เพียงใจปรารถนา
อดีตอันแสนโหดร้ายในวัยเด็กทำให้ เวหา เติบโตมาเป็นผู้ชายแข็งกร้าวและเย็นชา ผู้หญิงคนไหนก็ไม่สามารถผ่านด่านหัวใจเขาไปได้ แต่ใช่ว่าเขาจะไร้ความรู้สึก เมื่อผู้หญิงที่เขาแอบรัก แต่ไม่สามารถครอบครอง ถูกคนรักของตนเองขอเลิกและไปแต่งงานกับ ปริญดา หญิงสาวผู้ซึ่งเพียงต้องการหนีปัญหา เธอจึงต้องตกเป็นจำเลยแห่งความโกรธแค้นของชายหนุ่ม ที่สำคัญ...เขาทำให้เธอตกหลุมรัก ยอมจำนน และทิ้งขว้างอย่างไม่ใยดีเพื่อแก้แค้นให้สมน้ำสมเนื้อที่เธอทำให้ผู้หญิงที่เขารักต้องเสียใจ!

แต่เมื่อความเข้าใจผิด การโกหกปิดบัง ได้ถูกเปิดเผย จะช่วยให้เธอและเขาเปลี่ยนความแค้น และความชิงชัง ให้เป็นความรักได้หรือไม่......ขอเพียงแค่ใจปรารถนา...รักของทั้งคู่คงไม่เกินความจริง

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอน 26

สวัสดีค่ะนักอ่านเว็บเลิฟทุกท่าน ^^

ฝากอีกตอนให้ติดตามกันด้วยค่ะ อย่างที่แจ้งไว้ตอนที่แล้ว ทุุกบทหลังจากนี้รีบเขียนเพื่อทันมาลงได้ทันอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีข้อผิดพลาดหรือเนื้อเรื่องสับสนอะไรยังไงบอกได้เลยนะคะ ^^

แล้วเจอกันบทหน้าวันเสาร์ค่ะ อ่านนิยายให้สนุกนะคะ!! วันนี้ไปก่อนแล้ววว~~ ^_<


เพียงใจปรารถนา ตอน 26


‘...ปริมท้อง...’

‘...แกรู้ดีใช่ไหมว่าลูกใคร...’

คำพูดของก้องเกียรติยังคงดังราวกับเสียงสะท้อนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมาพร้อมกับภาพใบหน้าของปริญดาซึ่งเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่มันติดอยู่ในใจเขาตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันที่รีสอร์ท ตอนนี้มันวนเวียนอยู่ในโสตประสาทเขาจนหัวเขาแทบจะระเบิดเมื่อนึกหาหนทางแก้ปัญหาไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

เวหาหมุนแก้วเหล้าในมือไปมาขณะที่มองเลยไปยังด้านหลังเคาเตอร์บาร์ที่ว่างเปิดโล่งเห็นวิวกรุงเทพยามค่ำคืนในมุมกว้างจากชั้นหกสิบของโรงแรม เสียงบรรเลงเพลงแจ๊สจังหวะสนุกสนานขับกล่อมผู้คนในบาร์ให้รื่นเริง แต่อารมณ์ของเขากลับไม่เบิกบานตามเสียงดนตรีเลยสักนิด

เขาสาดน้ำสีอำพันที่เหลือเพียงเล็กน้อยลงคอจนหมดแก้ว ก่อนจะหันไปสั่งเหล้าเพิ่มกับบาร์เทนเดอร์

“น้อง ออนเดอะร็อคอีกแก้ว”

เพียงไม่นาน แก้วเหล้าก็ถูกเอามาวางไว้ตรงหน้า เขายกขึ้นดื่มอึกใหญ่ หลับตาแน่นเมื่อความร้อนแรงของเหล้าเพียวๆ แผดเผาลำคอจนแสบร้อน เขามองนาฬิกาข้อมือบอกเวลาสามทุ่มกว่า ยังพอมีเวลาให้เขาได้นั่งซดเหล้าแก้เครียดได้อีกนาน

เวหามานั่งดื่มเหล้าคนเดียวที่บาร์หรูแห่งนี้ได้เกือบสองชั่วโมงแล้วหลังจากเจอก้องเกียรติและนิรชาสวดเทศนาเขายกใหญ่ ก้องเกียรติดูจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนปริญดามากที่สุดเพราะคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้หญิงสาวต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

ในตอนนั้น เขาเองก็ได้แต่ตกตะลึง อึ้งจนพูดไม่ออกกับสิ่งที่ได้ยิน พอตั้งสติได้ ก็ต้องถามย้ำกับก้องเกียรติให้แน่ใจอีกครั้งว่าหูเขาไม่ได้ฝาดไป พอนิรชาช่วยยืนยันด้วยอีกคน ความรู้สึกผิดมากมายก็กระแทกใจเขาอย่างจังเพราะรู้อยู่เต็มอกว่าลูกในท้องของเธอจะเป็นลูกใครไปไม่ได้นอกจากเขา และยังไม่ทันที่เขาจะได้ทักท้วงอะไร ก้องเกียรติก็ยืนกรานว่าเขาจะต้องรับผิดชอบปริญดากับลูกในท้องของเธอด้วยการแต่งงาน เพราะหากผู้ใหญ่ที่บ้านเธอรู้เรื่องนี้เข้า หญิงสาวคงต้องถูกย่าที่เข้มงวดจับเธอแต่งงานกับลูกเศรษฐีไม่คนใดก็คนหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ก้องเกียรติย้ำชัดว่าไม่ยอมให้เกิดขึ้นกับปริญดาซ้ำสองเป็นอันขาด

เมื่อพูดถึงเรื่องแต่งงาน เวหาก็ยิ่งเครียด ใช่ว่าเขาไม่อยากจะรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป แต่เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ที่เขาไม่คิดว่าตลอดทั้งชีวิตนี้เขาจะมีวันแต่งงานเป็นของตนเองด้วยซ้ำ

แต่เมื่อสถานการณ์บีบบังคับ แล้วเขาเองก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะยืดอกรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป ต่อให้ก้องเกียรติไม่บอก เขาก็ยังเต็มใจจะแต่งงานกับปริญดาอยู่ดี และเขาเองก็ไม่ได้จงเกลียดจงชังอะไรปริญดาแล้ว ตรงกันข้าม ตอนนี้เขากลับมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเธอมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เพียงแต่เขารู้สึกว่ามันเร็วเกินไปที่จะผูกมัดตัวเองไว้กับใครอีกคนด้วยการแต่งงาน แถมยังมีลูกที่กำลังจะเกิดมาอีก ซึ่งเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะสามารถเป็นพ่อที่ดีได้หรือไม่ นี่แหล่ะคือสิ่งที่เขาหนักใจมากที่สุด เลยต้องมานั่งดื่มเหล้าแก้เครียดอยู่คนเดียวแบบนี้

เวหากระดกเหล้าจนหมดไปอีกแก้ว ก่อนจะสั่งเหล้าเพิ่มกับบาร์เทนเดอร์ เสียงเพลงแจ๊สเริ่มเปลี่ยนมาบรรเลงเป็นเพลงเบา ๆ ทำนองเศร้า ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาหม่นมัวหนักเข้าไปอีก

เขารับแก้วเหล้าที่ไม่รู้ว่าเป็นแก้วที่เท่าไรจากบาร์เทนเดอร์มายกดื่ม ได้ยินเสียงหัวเราะพูดคุยของผู้คนรอบกายแต่จิตใจกับล่องลอยไปถึงใครอีกคนที่เขาไม่ได้พบหน้ามาเกือบเดือน ใบหน้าเศร้าหมองที่มีคราบน้ำตาเปื้อมแก้มเนียนใสยังติดตาเขาไม่จางหาย และด้วยเหตุผลนี้เองที่เขาไม่อยากเห็นเธอเศร้าเสียใจเพราะเขาอีก จึงได้ยอมทำตามที่เธอขอร้องด้วยการไม่พบหน้าเธออีกต่อไป

“ว้าวว...ดูซิว่าบังเอิญเจอใคร”

เวหาหันไปมองตามเสียงพูดของผู้ชายข้าง ๆ พอเห็นว่าเป็นใคร ชายหนุ่มถึงกับทำหน้าเซ็ง อารมณ์อยากดื่มเหล้าต่อหมดลงทันที เขากระดกของเหลวที่เหลือในแก้วลงคอจนหมดแล้วล้วงกระเป๋าหยิบบัตรเครดิตมาวางไว้บนโต๊ะ

“น้อง คิดเงินด้วย” เขาเรียกบาร์เทนเดอร์

ไมเคิลที่ควงสาวฝรั่งมาเที่ยวด้วยกันหัวเราะหยัน “อะไรกัน จะไม่ทักทายกันหน่อยเหรอครับ...รุ่นพี่” แววตาประกายล้อเลียนขณะยกแก้วไวน์ในมือขึ้นจิบ

เวหาก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ตอบโต้เพราะไม่อยากสนทนากับเด็กเมื่อวานซืน เขาหยิบบัตรเครดิตมาเคาะโต๊ะเล่นขณะรอพนักงานมาเก็บเงิน

ไมเคิลหันไปกระซิบกับสาวฝรั่งข้างกายแล้วก้มลงหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ ก่อนที่หญิงสาวจะเดินหันหลังกลับไปนั่งโต๊ะประจำของทั้งคู่ จากนั้น ไมเคิลก็ดึงเก้าอี้ที่ว่างข้างกายเวหาออกมานั่ง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดตลก

“ใจคอจะไม่คุยกันเลยหรือไงคร้าบ แค่ผมทำทีจะจีบพี่ปริมแค่เนี๊ย ทำโมโหไปได้”

เวหาหันขวับมาทันที ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ “แค่จีบเหรอ หึ พูดมาได้ วันนั้นฉันเห็นกับตาว่าแกพยายามจะปล้ำปริม”

ไมเคิลกระตุกยิ้ม รู้สึกนึกสนุกอยากยั่วเวหาขึ้นมาเสียอย่างนั้น “แหม ก็พี่ปริมเขาน่ารักถูกใจผมซะขนาดนั้น ใครจะอดใจไหวล่ะครับ”

เป็นดังคาด เวหาแทบจะกระโดดเข้าไปกระชากคอเสื้อไมเคิลที่ลุกหนีแทบไม่ทัน พลางยกมือขึ้นห้าม

“เฮ้..ใจเย็น ๆ พี่ชาย ผมแค่แซวเล่น ไม่เห็นต้องโมโหถึงขนาดจะชกกันเลยนี่” ไมเคิลบอก ริมฝีปากยังคงยิ้มเยือน

เวหากำหมัดแน่นข้างกาย พูดลอดไรฟัน “อย่ามายุ่งกับปริมอีก แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”

“แหม พี่ปริมมีแฟนดุขนาดนี้ ผมคงไม่กล้าไปยุ่งหรอกคร้าบ” ไมเคิลยังคงพูดจายียวน

“รู้ก็ดีแล้ว ปริมไม่ใช่ผู้หญิงที่แกจะเข้าไปยุ่งด้วย” เวหาขู่น้ำเสียจริงจัง

ในตอนนั้นเองที่พนักงานเดินถือถาดใส่บิลมาให้เวหา ชายหนุ่มมองจำนวนตัวเลข เมื่อเห็นว่าในกระเป๋าสตางค์เขาพอมีเงินสดจ่ายอยู่บ้างจึงเก็บบัตรเครดิตแล้วจ่ายเป็นเงินสดแทนเพราะไม่อยากเสียเวลารอรูดบัตรแล้วต้องทนเห็นหน้ากวนประสาทของไมเคิลให้รำคาญใจ

“คืนนั้นที่ผมพาพี่ปริมไปส่งห้อง ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำอย่างนั้นนะ” ไมเคิลรีบบอกเมื่อเห็นเวหากำลังจะเดินกลับออกไป

เท้าเวหาชะงักค้าง เขาพยายามทำใจเย็น หันกลับไปมองไมเคิลด้วยสายตาดุดัน “จะเอายังไง” น้ำเสียงชักหาเรื่อง

“ผมแค่อยากจะบอกว่าคืนนั้นเป็นเพราะผมเมา และผมรู้สึกเสียหน้าที่พี่ปริมไม่สนใจ พอคุณมาก็ยิ่งเจ็บใจที่เห็นพี่ปริมดูสนใจคุณมากกว่าผม ก็เลยคิดอะไรตื้น ๆ ไปแบบนั้น” สีหน้าเขารู้สึกผิด ก่อนจะพูดต่อ

“และถ้าผมรู้ว่าพี่ปริมกับคุณเป็นแฟนกัน ผมก็คงไม่เข้าไปจีบ” น้ำเสียงขอโทษอยู่ในที วันนั้นเขาจำได้ว่า ทัศนีเลขาประจำนิตสาร บอกกับทุกคนในกองว่าปริญดาต้องการอยู่ที่รีสอร์ทต่อเพื่อปรับความเข้าใจกับเวหา พอเขาไล่ถามกับหญิงสาวจึงได้รู้ว่าทั้งสองคนเป็นแฟนกันและกำลังทะเลาะกันอยู่ เวหาถึงได้ตามมาง้อถึงที่รีสอร์ท

“ผมขอโทษด้วยแล้วกันที่เข้าไปจีบแฟนคุณ” ไมเคิลบอกพลางชูแก้วไวน์ในมือขึ้นเป็นเชิงขอโทษ

เวหาเดินเข้ามาใกล้ไมเคิลช้า ๆ ดวงตาคมกริบมองจ้องหน้าเด็กหนุ่มนิ่งไม่ไหวติง แล้วพูดกระซิบบอกเสียงห้วนสั้นแต่เฉียบขาดหนักแน่น

“ปริมไม่ใช่แฟน แต่เป็นเมียฉัน จำไว้” พูดเสร็จก็เดินจากไป
/
/
/

เสียงเรียกชื่อเวหาซ้ำกันหลายๆ ครั้งจากใครคนหนึ่งดังใกล้หูจนเขาต้องสะดุ้งตื่น เขากระพริบตาไล่ความง่วงงุนออกไปแล้วหันไปมองตามเสียงเรียกนั่น เห็นกฤติกาก้มลงมามองเขาผ่านกระจกรถที่เปิดทิ้งไว้ด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้

“คุณเวย์ทำไมมานอนอยู่ในรถแบบนี้ล่ะคะ แล้วนอนเข้าไปได้ยังไงกันเนี่ย ยุงไม่กัดเอาแย่เหรอคะ” เธอถามพลางเบ้หน้าเมื่อได้กลิ่นเหล้าโชยมาปะทะจมูก

“นี่คุณดื่มเหล้ามาด้วยเหรอคะเนี่ย”

เวหาเสยผมชื้นเหงื่อที่ปรกหน้าขึ้น ก่อนจะเปิดประตูรถออกมายืนคุยกับหญิงสาวข้างนอก รู้สึกถึงเหงื่อตามร่างกายเนื่องจากอากาศที่ร้อนอบภายในรถ

“พอดีเมื่อคืนผมดื่มเยอะไปหน่อย ตั้งใจว่าจะมาหาปริมแต่ลืมไปว่ามันดึกแล้ว ผมเลยรอจนเช้า” น้ำเสียงยังคงงัวเงีย

“ฉันทราบแล้วค่ะ เห็นรปภ.บอกว่าคุณขับเข้ามาที่ออฟฟิศตั้งแต่เมื่อคืน มีอะไรด่วนหรือเปล่าคะ ตอนนี้ปริมยังไม่เข้าออฟฟิศเลยค่ะ ทำไมคุณไม่ลองโทรหาปริมดูล่ะ”

เวหาหัวเราะ แต่มันช่างไร้อารมณ์ขบขันไม่มีความรื่นรมณ์อยู่ในน้ำเสียงสักนิด “ปริมคงไม่รับโทรศัพท์ผมหรอก ตอนนี้เธอคงจะเกลียดผมเข้าไส้”

กฤติกาเลิกคิ้ว อ้าปากจะถามแต่แล้วก็เงียบไป เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลังจากกลับมาจากระยองวันนั้นเวหาก็ไม่ได้ติดต่อกับปริญดาอีกเลย ยิ่งช่วงหลัง ๆ มาเห็นเพื่อนสาวเงียบขรึมลงไปและไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ก็พอเดาได้ว่าคงยังปรับความเข้าใจกันไม่ลงตัว

“อืมม...ถ้าอย่างนั้นคุณเข้าไปรอปริมข้างในก่อนดีกว่าไหมคะ เดี๋ยวฉันลองโทรตามให้”

เวหาส่ายหน้า “ไม่ล่ะครับ เดี๋ยวผมรอปริมตรงนี้ดีกว่า กลัวว่าถ้าปริมขับรถเข้ามาแล้วเห็นรถผมก็จะหนีผมไปอีก พาลจะไม่ได้คุยกันเปล่าๆ”

กฤติกายิ้มกริ่ม ไม่นึกว่าคนอย่างเวหาจะมีน้ำอดน้ำทนตามตื๊อเพื่อนของเธอทั้งที่เจ้าหล่อนคอยแต่จะผลักไสไล่ส่งเขาแบบนี้

เธอยกข้อมือขึ้นดูเวลา “ก็ได้ค่ะ คิดว่าอีกเดี๋ยวปริมก็คงมาแล้วล่ะ งั้นฉันไปทำงานก่อนนะคะ” เธอโบกมือพลางยิ้มให้ แล้วเดินตรงเข้าออฟฟิศไป

เวหาหาวหวอดเมื่อยังรู้สึกไม่ตื่นดี หัวของเขาหมุนราวกับลูกข่างเมื่อฤทธิ์แอลกาฮอล์เพียว ๆ ที่เมื่อคืนเขาเล่นสาดลงคอแก้วแล้วแก้วเล่าทำพิษต่อร่างกายจนตอนนี้รู้สึกกระหายน้ำอยากหาอะไรดื่มแก้คอแห้ง

เขาเปิดประตูรถ หยิบขวดน้ำข้างประตูขึ้นมาเปิดดื่ม ลมเย็นที่พัดเบา ๆ กระทบผิวชื้นเหงื่อของเขาทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ใจจริงเขาอยากจะเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้หายง่วงแต่ก็กลัวว่าจะคลาดกับปริญดาไปอีก

เขาก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ เห็นว่าสิบโมงกว่าแล้ว คิดว่าอีกไม่นานหญิงสาวก็คงจะมา จึงตัดสินใจยืนพิงรถรอเธอ เผื่อว่าพอเห็นรถเธอขับเข้ามา เขาจะได้คุยกับเธอได้ทันที

และเป็นเวลาเกือบชั่วโมงหลังจากที่เขายืนรอจนขาแข็ง เมื่อรถของปริญดาที่เขาจำได้ทันทีขับผ่านหน้าป้อมรปภ. เข้ามา แต่แล้วรถเธอกลับเบรคกะทันหันเสียงดังเอี๊ยด จนเขาตกใจ กลัวว่าจู่ ๆ เธออาจจะปวดท้องขึ้นมาจนต้องเบรครถแบบนั้น เขาไม่รอช้า รีบเดินก้าวขายาว ๆ ไปที่รถของเธอ แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวรถ ปริญดากลับเหยียบคันเร่งขับผ่านหน้าเขาไปแบบฉิวเฉียดเกือบจะชนเขาเข้า

เวหาส่ายศรีษะกับความเลือดร้อนของหญิงสาว เขามองตามหลังรถเธอที่หยุดอยู่ข้างหน้า ก่อนที่เธอจะเลี้ยวรถวกกลับมาทางเขาแล้วขับตรงเข้ามาช้าๆ

ชายหนุ่มมองผ่านกระจกหน้ารถเข้าไป เห็นใบหน้าเย็นชาของเธอจ้องเขม็งมาที่เขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่เขาไม่สนใจ เดินเข้าไปหารถของเธอแล้วยืนจังก้าขวางทางเอาไว้ จนเธอต้องเบรคอีกครั้ง

เสียงบีบแตรยาวดังลั่นไล่เขาให้หลบไป แต่เขาไม่เคลื่อนไหว ต่อให้เธอตั้งใจจะชนเขา เขาก็ยืนให้เธอชนอยู่ตรงนี้ เพราะเขาหมายมั่นไว้แล้วว่ายังไงวันนี้เขาต้องพูดกับเธอให้รู้เรื่อง!

“ปริม เราต้องคุยกันนะ” เวหาตะโกนเสียงดัง ไม่สนใจว่าตอนนี้มีสายตาจากพนักงานบางกลุ่มที่เดินเข้าออกออฟฟิศมองมาที่เขา
เวหาพยายามข่มอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในใจ เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงดื้อดึงไม่ยอมลงมาจากรถ แถมยังบีบแตรไม่หยุดจนพนักงานแถวนั้นต่างมาออดูเหตุการณ์ที่หน้าบริษัทกันยกใหญ่

“ปริม ลงมาจากรถเดี๋ยวนี้!” เสียงดังดุดันราวกับสายฟ้าฟาดที่บ่งบอกว่าความอดทนเขาเริ่มจะหมดลงทุกที พอได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ ความอดทนเขาก็ขาดผึง ใช้มือทุบฝากระโปรงรถด้านหน้าดังปัง! แล้วหันไปตะโกนเรียกรปภ.ที่ยืนหน้าเหรอหราอยู่ตรงป้อมยามให้มาหา เมื่อรปภ.วิ่งหน้าตาตื่นมายังเขา ชายหนุ่มจึงสั่งการเสียงห้วน

“ยืนขวางรถไว้ อย่าให้ขับออกไปได้นะ”

รปภ.ที่ยังดูงง ๆ ตอบรับอึกอัก “คะ ครับ” แล้วเขาก็มายืนแทนที่เวหา กางแขนเก้ ๆ กัง ๆ ออกกว้างขวางทางไว้

เสียงแตรรถดังลั่นสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง ก่อนที่หญิงสาวจะเปิดกระจกรถโผล่หน้าออกมาตะโกนสุดเสียง

“ถอยไปนะ ไม่งั้นฉันจะไล่เธอออก!”

เวหาได้ทีเผลอตอนเธอเปิดหน้าต่างรถ จึงรีบกระโจนไปยังประตูงฝั่งคนขับใช้สองมือจับกระจกไว้ไม่ให้เธอปิดหนีได้อีก ปริญดาร้องตกใจ พยายามหาทางหนี แต่ด้วยความว่องไวของเวหา เขายื่นมือไปกดปุ่มล็อครถแล้วกระชากเปิดประตู ยืนจังก้าใช้แขนวางบนหลังคารถ อีกข้างจับกรอบประตูรถไว้แน่น สะกัดกั้นทางออกทุกหนทาง

“ไปให้พ้นนะ คนบ้า!” เธอแว๊ดใส่เขาพร้อมปัดแขนใหญ่ที่ขวางเธอไว้ แต่เหมือนกับปัดท่อนเหล็กอันแข็งแกร่งที่ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนสักนิด

“ผู้หญิงอะไรดื้อด้าน! หัวรั้นไม่ยอมฟัง!” เขาตะคอกด้วยความโมโห

ปริญดาสะดุ้งจนผงะเล็กน้อย แต่แล้วก็เม้มริมฝีปากแน่น มองเขาด้วยดวงตาลุกวาว


“งั้นก็เลิกตามตอแยฉันซะทีสิ!” พูดเสร็จ เธอก็ลุกออกมาจากที่นั่งคนขับ พยายามผลักตัวเขาให้ออกจากตัวรถ แต่ด้วยความไม่ทันระวัง ทำให้เธอสะดุดขาตัวเองจนเกือบหงายหลัง ดีที่เวหาคว้าเอวเธอไว้ได้ทัน ใจเขาแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มกลัวว่าเธอล้มแล้วจะกระทบกระเทือนลูกในท้อง

“ระวังหน่อยสิ นี่คุณกำลังท้องอยู่นะ” เขาตวาดเธอ แต่พยายามใช้เสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน

ร่างของปริญดาแข็งขืนขึ้นมาทันที ความหวาดหวั่นพุ่งปราดขึ้นมาตามสันหลัง ใบหน้าที่ซีดเซียอยู่แล้วยิ่งซีดจางแทบไร้สีเลือดเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด เรื่องนี้เธอยังไม่ได้บอกใครนอกจากก้องเกียรติและนิรชาที่รับรู้เรื่องนี้พร้อมกันกับเธอ แล้วเวหา...คนที่เธอไม่อยากให้รู้มากที่สุดกลับรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร...

“นะ..นี่คุณ...รู้...” เสียงแห้งผากเมื่อเอ่ยถาม

เวหาสบถกับตัวเองด้วยความขัดใจ เขาไม่ได้เจตนาจะให้เธอรู้ว่าเขารู้เรื่องเธอท้องในสถานการณ์เช่นนี้ แต่เมื่อพลั้งปากพูดไปแล้วก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย

“ใช่ ผมรู้แล้ว และนี่คือเหตุผลที่ผมมาหาคุณที่นี่” พูดพลางประคองร่างบางที่แทบจะไม่มีแรงยืนของปริญดากระชับเข้าหากาย

“เราไปหาที่อื่นคุยกันเถอะนะ ผมขอร้องล่ะ ฟังผมสักครั้ง” เขากระซิบอ้อนวอน เหลือบมองไปยังกลุ่มพนักงานที่ยังคงจับกลุ่มคุยกันหน้าออฟฟิศ และคงจะได้ยินสิ่งที่เขาพูดชัดเจน เมื่อหลายคนมีสีหน้าตกใจแกมเหลือเชื่อ

ปริญดาเหมือนล่องลอยอยู่ในอากาศ หูอื้อ ตาพร่ามัว ฟังไม่ได้ศัพท์ว่าเวหาพูดกับเธอว่าอะไร พอเขาค่อย ๆ ประคองเธอเดินไปที่รถเขาช้า ๆ เธอก็เดินตามเขาต้อยราวกับแมวเชือง ๆ ไม่เถียงไม่หืออืออีกต่อไป

“ช่วยขับรถคุณปริมไปจอดไว้ด้วย ฝากไปบอกคุณก้อยด้วยว่าปริมไปกับผม” เวหาหันไปสั่งกับรปภ. ที่ยังคงยืนกางแข้งกางขาอ้าปากค้าง ก่อนจะรีบตั้งสติแล้วตะเบ๊ะรับคำสั่ง

ชายหนุ่มพยักหน้ารับแทนการขอบคุณขณะพาเธอเดินไปที่รถของเขาแล้วเปิดประตูให้เข้าไปนั่ง ปิดประตู แล้วตัวเองก็เดินอ้อมมายังฝั่งคนขับ จากนั้นรถเฟอร์รารี่สีแดงที่ทุกคนในออฟฟิศนี้คุ้นตาเป็นอย่างดีก็แล่นออกจากบริเวณนั้นไป
/
/
/

เวหาดับเครื่องยนต์เมื่อขับรถมาจอดยังที่จอดรถของคอนโดตัวเอง เขาหันไปมองปริญดาที่นั่งหมดแรงเอาศีรษะซบกับเบาะนั่ง นัยน์ตาแดงก่ำมีน้ำใส ๆ คลอหน่วย ตลอดทางหญิงสาวนั่งอยู่ในท่านี้ไม่พูดไม่จา แม้เขาจะพยายามชวนคุยเธอก็ได้แต่ซึมเศร้ามองออกไปเบื้องหน้าด้วยแววตาหม่นหมอง

ชายหนุ่มถอนหายใจ หัวคิ้วของเขาชนกันแทบจะผูกเป็นปมเพราะความเครียดที่ไม่รู้จะปลอบเธอยังไง เขาพาเธอมาที่คอนโดของเขา หวังว่าการคุยกันสองคนในสถานที่เงียบ ๆ ที่เป็นส่วนตัวจะทำให้เธอสะดวกใจเปิดอกคุยกับเขาได้บ้าง

เวหาลงจากรถแล้วเดินไปเปิดประตูให้ปริญดา “เราขึ้นไปคุยข้างบนกันเถอะ” เขาพูดเบา ๆ เสียงราบเรียบ แต่ปริญดายังคงนั่งนิ่งไม่สนใจ เขาจึงนั่งลงยอง ๆ ข้างกาย แล้วเอื้อมมือไปจับมือเธอไว้

“ปริม...เรื่องลูกของเรา เราต้องคุยกันนะ”

ปริญดาหันหน้ามามองเวหาช้า ๆ “ลูกของเรางั้นเหรอ” เธอหัวเราะแต่มันช่างกระด้างเย้ยหยัน แล้วสะบัดมือตนเองภายใต้มือใหญ่ของเขาออก

เวหาข่มอารมณ์ พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “เราไปคุยกันที่ห้องผมดี ๆ ไม่ได้เหรอปริม ตอนนี้คุณไม่ควรจะเอาอามรณ์โกรธมาเป็นที่ตั้งนะ”

เธอใช้หลังมือปาดน้ำตาทิ้ง แต่น้ำอุ่น ๆ ก็ยังกลับมาคลอเบ้าเหมือนเดิม พลางคิดอย่างน้อยใจในโชคชะตาชีวิตตนเองว่ายังไม่ทันจะหายเศร้าจากเรื่องเก่า ก็มีเรื่องใหม่มาให้ทรมานใจจนตอนนี้เธอสับสนคิดหาทางออกไม่ได้ว่าจะเลือกเดินไปในทางไหนดี

“ผมขอร้องนะปริม” เสียงทุ้มของเขาปนเศร้า

ก็ได้...เธออยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะคุยอะไร ยังไงหัวใจช้ำ ๆ ของเธอตอนนี้มันด้านชาไร้ความรู้สึกเสียจนไม่แคร์ว่าจะต้องแบกรับกับความเจ็บปวดแสนสาหัสแค่ไหนอีกต่อไปแล้ว ต่อให้เขาตอกหน้าเธอว่าไม่ยอมรับลูกในท้องของเธอ เธอก็จะยิ้มรับอย่างยินดีและพร้อมจะเผชิญชะตากรรมทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียว

ปริญดาก้าวขาลงจากรถโดยมีเวหาคลี่ยิ้มโล่งใจ พลางช่วยพยุงเธอไว้ด้วยท่าทีเป็นห่วงเป็นใย แต่เธอก็เบี่ยงตัวออกห่างไม่ต้องการการอารักขาจากเขา

“ฉันเดินเองได้”

เวหาจึงต้องปล่อยเธอแต่โดยดี ไม่พูดขัดใจเธอ และยอมให้เธอเดินนำเขาไป เพราะไม่อยากให้เธออารมณ์ขุ่นมัวและพาลจะเตลิดหนีไม่ยอมคุยกับเขา เขาจึงได้แต่เดินตามหลังเธอไปยังทางเข้าล็อบบี้คอนโด เปิดประตู แล้วพาเธอขึ้นลิฟท์ไปยังห้องของเขาที่อยู่เกือบด้านบนสุดของตึก
/
/
/

“มีอะไรก็รีบ ๆ พูดมา” ปริญดาไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดประเด็นคุยกับเขาทันทีที่ประตูห้องปิดลงตามหลัง

“ใจเย็น ๆ สิปริม คุณอยากดื่มน้ำอะไรก่อนไหม” เขาเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบกระบอกน้ำแล้วแก้วที่คว่ำอยู่บนหลังตู้เย็นมาเทใส่

“ไม่ล่ะ เข้าเรื่องของคุณเลยดีกว่า” เธอเดินไปหยุดอยู่ตรงกลางห้อง ไม่สนใจแม้แต่จะกวาดสายตามองไปรอบห้องกว้างของชายหนุ่มที่เธอเพิ่งจะเคยมาเป็นครั้งแรก

“ไม่ใช่เรื่องของผม แต่เป็นเรื่องของเรา” เขาแก้ให้ใหม่ วางแก้วน้ำลงบนเคาเตอร์ แล้วเดินมาประจันหน้ากับเธอ

ปริญดากระถดถอยหนี แต่เวหาไม่ยอมให้เธอถอยห่าง รั้งต้นแขนเธอเข้ามาใกล้ แล้วจูงมือเธอที่แม้จะขัดขืนในตอนแรกแต่ก็ยอมให้เขาจับแล้วพาไปนั่งคุยกันที่โซฟา

“เมื่อวานนี้ ก้องกับน้ำมาที่คอนโดนี่ แล้วบอกเรื่องที่คุณท้องให้ผมฟัง ทั้งสองคนห่วงคุณมาก กลัวว่าคุณจะเก็บเงียบไม่บอกผม เพราะฉะนั้นคุณอย่าถือโทษโกรธก้องกับน้ำเลยนะ”

เรื่องนั้นเธอทำใจไว้อยู่แล้วตั้งแต่ก้องเกียรติพยายามจะติดต่อเวหาให้ได้ทันทีหลังจากทราบว่าเธอตั้งท้องที่โรงพยาบาลเมื่อวานนี้

“ปริม...” หางเสียงอ้อยอิง “ผมรู้ว่าผมมันเลวทรามขนาดไหนที่ตั้งใจทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นกับคุณ”

“เพิ่งจะรู้ตัวเหรอ” เธอหยักมุมปากเยาะหยัน

เวหาไม่ต่อล้อต่อเถียงเธอ แล้วพูดเข้าเรื่องต่อ “ในเมื่อผมเป็นคนทำให้เขาเกิด...ผมก็จะขอรับผิดชอบในสิ่งที่ผมทำ” ดวงตาเขามีแววมุ่งมั่นขณะพูด จนปริญดาที่ได้ฟังถึงกับเบิกตามองเขาอย่างไม่เชื่อหู แววตาทอประกายแสงแห่งความดีใจแต่ก็แค่เพียงไม่นาน เมื่อแสงนั้นค่อย ๆ จางและดับลงก่อตัวเป็นความหมองเศร้า

“คุณไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณไม่เต็มใจหรอกค่ะ” เธอบอกเสียงสั่น “ฉันไม่ชอบให้ใครมาสงสาร”

“ผมไม่ได้สงสารคุณนะปริม” เขาครางอย่างเหนื่อยใจ

“ถ้าไม่ได้สงสารแล้วเหตุผลที่คุณอยากจะรับผิดชอบฉันคืออะไรล่ะคะ สมเพชเวทนา กลัวคนครหา หรือกลัวพี่ก้องกับพี่น้ำจะเอาเรื่อง” เธอหัวเราะหึในลำคอ พลางหันหน้าไปอีกทางเพื่อกลั้นน้ำตาเอาไว้

“คุณก็รู้ว่าคนอย่างผม ถ้าไม่ก็คือไม่ ใช่ก็คือใช่ เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรมาหยุดความต้องการของผมได้” เขาเขยิบเข้าไปใกล้ จับแก้มเธอให้หันหน้ามาทางเขา

“ผมเต็มใจจะรับผิดชอบคุณและลูกเพราะผมอยากทำจริง ๆ และผมจะไม่ยอมให้ลูกของผมที่กำลังจะเกิดมากลายเป็นเด็กกำพร้า...เป็นลูกไม่มีพ่อ”

ปริญดามองเขาด้วยสายตาเจ็บปวด “นี่ไงคะ ในที่สุดคุณก็บอกเหตุผลที่แท้จริงของคุณมาแล้วว่าเพราะอะไร”

เวหาถอนใจ ใช้มือเสยผมขึ้นอย่างหงุดหงิด “ผมไม่เข้าใจคุณเลยปริม ทำไมคุณต้องตั้งแง่กับผมด้วย ทั้งที่ผมก็ยอมคุณทุกอย่างแล้ว คุณน่าจะดีใจสิที่ผมรับผิดชอบลูกในท้องของคุณ”

“ดีใจเหรอ” เธอทำเสียงเย้ยหยัน “จะให้ฉันดีใจยังไงคะขอถามหน่อย ตอนนี้ฉันท้องกับคุณ เด็กเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาด ต่อให้คุณรับผิดชอบฉันก็จะไม่มีวันมีความสุข เพราะอะไรรู้ไหมคะ” เธอถามแววตาและน้ำเสียงขมขื่น

“ก็เพราะอนาคตฉันที่เคยฝันไว้ว่าอยากจะมีชีวิตครอบครัวที่ดีกับผู้ชายสักคนที่ฉันรักและเขาก็รักฉันมันได้มลายหายไปหมดสิ้นแล้วยังไงล่ะ คุณทำทุกอย่างพังหมด!” เธอสะอื้นไห้ตัวโยนเมื่อความอดกลั้นมาถึงขีดสุด น้ำตาไหลรินอาบแก้มอันซีดเซียว

เวหาหัวใจบีบรัดเจ็บปวดกับภาพเศร้าเสียใจของปริญดาตรงหน้า เขาไม่เคยมีความรู้สึกผิดมหันต์ในใจเช่นนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลยในชีวิต ให้ตายสิ!

“ผมขอโทษ...” เขาพูดเสียงอ่อย แต่ก็ยังไม่ลดละที่จะทำให้เธอโอนอ่อนผ่อนตาม เขาจึงพูดขึ้นว่า

“แต่คุณรักผม...” เอื้อมมือไปจับมือเธอแน่นไม่ให้เธอสะบัดหนีเขาได้อีก

“ที่รีสอร์ทวันนั้น ผมได้ขอโอกาสคุณให้เราได้ทำความรู้จักกันคุณก็ไม่ยอม และตอนนี้ เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน ผมจึงอยากขอให้คุณเห็นแกลูกของเรา ให้โอกาสผม...ให้โอกาสเรา...ได้ไหมปริม”

ปริญดาฟังทุกคำพูดของเขาแล้วเก็บมาครุ่นคิด เธอมองจ้องเข้าไปในดวงตาคมเข้มที่สะท้อนมองกลับมาของเขา แล้วพยายามค้นหาความจริงใจที่ซ่อนอยู่นัยน์ตาคู่สวยนั่น และถึงแม้เธอจะไม่แน่ใจนัก แต่เธอก็รู้สึกได้ว่า ประกายวาววับของความหวังที่ต้องการคำตอบตกลงจากเธอมันเต้นระริกสะท้อนออกมาให้เห็นจนเธอต้องหันหน้าหนี เริ่มลังเลไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร

เวหารู้ว่าเธอกำลังสองจิตสองใจ เขาจึงต้องรีบฉวยโอกาสตอนนี้ทำให้เธอยอมรับเขาให้ได้ “นะปริม ผมเองก็รู้สึกดี ๆ ต่อคุณอยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นผมจะยอมรับคุณง่ายดายอย่างนี้น่ะเหรอ” พูดเสร็จ เขาก็ยกมือเธอขึ้น ลูบหลังมือเธอเบา ๆ ทำให้ปริญดาต้องหันหน้ากลับมามอง แล้วเธอก็ต้องตกตะลึง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อเวหาดึงมือเธอเข้าไปใกล้ แล้วจรดริมฝีปากได้รูปของเขาลงบนหลังมือเธอแผ่วเบา

อึดใจนั้น ปริญดาแทบอยากจะตอบรับเขาว่าเธอยอมสิ้นแล้วทุกอย่างตามที่เขาต้องการ ตะโกนบอกเขาว่าหัวใจเธอยอมสยบราบคาบเป็นของเขาแล้วตั้งแต่จูบแรกที่ประทับลงบนริมฝีปากเธอเมื่อหลายเดือนก่อน แล้วลืมสิ้นทุกความเจ็บปวดรวดร้าวที่เขาเป็นคนก่อไว้ โยนความโกรธเกลียดออกไปจากใจ แล้วลองเริ่มต้นใหม่กับเขา...ผู้ชายคนเดียวที่เธอรักหมดหัวใจ...

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น พร้อมรอยยิ้มตราตรึงบนมุมปาก “อย่าปิดกั้นตัวเองจากผมอีกเลยนะปริม และคุณจะได้รู้ ว่าผมไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คุณคิด”

และเพื่อยืนยันคำพูดนั้น เขาจึงเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ ได้ยินเสียงลมหายใจที่ระบายออกมาอย่างตื่นเต้นของปริญดาอยู่ตรงหน้า ก่อนจะหลับตา แล้วบรรจงประทับจูบบนหน้าผากนุ่มละมุนของเธอเบา ๆ ราวกับนุ่นสัมผัส เขาจูบอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน รับรู้ถึงร่างกายที่สั่นสะท้านของหญิงสาว เขาเลยโอบแขนรอบไหล่ของเธอช้า ๆ ดึงเธอให้มาซุกซบกับไหล่กว้างของเขา ซึ่งเธอก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย

เวหาลูบผมสั้นของเธอไปมา แล้วกระซิบเสียงหวานว่า

“แต่งงานกับผมนะ.....”

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><>
จบตอน

คุณ lamyong ทำยังไงเหรอคะ ก็ต้องแต่่งงานอยู่แล้ว คนเขียนบังคับ 555

คุณ phakarat เวย์ดิ้นไม่หลุดแล้วค่ะที่นี้ อิอิ ^_^

คุณ Zephyr นั่นสิคะ คนเขียนก็แอบหมั่นไส้ปริมนะ เวย์ง้อตั้งนานแล้วยังใจแข็งอยู่ได้ (เข้าข้างพระเอกเหมือนกันค่ะ 555)
ปล. ไม่เป็นไรค่ะ มาช้ายังดีกว่าไม่มาเนอะ ^v^


ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์และจิ้มชอบรวมถึงนักอ่านทุกท่านที่ติดตามผลงานกันมาตลอดนะคะ ขอบคุณมากค่ะ!!



เปลวหอม
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 26 ส.ค. 2557, 11:35:24 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 26 ส.ค. 2557, 11:44:40 น.

จำนวนการเข้าชม : 1774





   ตอน 27 >>
lamyong 26 ส.ค. 2557, 17:57:04 น.
ว้าย ๆๆ พี่เวย์ ที่อย่างนี้ล่ะเรียกเมีย แต่ไม่เคยบอกรักปริมเลยนะยะ


lamyong 26 ส.ค. 2557, 17:58:39 น.
ป.ล. รอวันเสาร์นานไป มาลงพรุ่งนี้เลยได้ไหมอ่ะคะ 5555 อยากรู้แล้วว่าปริมจะตอบว่าไง ยังจะดื้อหนีอีกไหม หุหุหุ


pkka 26 ส.ค. 2557, 18:09:13 น.
I do.... อิอิ


Nandii 29 ส.ค. 2557, 13:58:45 น.
พี่เวย์ขอแต่งงานแล้ว ปริมล่ะจะตอบว่าไง อิอิ


Zephyr 31 ส.ค. 2557, 22:44:15 น.
เล่นตัวเข้าไปนะ ฮึ
ง้อมากเวย์เบื่อ เธอจะแย่นะ
ผช ที่เธอรักและเค้าก็รักเธอ
ตอนนี้เธอรักเค้า เค้ามาขอโอกาสศึกษา เธอก็ไม่ให้
จะมาอ้างเค้าไม่รัก...
เธอยังไม่ให้โอกาสเค้ามารักเลยย่ะ
หมั่นไส้นางจริง


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account