ปรุงสูตรรัก
ณฐอร รู้ดีว่า ตัวเองไม่ได้เกิดมาเพื่อทำขนม แต่แล้วโชคชะตาทำให้เธอต้องรับผิดชอบร้านขนมปังเลื่องชื่อของตระกูล เธอจึงต้องหาผู้ช่วย

นิยามเดียวที่คิดออก เกี่ยวกับธนวรรธน์ ก็คือ หล่อล่ำ ดำถึก แต่เขากลับทำขนมเก่งสุดยอด

แต่แล้วหัวใจเจ้ากรรมกลับทำให้เธอต้องหวั่นไหวกับผู้ชายที่คิดว่า เป็นเกย์ แถมเขายังมีแฟนที่สวยขนาดน้องปอยยังอาย!



Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: หรือทุกอย่างต้องพังในมือฉัน....กรรม

มาลงอีกตอนแล้วนะคะ พรุ่งนี้คนเขียนจะไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ฝากนิยายไว้ด้วยนะคะ ตอนหน้าพระเอกกับนางเอกก็จะได้พบกันแล้ว ขออภัยถ้าหากมีคำผิดนะคะ ช่วงนี้ยุ่งไม่มีเวลาตรวจทานจริง ๆค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์ค่ะ

ขอฝากผลงานที่วางแผงอยู่ตอนนี้คือ คุณชายพุฒิภัทร และ วิวาห์เพลิงนะคะ

Chapter 1

ร่างที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในไอซียูดูแล้วช่างแตกต่างจากบิดาของเธอราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเช้านี้ก่อนณฐอรจะออกจากบ้านไปมหาวิทยาลัย ท่านยังดูสดชื่นและแจ่มใส แถมยังทักทายลูกด้วยสีหน้าแช่มชื่นเหมือนทุกครั้ง ครอบครัวของหญิงสาวเต็มไปด้วยความอบอุ่น บิดาเป็นผู้ชายที่รักครอบครัวและขยันทำมาหากิน รายได้จากร้านขนมทำให้ครอบครัวของณฐอรค่อนข้างมีฐานะ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ไม่เคยมีสักครั้งที่บิดาสอนให้เธอฟุ่มเฟือย


ศรีสุภาเป็นมารดาที่รักและเข้าใจบุตรสาว จนกระทั่งเมื่อหลายปีก่อนท่านป่วยเป็นมะเร็งและจากเธอไปแต่ถึงอย่างนั้นอาณัฐก็ยังคงทุ่มเทความรักให้กับลูกสาวเพียงคนเดียวเพื่อชดเชย แต่บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลาย พ่อซึ่งเคยเป็นเสาหลักของครอบครัวนอนนิ่ง รอบศีรษะเต็มไปด้วยผ้าพันแผลเปื้อนเลือดซึ่งบ่งว่า อุบัติเหตุครั้งนี้รุนแรง


แพทย์เจ้าของไข้บอกว่า สมองของอาณัฐกระทบกระเทือนมีเลือดคั่ง แม้จะผ่าตัดนำเลือดออกแล้วแต่ก็อาจจะไม่กลับมาเหมือนเดิม เขาไม่สามารถหายใจเองได้และอาจจะไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ตลอดชีวิต น้ำตาของหญิงสาวไหลออกมาจนเหือดแห้ง เธอร้องไห้จนไม่มีน้ำตา ไม่ว่า จะกรีดร้องสักเท่าไหร่ก็ไม่อาจเรียกความสูญเสียทั้งหมดกลับคืนมา อุบัติเหตุครั้งนี้เหมือนฝันร้ายที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเธอพังทลายในพริบตา

“หมอว่า ไงบ้างยัยอาย พี่ณัฐเมื่อไหร่จะฟื้น”

“หมอยังตอบไม่ได้ค่ะอี๊ลีบอกว่า ต้องรอดูอาการอีกที ตอนนี้ป๊าต้องใส่ท่อช่วยหายใจเพราะสมองบวมมากแล้วก็ยังต้องเปิดกระโหลกไว้เพื่อระบายความดัน อาการแบบนี้หมอให้ทำใจเพราะห้าสิบห้าสิบ”

“อะไรนะ โธ่พี่ณัฐ ไม่น่าเลย ทำไมถึงได้ขับรถประมาทแบบนี้นะ”


ตำรวจตรวจที่เกิดเหตุพบว่า พ่อของเธอขับรถด้วยความเร็วสูงและฝ่าไฟแดงออกมาจนชนกับรถที่แล่นมาจากอีกฝั่งหนึ่งของถนน เพราะแล่นมาด้วยความเร็วสูงทำให้แรงปะทะมากตามไปด้วย รถเบนซ์ราคาแพงพังยับกลายเป็นเศษเหล็กเช่นเดียวกับสภาพของผู้ขับขี่ที่บาดเจ็บสาหัส แต่ณฐอรไม่อยากเชื่อ


“ไม่จริงนะคะ ป๊าไม่ได้ประมาท คงเป็นเพราะฝนตก” บุตรสาวคนเจ็บแก้ตัว บิดาของเธอเป็นรอบคอบเสมอ คงเป็นเพราะฝนที่กำลังตกหนักทำให้ท่านมองไม่เห็นสัญญาณไฟ


“ถึงอย่างนั้นก็เถอะคงขับเร็ว ไม่อย่างนั้นรถเบนซ์ไม่พังแบบนี้หรอก” มาลีค่อน
ณฐอรเงยหน้าสบตาอาสาว ทำไมเธอถึงได้รู้สึกถึงน้ำเสียงแห่งความเย้ยหยันจากอีกฝ่าย ทั้งที่จริงแล้วอาสาวควรจะร้องไห้เสียใจที่พ่อของเธอเจ็บหนัก ใบหน้าที่เริ่มร่วงโรยไปตามวัยคลี่ยิ้มน้อยๆ ทุกอย่างนั้นทำให้หญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่า มาลีกำลังดีใจ

“อายไม่เชื่อ ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ ปกติป๊าไม่เคยขับรถเร็ว” ณฐอรจำได้ว่า ทุกครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารพร้อมหน้าทั้งครอบครัว บิดาย้ำเสมอว่า ต้องขับรถอย่างระมัดระวังตรงกันข้ามกับเธอที่มักติงทำนองว่า จะไปถึงจุดหมายช้า


“หรือว่า พี่ณัฐมัวแต่คุยโทรศัพท์”

“อาอี๊อย่าเดาเลยนะคะ ยิ่งพูดก็ยิ่งเครียด ตอนนี้อายมืดแปดด้านไปหมดแล้วไม่รู้จะทำยังไงดี นันทาก็มาออกตอนนี้แถมคนงานก็หายไปอีกสามคน พรุ่งนี้เราจะเปิดร้านได้ยังไง”

“เอาอย่างนี้นะ พรุ่งนี้อี๊จะมาช่วยแต่เช้าจะเอาคนงานที่ร้านมาด้วย ที่ร้านอี๊อยู่ตัวแล้ว คงทำแทนกันได้ รอจนกว่าอายจะหาคนได้ดีไหม”

“จะดีหรือคะอาอี๊ อายเกรงใจ”


“ดีสิ เราเป็นอาหลานกันนะ อี๊จะได้ดูฝีมืออายด้วยว่า ทำขนมเก่งแค่ไหนแล้ว ถ้าหากอายทำได้นะ ต่อไปอี๊ก็ไม่ต้องช่วยอีก พี่ณัฐเคยจดสูตรไว้ให้หมดแล้วไม่ใช่หรือ”


มาลีพูดถึงสูตรทำขนมปังประจำร้านซึ่งมีบันทึกอยู่เก็บอยู่ทั้งนี้เพื่อให้เชฟที่เข้ามาใหม่สามารถทำตามได้ ปกตินันทาจะเป็นคนสอนคนงานใหม่ให้รู้จักขั้นตอนแต่ละอย่าง ทุกวันในร้านขนมจะต้องทำขนมปังทั้งหมดยี่สิบไส้ด้วยกัน โดยมีลูกมือช่วยทำการนวดแป้งด้วยเครื่องปั้นเป็นก้อนและพักไว้ หลังจากนั้นจึงทำการขึ้นรูปขนมปังแล้วรอให้แป้งฟูได้ที่จึงนำมาอบและขายหน้าร้าน

“ค่ะ อายรู้ว่า ป๊าเก็บไว้ที่ไหน”


“งั้นก็ดีแล้ว พรุ่งนี้พบกันที่ร้านนะ อี๊ต้องกลับบ้านก่อนป่านนี้อาทยุตเป็นห่วงแล้ว”
ณฐอรยกมือไหว้อาสาว เธอมองตามแผ่นหลังของร่างบางที่เดินจากไป เวลาที่ผ่านไปหลายปีได้ทำให้มาลีเปลี่ยนจากหญิงสาวผู้ไม่อ่อนต่อโลกกลายเป็นหญิงอายุสี่สิบที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ณฐอรยังจำได้ว่า สมัยเด็กๆ คนที่ตนสนิทด้วยรองจากพ่อแม่ก็คือ อาสาวผู้นี้แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่เปลี่ยนตามไปด้วยก็คือ ความห่างเหิน เธอยังจำคำที่บิดาเคยพูดไว้ได้



“อาอี๊ของลูกเขารักสามีมาก เพราะทยุตทำให้มาลีเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้เขาไม่เห็นป๊าเป็นพี่ชายแล้ว เขาคิดแต่ว่า เราโกงเขา เราแบ่งเงินให้เขาไม่มากพอ”



หญิงสาวอยากจะคิดว่า สิ่งที่บิดาพูดไว้ไม่จริงแต่บัดนี้สายตาที่มาลีมองคนป่วยช่างเย็นชา แววตาคู่นั้นติจะเหยียดนิดๆ ราวกับว่า นั่นคือ สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นมาตลอดหลายปี ณฐอรกุมมือบิดาเอาไว้แม้อุ้งมืออุ่นจะยังไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ตามใจแต่กลับเป็นกำลังใจสำคัญอย่างเดียวที่เธอมี บิดาไม่อาจรับรู้ปัญหาอันหนักอึ้งของเธอ คิดได้ดังนั้นน้ำตาก็พาลจะไหลลงมาอีกรอบ เธอพึมพำกับคนเจ็บ


“ป๊าคะ อายจะทำยังไงดี....อายจะทำยังไงกับร้านของเราดี”


เช้าวันต่อมาแทบจะเป็นวันแห่งความยุ่งเหยิงของณฐอรเลยทีเดียว มาลีมาถึงที่ร้านตั้งแต่ตีสามตามที่สัญญาเอาไว้ แต่ทันทีที่ก้าวเข้ามาเธอก็เริ่มเปิดฉากทดสอบความรู้ของหลานสาวในทันที เริ่มจากการให้ทำขนมปังและผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความลับที่สู้ปกปิดมาตลอดหลายปีต้องเปิดเผย

“อะไรนะนี่อายทำขนมไม่เป็นงั้นหรือ”

“เบาๆ หน่อยสิคะอี๊อายทำไม่เป็นจริงๆ ค่ะ อายพยายามแล้วแต่ฝีมือก็ไม่พัฒนาขึ้นเลย ป๊าก็เลยเลิกสอน”


ในที่สุดณฐอรก็ตัดสินใจสารภาพความจริงทุกอย่างให้อาสาวฟัง ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะโกหกเพราะหากไม่เช่นนั้นแล้วเรื่องราวจะไปกันใหญ่ เมื่อไม่มีผู้ช่วยทรงประสิทธิ์ภาพอย่างนันทา เธอก็เหมือนคนพิการ แม้จะมีสูตรอยู่ในมือแต่การทำนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การดูว่า แป้งที่นวดได้ที่แล้วเป็นยังไง พักขนมแค่ไหนถึงจะพอ เมื่อไหร่ถึงจะขึ้นรูปขนมปังได้ มาลีได้แต่ส่ายหัวมองหลานสาวด้วยสีหน้าตำหนิ

“แต่อายเป็นทายาทของร้านขนมที่ดังที่สุดในกรุงเทพนะ ถ้าหากเจ้าของร้านทำขนมไม่เป็นแล้วจะเปิดร้านได้ยังไง นี่ถ้าลูกค้ารู้เข้าว่า เราให้คนงานทำขนมจะรู้สึกยังไง มีหวังเสียความมั่นใจหมด”

“เราก็อย่าให้ลูกค้ารู้สิคะ อายถามคนงานดูแล้ว หลายคนก็พอจะทำได้ เราทำกันมาเป็นปีๆ แล้ว ขาดนันทาสักคนไปจะเป็นไร”



“แต่พวกนั้นเป็นแค่คนงานนะ ปกตินันทาเป็นคนคุมทุกอย่างทั้งการดูเนื้อขนมปัง จู่ๆ จะให้คนไม่เป็นมาทำได้ยังไง”

“แต่พวกเขาไม่ใช่คนงานใหม่นะคะ อายถามดูแล้วเขาบอกว่าทำได้”


“ถึงอย่างนั้นก็เถอะอี๊ก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี อย่างเวลานวดแป้งแค่จับเวลามันไม่พอหรอกนะ ขนมปังจะขึ้นหรือไม่ขึ้นมันเกี่ยวกับอุณหภูมิและความชื้นด้วย พวกเด็กพวกนี้เคยดูเองเสียที่ไหนสมัยก่อนก็นันทาคุมให้ทั้งนั้น คนงานของเราส่วนใหญ่ก็เป็นต่างด้าวที่จับมาช่วยขึ้นรูปขนมปัง พูดไทยยังไม่ชัดเลยด้วยซ้ำ เกิดขนมผิดสูตรขึ้นมา อายจะแก้ยังไง”

“อายก็...” ณฐอรอึกอัก ใช่ นอกจากเธอจะทำขนมไม่เป็นแล้ว เธอยังไม่ได้เรียนด้านคหกรรมมาโดยตรงอีกด้วยดังนั้นเรื่องการแก้ปัญหาภายในร้านจึงทำไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่หญิงสาวทำได้คือ คิดเงินเท่านั้น

“ถ้างั้นอายจะไปตามนนันทากลับมาเองค่ะ เมื่อเช้านี้อายก็โทรไปแล้วแต่...” ณฐอรกำลังจะต่อแต่แล้วมาลีกลับแทรกขึ้นก่อน


“แต่เขาไม่รับสาย ถ้านันทาอยากจะกลับมาก็คงมาตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาชวนคนงานให้หยุดงาน”


แม้นันทาจะเป็นแม่ครัวที่มีฝีมือแต่ก็มีนิสัยใจร้อนเห็นแก่เงินเป็นหลัก หญิงสาวอายุสามสิบห้าปีหน้าตาสะสวย นอกจากทำขนมแล้วยังชอบแต่งตัวและคบผู้ชายไม่เลือกหน้าอีกด้วย

“งั้นอายจะเพิ่มเงินเดือนให้เขาสองเท่า ทำยังไงก็ได้ให้นันทายอมกลับมาช่วยงานก่อน”

“ไม่ได้นะอาย ทำแบบนี้แม่นั่นจะยิ่งได้ใจใหญ่ ตอนพ่อของหลานอยู่นันทาก็วางก้ามเสียคับร้าน ยิ่งเราไปง้อแบบนี้ยิ่งทำให้เหิมเกริม อี๊ว่า เรามาทำกันเองดีกว่า”


“แต่อายทำไม่เป็นจริงๆ นะคะ ถ้าให้ลงมือเองหมด มีหวังขนมออกมาต้องเททิ้งหมดแน่ เราน่าจะให้คนงานเก่าช่วยไปก่อน แล้วค่อยหาทางจ้างเชฟคนใหม่อีกที”


“อายพูดอะไรออกมานะ ไม่นึกเลยนะว่า หลานสาวของอาจะเป็นคนไม่ได้เรื่องแบบนี้ แค่ทำขนมจะไปยากอะไร”


“ก็อายทำไม่เป็นจริงๆ นะคะ”
ณฐอรเริ่มขึ้นเสียงเพราะเหลืออดไปๆ มาๆ ก็ลงว่า เธอต้องทำขนมให้เป็นซึ่งในเวลากะทันหันแบบนี้ไม่มีทางทำได้แน่ เธอเริ่มไม่เข้าใจว่า อาสาวมีจุดประสงค์อะไร

“งั้นอี๊จะมาช่วยร้านนี้แต่อายต้องมอบให้อี๊เป็นผู้จัดการร้าน มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนทุกอย่าง”

“อาอี๊ลี”

ณฐอรลำคอแห้งผาก น่าแปลกที่เธอรู้สึกเหมือนตัวเองในหนังจีนยามบ่ายที่ตัวละครถูกแย่งมรดกก็ไม่ปาน เพราะเหตุใดเธอถึงรู้สึกว่า สิ่งที่อาสาวพยายามจะทำไม่ใช่การสอนทำขนมแต่เป็นการกดให้เธอรู้สึกต่ำเตี้ยติดดินเสียมากกว่า เสียงทะเลาะของสองอาหลานเรียกความสนใจจากลูกจ้างภายในร้าน ยิ่งผ่านไปทุกคนก็เริ่มรู้ว่า เจ้าของร้านสาวนั้นทำอาหารไม่เป็น

“ทำไมหรือว่า อายกลัวอี๊จะโกง”


“เปล่านะคะ เพียงแต่อายไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรแบบนั้น ตอนนี้คุณพ่อก็ป่วย ถ้าจะตัดสินใจอายอยากรอคุณพ่อก่อน”


“งั้นอี๊จะให้ทนายมาจัดการ”



“แต่อาอี๊ลีคะ...พรุ่งนี้ป๊าอาจจะฟื้นก็ได้นะคะ หมอบอกว่า ป๊ายังมีความหวัง” ณฐอรแย้ง สีหน้าเผือดลงยิ่งกว่าเดิม

“ถึงพี่ณัฐฟื้นขึ้นมาก็ยังทำงานไม่ได้อยู่ดี คงต้องพักไปหลายเดือนทั้งทำกายภาพบำบัดเอยแล้วยังต้องผ่าตัดปิดกะโหลกอีก อายอยากให้ร้านเราเจ้งไปก่อนที่คุณพ่อจะหายดีงั้นหรือ ถ้าไม่ก็มอบร้านนี้ให้อี๊จัดการ ส่วนอายก็กลับไปทำบัญชีเหมือนเดิม” มาลีรวบรัด ณฐอรจึงได้แต่ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนเอ่ยออกมาเป็นประโยคสุดท้าย

“อายขอให้คำตอบพรุ่งนี้ได้ไหมคะ วันนี้เหนื่อยเหลือเกิน อายยังคิดอะไรไม่ออก”
“ก็ได้ แต่อย่าให้นานนักนะ อี๊ขี้เกียจรอเพราะอี๊ก็มีร้านของตัวเองที่ต้องดูแลเหมือนกัน”

“ไม่ทันไรจะขอแบ่งสมบัติกันแล้วหรือ นี่ขนาดพ่อของแกยังนอนป่วยอยู่เลยนะ ทำไมอาอี๊ลีทำแบบนี้”


เสียงจากเพื่อนสาวร่างอวบ สองคู่ซี้ของณฐอรเอ่ยขึ้น เบื้องหน้ามีน้ำส้มคั้นสามแก้วที่ถูกวางทิ้งไว้จนน้ำแข็งเริ่มละลาย ณฐอรไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรเพราะตั้งแต่ได้ยินข้อความจากญาติสนิทเพียงคนเดียวเธอก็รู้สึกเหมือนจะเป็นลม ครอบครัวของเธอช่างโชคร้ายเพราะนอกจากบิดากับอาอี๊มาลีแล้วญาติฝ่ายอื่นก็เสียชีวิตไปหมด ตากับยายของหญิงสาวนั้นอยู่ต่างจังหวัดนานๆ ถึงจะมากรุงเทพสักครั้งเมื่อมารดาเสียชีวิตบิดาเจ็บหนักจึงเท่ากับว่า เธออยู่ตามลำพัง


บ่ายนี้เธอแวะไปเยี่ยมบิดาที่โรงพยาบาลได้แต่ภาวนาไปตลอดทางหวังว่า บิดาจะฟื้นและลุกขึ้นมานั่งคุยกับเธอเหมือนเดิมแต่ความหวังกลับเป็นเพียงแค่ลมพัดผ่าน อาณัฐยังคนอนนิ่งไม่มีการตอบสนอง เขาหายใจเองไม่ได้ด้วยซ้ำแถมยังมีไข้ต่ำๆ แพทย์บอกว่า เขาเริ่มมีการติดเชื้อในปอดเนื่องจากใส่ท่อช่วยหายใจซึ่งทำให้ความหวังของหญิงสาวด่ำลงจนติดลบ


“คงไม่อย่างนั้นหรอก อาอี๊ลีคงกลัวว่า ร้านจะมีปัญหาก็เลยเสนอทางเลือกนี้ขึ้นมา”
“แค่ทำขนมไม่เป็นเนี่ยนะปัญหา แล้วเหตุผลอะไรถึงต้องมอบให้อาอี๊ของแกเป็นผู้จัดการร้านด้วย”

“ฉันก็เห็นด้วยนะอาย ทำขนมไม่เป็นไม่เสียหายตรงไหนเลย เราเปิดร้านขนมนะให้ลูกจ้างทำไม่ได้หรือ ฉันเห็นร้านของพวกลูกผู้ดีไฮโซคนอื่นเขาก็จ้างเชพมาเยอะแยะไป ไม่เห็นต้องลงมือปรุงเองทำขนมเองเลย”

“แต่อี๊ลีบอกว่า ถ้าฉันทำไม่เป็นก็แก้ปัญหาไม่ได้”

“ก็ให้ลูกจ้างทำตามสูตรสิ เดิมก็ทำมาเป็นปีๆ แล้ว ฉันว่า อาอี๊ของแกจ้องจะฮุบสมบัติมากกว่า ตั้งแต่สมัยพ่อแกแล้ว อาอี๊กับอาเขยจ้องจะฮุบร้านใหญ่อย่างนี้มันขี้โกงชัดๆ สมัยพ่อแกยังสบายดีก็เกือบจะฟ้องกันไม่ใช่หรือ”


ทยุตนั้นมักจะยุยงภรรยาโดยเฉพาะรายได้ที่มาจากร้านขนมสาขาใหญ่ว่า เป็นของที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษสมควรต้องมีการแบ่งปันกัน


“อย่าพูดแบบนี้สิกุ๊กไก่ ฉันยิ่งเครียดๆ อยู่ ฉันคิดว่า น่าจะไปหาเพสทรีเชฟมาทำงานแทน บางทีอาจจะง่ายขึ้น”


“เชฟดีๆ หาไม่ง่ายอย่างนั้นสิกระทันหันแบบนี้คงไม่มีใครเขายอมมาหรอก ถ้าที่เก่งหน่อยก็ค่าจ้างแพง ฉันว่า คงไม่คุ้มหรอก” ณฐอรแย้ง

“งั้นแกจะทำยังไงยายอาย จะให้อาอี๊ลียึดร้านไปแบบนี้หรือ”


“ฉันตั้งใจแล้วว่า จะลองสู้ดูสักตั้ง ถึงฉันทำไม่เป็นแต่จะให้พวกคนงานทำดู แล้วฉันก็ชิม แค่ชิมไม่น่ายากจริงไหมกุ๊กไก่ ติ๊ก ฉันเคยกินขนมปังของทางร้านมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ให้มันรู้ไปสิว่า จะดูไม่ออกว่า มันดีหรือไม่ดี”


“ฉันก็เห็นด้วยนะอาย เราไม่ควรยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถึงคนงานจะเป็นต่างด้าวแต่ทำงานเก่งจะตาย ขยันกว่าคนไทยเรา เผลอๆ ไม่ต้องจ้างเชฟแพงๆ พวกกะเหรี่ยงอาจจะเก่งว่าด้วยซ้ำ”

“จ้ะ แต่เรื่องปฏิเสธอาอี๊ลีจะทำยังไง”
“ก็บอกไปตรงๆ นั่นละว่า อยากจะลองทำดู เชื่อฉันสิแกว่า อาของแกไม่กล้าโวยวายหรอก อย่างมากก็แค่หลบหน้าไม่ยอมช่วย ดีเสียอีกจะได้ไม่ต้องเกร็งเวลามีคนมาเอ็ดตะโรแว๊ดๆ ให้กลุ้มใจ”
“โอเค งั้นฉันจะโทรบอกอี๊เดี๋ยวนี้”

จริงอย่างที่เพื่อนสาวคาดเพราะทันทีที่มาลีได้ยินว่า หลานสาวจะลองลงมือคุมร้านเองโดยให้คนงานเก่าช่วยทำขนมก็เกิดอาการงอนและไม่ยอมโผล่หน้ามาที่ร้าน เธอพยายามโทรหานันทาแต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับสาย สุดท้ายณฐอรจึงต้องอยู่ที่ร้านเพียงลำพัง การทำขนมปังเป็นไปเหมือนเช่นเคยเพราะคนงานคุ้นเคยกับการผสมอยู่แล้วหญิงสาวจึงวางใจคิดว่า ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ลูกค้าก็ยังแน่นร้านต่างทะยอยกันมาซื้อขนมปัง จนผ่านไปเกือบค่อนบ่าย เสียงเอ็ดตะโรของสาวใหญ่คนหนึ่งก็ดังขึ้น

“นี่มันอะไรกัน ฉันไม่เข้าใจเลยว่า คุณเอาขนมปังแบบนี้มาขายลูกค้าได้ยังไง ดูสิเนี่ยเนื้อก็แฉะๆ เปียกๆ ไม่เหมือนที่เคยซื้อเลย หรือว่า เปลี่ยนคนทำ”


ณฐอรรีบก้าวเข้าไปแก้สถานการณ์เพราะกลัวว่า ลูกค้าคนอื่นจะได้ยินและพากันเลิกซื้อขนม เบื้องหน้าคือ หญิงวัยกลางคนในชุดทำงานสีกรมท่าซึ่งกำลังยืนต่อว่า พนักงานขายของทางร้านด้วยสีหน้าบูดบึ้ง


“มาพอดีเลยคุณเป็นผู้จัดการใช่ไหม แต่งตัวดีกว่าเพื่อน ส่วนพวกนี้คนงานกะเหรี่ยงละสิ”


หญิงสาวสะอึก สายตาที่ลูกค้าจอมโวยวายกวาดมาไม่เป็นมิตรนัก ณฐอรรีบรับคำ
“ใช่ค่ะ ฉันเป็นเจ้าของร้านนี้”

“ลูกสาวคุณอาณัฐงั้นหรือ”

ณฐอรพยักหน้า เธอพยายามนึกว่า เคยพบหรือเจอผู้หญิงตรงหน้ามาก่อนหรือเปล่า น้ำเสียงและท่าทางราวกับว่า เคยรู้จักกับบิดาของเธอมาก่อนแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก


“ใช่ค่ะ คุณ...”

“ไม่ต้องสนใจหรอกว่า ฉันชื่ออะไร แต่ฉันเป็นเพื่อนกับพ่อของหนูแล้วก็เป็นลูกค้าเก่าแก่ของร้านนี้ เมื่อเช้านี้ฉันอุตส่าห์ให้แมสเซนเจอร์ที่บริษัทมาซื้อขนมปังไปตั้งยี่สิบอัน กะจะเอาไปให้เพื่อนที่สนิทกันแต่ที่ไหนได้ เขาโทรมาต่อว่า แล้วก็ส่งขนมมาคืน ฉันเงี้ยแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เขาบอกว่า ขนมเนื้อเหนียวและแข็งมากซื้อมาฝากได้ยังไง”

หญิงสาวรับขนมปังต้นเหตุมา สามชิ้นเป็นขนมปังสังขยา เนื้อขนมปังไม่นุ่มฟู ส่วนอีกสามชิ้นเป็นขนมปังเนยสดที่ก้อนเล็กแข็ง พอบิออกเนื้อเกาะเป็นก้อนช่างแตกต่างจากขนมที่บิดาทำราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เพราะไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับการทำขนมทำให้เธอตอบไม่ถูกว่า ต้นตอปัญหาอยู่ที่ไหน จึงได้แต่ยิ้มแหยๆ
“ดิฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ เอาอย่างนี้ดิฉันจะเปลี่ยนชุดใหม่ให้ดีไหมคะ”

ณฐอรรีบเดินไปหยิบขนมปังไส้เหมือนเดิมมาให้อีกชุดหนึ่งพร้อมกับแถมไปในถุงอีกสามชิ้น ลูกค้าหยิบขึ้นมาและบิออกแต่แล้วก็กลับมีลักษณะเหมือนกันไม่มีผิด
“โอ๊ยตายแล้ว แบบนี้ฉันไม่เอาหรอก นี่มันเกิดอะไรขึ้นจ๊ะหนู ทำไมวันนี้ขนมปังมันหน้าตาน่าเกลียดแบบนี้ล่ะ หรือว่า ยีสต์หมดอายุ”


หญิงสาวลำคอขมปร่า เธอก็ตอบไม่ถูกว่า เพราะอะไร เพิ่งจะเคยได้ยินว่า ยีสต์หมดอายุทำให้ขนมปังไม่ฟูแต่ก็ไม่แน่ใจว่า จะเกิดจากสาเหตุนี้จริงหรือไม่
“ดิฉันไม่ทราบจริงๆ ค่ะ เอาเป็นว่า ทางร้านเราจะรีบหาสาเหตุและแก้ไขโดยเร็วที่สุด งั้นดิฉันคืนเงินให้คุณน้าก็แล้วกันนะคะ”

ณฐอรยื่นเงินคืนให้ ลูกค้ารับไปก่อนจะเอ่ยต่อ

“ก็ได้...แต่หนูต้องรีบแก้ไขให้เร็วที่สุดรู้ไหม ไม่อย่างนั้นรับรองเลยว่า ต้องมีลูกค้าคนอื่นมาต่อว่าแน่ๆ”


หลังจากลูกค้าสาวใหญ่กลับไปแล้วเจ้าของร้านมือใหม่ก็จำเป็นต้องปิดร้านก่อนเวลา เธอรู้สึกมืดแปดด้านไปหมดเนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ทำขนมมาก่อน ถ้าจะโทษก็เพราะโชคชะตาของเธอยิ่งคิดน้ำตาก็พาลจะไหลออกมาอีกครั้ง หลังจากเดินดูจนทั่วร้าน พนักงานซึ่งเป็นต่างด้าวสี่คนกำลังง่วนอยู่กับการทำขนม เธอก็ตัดสินใจถามคนหนึ่ง

“หนูมั่นใจหรือว่า ทำตามสูตร” คนงานสาวพยักหน้าก่อนจะตอบออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจ”ค่ะคุณอาย หนูก็ทำตามที่คุณนันทาเคยสอน เชื่อสิคะหนูทำได้”


ณฐอรมองดวงตากลมแป๋วของคนงานด้วยความกังวล เธอก็อยากจะเชื่อว่า อีกฝ่ายทำได้ถ้าหากไม่มีหลักฐานมากมายกองวางรวมกันอยู่ บนโต๊ะนวดแป้งตอนนี้มีขนมปังที่อบเสร็จแล้วแต่หน้าตาบิดๆ เบี้ยวๆ ไม่ต่างจากที่เธอทำสักเท่าไหร่


“งั้นหนูลองทำให้ฉันดูหน่อยสิ”

แม่ครับสาวจำเป็นพยักหน้าก่อนจะรีบเดินไปยังเครื่องนวดแป้งซึ่งวางอยู่ตรงมุมห้อง ด้านข้างมีอุปกรณ์ที่จำเป็นวางอยู่ครบถ้วนเมื่อไปถึงอีกฝ่ายก็ตักส่วนผสมอย่างคล่องแคล่ว


“ลองทำแค่หนึ่งในสี่ก่อนนะ”

ปกติร้านของเธอจะนวดแป้งครั้งละประมาณสามกิโลเพื่อแบ่งทำเป็นสองไส้ ทั้งร้านมีขนมปังยี่สิบไส้มีคนงานช่วยอยู่ประมาณสิบคน ขั้นตอนประกอบด้วยการนวดแป้งด้วยเครื่องซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสี่เครื่องภายในร้านหลังจากแป้งได้ที่แล้วก็ทำการพักไว้เพื่อรอขึ้นรูป นำเข้าตู้เร่งปฎิกิริยาเพื่อให้เนื้อขนมปังฟูดีก่อนนำเข้าอบเพื่อขายในตอนเช้า สมัยก่อนนันทาแม่ครัวเก่าเป็นคนช่วยควบคุมการทำทั้งหมดโดยมีผู้ช่วยอีกสองคน คือ แจ๋ว และนิดซึ่งพากันนัดหยุดงานไปพร้อมกับแม่ครัวสาวใหญ่ด้วย


ตอนนี้ทั้งร้านจึงเหลือเพียงณฐอรกับคนงานอีกเจ็ดคนด้วยกันทั้งหมดล้วนแต่ยังเด็ก อายุประมาณสิบห้าเท่านั้น เกือบครึ่งเป็นคนงานต่างชาติที่บิดาของเธอทำทะเบียนให้เรียบร้อยแต่ยังพูดภาษาไทยได้ไม่คล่องตัวนัก ณฐอรเป็นฝ่ายยืนดูเธอหยิบสูตรขนมปังเนยสดซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุดขึ้นมาดูเพื่อตรวจว่าคนงานทำถูกต้องหรือไม่

“เดี๋ยวก่อนจ้ะ หนูมั่นใจแล้วหรือว่า ใส่ครบแล้ว”

“ค่ะ เชื่อหนูสิคะ หนูทำอย่างนี้ทุกวันจะผิดได้ยังไง”


พูดจบสาวต่างด้าวก็หันไปเปิดเครื่องนวดแต่เป็นณฐอรที่ยื้อแขนอีกฝ่ายไว้ สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

“หนูลืมใส่ยีสต์กับแป้งเค้ก”

ณฐอรส่งกล่องยีสต์ให้ เด็กสาวทำหน้าเจื่อนเมื่อโดนจับผิดเมื่อหันไปดูก็พบว่า ลืมอย่างที่อีกเจ้านายสาวบอกจริงๆ ปกติขนมปังเนยสดของร้านแห่งนี้จะประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลักคือ แป้งขนมปังกับแป้งเค้ก ยีสต์ น้ำตาลทราย เกลือป่น สารเสริมคุณภาพขนมปัง นมผง น้ำเย็น นมข้นจืด ไข่ไก่ เนยสด สาเหตุที่ใส่ยีสต์ก็เพื่อความฟูนุ่มของขนมปังโดยยีสต์จะเป็นตัวทำปฏิกิริยาทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้ขนมฟูและแป้งเค้กเพื่อลดความแข็งในขนม ส่วนการใช้แป้งเค้กร่วมด้วยก็เพื่อให้เนื้อขนมนุ่มขึ้น

“ขอโทษค่ะคุณอาย หนูลืมจริงๆ ด้วย”

“ไม่เป็นไรจ้ะ งั้นลองทำใหม่สิ ทำตามสูตรนี้นะ”

“แต่หนูอ่านภาษาไทยไม่ออก”


คราวหน้าณฐอรหน้าเหวอไปในทันที เธอลืมไปว่า แม้คนงานเหล่านี้จะพูดภาษาไทยได้แต่กลับอ่านหนังสือไม่ได้

“เอาอย่างนี้งั้นฉันจะวางส่วนประกอบทุกอย่างเอาไว้ให้ดีไหม แล้วหนูก็ใส่ทีละอย่างฉันจะเขียนตัวเลขไว้ข้างฝากล่องแทน หนูพอจำได้ไหม”


เด็กสาวพยักหน้าอย่างแข็งขัน การทำขนมปังรอบทดลองจึงเกิดขึ้นอีกแต่แล้วอีกสี่ชั่วโมงต่อมาณฐอรถึงได้รู้ว่า การทำขนมปังโดยไม่มีเชฟนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดแม้ว่า คนงานภายในร้านจะทำมาทุกวันเกือบสองปีแล้วแต่ก็เป็นแค่ลูกมือ ขั้นตอนการทำมีรายละเอียดมากมายนับตั้งแต่การนวดแป้งให้พอดีซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ดูเนื้อขนม การพักแป้ง ความแม่นยำในส่วนผสมไม่ว่า จะเป็นน้ำหรือแม้แต่เกลือเพราะบางครั้งแป้งแต่ละกระสอบมีความชื้นไม่เท่ากัน การนวด การขึ้นรูป สุดท้ายแม่ครัวสาวจำเป็นจึงได้แต่กระแทกตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดหวัง

“ให้หนูลองทำอีกไหมคะ”

“ไม่ต้องแล้วจ้ะ หนูไปพักเถอะ วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว”

“แต่หนูทำได้นะคะคุณอาย หนูอยากช่วย”

“เชื่อฉันสิจ๊ะ วันนี้ไปพักเถอะ เอาไว้ฉันจะคิดหาทางอื่นเอง”


คล้อยหลังคนงานสาว ณฐอรได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่แม้จะพูดว่า จะหาทางออกแต่หญิงสาวรู้ดีกว่า ตอนนี้เธอมืดแปดด้านไปหมด เห็นทีเธอคงจะต้องปิดร้านขนมปังชั่วคราวก่อนที่ชื่อเสียงซึ่งสั่งสมมาเกือบห้าสิบปีจะพังทลายไปด้วยน้ำมือของเธอเอง



tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 30 มิ.ย. 2554, 08:34:57 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 30 มิ.ย. 2554, 08:35:20 น.

จำนวนการเข้าชม : 2226





<< intro เธอและฉัน เราช่างต่างกันอย่างสุดขั้ว   บทที่ 2 เสียดายจังที่เขาเป็นเกย์ >>
แว่นใส 30 มิ.ย. 2554, 11:05:35 น.
รับสมัครพระเอกของเราก่อน อย่าเพิ่งยอมอานะ


Zephyr 1 ก.ค. 2554, 12:36:26 น.
พี่ธามขา หนูอายแย่แล้ว มาเร้วมาเร้ว วิ่งมาสมัครเป็นเชฟด่วน


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account