Love mission ภารกิจหัวใจของคุณบอดี้การ์ด
อรุณ : ความปราถนาเดียวของผม คือหาหลักฐานมามัดตัวฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ของผมให้ได้

ยูมิ : เพราะการเลือกเกิดไม่ได้ ทำให้ฉันต้องเกิดมาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางธุรกิจของพ่อ ซึ่งนอกจากคุณพ่อจะต้องสังเวยชีวิตให้กับปมขัดแย้งในครั้งนี้แล้ว ฉันในฐานะลูกสาวก็พลอยซวยกับเรื่องนี้ไปด้วย

คีริน : ความฝันเดียวของผม คือ แต่งงานกับคนที่ผมรัก และพยายามทำทุกวิถีทางให้คนรักของผมสบายดุจเจ้าหญิง
Tags: บอดี้การ์ด, สืบสวนสอบสวน

ตอน: ภารกิจที่ 2

“ฮัดเช้ยย!”

“เป็นอะไรรึเปล่าคะคุณหนู จามทั้งวันเลยวันนี้”

“นั่นน่ะสิคะ จามตั้งแต่เมื่อคืนแล้วด้วย” ฉันหันไปตอบน้าหวานแม่บ้าน พลางโน้มตัวลงไปคว้าทิชชู่มาเช็ดคราบน้ำมูกที่เลอะเปรอะจมูกอยู่ “หรือว่าจะมีคนนินทา”

“ไม่หรอกมั้งคะ อย่างคุณหนูน่ะ น้าหวานว่ามีคนคิดถึงมากกว่า คุณคีรินไง” น้าหวานพูดไปยิ้มไป มีทำท่าเขินอายด้วยนะ เอ่อ...น้าหวานคะ หนูมากกว่าไหมคะ ที่ต้องเขิน

/ออดดด/

ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร 10โมงตรงเป๊ะเลยนะยะ นายหัวรก

“เดี๋ยวน้าหวานไปเปิดให้ค่ะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ มิเอง” ฉันเดินเชิดหน้าเตรียมสะบัดบ๊อบใส่หมอนั่น เพราะฉันยังยืนคำเดิมว่า ฉันจะต้องทำให้ลูกน้องอยู่ในโอวาทมากที่สุดให้ได้

“สวัสดีครับ”

“ตรงเวลาดี ใช้ได้นะ” ฉันแกล้งชมพลางยิ้มให้ นายนั่นก็ยิ้มกลับมาให้ฉันเช่นกัน แต่เป็นรอยยิ้มที่มาไวไปไวมาก นายนั่นจะยิ้มทำไม ถ้าจะต้องหุบเร็วขนาดนั้น กวนประสาท

“วันนี้คุณจะออกไปไหนรึเปล่า” นายอรุณเอ่ยปากถามทันทีที่เข้ามานั่งเสนอหน้าในห้องรับแขกในบ้านฉันเรียบร้อยแล้ว

“ไม่ไป วันนี้ฉันจะทำงาน” ฉันตอบสั้นๆ ก่อนจะหันหน้าเข้าหาโต๊ะทำงาน และมองเขาเป็นธาตุอากาศทันที “ถ้าเบื่อจะเฝ้าฉันเฉยๆ ก็โทรไปลาออกกับคุณอาก็ได้นะ”

“แปลว่าคุณรับผมแล้วใช่ไหมครับ”

เออนั่นน่ะสิ ฉันเคยบอกว่ายังไม่รับนายอรุณนี่นา

“เออๆรับก็รับ” ฉันตัดความรำคาญอย่างรวดเร็ว เพราะคิดว่าเถียงไปก็มีแต่ปวดประสาทกับความกวนโอ๊ยของนายหัว รกนี่ “แต่ถ้าฉันทนไม่ไหวกับความกวนประสาทของนาย ฉันจะไล่ออกเมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่มีการจ่ายชดเชยอะไรทั้งนั้น เข้าใจ๊”

“ครับ”

“พูดน้อยไปให้ได้ตลอดนะ” ฉันเหน็บไป 1 ที ก่อนจะหันมาสนใจกองงานตรงหน้าแทน ฉันดำรงชีวิตด้วยการประกอบอาชีพเป็นดีไซน์เนอร์ แต่จะออกแบบและตัดเย็บเฉพาะชุดแต่งงานเท่านั้นนะ ซึ่งฝีมือระดับฉันเนี่ย ใช่ว่าใครที่ไหนจะได้ใส่ชุดแต่งงานฝีมือฉันได้ เพราะฉันจะตัดแค่เดือนละ 2 ชุดเท่านั้น ดังนั้น ลูกค้าฉันจะต้องจองกันข้ามปีข้ามเดือนกันเลยทีเดียว คิวทองมากนะ จะบอกให้

“คุณหนูคะ น้าทำความสะอาดบ้านกับอาหารกลางวันไว้ให้เรียบร้อยแล้ว อยากได้อะไรเพิ่มมั้ยคะ” เสียงน้าหวาน ตะโกนถามออกมาจากในครัว

“ไม่ล่ะค่ะ น้าหวานกลับเลยก็ได้นะคะ” ฉันตอบกลับไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงาน “ค่าแรงอยู่บนชั้นวางทีวีนะคะ” น้าหวานเป็นแม่บ้านที่ฉันจ้างมาดูแลเรื่องความสะอาดกับอาหาร 2 มื้อ ซึ่งแม้จะเจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน แต่เราก็สนิทกันพอสมควร

ฉันก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับการทำแพทเทิร์นชุดเจ้าสาวมาจนตะวันคล้อยใกล้บ่ายเต็มที ซึ่งฉันเองก็เอาจริงเอาจังกับงานตรงหน้า จนลืมไปว่าฉันมีบอดี้การ์ดส่วนตัวมานั่งเฝ้าอยู่ด้วย นี่เขานั่งเงียบโดยไม่พูดอะไรเลยมาเป็นชั่วโมงแบบนี้ได้ยังไง

“นี่นาย”

“ครับ”

“ไม่เบื่อเหรอ มานั่งๆนอนๆเฝ้าฉันแบบนี้” ฉันถามพลางลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน แล้วเดินมานั่งโซฟาตัวเดียวกันกับนายอรุณนี่แทน “จริงๆช่วงนี้ ชีวิตฉันก็ดูปลอดภัยดีนะ ถ้าเบื่อจะกลับไปก่อนก็ได้”

“คุณรู้ไหมว่าทุกครั้งที่เรากำลังคิดว่าเราปลอดภัย นั่นแปลว่าเรากำลังเข้าใกล้อันตรายทุกทีแล้ว”
พล่ามจิตวิทยาอะไรกัน

“ฉันแค่กลัวนายจะเบื่อ”

“ถ้าเรื่องนั้นหมดกังวลเถอะครับ ผมไม่เบื่อ”

“งั้นลุกไปทานอาหารกลางวัน ฉันให้น้าหวานเตรียมเผื่อนายไว้แล้ว” และทันทีที่ฉันพูดประโยคนั้น อรุณก็ดูเหมือนจะงงไปเล็กน้อย นี่นายคงไม่คิดว่าฉันจะญาติดี ทำตัวเป็นเจ้านายผู้แสนน่ารักกับนายหรอกนะยะ “ให้ร่วมโต๊ะอาหารด้วยแค่นี้ ไม่ต้องได้ใจไปหรอกย่ะ”

ฉันรู้ ฉันเก่งเรื่องดักคอมากกว่าใครๆ

“ผมอยากให้คุณเล่าเรื่องราวของโจรที่คอยตามล่าคุณให้ผมฟัง” อยู่ดีดีนายอรุณก็เปรยประโยคแปลกๆนั้นออกมา นี่เขามีสิทธิมารู้ชีวิตส่วนตัวฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“อย่าล้ำเส้น”

“ผมเป็นบอดี้การ์ดทำไมจะไม่มีสิทธิรู้ว่าผมกำลังจะมีปัญหาอยู่กับใคร เอาไว้ผมถามคุณก่อนว่าคุณกับคุณคีรินเจอกันได้ยังไง ใครจับมือใครก่อน ค่อยมาหาว่าผมล้ำเส้น”

นี่เป็นประโยคที่ยาวที่สุดของนายอรุณตั้งแต่รู้จักกันมา

“มีใครเคยบอกไหมว่านายน่ะ กวนประสาทมาก” ฉันจ้องเขม็งไปที่นายอรุณพลางพูดประโยคนั้น มืออีกข้างก็กำส้อม ไว้แน่น

“จะจิ้มผมด้วยส้วมเหรอ”

“เขาเรียกแทงย่ะ...โอ๊ะโอ๊ย” แล้วทำไมนายนี่ถึงมีสิทธิ์คว้าข้อมือฉันแรงๆจนส้อมหล่นลงไปกระแทกกับจานแบบนี้ จานชุดนี้แพงนะยะ หัดรู้ไว้ซะบ้าง

“เล่ามาเถอะครับ”

ดูเขาออกคำสั่ง

“แล้วทำไมไม่ถามเอากับคุณอาล่ะ”

“ผมจะถามกับคุณ”

เออๆ เล่าก็เล่า

“คืองี้...” ฉันกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินเล่าความจริงออกไป “คุณพ่อฉันเป็นคนญี่ปุ่น ท่านเป็นนักธุรกิจธรรมดานี่แหล่ะ แต่เผอิญโชคร้ายไปร่วมทำธุรกิจกับกลุ่มคนไทยที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย แต่พ่อฉันไม่รู้มาก่อนนะ พอรู้ก็จะถอนตัว แต่ก็ไม่ทัน...”

“ข้ามตอนที่คุณไม่อยากเล่าไปก็ได้”

“ฉันก็ไม่อยากเล่าทั้งหมดนั่นแหล่ะ” ฉันแขวะกลับ

“ผมหมายถึงให้ข้ามตอนที่พ่อกับแม่คุณเสียชีวิต ที่เหลือต้องเล่าต่อ”
นายนี่เหมือนจะมีมารยาทนะ แต่ไม่เลยซักนิด

“ก็นั่นแหล่ะ พ่อกับแม่ฉันคงรู้ตัวว่ากำลังจะโดนเก็บ เลยส่งฉันให้ไปอยู่ญี่ปุ่นกับคุณอา แล้วก็จัดการเก็บหลักฐานเอาผิดพวกนั้นไว้ในตู้เซฟ....” ฉันเว้นวรรคพลางใช้สมองนึกเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “นี่ฉันไม่ได้เจอกับคุณอานานแค่ไหนแล้วนะ”

“คุณกำลังหลงประเด็น ช่วยกลับเข้าประเด็นด้วยครับ”

“นี่นาย! ไม่เข้าใจรึไงว่าเวลาผู้หญิงจะเล่าอะไร ห้ามขัด น่ารำคาญชะมัด” ฉันเบ้ปากใส่ “แล้วถามจริงๆเถอะ เรื่องพวกนี้นี่นายไม่รู้มาก่อนรึไง รับงานแบบที่ไม่รู้อะไรเลยเนี่ยนะ เป็นไปได้ยังไงกัน” ระหว่างที่ฉันถามประโยคนั้นออกไป ประโยคที่คีรินพูดที่ร้านอาหารเมื่อคืนก็ผุดขึ้นมา

“...”

“เอ๊ะ!...หรือว่านาย”

“คุณกำลังคิดว่าผมไม่น่าไว้ใจ เหมือนตั้งใจมาทำงานด้วยจุดประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เงิน ใช่ไหมครับ”
แสนรู้จริงนะ

“แล้วมันใช่ไหมล่ะ”

“ใช่ครับ” นี่เขายอมรับหน้าตาเฉยแบบนั้นได้ยังไงกัน เขากำลังทำให้ใจฉันเต้นเพราะกลัวว่าจะโดนตัดนิ้วอยู่นะ “แต่สบายใจเถอะครับ ถึงจุดประสงค์ผมจะไม่ใช่เงิน แต่มันก็ไม่ใช่นิ้วชี้คุณเหมือนกัน”

“นิ้วชี้” ฉันทวนคำนั้นอีกครั้ง นั่นก็แปลว่า “นายก็รู้อยู่เรื่องทั้งหมดอยู่แล้วล่ะสิ”

“ครับ ผมรู้ว่าพ่อคุณไม่ไว้ใจทางตำรวจสากล เพราะกลัวว่าจะเป็นพวกเดียวกันกับพวกที่ฆ่าพ่อแม่คุณ เลยเก็บหลักฐานเอาผิดพวกนั้นไว้ในเซฟที่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าอยู่ไหน แถมวิธีเปิดตู้เซฟก็ต้องใช้ลายนิ้วชี้ของคุณแสกน ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมาก เพราะถือว่าโยนอันตรายมาให้ลูกสาวตัวเองชัดๆ”

บทจะพูดยาว ก็ยาวเป็นหางว่าวเลยนะพ่อคุณ แถมยังแอบเหน็บพ่อฉันอีก

“ก็รู้เรื่องดีอยู่แล้วหนิ จะถามอีกทำไม”

“ผมแค่อยากให้คุณทบทวนว่าตัวคุณมีอันตรายรอบตัวขนาดไหน จะได้รู้จักหัดระวังไว้บ้าง เพราะตอนนี้เราไม่มีทางรู้ ได้เลยว่า โจรพวกนั้นได้กล่องเซฟต้องสงสัยไปอีกรึเปล่า มันอาจจะบุกมาจับตัวคุณอีกเมื่อไหร่ก็ได้”
ให้ตายเถอะ ฉันชอบตอนนายพูดน้อยกว่านี้เยอะเลย

“ถ้าฉันต้องคอยมาระวังตัว ฉันจะมีบอดี้การ์ดไว้ทำไม”

ฉันรู้ ฉันเป็นคนเถียงได้ดูฉลาดขนาดไหน

“งี่เง่า”

“นี่นาย!”

“แล้วก็เลิกทำเสียงแว๊ดๆใส่ผมซักที ผมไม่เหมือนบอดี้การ์ดคนอื่นของคุณหรอกนะ ที่จะคอยเดินตามคุณเฉยๆแบบไม่สนใจอะไร ผมจริงจังกับงานของผม ซึ่งคุณก็รู้แล้วนะว่างานของผมไม่ได้มีแค่ดูแลคุณอย่างเดียว”

อ๋อ...เข้าใจละ นายจะมีแรงพูดยาวยืดได้เฉพาะตอนอยากจะด่าฉันสินะ

“แล้วสรุปฉันต้องทำยังไง”

“ต่อไปนี้ ผมคือนายคุณ และถ้ายังไม่อยากโดนตัดนิ้วจนเป็นดีไซน์เนอร์ไม่ได้ล่ะก็ ก็ฟังคำสั่งผม ตามนั้น” นายอรุณพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบที่หมอนี่ไม่เคยใช้มาก่อน พลางยกแก้วน้ำแล้วดื่มรวดเดียวหมด ส่วนฉันน่ะเหรอ...อ้าปากค้างเหมือนเจอธอร์ เทพเจ้าสายฟ้ามายืนถือค้อนตรงหน้า อึ้งประมาณนั้นเลย นี่เขากล้าวางอำนาจใส่ฉันขนาดนั้นได้ยังไง มันจะเกินไปไหมฮะ ไอคุณบอดี้การ์ด

หลังจากที่ปะทะวาทะกันจนเมื่อยปากแล้ว ก็เหมือนว่าเราทั้งคู่จะเพลียกระพุ้งแก้มมากจนต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละมุมบ้าน โดยนายอรุณกลับไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม ส่วนฉันเลือกที่จะหนีศึกปวดปากไปนอน ซึ่งบ้านฉันเป็นบ้านชั้นเดียวที่ออกแบบตามสไตล์ที่ฉันชอบ คือไม่มีประตูกั้นห้องใดใดเลย นอกจากห้องน้ำ ฉันใช้ตู้ไม้หรือชั้นวางของดีไซน์เก๋ๆมาวางกั้นห้องไว้แทน ซึ่งก็หมายความว่า ฉันสามารถเห็นนายนั่นนั่งเจ๋ออยู่ พอๆกับที่เขาก็สามารถหันมามองฉันนอนอ้าปากหวอได้เหมือนกัน ให้ตายเถอะ...ตอนที่สร้างบ้าน ฉันไม่เคยคิดเลยจริงๆว่าจะต้องมีคนมาเฝ้าฉันตลอดเวลาแบบนี้ บอกเลยว่าเป็นความน่ารำคาญของคนโลกส่วนตัวสูงอย่างฉันมากถึงมากที่สุด เซ็งชะมัด

“คุณจะออกไปทานมื้อเย็นที่ไหน กับใครรึเปล่า” เหมือนเขาจะเห็นว่าฉันตื่นแล้ว ก็เลยเปิดปากถามคำถามนั้นขึ้น เห็นไหมล่ะ...ว่าหมดความเป็นส่วนตัวขนาดไหน

“คงไม่ แล้วนายล่ะ”

“ไม่ครับ งั้นคุณจะทำงานต่อใช่ไหม ผมจะทำมื้อเย็นให้คุณทานเอง”
นี่ฉันหูฝาดไปรึเปล่า ผู้ชายแข็งกระด้างเหมือนไม้หน้าสามชุบแป้งทอดอย่างนายเนี่ยนะ จะลงมือเข้าครัวทำอาหารเย็นให้ฉัน ฝันไปเถอะย่ะ นายจะใส่ยาพิษให้กินล่ะสิไม่ว่า

“ไม่อ่ะ สั่งเดลิเวอรี่แล้วกัน ฝากนายสั่งหน่อยสิ เบอร์อยู่บนชั้นวางทีวี ฉันเอาสลัดนิซัวส์ นายจะสั่งอะไรด้วยก็ได้นะ” ฉันพูดเสียงเรียบพลางย้ายร่างงัวเงียที่พึ่งตื่นของตัวเองไปที่โต๊ะเพื่อทำงานต่อ จริงๆก็ยังห่างกำหนดส่งชุดอยู่พอควรนะ แต่ฉันอยากใช้เวลากับมันไว้แต่เนิ่นๆ เผื่อปลายเดือนจะพอมีเวลาว่างกลับไปเยี่ยมคุณอาที่ญี่ปุ่นบ้าง ฉันกลัวว่าท่านจะลืมหน้าหลานขี้ดื้อคนนี้ไปซะก่อน

/ตื่ดดด/

แค่นึกถึงก็โทรมาเลยแฮะ

“ฮัลโหลค่ะอา”

“ฮะ...ฮัลโหล ยู..มะ..มิ ลูก”

“อา อาทิวาเป็นอะไรคะ ทำไมเสียงสั่นแบบนั้น” ฉันลุกพรวดพราดขึ้นจากโต๊ะเพราะตกใจท่าทางไม่ดีของคุณอา ซึ่งไอท่าทีกระต่ายตื่นตูมของฉัน ก็คล้ายกับจะไปเรียกให้นายอรุณเดินเข้ามาใกล้ เพื่อช่วยเช็คความผิดปกติของอาอีกแรง ด้วยการหยิบโทรศัพท์ของฉันไปคุยกับอาทิวา

“คุณทิวา มีอะไรรึเปล่าครับ”

แต่คงเพราะสีหน้าไม่ค่อยดีของฉันล่ะมั้ง เขาเลยเปลี่ยนจากเอาโทรศัพท์แนบหูมาเป็นใช้ระบบ speaker phone เพื่อให้ฉันได้ยินเสียงปลายทางด้วยแทน

“อา..อาพึ่งได้รับโทรศัพท์ขะ...ขู่ ขู่อา”

“ขู่ว่าอะไรครับ”

“พวกมันบอกจะเอาจริงแล้ว มันบอกให้อาเตรียมรับศพหลานได้ มันบอกว่าได้ตู้เซฟมาแล้ว อาสังหรณ์ใจว่าตู้นี้จะใช่ ยังไงก็ไม่รู้ ถ้ายูมิไม่ยอมเปิดเซฟให้มันดีดี มันจะฆ่าหลานอา” เสียงอาพูดตะกุกตะกัก ฉันพอเดาได้ว่าอากลัวแค่ไหน เพราะฉันรู้ว่าอารักฉันมาก ฉันเองที่มันดื้อ ดื้อจะกลับเมืองไทย ดื้อให้อาเป็นห่วงจนแทบเสียสติแบบนี้

“คุณทิวาไม่ต้องกลัวนะครับ จะไม่มีใครได้ตัวยูมิไป หลานคุณจะปลอดภัย ผมจะดูแลเธอด้วยชีวิตของผม” เขาพูดอย่างจริงจังด้วยถ้อยคำหนักแน่น และมันก็ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยขึ้นอย่างประหลาด อย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับบอดี้การ์ดคนไหนมาก่อน เขาจะดูแลฉันด้วยชีวิตเขางั้นเหรอ

“อาคะ ยูมิจะไม่ดื้อกับอรุณ อาสบายใจได้นะคะ อย่าร้องไห้เลยนะ ยูมิขอร้อง” บ้ามาก เพราะในขณะที่ฉันบอกให้อา ทิวาหยุดร้องไห้ ตัวเองก็ดันร้องไห้ออกมาซะเอง “ยูมิรักอานะคะ”

ฉันทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทำงานแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างหนัก คุณพ่อนะคุณพ่อ เล่นอะไรก็ไม่รู้ ทำไมถึงโยนอันตรายมาไว้ที่ลูกแบบนี้ รู้ไหมว่าลูกกลัวแค่ไหน ลูกยังไม่อยากตายนะคะคุณพ่อ ลูกยังไม่อยากตาย

/ออดด/

เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น คงเป็นอาหารมาส่งล่ะมั้ง

“เดี๋ยวผมออกไปรับให้” อรุณบอกเสียงค่อย พลางคว้ากระเป๋าตังค์ออกไปด้วย ซึ่งปกติฉันจะไม่ชอบให้ใครมาออกค่าอาหารให้ แม้แต่คีรินเองก็เหอะ แต่คราวนี้ฉันกลับพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก็พึ่งรับปากคุณอาไปนี่นะ ว่าจะไม่ดื้อกับนาย

/ปัง ปัง ปัง/

“เสียงปืน” ฉันลุกขึ้นพรวดอีกครั้ง ก่อนจะรีบวิ่งมาที่ประตูบ้าน “อรุณ!!”

“ไม่ต้องออกมา ผมจัดการได้” เขาตะโกนกลับมา แต่ไอน้ำเสียงตอนพูดว่าจัดการได้ ทำไมมันเหมือนโกหกก็ไม่รู้ “กลับเข้าไปแล้วล็อคประตูซะ โอ๊ย!”

“อรุณ!!!”

“ผมบอกให้ล็อค”

เออ...ล็อคก็ล็อค

/แกร๊ก/

ฉันกดล็อคประตูลง ก่อนจะรีบวิ่งมาหยิบปืนกระบอกสั้นที่บรรจุลูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่ลึกๆ...ฉันก็ไม่อยากจะต้องใช้ปืนนี้
เท่าไหร่นัก เพราะนั่นจะหมายความว่านายอรุณจัดการไม่ได้อย่างที่บอกฉันไว้

“นายอย่าเป็นอะไรไปนะ”

นั่นเป็นสิ่งที่ฉันภาวนาอยู่ตอนนี้

/แกร๊ก/

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด”

“ผมเอง”

หลังจากที่เสียงข้างนอกเงียบไปเกือบ 10 วินาที นายอรุณก็กลับเข้ามาจนได้ นายเกือบทำหัวใจฉันหยุดเต้นรู้ตัวบ้างไหม
“ถือปืนอยู่ในมือแท้ๆ แต่กลับกรี๊ดแทนเนี่ยนะ คุณควรจะยิงสิ สับสนอะไรรึเปล่า” เขาพูดติดตลก นี่มันใช่เวลามาเล่น ไหม อีตาบ้า

“ถ้ายิงไปก็โดนนายสิ แล้วนายเป็นยังไงบ้าง แล้วมันเกิดอะไรขึ้น แล้วพวกมันไปไหนแล้ว ได้เบาะแสอะไรรึเปล่า แล้วนาย นาย...”

“เดี๋ยวก่อนยูมิ”

นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเรียกฉันด้วยชื่อแบบนั้น

“ตอบมาสิ” ฉันเผลอออกคำสั่งพลางเดินสำรวจไปทั่วร่างกายเขา แต่ก็ไม่ยักจะเจอแผลอะไร “ไม่มีอะไรเลยหนิ แล้วเสียงปืนนั้น...”

“ผมหลบทันน่ะ แต่ถ้าคุณทะลึ่งออกไปล่ะก็ คุณได้เป็นฮีโร่รับกระสุนแทนผมไปแน่ๆ”

“แล้วตอนนี้มันไปไหนแล้ว”

“เป็นศพอยู่หน้าบ้านคุณ”

“ฮะ!” ฉันตะโกนเสียงหลงด้วยความตกใจ ตกใจที่นายนี่ฆ่าคนตายได้ง่ายๆโดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย พอๆกับที่ตกใจที่มีคนตายหน้าบ้าน ซึ่งนั่นก็แปลว่าบ้านฉันกำลังจะเฮี้ยนอย่างงั้นเหรอ

“ก็มันจะฆ่าผม ผมก็ต้องชิงลงมือก่อน”

“นายนี่มัน” ฉันก่นด่าเบาๆก่อนจะตัดสินใจจะออกไปดูสภาพศพที่พึ่งสังเวยให้นายฆาตกรนี่ไปหมาดๆ แต่ก็ถูกหมอนี่ฉุดที่ข้อมือไว้

“ผมพูดผิด”

“อะไรของนาย”

“ผมจะพูดว่าสลบอยู่บ้านคุณ ไม่ใช่เป็นศพอยู่หน้าคุณ”

“ฮะ!” คราวนี้ฉันฮะเพราะความหงุดหงิดที่นายอรุณเล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลา พูดผิดบ้าบอคอแตกอะไร นี่มันเวลาหน้าสิ่ว หน้าขวานนะว้อย ใช่เรื่องเล่นไหมเนี่ย

“ไม่ต้องออกไปดูหรอก ผมมัดมันไว้กับสายไฟอยู่ ฉีดยานอนหลับไว้ด้วย รอให้ตำรวจมารับตัวไปสอบเผื่อจะได้เบาะแสแก๊งค์ที่ตามล่าคุณได้บ้าง”

“นี่นายพกยานอนหลับ” ฉันถามด้วยความประหลาดใจ

“ผมมีตั้งแต่ยานอนหลับยันลูกอม หมากฝรั่งนั่นแหล่ะ”

“นี่นายเป็นคนยังไงกันแน่ เดี๋ยวก็นิ่ง เดี๋ยวก็ตลก หรือว่านายเป็นบ้า” ฉันถามกลับอีกครั้งด้วยความสงสัย ไอเวลาที่ควรจริงจัง นายกลับทำเป็นเรื่องตลก แปลกคน

“ผมแค่ไม่อยากให้คุณเครียด”

แล้วไอคนที่เคยด่าฉันว่างี่เง่า กลับมาสนใจความรู้สึกฉันได้ยังไงกัน เออว่าแต่...

“แล้วนายใช้อะไรไขประตูบ้านฉันเข้ามา”

“กุญแจ”

“ฮะ!”

อยู่ใกล้นายนี่ คงมีแต่เรื่องให้ประหลาดใจสินะ

“ไม่ต้องห่วง ผมไม่ใช้พร่ำเพรื่อหรอก ผมเป็นคนขอน้าหวานไว้เอง เผื่อฉุกเฉิน”

เอาเถอะ...ฉันหมดแรงจะสงสัยอะไรในตัวนายมากไปกว่านี้แล้ว

เวลาถัดมาไม่ถึง 20นาทีหลังจากเรื่องเกิด เสียงรถตำรวจประมาณซัก 3 คันได้ ก็แห่เข้ามาปลุกคนในหมู่บ้านให้ตื่นมาทำหน้าที่ไทยมุงที่ดีอยู่ ซึ่งยานอนหลับของอรุณนี่ก็ได้ผลใช่ย่อย เพราะสภาพโจรที่ถูกจับขึ้นรถไปนั้น งัวเงียเหมือนคนอดนอนมา 3 คืน

“ได้เรื่องแล้วจะส่งข่าวนะ” ตำรวจนอกเครื่องแบบคนนึงพูดพลางตบเข้าที่บ่าของนายอรุณด้วยท่าทางสนิทสนม ฉันแอบได้ยินอรุณเรียกเขาว่า คิน มั้งนะ ถ้าได้ยินไม่ผิด

“นายเป็นตำรวจเหรอ หรือเคยเป็นตำรวจ” ฉันถามอย่างไม่ได้สนใจอะไรนัก ทันทีที่ขบวนไทยมุงกับรถตำรวจได้หาย ไปจากหน้าบ้านฉันแล้ว

“ใช่ครับ”

“แล้วคนเมื่อกี๊ก็เพื่อนนาย”

“ครับ”

กลับมาพูดน้อยได้แล้วเหรอยะ

“ขอบคุณนะ” ฉันตัดสินใจพูดคำนั้นออกไป จริงๆน่าจะใช้คำว่ากลั้นใจจะเห็นภาพชัดกว่า ใช่...ฉันกลั้นใจพูดคำนั้นออกไป ซึ่งนายนั่นก็ดูจะรู้สึกปราบปลื้มเป็นพิเศษ

“จริงๆคุณก็ไม่ได้เลวร้ายนะ”

หึ...ก่อนหน้านี้ฉันคงดูทั้งเลวและร้ายมากเลยสินะในสายตานาย

“นี่ก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว นายจะกลับเลยก็ได้นะ”

“ผมแอบได้ยินเสียงท้องคุณร้อง ผมขอเข้าครัวทำอาหารให้คุณทานนะ คงไม่สั่งเดลิเวอรี่แล้วล่ะ แล้วต่อไปนี้คุณก็ห้าม สั่งแล้วด้วย เดี๋ยวจะเจอโจรในคราบคนส่งอาหารอีก อ้อ...แล้วอีกอย่าง”

“อะไรอีกละยะ สั่งจังเลยนะ”

“คืนนี้ ผมจะค้างที่นี่”

“ฮะ!”



กล้วยสีเขียว
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 28 พ.ค. 2558, 09:56:49 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 28 พ.ค. 2558, 09:56:49 น.

จำนวนการเข้าชม : 847





<< ภารกิจที่ 1   ภารกิจที่ 3 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account