียว ร่างสูงแข็งแรงซึ่งกำลังง่วนอยู่ในครัว บนเคาเตอร์หินแกรนิตซึ่งบัดนี้มีเครื่องผสมอาหารวางตั้งอยู่ ข้างๆ กันในเตาอบขนาดสามสิบสองลิตรมีคัพเค้กสีสวยส่งกลิ่นยวนใจชวนให้ลิ้มลอง ทั้งที่จริงหน้าที่ทำขนมควรจะเป็นของแม่บ้านอย่างมธุรสแต่เธอกลับทำขนมไม่เป็น ตรงข้ามกับบุตรชายอย่างธนวรรธน์ที่ทำอาหารเป็นแทบทุกอย่าง ไม่ว่า จะเป็นของคาวหวาน หรือแม้แต่ของกินเล่น ขนมหรือแม้แต่เบเกอรี่ต่างๆ ชายหนุ่มก็ทำได้หมด


ธนวรรธน์จบการศึกษาจากคณะคหกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนแม้ตอนแรกมธุรสจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าใดนัก เพราะความฝังใจกลัวว่า การทำอาหารเหมาะกับผู้หญิงมากกว่าแต่หลังจากฟังคำอธิบายสุดท้ายแล้วผู้เป็นแม่ต้องยอมรับการตัดสินใจของลูกชายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


“ทำเค้กอะไรอยู่น่ะธาม กลิ่นหอมเชียว”

หญิงสูงวัยถามย้ำแม้จะรู้ว่า หน้าตาของเจ้าคัพเค้กชิ้นพอดีคำนั้นเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเค้กเนยหรือไม่ก็ครีมชีสคัพเค้กสูตรเด็ดของธนวรรธน์เพราะสีของมันเป็นสีเหลืองนวล กลิ่นหอมยั่วยวนใจ

“คัพเค้กสปอนจ์ครับแม่ ผมลองทำเนื้อแบบสปอนจ์ เค้กดูว่า ได้ไหม ด้านหน้าว่าจะโรยด้วยชีส กินเป็นของว่างตอนบ่าย”


มธุรสยื่นหน้ามาดูในเตาอบเสียงสัญญาณเตือนขึ้นเมื่อครบเวลา เค้กชิ้นเล็กในถ้วยกระดาษสีสวยสุกได้ที่ ธนวรรธน์จึงใช้ถุงมือผ้าสำหรับจับของร้อนเพื่อนำถ้วยขนมอบนั้นออกจากเตา คัพเค้กนั้นแต่เดิมมีต้นกำเนิดจากประเทศอเมริกา จากที่เคยอบเค้กเป็นปอนด์แต่ต่อมาภายหลังก็นำมาใส่ถ้วยกระดาษรองด้วยพิมพ์โลหะเพื่อให้มีขนาดเล็กน่ารับประทานและเหมาะสำหรับการแจกจ่าย

สมัยก่อนนั้นใช้เป็นของว่างอีกทั้งยังขายเพื่อการกุศลแต่ต่อมาเค้กชิ้นกะทัดรัดได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากทำเป็นของว่างทั้งหวานและคาวได้อีกด้วย ความสนุกอยู่ที่การได้ตกแต่งหน้าเค้กให้สวยงามปรับลูกเล่นได้หลายอย่าง แถมยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้ทำให้ปรับปรุงสูตรใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา


“มีขนมแบบไหนที่ลูกของแม่ทำไม่ได้ด้วยงั้นหรือ เพื่อนๆ แม่ที่โรงเรียนยังชมเลยว่า ธามทำขนมอร่อย ทั้งคัพเค้กเอย บราวนี่ ขนมปังเนยสด คุกกี้จนตอนนี้เพื่อนๆ ของแม่น้ำหนักขึ้นกันทั่วหน้าแล้ว”

“แหมแม่ครับ ยอกันเองก็เป็นด้วย ผมไม่ได้เก่งอย่างนั้นสักหน่อยชอบทำขนม พอเห็นคนกินมีความสุขแค่นี้คนทำก็ปลื้มแล้วครับ”


“ว่าแต่วันนี้มีโอกาสพิเศษอะไรหรือเปล่า ทำไมกลับแต่หัววันได้ คุณนุชไม่ต้องให้ช่วยที่ร้านขนมแล้วหรือ”



ธนวรรธน์นั้นทำงานเป็นพาสตรี้เชฟ อยู่ที่ร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่ง เจ้าของร้านคือ นีรนุชนั้นเป็นเพื่อนที่เรียกคหกรรมด้วยกันมา พอเรียนจบอีกฝ่ายก็อยากจะเปิดร้านเนื่องจากเป็นลูกสาวของผู้มีอันจะกินอีกทั้งยังเป็นหุ้นส่วนของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งซึ่งทันสมัยที่สุดในยุคนี้จึงได้ชวนให้ชายหนุ่มมาร่วมหุ้นด้วยกันนับจากนั้น ร้านตกแต่งอย่างน่ารักสไตล์แฟชั่นเพื่อให้บรรยากาศนั่งสบาย สำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน นอกจากขายกาแฟและเบเกอรี่อย่างง่ายๆ ทั้งคัพเค้ก พายไข่ พายไส้กรอก ขนมปังสังขยา หรือแม้แต่ขนมปังเนยสดเนื้อหอมละมุนก็เป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้าที่แวะเวียนกันมาไม่ได้ขาด ร้านแห่งนี้ไม่เคยมีขนมเหลือตรงกันข้ามลูกค้าขาประจำจะต้องโทรสั่งจองขนมล่วงหน้าด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นอาจต้องกลับบ้านมือเปล่า

“นุชเขาขอปิดร้านเร็วครับ วันนี้เขาต้องไปหาหมอ”

“คุณนุชไม่สบายหรือ เป็นอะไร”

“นุชท้องแล้วครับแม่”

ธนวรรธน์ตอบสีหน้าแต้มยิ้ม สามีของนีรนุชนั้นเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง สองครอบครัวต่างมีฐานะร่ำรวยจนถึงขนาดว่า ไม่ต้องทำงานก็มีกินมีใช้ แต่เพราะเป็นคนชอบทำนู่นทำนี่ตลอดเวลาทำให้หญิงสาวไม่ยอมอยู่บ้านเฉยๆ ทั้งคู่แต่งงานกันมาได้เกือบสามปีแล้วและพยายามอย่างยิ่งที่จะมีทายาทแม้จะไปปรึกษาแพทย์ชื่อดังหลายคนแต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งบัดนี้ทันทีที่ทราบว่า ตั้งครรภ์ สามีของเธอจึงสั่งให้หยุดงาน


“แม่ดีใจด้วยนะ คุณนุชกับสามีรอข่าวดีมาตั้งนานแล้ว”

“เพราะเรื่องนี้ละครับ นุชเลยมาปรึกษาผมว่า จะปิดร้าน”

คราวนี้สีหน้าของมธุรสเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ร้านเบเกอรี่แห่งนี้เป็นเหมือนความฝันของธนวรรธน์เลยทีเดียว แม้จะเป็นร้านที่ไม่ใหญ่นักแต่ก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ตัวร้านเน้นความทันสมัยเหมาะสำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน อีกทั้งขนมยังมีรสชาติอร่อยเพราะเชฟหนุ่มใส่ใส่ใจในรายละเอียดอีกทั้งในเรื่องการเลือกเฟ้นวัตถุดิบทำให้จนมีลูกค้าประจำมากมาย หากไม่ทำต่อก็หมายถึงว่า ลูกชายอาจจะต้องตกงาน


“ถ้างั้นเราขอเช่าที่จากพ่อคุณนุชได้ไหมลูก จะได้เปิดร้านต่อ ลูกค้าเราก็มีเยอะแล้ว ธามก็แค่จ้างผู้ช่วยอีกคนมาทำขนม”


“ผมลองถามดูแล้วครับแม่ แต่ค่าเช่าแพงมาก อีกอย่างทางห้างเขาต้องการเงินมัดจำล่วงหน้าตั้งหกเดือน ตอนนี้ห้างของเขากำลังบูมมาก มีผู้เช่าอีกหลายรายติดต่อมา ที่ผ่านมาพ่อของนุชเขาเห็นแก่ลูกสาวก็เลยให้เราเช่าในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นๆ ผมดูเงินในบัญชีแล้วไม่น่าจะไหว ถ้าหากทุ่มเงินก้อนลงไปก็จะไม่มีเงินหมุน”

“ถ้าเรากู้จากธนาคารละลูก จะพอไหม แม่ไม่อยากให้ปิด ร้านนี้เป็นความฝันของลูกไม่ใช่หรือ”


ธนวรรธน์คลี่ยิ้มอย่างที่เคยทำประจำ มือหนาเอื้อมมากุมมือมารดาเอาไว้พูดต่อ
“แต่ถ้าเทียบกับที่เราต้องลงทุนจำนวนมาก ผมก็เลยคิดว่า ลองหางานใหม่ดีกว่า ตัวผมเองก็พอมีความรู้อยู่บ้าง แม่ไม่ต้องห่วงผมจะหาเงินเลี้ยงแม่เอง”



บุตรชายเคยเปรยๆ หลายหนอยากให้เธอเลิกสอนหนังสือแต่เพราะรักอาชีพครูทำให้มธุรสยังคงเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัย นับตั้งแต่สูญเสียสามีไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนนั้นธนวรรธน์อายุได้เพียงสิบห้า เธอซึ่งเป็นอาจารย์ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งก็เลี้ยงดูมาตามลำพัง สองแม่ลูกใช้ชีวิตกันอย่างสมรรถะ
“เราไปหาตึกเช่าเปิดร้านใหม่ดีไหมธาม คนงานเราก็มีแล้ว ให้ลออช่วยทำขนม”
ลออคือ ผู้ช่วยซึ่งทำงานอยู่ในร้านเบเกอรี่แห่งนี้และทำขนมกับวนวรรธน์มาตลอดสามปีที่เปิดร้านอุปนิสัยเป็นคนขยันขันแข็ง


“ผมก็คิดอยู่เหมือนกันครับ แต่เราคงต้องหาทำเลดีๆ ที่ใกล้กับร้านเดิม ฐานลูกค้าเก่าเราก็มีพอสมควรแล้วนะครับ น่าจะสานต่อได้ไม่ยากแต่ผมยังคิดไม่ออกว่า จะเป็นที่ไหนแม่ก็รู้ว่า บนถนนเส้นนั้นค่าเช่าแพงจะตาย ห้างที่ติดกันผมก็ไปถามมาแล้วราคาก็หลักแสนด้วยกันทั้งนั้นที่ถูกหน่อยห้องก็จะแคบมากแค่วางตู้ขนมยังไม่พอด้วยซ้ำ”


“ถ้ายังไงเอาเงินเก็บของแม่ในธนาคารออกมาดีไหม มาเป็นเงินหมุนไปก่อน ลูกจะได้ไม่ต้องลำบาก”


มธุรสพูดถึงเงินของเธอที่ฝากเอาไว้กับธนาคารเพื่อไว้ใช้ยามยากนับตั้งแต่สูญเสียสามีไป เธอในฐานะครูโรงเรียนเอกชนก็สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบ ส่งลูกชายเพียงคนเดียวพอธนวรรธน์เรียนจบทำงานได้หญิงสูงวัยก็ไม่ได้ใช้เงินมากนัก ส่วนที่เหลือก็ฝากเข้าธนาคาร


“ไม่นะครับ อย่าทำอย่างนั้น ผมเองก็มีเงินครับแม่ ไม่อยากรบกวนเงินยามเกษียณของแม่”


“แต่แม่แก่แล้ว ที่เก็บไว้ก็เพราะกลัวว่า ถ้าตัวเองป่วยจะเป็นภาระของธาม อีกอย่างก็เอาไว้เผื่อธามให้แม่ไปขอสาวให้ แต่คงไม่ได้ใช้แล้วล่ะชาตินี้”


“โธ่...แม่ครับ ผมกำลังจะตกงานอยู่แล้วจะมัวคิดเรื่องผู้หญิงได้ยังไง มีใครที่ไหนเขาจะมาสนใจผู้ชายต๊อกต๋อยอย่างผม พูดเรื่องนี้ทีไรแม่เข้าเรื่องทุกที เดี๋ยวก็ว่า ผมขายไม่ออกอยู่เรื่อย”


“ไม่ใช่ขายไม่ออก แต่ธามไม่เคยมองใครมากกว่า ลูกชายแม่ทั้งหล่อทั้งเก่ง ทำอาหารเป็นทุกอย่าง ผู้หญิงที่ไหนได้เป็นสามียิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งอีกนะ”


หน้าตาของธนวรรธน์นั้นเข้าขั้นพระเอกได้สบาย รูปร่างสูงใหญ่ถึงร้อยแปดสิบ ผิวค่อนข้างคล้ำอย่างชายไทยแท้เพราะได้สืบทอดมาจากคุณวัฒนะผู้บิดา ใบหน้าคมสันได้รูป ผมเป็นสีน้ำตาลเข้ม คิ้วเข้มรับกับจมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากหยักลึกสีแดงจัด หล่อเหลาราวกับขุนศึกยุคโบราณ

“ผมเนี่ยนะหล่อ”


“อย่างลูกเขาเรียกว่า ดาร์คทอลแอนด์ แฮนซั่มจ๊ะเสียอย่างเดียวชอบปั้นหน้ายักษ์ ถ้าหัดยิ้มให้สาวๆ บ้าง ป่านนี้แม่คงได้อุ้มหลานไปแล้ว”

ธนวรรธน์หัวเราะยิ้มเย็นๆ เหมือนเช่นเคย


“แม่ทำเอาผมเขินเลยนะครับ ที่ผมยังไม่มีแฟนก็เพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจมากกว่า”


“มัวแต่เขินแม่เลยอดมีลูกสะใภ้เลย”

“ไม่เอาน่าแม่ครับ พูดเรื่องนี้ทีไรผมพาลจะกินอะไรไม่ลงสักที เนื้อคู่ก็ต้องอาศัยเวลาด้วยนะครับ บางทีเธออาจจะยังไม่เกิด เลิกพูดเรื่องเครียดๆ มากินเค้กกันดีกว่า ผมอยากให้แม่ลองชิมว่า สูตรนี้ของผมพอใช้ได้ไหม”

“ถ้าจะให้ดีชงกาแฟให้แม่สักแก้วได้ไหมลูก เห็นขนมแล้วมันเปรี้ยวปากอยากดื่มกาแฟฝีมือลูกด้วย”


“ด้วยความยินดีครับ”

ร่างสูงเดินไปเสียบปลั๊กเครื่องชงกาแฟ ไม่ถึงสิบนาทีน้ำสีดำหอมกรุ่นก็ลอยมา ฟองขาวๆ ของนมสำหรับเครื่องดื่มคาปูชิโน่ที่ลอยอยู่บนหน้าประดับด้วยลวดลายใบไม้เหมือนกับที่ขายในร้านกาแฟชั้นนำไม่มีผิด ธนวรรธน์เป็นคนเก่ง ไม่ว่า จะเป็นเครื่องดื่ม ขนม หรือแม้แต่อาหารคาวหวานเขาก็ทำได้อร่อยทุกอย่าง เพราะเป็นคนช่างสังเกตอีกทั้งยังละเอียดอ่อนผิดกับบุคคลิกภายนอกที่ดูเคร่งขรึม เพื่อนๆ ที่ทำงานของมธุรสหลายคนบอกว่า บุตรชายเธอเหมาะจะไปเอาดีในฐานะดาราเพราะหล่อเหมือนขุนศึกสมัยก่อนไม่มีผิด

“ธามนี่เก่งจริงๆ เลยนะ มาจ๊ะมากินด้วยกัน นั่งข้างๆ แม่นี่”


ชายหนุ่มเลื่อนเก้าอี้ลงและทรุดตัวลงนั่งข้างๆ มธุรสหยิบเค้กที่เพิ่งออกจากเตาขึ้นบิและชิม รสชาติที่ไม่หวานจนเกินไป เนื้อนุ่มฟู ตรงด้านบนมีชีสขูดฝอยโรยอยู่ เนื้อเค้กฟูนุ่มติดปลายลิ้น ความเค็มมันของชีสดับกลิ่นคาวของไข่อย่างพอดิบพอดี
“ใช้ได้ไหมครับแม่”

“อร่อยจ้า นี่ลูกใส่ผิวส้มด้วยหรือ”


มธุรสเอ่ยขึ้นเมื่อกัดขนมคำแรก รสนุ่มหวานกำลังพอดีกับรสส้มทำให้ไม่เลี่ยนจนเกินไปอีกทั้งได้กลิ่นหอมอีกด้วย


“ครับแม่ ผมบดเนื้ออัลมอนด์กับส้มผสมลงไป ผมอยากให้เป็นเค้กสปอนจ์รสส้มเนื้อฟูๆ กินกับกาแฟน่าจะอร่อยนะครับ”

“อร่อยแล้วก็หอมมาก แม่ชอบกลิ่นแบบนี้จัง ลูกน่าจะจดลิขสิทธิ์สูตรไว้ด้วยนะ แม่ว่า ร้านที่เคยกินมาไม่มีใครทำอร่อยสู้ลูกได้สักคน”


“ไม่ต้องหรอกครับแม่ ถ้าใครชิมแล้วติดใจอยากจะลองทำ ผมก็ไม่ห้ามหรอกครับ ขนมแบ่งกันทำแบ่งกันขายแค่นี้จะเป็นไรไป”

“ลูกก็มองโลกในแง่ดีอยู่เรื่อย รู้ไหมว่าโลกเดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วนะ ลูกต้องหัดระวังคนอื่นไว้บ้าง คนที่จ้องแต่จะขโมยมันสมองของคนอื่นมีถมไป”


“แม่ครับ ผมรู้หรอกน่า แต่ผมก็แค่เชฟตัวเล็กๆ คนหนึ่งไม่ได้อยู่ในร้านชื่อดังสักหน่อยใครจะมาขโมยสูตรของผมได้ครับ”


“กันไว้ก็ดีกว่าแก้นะลูก”

“ครับ ไว้ถ้ามีโอกาสผมจะไปจดลิขสิทธิ์นะครับ เผื่อเป็นเจ้าของสูตรพันล้าน” ธนวรรธน์พูดติดตลก ส่วนมธุรสแม้จะรู้ว่า โดนประชดแต่เมื่อเห็นลูกชายยอมรับปากก็ได้แต่อมยิ้ม” ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ พรุ่งนี้ต้องไปทำบัญชีแต่เช้า”

“จ้ะ แม่ก็จะดื่มกาแฟสักพักแล้วต้องไปตรวจการบ้านเด็ก”


มธุรสพยักหน้ามองตามแผ่นหลังของบุตรชายที่เดินจากไปด้วยความเป็นห่วงแม้ธนวรรธน์จะไม่ได้เอ่ยปากออกมาแต่ผู้เป็นแม่ก็รู้ดีว่า อีกฝ่ายกำลังกลัดกลุ้ม เธอได้แต่ภาวนากับสามีที่ล่วงลับ ให้ช่วยดลบันดาลให้เขาพบทางออก ไม่ว่า วันนี้หรือวันไหนๆ เขาก็ยังเป็นบุตรชายที่เธอรักดุจแก้วตาดวงใจอยู่ดี



“นี่นะขนมปังเนยสดของแก” เสียงจากหญิงสาวในชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังกำลังนั่งล้อมรอบสาวน้อยอีกคน

“ทำไมยะ แล้วแกคิดว่า มันเป็นอะไร ซาลาเปางั้นหรือ” ณฐอรประชด ใบหน้ารูปไข่ล้อมรอบด้วยผมสีน้ำตาลอ่อนดัดเป็นลอนๆ บัดนี้บูดบึ้งเมื่อถูกเพื่อนรักอีกคนตำหนิตรงๆ


สองสาวกลืนน้ำลายลงคออยากจะบอกเหลือเกินว่า เจ้าอาหารชิ้นที่วางอยู่ตรงหน้านั้นดูแทบไม่ออกว่า คือ ขนมปังเนยสดอันขึ้นชื่อของร้าน’ขนมนุ่มลิ้น’ ด้วยรูปร่างบิดๆ เบี้ยวๆ คล้ายกับดินน้ำมันแถมสีของมันก็ยังเป็นสีดำมากกว่าครึ่งเพราะถูกอบด้วยความร้อนที่มากและนานเกินไป กลิ่นที่โชยมาก็ใกล้เคียงกันถ่านไหม้ๆ จนบรรดาเพื่อนสาวถึงกับเกิดอาการหวาดๆ ไม่กล้าลองชิมฝีมือของแม่ครัวหัวป่าก์


“ฉันรู้ว่า มันไม่ใช่แต่ว่า มันดูพิลึกๆ อยู่นะ แน่ใจนะว่า แกทำขนมปังเป็น”

“แหงสิ ฉันเห็นป๊าทำมาตั้งแต่เล็กแล้ว ตอนอามาลีเป็นคนทำ ฉันก็ตามเข้ามาในครัวออกบ่อยๆ แค่ทำขนมปังนะจิ๊บๆ หลับตาทำก็ยังได้“


“แต่ฉันว่า มันดูไหม้ไปนิดหนึ่งนะอาย ฉันยังไม่อยากท้องเสีย พรุ่งนี้ยิ่งเป็นวันประกาศผลสอบไฟนอลด้วย” สาวร่างอวบผู้รักการกินเป็นที่สุดนามว่า กติกา ชื่อเล่นว่า กุ๊กไก่ติง

“นี่พวกแกดูถูกว่า ของที่ฉันทำชวนให้ท้องเสียงั้นหรือ ฉันเป็นทายาทของร้านขนมปังที่ดังที่สุดของเมืองไทยเลยนะ ร้านของเราเปิดมาตั้งห้าสิบปีแล้ว”


ร้านขนมนุ่มลิ้น นั้นเป็นร้านที่โด่งดังที่สุดของเมืองไทย ตั้งแต่สมัยปู่ของณฐอรจนถึงรุ่นพ่อ ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่มีฝีมือทำขนมเป็นเลิศด้วยกันทั้งนั้น แต่น่าเศร้าที่หญิงสาวไม่เคยบอกใครก็คือ เธอทำขนมไม่เป็น มันคงเป็นชะตาหรือฟ้าลิขิตเพราะไม่ว่า จะพยายามเข้าครัวสักกี่ครั้งก็ต้องมีอันเป็นไปทุกครั้ง

นับตั้งแต่ครั้งแรกตอนณฐอรอายุได้สิบขวบ บิดาของเธออยากให้ลูกสาวได้ลองเป็นลูกมือทำขนมปัง แต่แล้วความตั้งใจดีก็กลับกลายเป็นเรื่องวุ่นๆ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเมื่อเด็กหญิงณฐอรเกิดแพ้ยีสต์ เพียงแต่นวดแป้งก้อนกลมๆ เพียงสิบนาทีมือของเด็กน้อยก็คันคะเยอ ตามด้วยอาการตาบวมและหายใจไม่ออกจนอาณัฐต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน แม้ผู้เป็นพ่อจะสั่งให้ร้านเปลี่ยนชนิดของยีสต์ที่ใช้ในทันทีแต่ก็ยังไม่กล้าให้ลูกสาวลองเสี่ยงทำขนมเป็นครั้งที่สอง ความตั้งใจถูกพักไว้จนกระทั่งเด็กหญิงโตเป็นสาวอายุได้สิบห้าก่อนวันเปิดเทอมมัธยมปลายได้เพียงหนึ่งอาทิตย์


อาณัฐก็พาบุตรสาวเข้าครัวและเริ่มทำเค้กเนยซึ่งเป็นสูตรง่ายที่สุด หวังเพียงให้บุตรสาวเกิดความรักและชอบทำขนมแต่เด็กสาวกลับสร้างวีรกรรมขึ้นอีกหลายครั้ง นับตั้งแต่ทำเค้กผิดสูตรจนเค็มราวกับเกลือและต้องโยนลงถังขยะหรือไม่ก็ลืมใส่ผงฟูจนเค้กเนื้อแข็งราวกับหิน หลังจากนั้นณฐอรก็พยายามอีกหลายครั้ง ทั้งทำเค้ก ทำขนมปัง คุกกี้ ขนมทุกอย่างแต่กลับไม่ประสบความสำเร็จสักอย่างเดียว ถ้าไม่พลาดอบนานเกินไปจนไหม้เกรียม หรือไม่ก็นวดไม่ได้ที่ หมักน้อยเกินไปจนสูตรผิดเพี้ยนไปหมด หลังๆ มานั้นบิดาจึงใช้วิธีให้เธอแค่คุมงานแต่ไม่ให้ลงมือเองและให้ลูกน้องช่วย แต่หญิงสาวก็ยังสร้างวีรกรรมด้วยการทำให้คนอื่นในครัวพากันท้องเสียไปหมด

“ฉันรู้แต่บอกตามตรงนะอาย ฉันไม่กล้ากิน”

ติ๊ก สาวร่างผอมซึ่งเป็นเพื่อนซี้ของณฐอรสารภาพ สองสาวพากันมองขนมหน้าตาประหลาดๆ ด้วยสีหน้าพิพักพิพ่วน

“ตามใจถ้าแกไม่กินแล้วจะมาโทษว่า ฉันทำขนมปังไม่เป็นไม่ได้นะ มานี่ฉันจะกินให้ดู”


พูดจบณฐอรก็หยิบขนมชิ้นนั้นส่งเข้าปากทันทีที่เริ่มเคี้ยวใบหน้าสวยก็บิดเบี้ยวก่อนที่กลิ่นไหม้ของและรสชาติอันพิลึกพิลั่นจะส่งผลให้ทายาทเจ้าของร้านขนมต้องวิ่งเร็วตื๋อเข้าไปในห้องน้ำ เสียงโอ๊กอ๊ากดังออกมาจากห้องน้ำทำให้เพื่อนสาวพากันกลืนน้ำลายลงคอ ต่างหันมาสบตาเมื่อคิดถึงความโชคดีของตนเอง กุ๊กไก่รีบลุกจากเก้าอี้หลังจากเสียงอาเจียนหยุดลงและส่งน้ำดื่มพร้อมกับกระดาษทิชชู่ให้กับหญิงสาว

“เป็นอะไรหรือเปล่าอาย พอไหวไหม”


“ฉะ...ฉัน”


หญิงสาวตะกุกตะกักพูดแทบไม่เป็นคำเมื่อกลิ่นเหม็นของขนมฝีมือตนเองชวนให้อยากอาเจียนอีกรอบ

“ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด ไม่ต้องรีบ”

จบประโยคณฐอรก็วิ่งไปอาเจียนซ้ำอีกครั้งคราวนี้นานกว่าเดิมจนใบหน้านวลแดงก่ำ ตติยาหรือติ๊กช่วยลูบแผ่นหลังให้รอจนเพื่อนสาวรู้สึกดีขึ้น

“ฉันบอกแล้วไงว่า หน้าตามันพิลึกจริงๆ อย่าโกรธเลยนะ ถ้าฉันจะบอกว่า อายน่าจะเลิกทำขนมได้แล้ว อายไม่มีแววทางนี้หรอก” กุ๊กไก่เอ่ย

ใช่...ณฐอรรู้ดีกว่า ตนเองไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เพราะไม่ว่า จะเป็นอาหารชนิดใดๆ เธอก็ทำไม่เป็นเลยสักอย่าง ทั้งอาหารง่ายๆ อย่างเช่นการทอดไข่เธอก็ทำไหม้ ทั้งข้าวผัดหรือแม้อาหารจานเดียวเหมือนฟ้าบันดาลให้เธอต้องล้มเหลวทุกครั้งไป ต่อมทำอาหารของเธอคงไม่ได้ผลิตมาหรือไม่ก็พระเจ้าคงไม่ต้องการให้เธอต้องเป็นแม่ครัวนั่นเอง

“ฉันรู้ แต่ฉันอยากทำเป็นสักอย่างหนึ่งนี่ ขนาดขนมปังแบบนี้สูตรง่ายที่สุดแล้วนะ ฉันเองก็ทำตามยูทูปบอกไว้ทุกอย่างเลยด้วย”

“ยูทูป” เพื่อนสาวทวนคำอย่างไม่เข้าใจ”อ้าวนี่แกไม่ได้ใช้สูตรของที่ร้านงั้นหรือ...เพราะอะไรล่ะ”

เท่านี้เองสองสาวก็จับไต๋ได้ว่า ณฐอรโกหกแต่เพราะเหตุใดทายาทเจ้าของร้านขนมถึงต้องไปพึ่งเวบไซด์ชื่อดังให้สอนทำอาหาร

“ก็เพราะป๊าหมดหวังที่จะให้ฉันทำขนมแล้วนะสิ เขาสั่งห้ามทุกคนในร้านไม่ให้สอน เพราะกลัวว่า ฉันจะไปก่อปัญหาขึ้นอีก ตอนนี้ฉันก็ได้แต่เรียนรู้งานบริหารเท่านั้น”


ร้านขนมนุ่มลิ้นนั้นมีสาขาทั้งหมดสองสาขาในกรุงเทพ โดยเริ่มต้นจากร้านขนมเล็กๆ ก่อนจะเปิดเป็นร้านใหญ่ขึ้นตั้งอยู่ย่านใจกลางเมือง เริ่มจากขนมปังเนยสดเมนูยอดฮิตของร้าน ตามด้วยขนมปังไส้กรอก ไส้เผือก ไส้ถั่วแดง ไส้สังขยาและพัฒนาจนตอนนี้มีทั้งหมดยี่สิบไส้ ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมานานหลายปีทำให้มีลูกค้าประจำมากมาย ร้านบริหารด้วยระบบเครือญาติโดยบิดาของณฐอรเป็นหัวเรือใหญ่ มาลีซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของเธอกเป็นรองประธานและดูแลกิจการอีกร้าน ส่วนมารดาของเธอนั้นก็ทำหน้าที่เลขาดูแลบัญชีเกือบทั้งหมดเมื่อท่านเสียชีวิตลงบิดาก็จ้างพนักงานบัญชีมาดูแล บรรพบุรุษและญาติพี่น้องของเธอไม่ว่า จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ล้วนแต่มีฝีมือทำขนมอันเยี่ยมยอดด้วยกันทั้งนั้นราวกับถูกถ่ายทอดผ่านทางยีนผิดกับณฐอรที่ผ่าเหล่าผ่ากอมากกว่าใครเพื่อน


“เอาน่ายังไงเสียร้านของแกก็มีเชฟประจำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ทำขนมไม่เป็นก็ไม่เห็นเป็นไร แค่บริหารเป็นก็พอแล้ว”


“แต่ก็นั่นล่ะ บางทีฉันก็รู้สึกแย่นะกุ๊กไก่ เป็นถึงลูกสาวร้านขนมแต่กลับทำไม่เป็นสักอย่าง อย่างนี้ฉันจะบอกลูกจ้างในร้านกับเชฟว่า ยังไง เวลามีใครมาปรึกษา ฉันจะบอกเขาว่า ฉันไม่เคยทำแล้วก็ทำไม่เป็นงั้นหรือ”

“ไม่ใช่ไม่เคยทำ แต่ยังไม่สำเร็จต่างหาก ไม่แน่นะอีกสิบปีแกอาจจะทำได้ก็ได้” เพื่อนสาวช่วยแก้ตัวเสียงอ่อย


ณฐอรหน้าเผือดลงถนัดใจ แม้จะรู้ว่า สิ่งที่เพื่อนรักพูดเป็นความจริงแต่เธอก็อดโมโหตัวเองไม่ได้ เธอเคยคิดจะไปเรียนทำขนมตามสถาบันอาหารที่เปิดกันครึกโครมแต่ด้วยความกลัวว่า คนอื่นจะทำได้ว่า ตนเองเป็นทายาทของร้านขนมปังชื่อดังจึงต้องล้มเลิกความตั้งใจ


“อย่าคิดมากนะอาย อายทำอย่างอื่นเก่งหลายอย่างออกนะ ทั้งวาดรูปเอย ร้องเพลงเอย แค่ทำอาหารไม่เป็นไม่เห็นสำคัญเลย ยังไงพวกเราก็อยู่ข้างอายนะ ทั้งสวยและน่ารักอย่างนี้หรือกลัวว่า จะไม่มีใครมาขอไปเป็นศรีภรรยา” สาวชื่อติ๊กเอ่ยขึ้น เอื้อมมือมาจับหัวไหล่และบีบเบาๆ เพื่อปลอบ

หน้าตาของณฐอรนั้นถือว่า สวยจัดเลยทีเดียว ดวงหน้ารูปไข่ คิ้วโก่งสวยโดยไม่ต้องกันรูปคิ้วให้เสียเวลา จมูกโด่งปลายเชิดนิดๆ บ่นถึงความรั้นของเจ้าตัว ริมฝีปากอิ่มสีเชอรี่สุกที่งดงาม ด้วยรูปร่างที่สูงเกือบร้อยเจ็ดสิบทำให้หญิงสาวถือเป็นดาวของคณะเลยทีเดียว

“ฉันรู้ ขอบใจมากนะติ๊ก กุ๊กไก่ ขอโทษนะ ฉันไม่น่าบังคับพวกแกให้กินขนมเลย ขนาดคนทำเองยังกินไม่ลงเลย ชาตินี้ฉันคงหมดปัญญาจะทำเสียแล้ว ขนาดขนมปังสูตรง่ายที่สุดแล้วนะเนี่ย”

“ทำไม่เป็นก็ไม่เป็นไรนี่ เชื่อฉันสิ คนเราต้องมีดีอย่างอื่น ไม่มีใครเกิดมาเพียบพร้อมหมดทุกอย่างหรอก ดูอย่างฉันสิ เล่นกีฬาอะไรก็ไม่เป็น ร้องเพลงก็เสียงผิดคีย์ ส่วนกุ๊กไก่ลายมือก็ไม่สวยแถมยังอวบระยะสุดท้ายอีกต่างหาก”

สาวชื่อกุ๊กไก่เอื้อมมือมาตีเพื่อนรักดังพลั่วะใหญ่ สามสาวพากันยิ้มโดยเฉพาะณฐอรที่เปลี่ยนความเศร้ามาเป็นความขำแทน เธอกับสองสาวรู้จักกันมาสี่ปีแล้วนับตั้งแต่เอ็นทรานซ์ติดมหาวิทยาลัยด้วยกัน แม้จะมีพื้นฐานครอบครัวต่างกันแต่นิสัยกลับเข้ากันได้ดี กุ๊กไก่มีครอบครัวเรียนสายวิทย์ด้วยกันทั้งบ้าน บิดาของหญิงสาวเป็นกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง มารดาเป็นทันตแพทย์ ส่วนติ๊กนั้นครอบครัวค้าขายเหล็กมารดาเป็นแม่บ้าน ทั้งสามอยู่ปีสุดท้ายกำลังจะประกาศผลสอบในวันพรุ่งนี้ ถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะเรียนจบ

“เอาล่ะเพื่อเป็นการไถ่โทษ ฉันจะพาพวกแกไปเลี้ยงขนมที่ร้านดีไหม วันนี้พ่อน่าจะอยู่ จะได้เอากลับบ้านไปฝากพ่อกับแม่ของติ๊กกับกุ๊กไก่ด้วย”


“ดีจังเลยแก ฉันรอคำชวนนี้มานานแล้ว ไปกันเลยดีไหม” สาวร่างอวบพูดขึ้นอย่างลืมตัว

ตติยาเขกมะเหงกลงบนหัวเพื่อนรัก ก่อนเอ่ย

“แกนี่เห็นแก่กินจริงๆ เลยนะกุ๊กไก่ ไม่อายเขาบ้างหรือไง กินจนพุงเป็นชั้นๆ แล้วนะ”

“อย่างฉันเขาเรียกว่า เอวหนาเล็กน้อยน่าเอ็นดูย่ะ ถ้าแกไม่อยากกินก็เชิญเก๊กท่าสร้างภาพไปคนเดียวเถอะ ฉันชอบขนมปังเนยสดของร้านอายมากที่สุด ถ้าได้ขนมปังมะพร้าวด้วย คืนนี้ฉันคงหลับฝันดีแน่ๆ”

“เอาน่าติ๊ก เรามันเพื่อนซี้กันไม่ต้องคิดมากหรอก ไปเถอะเรียกแท็กซี่ จากนี่ไปแป๊บเดียว แค่เลี้ยงขนมเพื่อนแค่นี้จิ๊บๆ “

“ก็ได้ไปไหนไปกัน”

กว่าสามสาวจะไปถึงร้านขนมก็เป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็นแล้ว ภาพของลูกค้าที่ยืนรอกันอยู่เต็มหน้าร้านแถมยังต่อแถวออกมายาวเหยียดจนเลยถนนสร้างความชื่นชมจากทั้งสามได้มากพอดูโดยเฉพาะณฐอร ซึ่งเห็นภาพนี้มาจนชินตาแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยมีสักครั้งที่ขนมจะขายไม่หมด มีแต่จะไม่พอเสียด้วยซ้ำ แม้ทางร้านจะเพิ่มกำลังผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ


ปู่ของเธอเป็นผู้พัฒนาสูตรจนได้ขนมรสชาติอร่อย หลายคนบอกว่า รสของมันนุ่มราวกับจะละลายในปากก็ไม่ปาน ทั้งหมดนี้เพราะทางร้านใส่ใจใส่วัตถุดิบ ไม่ว่า จะเป็นไข่ที่ใช้ไข่สดใหม่ เนยชนิดดี น้ำตาลทรายเม็ดละเอียด ดังนั้นกิจการของร้านจึงมีแต่รุ่งเรืองขึ้นทุกปี แต่สิ่งเดียวที่เป็นปัญหาที่บิดาของเธอกลุ้มใจคือ ปัญหากับน้องสาวเพียงคนเดียว


มาลีเป็นอาของเธอ อายุห่างกับอาณัฐเพียงแค่ปีเดียว แต่ด้วยความที่เป็นคนใจร้อนแม้จะเรียนจบด้านคหกรรมมาโดยตรง แต่ปู่ของเธอก็วางใจให้บิดาเป็นผู้รับสืบทอดกิจการร้านขนมและให้มาลีเป็นผู้ช่วย ทั้งสองเริ่มพัฒนาเทคนิคการทำขนมให้ดีมากยิ่งขึ้น ปรับปรุงสูตรเพิ่มเติม ตัดและปรับวัตถุดิบจนรสชาติติดปากลูกค้า จนกระทั่งมีรายการทีวีมาถ่ายทำให้ชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นกว่ารุ่นปู่ สองพี่น้องช่วยกันสร้างรากฐานให้มั่นคงจากที่เคยน้อยใจก็พอได้รับความรักจากพี่ชายก็เข้าใจมากขึ้น โชคร้ายที่พอมาลีแต่งงานกับ’ทยุต’ ผู้ชายซึ่งเป็นผีพนันและไม่เคยช่วยทำงานการอะไร

ความขัดแย้งระหว่างสองพี่น้องยิ่งมากขึ้นเพราะสามีคอยยุยงว่า กิจการร้านขนมแห่งนี้นั้นเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของสองพี่น้อง จึงสมควรที่จะแบ่งรายได้ให้เท่าเทียมกัน เพราะหลงเชื่อสามีมาลีจึงแยกตัวออกไปเปิดร้านขนมนุ่มลิ้นขึ้นอีกสาขา แม้จะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำแต่ลูกค้าก็ยังไม่แน่นเท่ากับร้านดั้งเดิม


“พ่อไปไหนหรือคะคุณอา”


ณฐอรเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอาสาวยืนช่วยพนักงานขายขนมอยู่หน้าร้านด้วยใบหน้าเหนื่อยอ่อน ใบหน้าของหญิงวัยสี่สิบดูอิดโรย

“ออกไปตามหานันทา”

นันทาคือ ผู้ช่วยเชฟซึ่งรับหน้าที่ทำขนมภายในร้าน เนื่องจากเป็นพนักงานเก่าแก่อีกทั้งมีฝีมือทำขนมเป็นเยี่ยมทุกวันเธอจะต้องมาถึงร้านตั้งแต่ตีห้าเพื่อนวดแป้งทำขนม อีกทั้งยังเตรียมสำหรับออร์เดอร์ที่รับจากลูกค้าของเมื่อวาน


“นันทาไปไหนหรือคะ”

“เห็นบอกว่า จะลาออก พ่อเลยขับรถไปตามที่บ้าน”


“ทำไมคะหรือว่า ไม่พอใจเรื่องอะไร”

“ก็เรื่องเดิมๆ ขอขึ้นเงินเดือน พอคุณพ่อหลานไม่ให้ ก็เลยแกล้งประท้วง นี่ก็นัดคนงานของเราให้หยุดไปตั้งสามคน อาเลยหัวปั่นต้องมาช่วยขายขนมที่ร้านนี้ ทั้งที่ร้านของอาก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว” มาลีพูดราวกับทวงบุญคุณ“อาว่า ถ้าคราวนี้คุยกันไม่รู้เรื่องก็ไล่ออกไปเลย หาเชฟใหม่ดีกว่า”

“แต่นันทาทำงานมานานแล้วนะคะ กว่าจะหาคนชำนาญอย่างนี้ได้ง่ายเสียที่ไหน”
“ก็หลานอายไง เรียนจบแล้วยังไม่มีงานทำ ก็มาช่วยทำขนมไปก่อน กิจการของเราสู้ดูแลเองจะดีกว่า”


ณฐอรกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ เธอจะให้อาสาวรู้ไม่ได้ว่า ทำขนมไม่เป็น จึงต้องรีบเสกลบเกลื่อน

“อ๋อค่ะ”


ขณะที่กำลังจะเอ่ยประโยคต่อไปนั้น มือถือที่พกอยู่ในกระเป๋าก็แผดเสียงขึ้นพอดี ณฐอรรับขึ้นมาส่งเสียงไปตามสาย ใบหน้าของหญิงสาวค่อยๆ เผือดลงเรื่อยๆ ก่อนจะยกมือปิดหน้าร้องไห้

“อาย เกิดอะไรขึ้น”

ณฐอรรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบของตัวเองกำลังถล่ม เสียงจากปลายทางที่ดังแว่วมาเข้าหู ทวนย้ำไปย้ำมา เธอรู้สึกลำคอแห้งผากไปหมด เสียงที่แค่นผ่านริมฝีปากช่างยากเย็น

“ป๊า”

“ทำไมหรือ พี่ณัฐเป็นอะไร”


“ป๊ารถคว่ำค่ะ”

ผิดพลาดขออภัยด้วยนะคะ ไม่ค่อยมีเวลาตรวจทานหาคำผิดเลยค่ะ จะพยายามเร่งปั่นให้เร็วที่สุด และลงให้ต่อเนืื่องค่ะ



tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 มิ.ย. 2554, 21:59:38 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 มิ.ย. 2554, 22:00:25 น.

จำนวนการเข้าชม : 2841





   หรือทุกอย่างต้องพังในมือฉัน....กรรม >>
หมีสีชมพู 27 มิ.ย. 2554, 23:27:08 น.
แวะมาให้กำลังใจค่ะ^^


Zephyr 27 มิ.ย. 2554, 23:37:52 น.
ว้าว ยาวได้ใจเลยค่ะ อ่านไปหิวไปนะเนี่ย


violette 28 มิ.ย. 2554, 00:34:29 น.
เริ่มต้นก็น่าอ่านแล้วค่ะ
รออ่านอยู่นะคะ


แว่นใส 28 มิ.ย. 2554, 08:06:25 น.
พระเอกม้าขาวจะมาช่วยนางเอกเราใช่ไหมคะ


tangtangmeow 28 มิ.ย. 2554, 14:34:23 น.
ขอบคุณสำหรับเม้นท์นะคะ มาบ้านนี้ทุกทีก็ปลื้มใจค่ะ ตอนนี้เขียนได้ประมาณห้าตอน ค่อยๆ ลงไปนะคะ เพราะปรับๆ แก้ๆ หลายที จนวุ่นวายไปหมด ขออภัยสำหรับความล่าช้าค่ะ


สะเรนี 28 มิ.ย. 2554, 20:03:48 น.
อ่านแล้วหิววววว


ปูสีน้ำเงิน 29 มิ.ย. 2554, 00:02:24 น.
หายไปหายเลยนะพี่ ปูนึกว่าจะไม่มาอัพนิยายให้อ่านซะแล้วซิ


tangtangmeow 29 มิ.ย. 2554, 09:25:25 น.
ต้องขอโทษด้วยค่ะ พอดีเรื่องเก่าที่เคยลงไว้ บัดนี้ก็ยังเขียนต่อไม่ได้ ก็เลยหายไปนานคะ


ling 29 มิ.ย. 2554, 13:39:23 น.
มาเป็นกำลังใจให้คนเขียนค่ะ สู๊ๆๆ


ธารณ์ 29 มิ.ย. 2554, 15:26:53 น.
ได้อ่านงานของคุณพี่อีกแว้ววว ^^
ว่าแต่ว่าขอให้คุณป๊าปลอดภัยด้วยนะเจ้าคะ ^^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account