Love mission ภารกิจหัวใจของคุณบอดี้การ์ด
อรุณ : ความปราถนาเดียวของผม คือหาหลักฐานมามัดตัวฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ของผมให้ได้

ยูมิ : เพราะการเลือกเกิดไม่ได้ ทำให้ฉันต้องเกิดมาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางธุรกิจของพ่อ ซึ่งนอกจากคุณพ่อจะต้องสังเวยชีวิตให้กับปมขัดแย้งในครั้งนี้แล้ว ฉันในฐานะลูกสาวก็พลอยซวยกับเรื่องนี้ไปด้วย

คีริน : ความฝันเดียวของผม คือ แต่งงานกับคนที่ผมรัก และพยายามทำทุกวิถีทางให้คนรักของผมสบายดุจเจ้าหญิง
Tags: บอดี้การ์ด, สืบสวนสอบสวน

ตอน: ภารกิจที่ 1

ผมคลายยิ้มออกมาทันทีที่เสียงปรบมือบางๆได้เงียบลง ก่อนจะกล่าวขอบคุณด้วยเสียงนุ่มลึกตอบแทนเจ้าของเสียงปรบมือเหล่านั้นคืนไป ค่ำคืนวันศุกร์ในบรรยากาศแสนอบอุ่นแบบนี้ เป็นบรรยากาศอันโปรดปรานของผมเชียวล่ะ ...แต่ทว่า ความสุขอุ่นๆแบบนี้กลับหายไปอย่างรวดเร็ว เพียงเพราะสายตาผมดันไปสบกับใครคนนึงเข้า

“อรุณ ลูกค้าโต๊ะริมหน้าต่าง เขาอยากจะ...”

“อืม เรารู้แล้ว” ผมตอบตัดบท สายน้ำ โดยไม่ต้องรอให้เธอพูดจบ ผมรู้ดีว่าลูกค้าโต๊ะริมหน้าต่างที่เธอพูดถึงนั้น กำลัง ต้องการอะไรจากผม

“รอให้เราพูดจบก่อนไม่ได้รึไง” สายน้ำหันมาตวาดผมพลางทำหน้างอน “เดี๋ยวก็ถอนหุ้นหนีซะหรอก”

“ขู่แต่เรื่องเดิมๆ เราเลิกกลัวไปแล้วล่ะ” ผมขำใส่หน้าเธอไป 1 ทีก่อนจะขยี้ลงไปบนผมเธอเบาๆ สายน้ำคนนี้ของผม เธอเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งหุ้นส่วนร้านอาหารนี้ และบางทีก็ยังทำตัวเหมือนเป็นแม่ผมด้วย และก็เพราะสายน้ำนี่แหล่ะ ที่ทำให้ผมไม่ค่อยอยากจะเจอลูกค้าโต๊ะริมหน้าต่างนี่ซักเท่าไหร่

“หนูคนนี้นี่น่ารักเหมือนเดิมนะ”
นั่นเป็นคำทักทายแรกที่หลุดออกจากปากเขา ผู้ชายที่ผมอยากจะหันหลังให้ไปตลอดชีวิต

“โชคดีของไอน้ำมัน” ผมวรรคประโยคของผมเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้มแล้วพูดต่อ “...ที่ไม่ตาย”

“โถ่เอ๊ย..อรุณนี่ยังไง เฮียก็บอกแล้วไงว่าเฮียขอโทษๆ เรื่องคราวนั้นเฮียไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนั้นเลย”

“ช่างมันเถอะครับ เฮียพูดธุระของเฮียมาดีกว่า” ผมตัดบทบทสนทนาที่ไม่อยากจะฟังเท่าไหร่ ผมไม่ชอบฟังคำแก้ตัว พอๆกับไม่ชอบที่จะนั่งร่วมโต๊ะกับเฮียป๊วย หัวหน้าเก่าของผม ให้นานนัก

“นี่เราคงญาติดีกันไม่ได้แล้วจริงๆสินะ”
ผมแอบเห็นสีหน้าที่เจื่อนขึ้นเล็กน้อยของเฮียป๊วย อันที่จริง ผมก็ยังรักและเคารพเฮียป๊วยเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงการเดิมๆที่เคยทำร่วมกับเฮียอีก ก็เท่านั้น

“ว่าไงครับ ธุระของเฮีย”

“เฮียมีงานที่อยากให้เอ็งทำ”

นั่นไง...ไม่เคยพ้นเรื่องนี้เลยจริงๆ

“ยืนยันคำเดิมครับเฮีย ผมวางมือแล้ว” ผมทิ้งคำพูดไว้แค่นั้น ก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะ หมายจะเดินออกไปจาก ตรงนี้ให้เร็วที่สุด แต่ก็เหมือนเดิม ลูกน้องของเฮียที่ผมเองก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี ต้องมายืนดักขวางทางผมไว้

“ไอรุณ แกน่ะเกิดมาเพื่อเป็นตำรวจนะ ไม่ใช่มาเป็นนักร้องนักดนตรีแบบนี้ ฟังเฮียให้จบก่อนจะเป็นอะไร แกอาจจะสนใจ อยากจะทำงานนี้ก็ได้”

คิน เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่โตมาด้วยกันกับผม เป็นคนพูดประโยคน่ารำคาญนี้

“คงไม่มีงานที่ฉันอยากจะทำแล้วล่ะ ฉันพอใจกับการเป็นเจ้าของร้านอาหาร ฉันเลือกเส้นทางใหม่แล้ว”

“แล้วถ้างานนั้นมันเกี่ยวกับพวก อิรสิงห์ ล่ะ เอ็งจะยังปฏิเสธเฮียอยู่ไหม”
อยู่ดีดี เฮียป๊วยก็ลุกโผลงขึ้นพลางตะโกนชื่อตระกูลที่ผมเกลียดเข้ากระดูกดำด้วยเสียงที่แข็งกร้าว จนผมต้องหันขวับไปจ้องเฮียด้วยสายตาที่แข็งกร้าวเช่นกัน

“เฮียว่าไงนะ”

“งานที่เฮียจะให้เอ็งทำ มันเกี่ยวกับพวกอิรสิงห์ เฮียรู้ว่าเอ็งอยากวางมือแล้ว แต่ โฮลี่ ฝีมือดีดีอย่างเอ็ง จะให้เฮียปล่อยไปเฉยๆ ทั้งๆที่มีงานใหญ่รออยู่เนี่ย เฮียทำไม่ได้หรอกนะ”

“แกก็รู้ไอรุณ ว่าหน่วยโฮลี่ของพวกเราปลดประจำการไปก็หลายคนแล้ว ไหนจะตายไปอีก งานนี้...ยังไงก็ต้องมีแก แกทำงานนี้เป็นงานสุดท้ายแล้วก็ค่อยวางมือก็ได้”

คินเดินมาตบบ่าผมพลางพูดประโยคยาวยืดนั้น ซึ่งมันก็ทำให้ภาพเก่าๆของผมสมัยเป็นตำรวจสากลผุดขึ้นซ้อนไปมาเต็มไปหมด ภาพที่ถูกฝึกอย่างหนักเพื่อมาประจำที่หน่วยโฮลี่ และภาพที่เพื่อนผมบางคนต้องตายไปต่อหน้าต่อตา

“ผมขอเวลาคิด 3 วัน แล้วจะติดต่อกลับไป”



แผนที่ 1

“อะไรกัน ไหนว่าเราตกลงเรื่องนี้กันแล้ว” ฉันกราดเสียงแหลมสูงลงไปในโทรศัพท์ ก่อนจะกระแทกร่างลงบนโซฟาอย่างไม่สบอารมณ์

“ยูมิ อามีหลานอยู่คนเดียว เข้าใจกันหน่อยสิ ว่าอาเป็นห่วง”

“ต้องให้ยูมิทำยังไง อาถึงจะเชื่อว่าหลานคนนี้ของอาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว” ฉันอ่อนเสียงลงเล็กน้อย เพราะไม่อยากทำตัวให้ขัดกับรางวัลเยาวชนดีเด่น สาขาวาจาเสนาะหูที่เคยได้มาซักเท่าไหร่ ต่อให้จะได้มาชาติกว่าแล้วก็เหอะ ฉันก็ยังไม่อยากจะให้มันด่างพร้อยเพราะพูดจาไม่มีหางเสียงกับผู้มีพระคุณหรอกนะ

“อาขอโทษที่อาผิดสัญญา แต่ถือว่าทำเพื่อความสบายใจของอานะหลานนะ ยอมอาซักครั้งเถอะ”

“ก็ได้ค่ะ แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงเดิมของเรานะคะ ถ้าห่วย คัดออก” ฉันจำใจตอบรับข้อเสนอของคุณอาผู้ปกครองคนเดียวในชีวิตของฉันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทันทีที่เราทั้งคู่วางสายกันไป เสียงออดหน้าบ้านก็ดังขึ้น

แหม...ตรงเวลาดีจังนะ นี่บอดี้การ์ดเหรอ นึกว่าพิซซ่า

ฉันจัดผมเผ้าของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางขึ้นเสียหน่อย พลางแหวกเสื้อให้เห็นหัวไหล่ขาวๆเนียนๆให้ชัดขึ้นอีกนิด นี่อย่าพึ่งคิดว่าฉันจะทำให้อะไรว่าที่บอดี้การ์ดที่มายืนรออยู่หน้าบ้านฉันนะ ฉันก็แค่หาทางจะกำจัดบุคคลไม่พึงประสงค์ออกไปจากชีวิตแค่นั้น เพราะถ้าไอหมอนั่นทำท่าขี้หลีฉันเมื่อไหร่ล่ะก็ จะเข้าข่ายผู้ชายห่วยแตก อันเป็นเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาจ้างได้อย่างถาวรทันที

ฉันรู้ว่าฉันฉลาด ไม่ต้องชมหรอก

“สวัสดีครับ ผมอรุณครับ”

คำทักทายเรียบง่ายดังขึ้นทันทีเมื่อฉันเปิดประตูออกไป เบื้องหน้าฉัน ปรากฎภาพบอดี้การ์ดหุ่นสูงโปร่ง ดูท่าทางทะมัดทะแมงสะอาดสะอ้านดี แต่งตัวก็ถือว่ามีรสนิยมใช้ได้ บุคลิกภาพแบบนี้ฉันถือว่าผ่านนะ แต่จะติดอยู่นิดก็ทรงผมที่ดูยาวเกินไป มันปรกหน้าปรกตา เห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิด นี่เขาไม่รำคาญตัวเองบ้างหรือยังไงกัน

“นายควรตัดผมนะ”

นั่นเป็นคำทักทายแรกของฉัน

“ส่วนคุณ ควรจะดึงแขนเสื้อข้างขวาขึ้นมาซักนิดนะครับ”

ฉันสะดุ้งเล็กน้อยที่เขาพูดประโยคนั้น ก่อนจะพบว่าแขนเสื้อข้างขวาของฉันห้อยระย้าจนแทบจะถึงข้อมือ แถมสายเสื้อชั้นในสีชมพูเฉดแปร๋นสุดก็ออกมาทักทายนายอรุณอย่างเป็นมิตรอีก อีตาบ้าเอ้ย...นี่นายพูดประโยคเมื่อกี๊โดยไม่มีสายตา พิศวาสอะไรในตัวฉันเลยได้ยังไงกัน เปลืองตัวฟรีหมด

“มันเป็นแฟชั่นใหม่น่ะ”

แล้วฉันแก้ตัวบ้าอะไรออกไป

“อ๋อครับ”

ฉันเกลียดภาวะพูดน้อยของนายจริงๆ

“เข้ามา”

และฉันก็เลือกที่จะพูดน้อยบ้าง

“ครับ”

แต่นายนี่ก็ยังพูดได้น้อยกว่า

“ค่ะ”

เอาสิ..วันนี้ทั้งวันให้พูดกันอยู่แค่นี้นั่นแหล่ะ

“...”

นายก็เลยเลือกจะเงียบแทนสินะ อีตาบ้าเอ้ย

“นี่นายอรุณ หัดอ้าปากพูดอะไรบ้างสิ” สุดท้ายฉันก็เป็นฝ่ายอึดอัดกับภาวะเงียบแปลกๆ จนต้องระเบิดเสียงดังออก มา ส่วนตานั่นน่ะเหรอ เขาหันมามองฉันช้าๆ พลางหยิบมือถือออกมาเหมือนจะเปิดอะไรซักอย่างดู

“คุณหนูยูมิไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า ไม่ชอบคนพูดมาก ถ้าเธออยากรู้อะไร เธอจะอึดอัดจนทนไม่ไหว แล้วก็ถาม ออกมาเอง”

นี่คนนะ...ไม่ใช่ของใช้ในครัวเรือน ถึงต้องมีคู่มือการใช้แบบนี้

“สรุปคือ นี่ทนไม่ไหวแล้วใช่ไหมครับ คุณอาของคุณบอกผมว่าคุณจะเป็นคนสัมภาษณ์ผมเอง งั้นอยากรู้อะไร ถามมาเลยครับ” นายอรุณผมรกทำท่าทางเตรียมพร้อมตอ บคำถามด้วยการนั่งตัวตรง และผายมือมาทางฉันเป็นเชิงให้เริ่มคำถามได้ นี่นอกจากความกวนประสาทแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องของความขี้เก๊กล่ะมั้ง ที่ฉันสัมผัสได้ดีจากนายนี่

“อาฉันบอกอะไรนายบ้าง”

“คุณมีคนปองร้าย หน้าที่ของผมคือกันไม่ให้คนพวกนั้นเข้าใกล้คุณ”

“คิดว่าตัวเองจะสู้ได้เหรอ ถ้าเกิดนายทำพลาดจนฉันตายหรือเกือบตายล่ะ นายจะทำยังไง”

“....”

คำถามฉันยากเกินไปเหรอ ทำไมอยู่ดีดี นายนี่ก็กลับเข้าสู่โหมดเงียบเฉยเลย

“นี่ฟังกันอยู่รึเปล่า”

“ฟังครับ แต่ผมไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น”

เชื่อเขาเลย กวนประสาทชะมัด

“แล้วนายต้องตามติดฉันแค่ไหน”

“10 โมงเช้า ถึง 4ทุ่ม หรือจนกว่าคุณจะถึงบ้านครับ”
จริงๆก็เป็นเวลาที่พอรับได้ ถือว่าคุณอาไม่ได้ล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวฉันมากเกินไป

“นายรู้ใช่ไหมว่านายจะยังไม่ได้รับเงินเดือนจนกว่านายจะพิสูจน์ให้ฉันพอใจได้ว่า นายมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะดูแลฉัน” ฉันยืดตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อวางอำนาจใส่ลูกน้องใหม่ เพราะดูท่าแล้วอายุอานามไม่น่าจะห่างจากฉันมาก เผลอๆจะรุ่นเดียวกันซะอีก ฉันคงต้องรีบวางมาดหัวหน้าให้มันชัดเจนตั้งแต่แรก จะได้ไม่เกิดปัญหาลูกน้องไม่เชื่อฟังตามมาทีหลัง

ฉันรู้ ฉันน่ะฉลาด

“ผมทราบครับ”

“งั้น...” ฉันเกริ่นพลางโยนกุญแจรถไปที่นายหัวรก “เริ่มจากเป็นคนขับรถให้ก่อนแล้วกัน”

ที่จอดรถวันนี้หายากเสียหน่อย ไม่ว่าจะซอกไหนซอยไหนก็เต็มไปหมด ก็เย็นวันเสาร์นี่เนาะ ซึ่งถ้าปกติฉันจะหัวเสียมากเป็นพิเศษ แต่สำหรับวันนี้เห็นทีจะไม่ต้องเสียแรงหงุดหงิดเอง เพราะฉับแอบเห็นคนขับรถถอนหายใจหลายเฮือกอยู่เหมือนกัน ขอให้นายทนไม่ไหวแล้วลาออกไปเองด้วยเทอญ สาธุ

“เดี๋ยวนายไปเดินซื้อของเป็นเพื่อนฉันด้วยนะ” ฉันบอกนิ่งๆพลางเดินนำหน้าตรงเข้าศูนย์การค้าไป ไม่ต้องแปลกใจนะที่วันนี้คอฉันดูเชิดผิดปกติ ฉันกำลังวางมาดให้ลูกน้องเกรงอยู่

ฉันรู้ ฉันน่ะมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ในตัวสูง

“ได้ครับ”

ทำไมไม่หือไม่อืออะไรหน่อยนะ นายว่าง่ายแบบนี้ ฉันจะไปมีเหตุผลอะไรไปไล่นายออกเล่า แต่เอาเถอะ...แผนวันนี้ ของฉันมาเหนือเมฆมาก นายเตรียมตัวอึ้งไปได้เลย

“เริ่มจากนี่ก่อน” ฉันยิ้มมุมปากก่อนจะตรงรี่เข้าไปในแผนกชุดชั้นในสตรี เข้าใจไม่ผิดหรอก ฉันตั้งใจลากนายหัวรกเข้ามาอยู่ใจกลางดงดูมดูมมาจาเร่ดูมนี่แหล่ะ เอาให้อายม้วนกันไปข้างนึงเลย

นั่นไง นายเริ่มโดนนินทาแล้ว

“โอ๊ยแก ดูผู้ชายคนนั้นสิ พาแฟนมาเดินซื้อชุดชั้นในด้วย หล่อแล้วยังน่ารักอีกอ่ะ สเป็คเลย”

หล่อบ้า หล่อบออะไรกัน หัวรกเหมือนเอาดอกไม้กวาดมาวางๆกองไว้นี่นะ เชอะ! นู่นๆ เอา 2 คนนั้นดีกว่า ดูท่าทางขี้นินทาชาวบ้านดี

“หล่อรีบมากอ่ะแก”

อะไรของมัน หล่อรีบ?

“หล่อไม่รอเพื่อนไม่รอฝูงไงแก๊”

อื้อหือ นี่มุขถูกไหม ห่วยแตกสิ้นดี

“ที่จับอยู่น่าจะไม่พอดีนะครับ”

ฉันสะดุ้งนิดๆที่เสียงนายนั่นดังขึ้นจากด้านหลัง พลางมองตามมือลงไปที่ชั้นวางสินค้า นี่ฉันเผลอจับอะไรอยู่งั้นเหรอ อ๋อ...ชุดชั้นในแบบดันทรง คัพ C สีลูกพีช ลายลูกไม้บางๆ สวยดีจัง ว่าแต่...เมื่อกี๊นายว่าอะไรนะ

“คัพ C อาจจะหลวมไป ผมว่าอันนี้เหมาะกับคุณมากกว่า”
ฉันหันขวับมายืนเผชิญหน้ากับนายนี่ตรงๆ ก่อนจะพบว่านายอรุณกำลังยืนสง่า แอ็กท่าเป็นพรีเซ็นเตอร์ชุดชั้นในเสริมฟองน้ำหนาเป็นแป้งพิซซ่าอยู่ สีกับลายก็ผ่านอยู่หรอกนะ แต่นายจะรู้ไหม...ว่าไอ้ที่ถืออยู่น่ะ มันคัพ A นะว้อย!

“นี่นาย!”

“นี่ A75 ครับ แต่มีฟองน้ำเสริม อกคุณจะชิดเหมือนในโฆษณา ลองดูไหมครับ”

“นี่นาย!”

“มีกางเกงเข้าชุดด้วยนะครับ”

“นี่นาย!”

“เอาชุดนี้ครับ”

และนายนั่นก็ถือวิสาสะยื่นชุดชั้นในในมือให้กับพนักงาน พร้อมกับจ่ายเงินให้เสร็จสับ นี่กลายเป็นว่าฉันต้องมาอายแทนงั้นเหรอ แล้วอีตาบ้านี่มารู้คัพหน้าอกฉันได้ยังไง A75 ไม่ขาดไม่เกิน คัพเท่าเดิมมาเกือบ 10 ปีแล้วเนี่ย

“ซื้ออะไรต่อดีครับ”

หึ...ไม่ต้องมาทำเป็นถามเลย ฉันไม่ยอมแพ้นายง่ายๆหรอก

“ไม่ซื้อ ไปร้านทำผม”

“ครับ”

ฉันหันขวับอีกครั้ง เพื่อไปจ้องหน้าหมอนี่

“หันสุดคอมามองผมแบบนี้หลายครั้งแล้วนะครับ ระวังมันจะเคล็ด”

“ก็ใครใช้ให้นายมาหักหน้าฉันต่อหน้าพนักงานล่ะ”

“ผมเพียงแต่แนะนำสิ่งที่เหมาะสมให้คุณ”

“แล้วทำไมไม่รู้จักเถียงหรืออะไรบ้าง ทำไมเอาแต่พูดครับๆ มันน่ารำคาญ”

“คุณหนูยูมิไม่ชอบคนขัดใจ คุณอาเป็นคนบอกผมมาครับ”

“แล้วทำไม ทำไม...” ทำไมอะไรดี “ทำไมนายถึงใส่เสื้อสีแดงล่ะ ทั้งๆที่ฉันใส่สีขาว นายตั้งใจจะทำตัวเด่นกว่าฉัน ใช่ไหม”

ฉันรู้ ฉันเป็นคนมีเหตุผล

“คุณนัดใครมาด้วยรึเปล่า”

“อย่ามาทำเป็นเปลี่ยนเรื่องได้ไหม...โอ๊ย”

อยู่ดีดีนายหัวรกก็เปลี่ยนจากโหมดหน้าตายเป็นโหมดหน้าโหด แถมยังบีบข้อมือฉันอีก แล้วไอสายตาที่มองคาดคั้นฉันแบบนั้นนี่เพื่ออะไรกัน นี่นายเป็นบ้าอะไรของนายฮะ

“ตอบผมมาครับ คุณนัดใครมาด้วยรึเปล่า”

“ปละเปล่า...ฉันไม่ได้นัดใครมา ก็มาแค่กับนายเนี่ย โอ๊ย...นี่ฉันเจ็บนะ”

“กลับกันเถอะ”

นอกจากจะไม่ยอมปล่อยข้อมือฉันแล้ว ยังเสียมารยาทลากฉันออกมาลานจอดรถโดยไม่อธิบายอะไรซักคำอีก นี่ขาฉันขวิดไปหมดแล้วนะ

/ปื๊บบบบ/

เอ้อ...เอากันเข้าไป โดนฉุดกระชากลากถูมาจนแทบปลิวยังไม่พอ ยังจะต่อด้วยรถหรูวิ่งซิ่งมาจากดาวอังคารมาเบรคเอี๊ยดต่อหน้าจนเกือบชนฉันอีก ความเร็วแรงทะลุจักรวาลมากค่ะคุณ รถไม่มีเบรครึยังไง

ว่าแต่...ฉันว่าฉันเริ่มคุ้นๆกับรถคันนี้แล้วล่ะ

“ยูมิ”

เอ๋...ทำไมเขารู้จักฉัน

“คีเดินตามมิมาตั้งแต่ในห้างนู่น แต่ไม่ทัน”

“คีริน!” ฉันวิ่งกึ่งกระโดดตรงรี่ไปยังเจ้าของเสียงด้วยพลังคิดถึงสุดหัวใจ พลางประกบปากลงไปบนแก้มซ้ายของเขา ฟอดใหญ่ “กลับมาเมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกกันเลย มิจะได้ไปรับ”

“คีเคยให้มิลำบากเหรอไง” เขาพูดด้วยท่าทางน่ารัก

“กลับมาได้แบบนี้ แปลว่าธุรกิจของที่บ้านเรียบร้อยดีใช่ไหม” ฉันถามพลางเข้าไปคล้องแขนเขา “มิว่าเราไปทานข้าว เย็นกันดีกว่า”

“ได้สิ”

คีรินตอบฉันยิ้มๆก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถให้ฉัน ซึ่งฉันก็พึ่งจะนึกออกว่ามีหัวหลักหัวตอยืนจ้องเขม็งมายังฉันอยู่ เออเนาะ...ลืมไปเลยว่าไม่ได้มาคนเดียว

“วันนี้นายเลิกงานได้เลย ฉันจะไปทานข้าวกับแฟน”

“ครับ”

เอาเถอะ...นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกยินดีกับการพูดง่ายว่าง่ายของนาย

“บอดี้การ์ดคนใหม่เหรอ” คีรินถาม

“ครับ”

เขาถามฉันย่ะ เสนอหน้า

“เฮ้อ! คุณอานี่ยังไง คีเห็นหามากี่คนก็ไม่เห็นได้เรื่อง คีต้องเป็นคนไปช่วยมิไว้ทุกที ยอมให้มิแต่งงานกับคีก็จบแล้วเนาะ” คีบอกแบบนั้น ซึ่งมันก็ทำให้ฉันยิ้มหวานออกมาได้ไม่ยากนัก “ไปกันเถอะ”

“ครับ”

อะไรของไอนายหัวรก เฮ้ย...แล้วอะไร ทำไมถึงได้เดินไปเปิดประตูหลังแล้วเข้าไปนั่งหน้าตาเฉยเลย นี่นายไม่เข้าใจคำว่า

‘จะไปกินข้าวกับแฟน’ รึไง

“นี่อรุณ ลงมาจากรถ” ฉันโหวกเหวกพลางทุบไปที่กระจกรถเสียงดัง แต่นายนั่นน่ะเหรอ...หึ นั่งนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งเลย

“มิๆ ทุบแบบนี้ รถคีพังแหง๋ๆเลย” คีรินพูดติดตลก “ไหนๆเขาก็เป็นบอดี้การ์ดมิ ให้เขาไปด้วยก็ไม่เป็นไรหรอก” คีรินก็แบบนี้แหล่ะ เขาใจดีเสมอ

รถเคลื่อนที่ผ่ารถติดนานนับ 1 ชั่วโมง ทั้งๆที่แค่ครึ่งชั่วโมงก็ควรจะถึงได้แล้ว แต่กรุงเทพฯก็แบบนี้ เอาเข้าจริงก็ไม่รู้จะบ่นไปทำไม มันติดของมันแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

“หิวแย่เลย ใช่ไหมมิ”

“นิดหน่อยค่ะ คีล่ะ เมื่อยรึเปล่า” ฉันพูดเสียงหวาน พลางเอามือขยำๆไปที่แขนของเขา

“3ที่นะครับ” เสียงพนักงานต้อนรับถาม ทำเอาความหงุดหงิดของฉันแล่นขึ้นสมองมาอีกครั้ง ฉันปราดสายตามองไปยังส่วนเกินที่ทำท่าไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวอยู่ เห็นละ...หมันไส้จริงๆ

“ครับ”

นั่นไม่ใช่เสียงคี นายหัวรกเป็นคนตอบ

“นี่นายอรุณ ฉันบอกให้นายเลิกงานไปได้แล้วไง จะตามมาทำไมไม่ทราบ”

“ผมเลิกงาน 4 ทุ่มครับ”

“ก็ฉันให้กลับก่อนไง ไม่เข้าใจเหรอ”

“งั้นผมขอทำ OT ครับ”

“กวนประสาท” ฉันแขวะใส่เสียงดัง

“เอาน่ะมิ” คีรินเขย่าแขนฉันเป็นเชิงเรียกสติ ก่อนจะหันไปยืนยันกับพนักงานไปอีกครั้งว่า “3 คนครับ” และนั่นก็ทำให้ฉันได้เห็นรอยยิ้มมุมปากครั้งแรกจากนายอรุณ เป็นรอยยิ้มสะใจที่น่าหาเข็มมาเย็บให้หุบมาก

“กวนประสาท” ฉันแขวะอีกครั้งด้วยคำเดิม ก็สรรหาคำอื่นมานิยามหมอนี่ไม่ได้แล้วจริงๆ

“แยกเป็น 2 ที่กับ 1ที่ นะครับ แต่ขอเป็นโต๊ะใกล้กัน” นายอรุณหันไปบอกพนักงาน ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในร้านก่อนฉันกับคีริน

ทันทีที่ได้โต๊ะแล้ว ฉันกับคีรินก็เหมือนได้โลกของเราคืนมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าแค่ฉันหันซ้ายไปก็จะเจอหมอนั่นก็ตาม แต่ก็ถือว่าดีกว่ามากแล้ว ถ้าเทียบกับการต้องร่วมโต๊ะกัน 3 คน

“แล้วเป็นยังไงบ้าง”

“หมายถึงเรื่องไหนคะ” ฉันถามคีรินกลับ

“ก็ทุกเรื่องนั่นแหล่ะ”

“ถ้าคีหมายถึงเรื่องพวกโจรที่พยายามจะลักพาตัวมิ เอ้ย..ไม่สิ ลักพานิ้วชี้มิล่ะก็ พึ่งก่อเรื่องไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คุณอาถึงได้ส่งหมอนั่นมาคอยดูแล” ฉันพูดพลางหันหน้าไปมองนายอรุณที่พึ่งได้รับอาหาร แหม...สั่งของแพงด้วยนะยะ ถ้ามีปัญญา ใช้ชีวิตหรูหราได้แบบนี้ จะมารับงานบอดี้การ์ดทำไมกัน

“ก็ดูหน่วยก้านดีนะ แต่แปลกอยู่อย่าง”

“แปลกยังไงคะ” ฉันถามกลับ ก่อนจะตักสลัดนิซัวส์ของโปรดให้คีริน “ทานเยอะๆนะคะ”

“ขอบคุณครับ” คีรินตักสลัดเข้าปาก ก่อนจะเริ่มพูดเรื่องที่เราคุยค้างกันไว้ “ก็นายอรุณอะไรนี่ เขาดูท่าทางมีกินมีใช้นะ ดูอย่างอาหารที่สั่งสิ เมนูพรีเมี่ยมของที่นี่เลย ไหนจะแบรนด์เสื้อของเขาอีก คีว่ามันแปลกที่เขามารับงานอันตรายๆแบบนี้”

คีรินเองก็สงสัยเหมือนฉัน

“เว้นเสียแต่ว่า...”

“ว่าอะไรคะ” ฉันถามต่ออีกครั้ง

“เขาไม่ได้จะทำงานนี้ไปเพื่อเงิน”

หลังจากอิ่มกับมื้ออาหารเย็นแล้ว คีรินก็มาส่งฉันกับบอดี้การ์ดสุดกวนของฉันที่ห้างสรรพสินค้าห้างเดิม เพื่อมาเอารถที่ฉันจอดทิ้งไว้

“แล้วคีจะโทรหานะคะ” เขาลดกระจกมาเพื่อบอกลาฉัน ก่อนจะหันไปมองยังนายหัวรก “ฉันฝากนายไปส่งยูมิที่บ้านด้วยนะ ขับรถดีดีล่ะ”

“ครับ”

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆที่ฉันรู้สึกรำคาญคนพูดน้อย

“ไปย่ะ ฉันง่วงแล้ว” ฉันเปลี่ยนโหมดน้ำเสียงทันทีที่คีรินเลี้ยวรถออกไป แต่ไม่ทันที่ฉันจะขึ้นรถ เสียงโทรศัพท์ของนายนั่นก็ดังขึ้น “รับโทรศัพท์ก่อนก็ได้นะ”

“ไม่เป็นไรครับ เชิญครับ” เขาบอกเรียบๆพลางเปิดประตูให้ฉัน ซึ่งก็เป็นคำตอบที่น่าพึงพอใจมาก เพราะฉันเกลียดการรอคอยเป็นที่สุด

“คุณอาคงบอกนายไว้สินะ ว่าฉันไม่ชอบคอยใคร”

เชิดหน้าเข้าไว้ ยูมิ เชิดๆ

“เปล่าครับ เสียงเมื่อสักครู่ เป็นเสียงนาฬิกาปลุก ไม่ใช่เสียงเรียกเข้า”

ปัง!

ดูมันนะ ทิ้งประโยคหักหน้าก่อนจะปิดประตูใส่ฉัน กวนประสาทจริงๆ

วันนี้ที่ร้านคึกคักผิดปกติ อาจจะเป็นเพราะมีเลี้ยงฉลองวันเกิดของแขกคนใดคนนึงก็เป็นได้ เพราะทันทีที่ผมเหยียบถึงประตูร้าน เสียงเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ก็ดังขึ้นมาทันที

“อรุณ” เสียงสายน้ำเรียกผมแทรกเสียงของแขกที่คุยกัน “เริ่มงานวันแรกเป็นไง”

“ก็น่าเบื่อดี”

“ไปเป็นบอดี้การ์ดให้คุณหนูแสนสวยเนี่ย เราไม่เห็นว่าจะมีอะไรให้รู้สึกเบื่อเลยนะ”

“ก็ยัยคุณหนูนี่แหล่ะ ตัวน่าเบื่อเลย”

“ทำไมเหรอ” สายน้ำทำหน้าอยากรู้ พลางขยับหน้าเข้ามาใกล้ผม เธอเท้าแขนกับโต๊ะแล้ววางหน้าลงบนมือ ก่อนจะส่งสายตาเว้าวอนเหมือนอยากให้ผมเล่ามาก แต่เธอจะรู้ไหมนะ ว่าผมใจเต้นกับสายตาแบบนี้มากแค่ไหน สายตาที่ทำให้ผมหลงรักมามากกว่า 7 ปี

“บอกแล้วไงว่าอย่ามองเราแบบนี้อีก”

“พอเลย” แล้วเธอก็เปลี่ยนท่าทางมายืนจ้องเขม็งผมแทน “บอกกี่ทีแล้วยะ ว่าให้เป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนเนี่ย ยืนยาวกว่าตั้งเยอะ”

ใช่ครับ เธอรู้มาตลอดมาผมชอบเธอ แต่เธอก็ไม่เคยใจอ่อนซักที

“แล้วรู้ได้ไงว่าเป็นแฟนเรา แล้วจะไม่ยืนยาว” ผมย้อนกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะถึงแม้เธอจะไม่ยอมรับรักผม แต่เธอก็เป็นเพื่อนที่น่ารักของผมเสมอ ซึ่งผมก็เข้มแข็งพอที่จะอยู่และมีความสุขกับความสัมพันธ์แบบนี้

“เบื่อจะฟังประโยคเดิมๆของอรุณแล้วนะ เล่ามาเถอะว่าคุณหนูที่ว่าเนี่ย เธอเป็นยังไง”

“ชื่อยูมิ”

“ชื่อญี่ปุ่นจัง”

“เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น”

“แบบนี้น่ารักแหง๋ๆ”

“จะให้เราเล่าไหม” ผมถามติดตลก นี่ถ้าคอยแทรกทุกคำแบบนี้ ผมคงเล่าไม่จบซักที

“โอเคๆ” เธอพูดไปขำไป ก่อนจะผายมือขึ้นเป็นเชิงให้ผมเล่าต่อ

“นิสัยน่าเบื่อ คอยวางมาดเจ้านายใส่เราตลอด นี่พยายามจะแกล้งเราด้วยนะ พาเราเข้าแผนกชุดชั้นในสตรี คงกะให้อายม้วนล่ะมั้ง แต่ใครจะไปรู้เนาะ...ว่าเราไปเป็นเพื่อนน้ำเป็นประจำอยู่แล้ว”

“แล้วไงต่อ”

เอาเถอะ...เธอไม่สนใจที่ผมหยอดเธอไปซักนิด

“จบแล้ว”

“แค่เนี้ย” เธอถามเสียงสูงพลางเบ้ปาก ก่อนจะเปิดประเด็นถามเรื่องใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคงไม่สามารถตอบเธอได้ “แล้วทำไม ถึงรับงานนี้ล่ะ ไหนว่าจะไม่ยุ่งกับหน่วยโฮลี่อีก ตั้งแต่...”

“ตั้งแต่ที่เธอเกือบตายเพราะเข้ามาเป็นสายให้หน่วยน่ะเหรอ” ผมเติมคำที่สายน้ำไม่อยากพูดถึงให้เต็ม และมันก็ทำให้ภาพที่สายน้ำนอนจมกองเลือดอยู่ผุดขึ้นเต็มสมองผมไปหมด ผมยังจำได้ดี ว่าเฮียป๊วยส่งคนมาเกลี้ยกล่อมน้ำ ให้ยอมไปเป็นนางนกต่อให้กับหน่วยโฮลี่เพื่อช่วยผมที่ถูกขังอยู่ออกมา แต่แล้วก็พลาด พลาดทั้งสายน้ำ พลาดทั้งหน่วย ผมต้องยืนดูน้ำโดนยิงต่อหน้าต่อตา ทำอะไรไม่ได้เพราะถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา โชคดีที่กระสุนไม่ถูกจุดสำคัญ และก็โชคดีที่ทีมสำรองของหน่วยเข้ามาจัดการกับไอพวกโจรใจบาปได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้น สายน้ำคงไม่ได้มานั่งคุยกับผมอยู่แบบนี้แน่

“รุณ อรุณ อรุณ!”

“ว...ว่าไง”

“เหม่อไปถึงไหนกัน” เธอถามพลางขมวดคิ้วจนแทบม้วนพันกันเป็นโบว์ “ตอบเรามาสิ ว่าทำไมถึงยอมรับงานนี้”

“ก็...” เอายังไงดี ผมโกหกไม่เป็นซะด้วย “เอ่อ...ก็”

“อย่าบอกนะ ว่าเกี่ยวกับพวก อิรสิงห์”

“ไม่ใช่หรอกหน่า เราไม่เข้าไปยุ่งกับพวกนั้นหรอก น้ำเคยขอเราไว้แล้วไง จำไม่ได้เหรอ”

“ก็ดี เราขอจริงๆนะ ต่อให้พวกมันเคยทำร้ายเราจนเกือบตายยังไง แต่ตอนนี้เราก็หายดีแล้ว ไม่ต้องไปแก้แค้น อะไรให้เสียเวลาอีก ” เธอร่ายยาวยืดด้วยท่าทางเป็นห่วงผม ก่อนจะเอามือวางบนบ่าผมแล้วย้ำประโยคเดิมอีกครั้ง “รับปากกับเราแล้ว ก้ต้องทำตามด้วยนะ”

“ครับ” ผมตอบสั้นๆ โดยพยายามข่มพิรุทตัวเองไม่ให้ถูกจับได้ว่ากำลังโกหก เพราะงานที่ผมพึ่งตบปากรับคำจากเฮีย ป๊วยมา มันเกี่ยวกับไอพวกอิรสิงห์ล้วนๆ ไอตระกูลโจรที่เกือบฆ่าน้ำ และเป็นตระกูลโจร..ที่ได้ฆ่าพ่อและแม่ผมไปเรียบร้อยแล้ว

“ก็ดี งั้นเราไปรับออเดอร์ลูกค้าก่อนนะ” เธอทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินหายเข้าไปในร้าน

“ถ้ามันแค่เคยยิงน้ำ เราคงพอจะทำใจปล่อยพวกมันไปได้นะ แต่นี่มันฆ่าพ่อแม่เรา เราคงปล่อยไปไม่ได้จริงๆ ขอโทษนะที่ไม่เคยบอกความจริงเรื่องนี้ให้น้ำฟัง” ผมนั่งเพ้อเบาๆอยู่คนเดียว พลางปล่อยใจให้ได้พักผ่อนไปกับเสียงเพลงที่น้ำเลือกมาเปิดในร้าน รสนิยมเธอคนนี้ ดีไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ

/ตื่ดดด/

“ครับเฮีย” ผมรับโทรศัพท์ทันทีโดยไม่ปล่อยให้ปลายสายต้องรอนาน

“เป็นยังไง อรุณ ได้เจอกับทายาทคนล่าสุดของพวกอิรสิงห์แล้วใช่ไหม”

“ครับ ไอคีริน อิรสิงห์”

“งั้นก็จับตามองมันไว้ให้ดี อย่าพยายามให้มันอยู่กับหนูยูมิ 2 ต่อ 2 ด้วย เอ้อ...ว่าแต่” ปลายสายเปลี่ยนเสียงเล็กน้อย ให้ดูมีเลศนัยอะไรมากขึ้น ซึ่งนั่นก็พอให้ผมเดาออกได้ง่ายว่าเฮียป๊วยจะพูดอะไรต่อ “หนูยูมิหลานคุณทิภา เพื่อนเฮีย เป็นยังไง
บ้าง”

“ก็ตามคาดนั่นแหล่ะครับ งี่เง่าอย่างที่คุณทิวาว่าไว้”



กล้วยสีเขียว
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 พ.ค. 2558, 14:23:52 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 พ.ค. 2558, 14:23:52 น.

จำนวนการเข้าชม : 817





   ภารกิจที่ 2 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account