Love song ลุ้นรักให้พลิกล๊อค (นิยายชุด Love pill)
ถ้าเพลงรักไม่ใช้กับความรัก จะใช้กับอะไร?
Tags: รักกุ๊กกิ๊ก

ตอน: ตอนที่ 1

Love song ลุ้นรักให้พลิกล็อค

“แล้วนายล่ะ...ชอบเพลงรักแบบไหน” ฉันหันไปถามผู้ชายร่างสูงที่นั่งข้างๆทันทีที่ดีวีดีหนังรักวัยรุ่นเรื่องฮิตเรื่องนึง ที่ฉันเอามาเปิดประกอบการทำรายงานจบลง

“อืม...” เขาทำหน้าครุ่นคิด ใบหน้าเวลาจริงจรังของเขานี่เรียกว่ามีเสน่ห์อย่างเดียวคงไม่ได้ เรียกว่าโคตรหล่อเลย น่าจะเข้าท่ากว่า “เพลงรักที่ไม่มีคำว่ารักมั้ง”

“ลอกหนังมาชัดๆ” ฉันขำ หนังที่เราทั้งคู่เพิ่งดูจบ เป็นหนังของค่ายหนังอารมณ์ดีที่หยิบจับอะไรมาทำหนังก็สนุกน่าติดตามไปหมด เนื้อเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่น 3 คน ที่มาตั้งวงดนตรีเล่นกัน และต้องการจะแต่งเพลงรักขึ้นมาเพลงนึง และที่สำคัญเพลงรักเพลงนั้นต้องไม่มีคำว่ารัก

“แล้วคิมล่ะ ชอบแบบไหน” เขาถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่เอาเถอะ...ยิ้มนั้นชวนให้เกิดอารมณ์โมโหขึ้น มาได้ง่ายๆ เขาเรียกชื่อคนผิดพร้อมรอยยิ้มแบบนั้นได้ยังไงกัน

“ครีมย่ะ นี่เรียกผิดมาทั้งวันแล้วนะ ชื่อฉันมันยากตรงไหน” ฉันบ่นอุบอิบ อันที่จริงก็แอบเข้าใจอยู่ หรอก ฉันมันไม่ใช่คนประเภทที่นายนี่จะมาจำหรือมาสนใจอะไรอยู่แล้ว ป้าแก่ๆใส่แว่นเฉิ่มๆอย่างฉันน่ะเร้อ จะเอาอะไรไปให้เขาอยากจำ

“ครีมก็ครีม สรุปว่าอยากทำเพลงออกมาเป็นแบบไหน”

“เพลงรักที่เพราะในความรู้สึกฉัน จะต้องเป็นเพลงที่
คนฟัง ฟังแล้วร้องไห้ตามได้” ฉันเสนอความคิด อย่างจริงจังออกไป ฉันคิดแบบนั้นจริงๆนะ อารมณ์ประมาณรักแท้ไม่มีเงื่อนไข ตายแทนกันได้ อะไรทำนองนี้

“มันไม่ได้เวอร์ไปใช่มั้ย” เขาพูดยั่วโมโหฉันอีกครั้ง งานขัดอารมณ์ศิลปิน เป็นงานถนัดของนายคีตา เขาเลยล่ะ ฉันมองค้อนไป 2-3 ที ก่อนจะหยิบกระดาษใบเล็กๆที่วางอยู่บนโต๊ะส่งให้เขา

“มีคนฝากมาให้น่ะ” ฉันพูดเบาๆพลางแสร้งทำเป็นไม่สนใจอะไรมากนัก เปิดโปรแกรมนู่นนี่ในแลปท๊อปไปเรื่อย แต่ขอสารภาพตรงๆ ฉันแอบอ่านไปแล้วล่ะ

/จะรอดูพี่คีตาในวันคอนเสิรต์นะคะ สู้ๆนะ/

“มีแค่การ์ดเหรอ น้องเขาควรจะมีขนมหรือไม่ก็ลูกอมอะไรพวกมานี้ติดมาด้วยสิ หรือเธอแอบ กินไปแล้ว”

“จะบ้ารึไง ถึงจะอ้วนแต่ก็เลือกกินนะ น้องเขาก็แค่ฝากกำลังใจมา ไม่ได้ฝากขนมอะไรมาทั้งนั้นหรอก” ฉันตวาดเสียงเกือบจะดังไป 1 ที ตาบ้านี่ชอบพูดอะไรให้ฉันหงุดหงิดอยู่เรื่อย ว่าแต่เมื่อกี๊...ฉันไม่ได้หลุดอะไรที่ไม่ควรพูดไปใช่มั้ย

“รู้ได้ไงว่าน้องเขาเอากำลังใจมาฝาก” เออ ใช่เลย ฉันหลุดพิรุธออกไปแล้ว

“ก็..ก็แค่ อ่านผ่านๆ ไม่ตั้งใจจะแอบอ่านเลยนะ”

“ข้อความมีอยู่บรรทัดเดียว มองไม่ถึง 2 วิ ก็รู้เรื่องหมดแล้ว อ่านๆผ่านก็แอบอ่านนั่นแหล่ะหน่า” เขาพูดหยอกเล่น แต่มันทำให้ฉันรู้สึกเสียหน้าอย่างประหลาด นี่ฉันจะหลุดให้เขารู้ไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ ว่ายายเพิ้งหลงยุคอย่างฉัน แอบชอบเขามาตั้งแต่ปี 1 ชอบเขามาตั้งแต่ฟันเขายังเหยิน จนเขาใส่เหล็กดัดฟัน เปลี่ยนมาเป็นรีเทนเนอร์ นี่ล่าสุดฟันเรียงสวยขาวสะอาดแล้ว ฉันก็ยังบ้าเคลิบเคลิ้มไปกับเขาอยู่ และมีทีท่าว่าจะยังชอบต่อไปอีก เอาเถอะ...คงต้องรอให้ฟันเขาหลอหมดปากนั่นแหล่ะมั้ง ถึงจะเลิกชอบได้ซักที

“หลงตัวเอง คิดว่าฉันชอบนายรึไง ถึงต้องมาคอยมาหึงบรรดาแฟนคลับที่มาตามกรี๊ดนายด้วย จะมาดักรอให้ดอกไม้ ขอถ่ายรูปอะไรฉันก็ไม่สนหรอก” ฉันพ่นสารพัดคำแก้ตัวออกมา นี่คิดว่าเนียนสุดเลยนะ พูดประโยคนี้ไปปุ๊บ เขาต้องเลิกสงสัยฉันแน่ๆ

“ฉันจะคิดว่าเธอชอบฉันก็เพราะที่เธอพูดเมื่อกี๊นี่แหล่ะ” เขาตอกกลับจนหน้าฉันแทบจะชาไปทั้งหมด นี่ฉันเผลอพูดบ้าอะไรออกไป โอ๊ย...อยากจะขุดหลุมฝังตัวเองไปซะเดี๋ยวนี้เลยจริงๆ อีตาบ้านี่ก็จ้องหน้าฉันอยู่ได้ นี่ความลับฉันแตกละเอียดเป็นผงโกโก้ไปหมดแล้วใช่ไหม

“หน้าฉันไม่แดงใช่ไหม”

“เธอนี่ตลกชะมัด ไม่สิๆ ต้องพูดว่า” เขาขำไปพูดไป ก่อนจะเว้นวรรคเล็กน้อย ฉันเองก็เลยกล้าจะหันมา มองหน้าเขาซักหน่อย และทันทีที่หันมาสบตาเขา “ น่ารักชะมัด” หัวใจฉันก็แทบจะสิงห์วิญญาณนักเต้นโดยทันที มันเต้นสั่นดังโครมๆจนฉันรู้สึกเหมือนจะต้องนัดหมอให้ตรวจดูหัวใจซะเดี๋ยวนี้เลย ก็จะไม่ให้เต้นโครมครามได้ยังไงล่ะ อีตาคีตาผู้ชายคนเดียวที่ฉันแอบหลงใหลได้ปลื้มมา 3 ปีเต็ม ชมฉันซึ่งๆหน้าไม่พอ ดันมาจับแก้มฉันซะได้ นี่เขากำลังจะทำให้ฉันหยุดหายใจไปจริงๆแล้วนะ

“ อะไรของนาย ทะ..ทำบ้าอะไรน่ะ”

“เราควรคบกันดูนะ”

“ห๊ะ!!!” ฉันส่งเสียงดัง ย้ำว่าเสียงดัง คือมันดังมากจริงๆ พอที่ทำให้คนทั้งโรงอาหารหันมามองฉันเป็นตาเดียวกันได้ คำว่าคบกันของเขานี่คงไม่ได้หมายถึง เป็นแฟนกันหรอกนะ

“ตกใจอะไรขนาดนั้นคิม”

“ครีมย่ะ ครีมที่ใช้ทาผิว หรือครีมหน้าใสผสมคอลลาเจนที่เขาฮิตๆกันนั่นแหล่ะ ครีมน่ะครีมมมม ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยพูดคำนี้รึไง”

“โอเคๆ” เขาขำในความจริงจังเรื่องชื่อของฉัน ก่อนจะเอามือมาจับที่ไหล่ฉัน แล้วปรับสีหน้ากับน้ำเสียง ให้เข้าสู่โหมดจริงจังขึ้น

“แล้วเธอว่าเพลงรัก ถ้าไม่ใช้ในเพลงรักแล้วจะใช้กับอะไร”

ฉันขมวดคิ้วนิดๆ คำถามที่ดูเหมือนตอบง่ายๆของเขา แต่ฉันกลับหาคำตอบให้เขาไม่ได้ ถ้าเพลงรักที่ไม่ได้ใช้กับความรัก มันจะเป็นเพลงรักได้ยังไง

“นึกไม่ออกอ่ะ ฉันว่าเพลงรักยังไงก็ต้องใช้กับความรัก” ฉันตอบไปตรงๆ

“งั้นเราก็ควรจะลองคบกัน เพราะถ้าเพลงรักใช้ได้แต่กับความรัก เรา 2 คนจะแต่งเพลงรักด้วยกันได้ยังไง ถ้าเราไม่ลองมารู้จักความรักในแบบของเราดู จริงไหม” เขาอธิบายอย่างยืดยาว ฉันเองก็ได้นั่งทำตาปริบๆ นี่มันอะไรกัน ช่วงขาขึ้นของชีวิตฉันเหรอ อยู่ดีดีชายในฝันที่เฝ้าฝันมาตลอด 3 ปี มาเสนอตัวให้ฉันได้จับจอง เป็นเจ้าของถึงที่ นี่ถ้าตอบตกลงตอนนี้จะมีของแถมสัมมนาคุณอะไรตามมาถึงเปล่า คิดไปคิดมาแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยนะ แถมหัวใจก็สั่นระริกๆจนแทบจะออกมาเต้นอยู่นอกตัวอยู่แล้ว อีตาคีตาบ้านี่เกิดมาเพื่อเขย่าหัวใจฉันจริงๆเลย

“....”

“เฮ้...คิม”

“ครีม!!” ไม่ว่าจะตกอยู่ในภวังค์นานแค่ไหน แต่ถ้าอีตานี่เรียกชื่อฉันผิดเมื่อไหร่ ต่อมโมโหมันก็
จะทำงานแบบนี้ทันที “คิมบ้าคิมบอที่ไหนกัน”

“ก็ถามแล้วไม่ยอมตอบ เธอเห็นดีด้วยไหม”

“ที่จะต้องเป็นแฟนกับนายอ่ะนะ” ฉันแสร้งทำเบะปาก แต่เรื่องจริงแล้วช่างตรงกันข้าม แหม...พ่อคุณเอ๊ย เป็นแฟนกับคนที่แอบชอบมานานขนาดนี้ ใครมันจะไปปฏิเสธลง

“ก็แค่ลองดู เผื่อจะได้แรงบันดาลใจไง ฉันไม่ได้จะจีบเธอมาเป็นแฟนจริงๆซักหน่อย” เขาตอบกลับ เห็นไหมล่ะ ว่าเรื่องขัดอารมณ์เป็นงานของเขาขนาดไหน ฉันรู้หรอกย่ะ ว่านายจะให้แกล้งลองคบกันเพื่อหาแรงบันดาลใจ ก็เท่านั้น

“ละ...แล้ว ต้องทำไงบ้างอ่ะ”





ท้องฟ้าเริ่มทำท่าเหมือนคนกำลังจะร้องไห้อีกแล้ว เมฆก้อนใหญ่ดำทมึฬก็ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาจนปกคลุมไปทั่วทั้งท้องฟ้า ฉันเกลียดนักล่ะ...บรรยากาศแบบนี้ ไหนจะเสียงฟ้าร้องอีก ไม่ชอบเลยจริงๆ

/ซู่ววววว/

ส่วนนี่คือสิ่งที่เกลียดที่สุด โอ๊ยย...ไม่มีร่ม เปียกแล้วว้อยยย

“คิมมม!!!”

เค้าเรียกครีมหรือคิมกันนะ

“เดี๋ยวคีย์ไปส่งนะคะ จอดรถไว้ตรงไหน”

โอเค นี่เริ่มการหาแรงบันดาลใจแล้วถูกไหม เราเป็นแฟนกันแล้วถูกไหม แล้วฉันก็เขินได้แล้วสินะ

“จอดหน้าคณะ”

“ตอบห้วนไปนะ คนเป็นแฟนกันต้องตอบให้มันหวานๆหน่อยสิ”

“จอดอยู่หน้าคณะค่ะคีย์” พอเปลี่ยนมาเรียกชื่อสั้นๆที่มีแต่เพื่อนสนิทเรียกเขา นี่มันก็เขินพอจะม้วน ตัวเองเป็นแยมโรลได้เลยนะ เอาล่ะ...เก็บอาการหน่อยยัยครีม

ฉันยังจำความรู้สึกเมื่อ 2 เดือนที่แล้วได้เป็นอย่างดี ตอนที่อาจารย์ติดประกาศรายชื่อว่าใครต้องทำโปรเจกร่วมกับใคร เขาคงไม่รู้หรอกว่าฉันดีใจมากแค่ไหน ที่ชื่อของฉันอยู่บรรทัดเดียวกับเขา แต่เอาเข้าจริงโมเมนต์ดีใจตอนนั้นนะ ไม่ได้เท่าครึ่งนึงของตอนนี้เลย ตอนที่ฉันกับเขาต้องอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันท่ามกลางพายุฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ขาของเขาเราทั้งคู่ก็ต้องพยายามก้าวให้มันไปพร้อมๆกัน จะได้ไม่มีใครต้องเปียกฝนเพราะดันเดินพ้นเงาของร่มไป นี่ฉันควรจะแกล้งล้มให้เขาพยุงเดินไปที่รถไหมนะ

/ตุ้บ/

เอ่อะ...สาบานได้ว่าฉันล้มจริงๆนะ

“ครีมม!”

เขาเรียกชื่อฉันถูก ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆเลย

“เจ็บไหม ค่อยๆลุกขึ้นนะ” เขาทำน้ำเสียงเป็นห่วง นี่ไม่ได้มโน เขาดูเป็นห่วงจริงๆนะ มืออีกข้างของเขาที่ไม่ได้ถือร่มก็ค่อยๆคล้องเข้าที่แขนฉัน แล้วดึงฉันขึ้นมา พร้อมกับสำรวจตามร่างกายฉันว่าฟกช้ำหรือว่ามีแผลอะไรรึเปล่า

“เฮ้ย...ฉันโอเค ไม่ต้องดูละเอียดขนาดนี้ก็ได้” ฉันพูดแก้เขิน มายืนให้เขามองตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบนี้ ใครบ้างจะไม่เขินล่ะ

“นี่ไง...แผลที่ข้อศอก” เขาทำเสียงดัง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หลบฝนก่อนเถอะ” เขาบอกพลาง พยุงฉันให้เดินไปหลบฝนที่ใต้ตึก ฉันเองก็เดินตามไปโดยดี ว่าแต่...ทำไมเขาต้องดูหงุดหงิด อารมณ์ไม่ดีขนาด นั้นด้วย

“ขอโทษทีนะ ที่ทำให้ยุ่งยาก” ฉันพูดทันทีที่เราทั้งคู่มานั่งหลบฝนอยู่บนม้านั่งใต้ตึกกิจกรรมใน มหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว “ที่ทำให้หงุดหงิดด้วย”

“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ”

ฉันเลิกคิ้วพลางจ้องไปที่ใบหน้าเขาอย่างสงสัย เขาขอโทษทำไมกัน

“ที่ดูแลเธอไม่ดี”

นี่เขาตีบทแตกไปรึเปล่านะ เล่นเนียนกว่าฉันที่เป็นคนชอบเขาซะอีก

“เธอไม่เจ็บใช่ไหม” เขาพูดเสียงค่อย ก่อนจะจับตรงแขนและสำรวจแผลที่ฉันเพิ่งได้จากความซุ่มซ่ามมาหมาดๆ แผลถลอกนี่มันไกลหัวใจมากนะ มีแค่เลือดซิบๆนิดเดียว แต่เขาดูเป็นห่วงเป็นใยมันมากเหลือเกิน นี่ถ้ามีอำนาจมนต์ดำอยู่ในมือนะ ฉันจะเสกให้เลือดทะลักออกมาเลยจริงๆ เอาให้เขาเป็นห่วงให้มากนี้ซักร้อยเท่า ก็เวลาเขาเป็นห่วงแบบนี้ มันมีความสุขมากจริงๆนะ

/พู่วววว/

เขาเป่าลมเบาๆชโลมตรงแผล หืมม...หอมชื่นใจเลยล่ะ

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ แผลนิดเดียวเอง”

“คนเป็นแฟนกันน่ะ แค่ยุงกัดเขาก็เป็นห่วงกันแล้ว รู้ไหม”

“เว่อร์ไปปะ ยุงนะ ไม่ใช่งู” ฉันขำลั่น นี่ถ้าเขาพยายามทำตัวให้โรแมนติกกว่านี้อีกนิดนึงนะ มันจะกลายเป็นเสี่ยวไปแล้วจริงๆ

“อ้าวเหรอ” เขาขำบ้าง “แบบนี้มันเลี่ยนไปใช่ปะ”

“มากกกก” ฉันลากเสียงยาว ย้ำว่ายาวมาก จนคีย์ต้องระเบิดหัวเราะออกมา ซึ่งมันก็ทำให้ฉันหัวเราะตามได้ไม่ยากนัก

“ฝนเริ่มซาแล้วล่ะ เดี๋ยวเราไปกินข้าวกันก่อนกลับไหม”

“เอาสิ” ฉันตอบรับแบบไม่ต้องคิด ผู้หญิงยุคใหม่ ไม่มีเวลามาเล่นตัวหรอกย่ะ

“ใจง่ายนะเราน่ะ”

“ก็ง่ายตั้งแต่ให้มาส่งที่รถแล้วปะ”

ฉันยิ้ม

เขาก็ยิ้ม





กล้วยสีเขียว
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 ส.ค. 2557, 22:11:58 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 28 ส.ค. 2557, 10:47:35 น.

จำนวนการเข้าชม : 993





   ตอนที่ 2 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account