รักแท้...เคียงใจ
รักแท้...เคียงใจ

โดย ต้นเรื่อง(ภูเพชร)

อารัมภบท

ณหทัย ‘ฉันจะเชื่อเขาได้ไหม ผู้ชายที่เพียบพร้อมอย่างเขา จะมาสนใจใยดีอะไรกับฉัน ผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ไม่มีค่าพอให้ใครต้องจดจำ ขนาดแฟนหนุ่มที่คิดว่าดี คบกันมา กว่า 4 ปี ยังใช้เวลาแค่สิบนาที มาบอกเลิกได้อย่างไม่สะทกสะท้านอะไรเลย’

นราภพ ‘อย่าถามผมได้ไหม ว่ารักคุณเพราะอะไร ผมรู้แค่ว่าอยากมีคุณอยู่ใกล้ ๆ อยากมีคุณอยู่เคียงข้างใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีผมก็สามารถบอกกับคุณได้อย่างมั่นใจ ว่าผู้ชายอย่างผมคนนี้ จะรักคุณคนเดียวตลอดไป’

มาพิสูจน์ รักแท้ ที่ไม่จำกัดนิยาม ของ ผู้ชายที่ชีวิตนี้มีเพียง หนึ่งใจ

-------------------------------------------------------------

ข้อความเล็ก ๆ ของคนต้นเรื่อง/ภูเพชร/ปีบเพชร

ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านเป็นอย่างสูงเลยนะคะ ที่หายไปนานแสนนานมาก
ตอนนี้พร้อมแล้วสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ให้จบ ไม่พูดพร่ำทำเพลงจ้า ไปอ่านตอนที่หนึ่งกันเลยเนอะ
อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร ติชมวิพากษ์วิจารณ์กันได้นะคะ หรือจะต่อว่าต้นเรื่อง(ภูเพชร)ที่หายไปก็จัดมาได้เลยจ้า จังหวะนี้ยอมทู้กอย่าง :)

--------------------------------------------------

นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเป็นสำคัญ ทั้งพล็อตเรื่อง ชื่อตัวละครและคาแร็คเตอร์ตัวละครล้วนแล้วแต่ดำเนินไปตามเนื้อเรื่อง มิได้มีเจตนาจะกล่าวอ้างถึงบุคคลหนึ่งบุคคลใด และเนื่องจากเป็นนิยายเรื่องแรกในชีวิต หากมีจุดบกพร่อมประการใด ต้นเรื่องใคร่ขอคำชี้แนะจากทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ :)

Tags: หวานซึ้ง อบอุ่นใจ

ตอน: ตอนที่ 16 ห่วงจนได้เรื่อง

รักแท้...เคียงใจ ตอนที่ 16 ห่วงจนได้เรื่อง โดยต้นเรื่อง

เสียงรถที่แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านด้วยความหวาดเสียว บ่งบอกถึงอารมณ์ของคนขับในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี นินตราที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่อย่างเพลิดเพลินขยับตัวหลบยานพาหนะคู่ใจพี่ชายแทบไม่ทัน

“พี่นนท์ ทำไมขับรถอย่างนี้คะ เกิดพลาดพลั้งขึ้นมาจะทำยังไงคะ” หญิงสาวเท้าสะเอวต่อว่าพี่ชาย แต่ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าแตกยับของพี่ชายที่ก้าวลงมาจากรถ มือขาวผ่องที่เท้าสะเอวอยู่ก็ต้องเปลี่ยนมาป้องริมฝีปากอย่างตกใจ

“คุณพระ! พี่นนท์ หน้าไปโดนอะไรมาคะ ทำไมมันช้ำอย่างนั้น” ใบหน้าของพี่ชายเธอตอนนี้มีแต่รอยฟกช้ำ ปากเจ่อและแตก คราบเลือดยังติดอยู่ที่มุมปากอยู่เลย เหมือนกับไปมีเรื่องชกต่อยกับใครมา ปกติพี่ชายเธอออกจะใจเย็น มนุษยสัมพันธ์ดี ถึงแม้บางครั้งจะกวนประสาทไปหน่อยก็เถอะ แต่เรื่องไปมีปัญหากับชาวบ้านเค้าไม่ใช่วิสัยพี่ชายเธอแน่นอน แล้วนี่เกิดไรขึ้น?

นนท์เห็นเครื่องหมายตกใจและเครื่องหมายคำถามบนหน้ายายน้องสาวตัวอวบของตัวเองแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด เดินผ่านหน้าน้องสาวเข้าบ้านไปอย่างไม่สบอารมณ์

“เดี๋ยวสิคะพี่นนท์ จะรีบไปไหนเล่า บอกหนูมานะว่าไปมีเรื่องกับใครมา บอกมา...” นินตราตะโกนไล่หลังพี่ชายเสียงดัง พลางวิ่งตามมาดักหน้าไว้ สองมือยึดข้อมือพี่ชายไว้เต็มกำลัง มองหน้านนท์อย่างพร้อมจะเอาเรื่อง ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง นนท์เห็นสายตายายตัวยุ่งแล้วต้องถอนหายใจ

“จะยุ่งไรนักหนาเนี่ย...ไม่รู้สักเรื่องได้มั้ย”

“ก็แค่อยากรู้นี่ ว่าใครมันทำร้ายพี่ชายหนู ทำไมบอกไม่ได้รึไง”

“มา อยากฟังก็มา แต่ไปหาอุปกรณ์ทำแผลมาทำแผลให้ด้วย เร็วเลย”

“ค่ะ” นินตรารับคำพลางส่งสายตาค้อนให้พี่ชาย

“อะไรนะคะ ยายตรีถูกฉุดขึ้นรถไป” หญิงสาวอุทานขึ้นมาอย่างตกใจ หลังจากได้ฟังเรื่องที่พี่ชายเล่า เพื่อนสาวคนสนิทของ
เธอ ถูกฉุดขึ้นรถไป ที่สำคัญไม่ใช่พี่พลแฟนยายตรี แต่ดันเป็นคุณภพ ชายหนุ่มแสนสุภาพที่เป็นคนโปรดของลุงดนัยเสียด้วย

“คุณภพเนี่ยนะคะจะทำแบบนั้น นินไม่เชื่อเด็ดขาด ถ้าบอกว่าเป็นพี่ทำนินยังจะเชื่อซะมากกว่า คุณภพถึงจะเป็นหนุ่มต่างจังหวัด แต่ก็ออกจะสุภาพเรียบร้อย วางตัวดี พี่จำผิดคนปะคะ”

“นี่ยายตัวแสบ ให้มันน้อย ๆ หน่อย ชมคนอื่นไม่เกรงใจพี่เกรงใจเชื้อเลย”

“ก็มันจริงนี่คะ”

“รู้ได้ไงว่ามันสุภาพ ดูหน้าพี่...” นนท์ชี้มาที่ใบหน้าตัวเองแล้วว่าต่อด้วยความเจ็บใจ “ถ้ามันสุภาพจริงหน้าพี่คงไม่เป็นแบบนี้ พึ่งจะรู้จักมักคุ้นมันไม่เท่าไหร่ทำมาเป็นชม ซ่อนความเถื่อนไว้ภายใต้ท่าทีที่นิ่งเฉยน่ะสิไม่ว่า”

“แหม ก็นะคะ ช่างเถอะ กลับมาที่ยายตรีดีกว่า ทำไมพี่ไม่ช่วยตรีมาให้ได้”

“ก็เพราะช่วยนี่ไง หน้าถึงเห่อมาอย่างเนี้ย” นนท์ชี้มาที่ใบหน้าตัวเองอีกครั้ง ที่ตอนนี้ดูดีกว่าเมื่อครู่นิดนึง เพราะผ่านการทำแผลแล้ว

“ตอนโดนหมัดแรกนะพี่ก็ลงไปนับดาวละ แต่ก็ยังพอลุกขึ้นมายืนไหว มันยังตามมาซ้ำอีกหมัดพี่นี่หงายหลังไม่เป็นท่า พอลุกขึ้นมายืนได้น้องตรีก็ถูกไอ้หมอนั่นจับยัดเข้ารถไปละ พี่จะวิ่งตามอยู่แล้วแต่เพื่อนไอ้หมอนั่นหรือลูกน้องมันก็ไม่รู้ ได้ยินว่าชื่อภัคค์ดันขยับเข้ามาขวางไว้ซะก่อน ขวางอย่างเดียวไม่เท่าไหร่มันแถมให้พี่อีกสองหมัดนี่สิ มันน่าเจ็บใจนัก หมัดมันหนักพอ ๆ กับไอ้ภพเลย หน้าพี่เลยเป็นแบบนี้ไง”

‘ภัคค์’ นินตราพยายามจำชื่อนี้ไว้ในใจ ก่อนจะเอ่ยถามพี่ชายต่อ

“แล้วพี่ได้ไปดูยายตรีที่บ้านเช่าหลังใหม่ยัง เผื่อเขาพามาส่ง” นนท์มองน้องสาวตัวเองอย่างเซ็ง ๆ กับความโลกสวยของสาวเจ้า

“แกนี่มันไร้เดียงสา ใครเค้าจะลักพาตัวแล้วพามาส่งบ้าน”

“อ่าวพี่นนท์ พูดงี้ก็สวยดิ หนุแค่สันนิษฐานเฉย ๆ อยากเจออีกหมัดใช่ปะ” เห็นอีกฝ่ายถลกแขนเสื้อจะเอาเรื่องที่พี่ชายก็พูดไม่เข้าหู นนท์ก็ยกมือเป็นเชิงห้ามพลางเอ่ยเล่าต่อ

“ไปสิ พอพี่ลุกไหวพี่ก็บึ่งรถไปที่บ้านน้องตรีเลย แต่รออยู่จนเย็น ก็ไม่มีวี่แววว่าน้องตรีจะกลับมา พี่ก็เลยมานั่งให้เราซักฟอกอยู่นี่ไง”

“แล้วเพื่อนหนูจะเป็นยังไงบ้างอ่ะพี่ เค้าจะทำไรยายตรีรึเปล่า หนูเป็นห่วงเพื่อนจัง” นินตรานั่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความเป็นห่วงเป็นใยในตัวของเพื่อนสาวแล่นขึ้นมาจับใจ ถึงจะคิดว่าฝ่ายที่พาไปไม่มีทางทำร้ายเพื่อนสาวเธอแน่ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีเพื่อนเธอน่าสงสาร เจอเรื่องราวมากมายขนาดนี้ไม่รู้จะรับไหวไหม
นนท์เอื้อมมือมาลูบหัวน้องสาวเบา ๆ อย่างปลอบโยน “ไม่ต้องกลัวนิน เดี๋ยวพี่จะแจ้งความ แล้วก็ให้พรรคพวกพี่ช่วยติดตามอีกทางหนึ่ง พี่จำทะเบียนรถมันได้”

“พี่นนท์ช่วยตรีด้วยนะคะ”

“แน่นอนน้องสาว”
น้ำเสียงจริงจังและหนักแน่นของพี่ชาย ทำให้หญิงสาวค่อยคลายกังวล เพื่อนของพี่ชายเธอแต่ละคนเก่ง ๆ ทั้งนั้น พวกเขาคงช่วยได้ ยายตรีนะยายตรีบอกให้มาทำงานกับเธอก็ไม่ยอมมา ธุรกิจของบ้านเธอแม้จะไม่ใหญ่โตคับประเทศ แต่ก็มั่นคงในระดับหนึ่ง และก็กำลังเติบโตขึ้นไปอีกเพราะพี่ชายเธอนั้นเห็นอย่างนี้ แต่ก็เป็นผู้บริหารที่มีความสามารถไม่แพ้ใครเหมือนกัน ตนเคยชวนเพื่อนสาวมาทำงานที่นี่แล้ว แต่ตรีก็อ้างว่าเป็นการใช้เส้นสาย อยากใช้ความสามารถตัวเองมากกว่า แล้วดูสิเป็นไง เกิดเรื่องขึ้นจนได้ นินตราคิดอย่างฟุ้งซ่านในใจ

*************************

“ฮ่า ให้มันได้อย่างนี้เซ่ ยังคงตื่นเต้นคึกคักสนุกเร้าใจไม่เปลี่ยนแปลงเลยที่นี่” วัชพลบอกกับตัวเองอย่างลิงโลดตั้งแต่เท้าเหยียบย่างเข้ามาในผับประจำสุดหรูแห่งนี้ เลือดลมเขาก็แล่นพล่านร้อนระอุมากขึ้นทุกทีเมื่อกวาดตาฝ่าแสงสลัวที่อบอวลไปด้วยควันบุหรี่ผสมกับสเปรย์ปรับอากาศที่ทางผับเจตนาฉีดพ่นเป็นละอองบางเบาไปโดยรอบแล้วพบกับของเคย ๆ ที่เขาห่างหายไปเสียนาน ผีเสื้อราตรีสาวกับหมู่ภมรที่จ้องจะชอนไช

เขาเองก็หนึ่งในภมรหนุ่มตัวร้ายที่มาที่นี่ครั้งใดก็มักจะได้หิ้วผีเสื้อกลับไปสำเริงสำราญด้วยทุกที ยิ่งคิดก็ยิ่งเปรี้ยวปาก วัชพลแลบลิ้นดุนริมฝีปากเบา ๆ พลางส่งสายตาหื่นกระหายไปให้แม่สาวนักเต้นนางหนึ่งที่คอยเอาแต่ชำเลืองมองเขามาได้พักนึงแล้ว ดูเหมือนปลาจะติดเบ็ดเมื่อเธอก็ส่งสายตาร้อนแรงกลับมาให้เช่นกัน แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้สานสัมพันธ์กันมากกว่านี้เสียงตะโกนเรียกจากมุมหนึ่งของผับก็ดึงความสนใจจากวัชพลได้มากกว่า

“เฮ้ยไอ้พล ทางนี้โว้ย” วัชพลตรงดิ่งไปยังผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ตะโกนเรียกตนเองด้วยเสียงอันดังประสานแข่งกับเสียงดนตรีที่ดังอึกทึกคึกโครมอยู่ก่อนแล้ว วัชพลเบนความสนใจจากแม่สาวนักเต้นไปยังผู้ชายกลุ่มใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเพื่อนในทันที ร่างสูงขาวยิ้มโบกไม้โบกมือตอบรับกับเสียงเพื่อนพลางเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว

“ช้านะ ๆ กว่าจะว่างมาเที่ยวกับเพื่อนนี่ ต้องให้พวกข้าคอยตั้งนาน” เต้เพื่อนในกลุ่มพูดค่อนขอดวัชพลออกมาอย่างไม่จริงจังนัก

“เออใช่...อย่างว่าแหละหว่ะ ได้ตำแหน่งใหม่มาก็อย่างนี้แหละ เล่นตัว” ชัยเพื่อนอีกคนเสริมรับกับคำพูดของเต้ เรียกเสียงหัวเราะครืนจากเพื่อนในกลุ่มได้เป็นอย่างดี

“เฮ้ย ๆ เรื่องตำแหน่งใหม่นี่เก่าไปแล้ว ตอนนี้ต้องแม่ม่าย แม่ม่ายสาวแก่ แก่แต่ก็ทั้งรูปสวยทั้งรวยทรัพย์เว้ยเฮ่ย ฮ่า” สิ้นเสียงโจ้ เสียงหัวเราะชอบอกชอบใจจากเพื่อน ๆ ก็ดังขึ้นมาเป็นทวีคูณ คำเอ่ยแซวของโจ้คงโดนใจเพื่อน ๆ ไปจังเบ้อเร่อ พอ ๆ กับทำให้คนโดนแซวหน้าแดงได้เหมือนกัน

“แซวเยอะจังวะไอ้พวกนี้” วัชพลขัดขึ้นแก้เก้อ

“เฮ้ยพวกเอ็งมัวมาพูดอะไรกันอยู่เนี่ย เวลาแบบนี้ต้องหาสาว ๆ เอ๊าะ ๆมาเสิร์ฟให้พี่ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเค้าหน่อยแล้ว ได้ข่าวว่าพักหลัง ๆ กินแต่ไก่แก่ ตอนนี้พี่แกคงอยากจะแดกหญ้าอ่อนใจจะขาดแล้วล่ะว่ะ” คราวนี้เสียงตบโต๊ะโห่ร้องมากันแบบจัดเต็มเมื่อทุกคนต่างก็ถูกใจกับวลีเด็ดจากปากแมนที่ปกติจะพูดน้อย

เสียงดังคึกครื้นจากโต๊ะข้าง ๆ ดึงความสนใจจากเพชรที่แวะมานั่งดื่มเหล้าปล่อยอารมณ์ให้หันไปมองอย่างเสียมิได้ คดีความของคุณดนัยที่ไม่มีความคืบหน้าทำให้เพชรรู้สึกไร้ความสามารถยังไงชอบกล เป็นเรื่องเดียวที่ติดอยู่ในใจตอนนี้ เขาไม่เคยมืดแปดด้านอะไรขนาดนี้มาก่อน มันไม่มีอะไรบ่งชี้สักอย่างว่าใครคือผู้ร้าย เขาจึงได้มานั่งอยู่ที่นี่ตอนนี้ แต่ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในกลุ่มนั้น ตรึงสายตาของเพชรให้จดจ้องอยู่กับคนกลุ่มนั้นได้เป็นอย่างดี ‘วัชพล’ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเขา ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้ ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายแทบไม่มีความเคลื่อนไหว เก็บเนื้อเก็บตัวดีตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา ดีเสียจนเขารู้สึกแปลกใจระคนสงสัย วิสัยของคนที่ชอบโอ้อวดและรักสนุกอย่างวัชพลไม่น่าที่จะระวังตัวแจขนาดนั้น เพชรคลึงแก้เหล้าในมือเล่นพลางเงี่ยหูฟังโต๊ะข้าง ๆ อย่างตั้งใจ

“ข้าขอบใจพวกเองโว้ย ที่ยังรู้ใจข้าเสมอ” วัชพลพูดขึ้นมาบ้างหลังจากที่ปล่อยให้เพื่อนเฮฮาอยู่นานแถมอีกฝ่ายยังยื่นข้อเสนอถูกใจมาให้เสียอีก

“ตกลงวันนี้เอ็งเลี้ยงพวกข้าใช่ปะล่ะ”

“เออโว้ย..แต่เรื่องนารียังไม่ต้องนะ ข้าเพิ่งเสร็จมา” วัชพลบอกพลางยักคิ้วหลิ่วตาให้เพื่อน จดชัยอดหมันไส้ไม่ได้

“กับแม่ม่ายของเอ็งอ่ะเรอะ”

“โธ่ เดี๋ยวปัดเหนี่ยวเลย” วัชพลง้างมือทีเล่นทีจริง ชัยก็แกล้งหลบ “อย่างข้ามันเลือกได้อยู่พวกเอ็งก็รู้ ยายแก่นั่นก็แค่ของตาย เขาเรียกว่าขุมทรัพย์ที่มีชีวิตเว้ย”

“แล้วทำไมหมู่นี้เก็บเนื้อเก็บตัวจังวะ เพื่อนชวนมาไม่เคยมา” เต้ถามขึ้นบ้างพลางยื่นแก้วเหล้าส่งให้ วัชพลถึงกับชะงักไปชั่วครู่เมื่อภาพดนัยนอนจมกองเลือดลอยเข้ามาในหัวอย่างไม่ทันตั้งตัว

“เฮ้ย...เป็นไรป่าววะทำไมนิ่งไป” โจ้ที่นั่งอยู่ใกล้วัชพลที่สุดเอื้อมมือไปเขย่าตัวเพื่อนเมื่อเห็นอีกฝ่ายถือแก้วเหล้าค้างอยู่อย่างนั้น สีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ปะ ปะ เปล่า” วัชพลพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “ข้าก็อยู่ของข้าปกตินี่แหละงานยุ่งบ้างอะไรบ้าง ตำแหน่งใหญ่ขึ้นงานก็เยอะขึ้นเป็นธรรมดา มันเลยทำให้ข้าไม่ได้ออกไปไหนเท่านั้นเอง”

“แล้วกับน้องตรีทำไมเลิกกันได้วะ ข้าล่ะงง ถึงเอ็งจะชั่วแต่ก็คั่วกันมาตั้งนาน น้องเค้าก็ดูอยู่ใต้อาณัตแกดีนี่หว่า”

“ดีห่าอะไร แม่งเล่นตัวจนเกินงาม หน้าตาก็ไม่ได้สวยเลิศเลออะไร จนก็จน ข้าเบื่อแสดงละครแล้วเว้ย เลยเลิกดีกว่า” วัชพลชี้แจงพลางยักไหล่ใส่เพื่อนที่ถามอย่างไม่ยี่หระ

“งั้นก็แสดงว่า...เอ็งยังไม่ได้แอ้มอ่ะดิ ฮ่า ๆ” ชัยพูดดักคออย่างรู้ทันพลางหัวเราะออกมาเสียงดัง เสียงแก้วเหล้ากระทบกันดังขึ้นระรัวต่อจากนั้น วัชพลนั่งมองทุกคนอย่างรู้สึกเสียหน้าที่ดันเผยไต๋สำคัญให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มรู้

“ทำไมเอ็งไม่ใช้เล่ห์กลอย่างที่เอ็งถนัดวะ ในบรรดาเพื่อน ๆ กันข้าว่าเอ็งแพรวพราวที่สุดแล้วนะเรื่องนี้ ไหงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างยายตรี แกดันปล่อยให้หลุดมือไปได้ เสียเชิงชายชะมัดเลยครับโผ้ม ฮ่า ๆ”

“พวกเอ็งรู้ได้ไงว่าข้าไม่ได้ใช้ วันนั้นจะเสร็จข้าอยู่แล้วถ้าไม่มีไอ้เวรที่ไหนก็ไม่รู้มาช่วยไว้ ป่านนี้แม่นั่นเป็นเมียข้าไปแล้ว” วัชพลพูดอย่างอวด ๆ เพชรนั่งมองการสนทนาของคนทั้งกลุ่มอย่างหมันไส้ พลางคิดในใจหากเจ้านายมาได้ยิน มีหวังไอ้พวกนี้เดี้ยงทั้งกลุ่ม

“ใครวะที่มาขัดลาภเอ็ง ๆ รู้จักป่าว จำหน้ามันได้มั้ยวะ” เต้ถามขึ้นมาท่าทางเอาเรื่อง เพื่อน ๆ ในกลุ่มก็เอ่ยรับขึ้นมา

“เออ..ใช่..ใช่”

“จำได้ดิวะ ข้าจำได้แม่นเลย ไอ้คนสวนคนสนิทของพ่อนังตรี” วัชพลนึกถึงเหตุการณ์ที่กระบี่วันนั้นอย่างเคียดแค้น

“ถ้าลองได้ลงเอยแบบนี้ งั้นที่แปลงที่เอ็งหมายตาไว้ก็หลุดมือไปเลยสิวะ”

“ก็เออสิวะ นึกแล้วยังเจ็บใจไม่หาย”

“ที่แปลงไหนวะไอ้นัฐ นี่พวกเอ็งคุยอะไรกันวะรู้กันอยู่สองคน” แมนที่นั่งฟังมาตลอดซักขึ้นอย่างสงสัย

“เอ็งนี่มันไม่เคยทันใครเลยนะไอ้แมน” เต้ส่ายหัวกับความซื่อบื้อของเพื่อน

“ยายตรีน่ะ พ่อมันทำสวนจำปี ตอนนี้รถไฟฟ้าขยายไปถึงแล้วไง ก็เลยกลายเป็นที่ดินทำเลทองขึ้นมา ข้ากับไอ้พลลองให้นายหน้าไปทาบทามอยู่หลายครั้ง แต่ไอ้ตาแก่หัวแข็งนั่นก็ไม่ยอมขายสักทีไงจนตอนนี้แม่งตายไปละ ที่ไอ้พลไปก้อร่อก้อติกกับยายตรีก็เพราะเห็นว่ามันมีที่ดินในกรุงนี่แหละไม่ได้พิศวาสไรมากหรอกกูบอกเลย” โจ้เป็นคนแถลงไขให้เพื่อนในวงเหล้าเข้าใจทั่วกัน

“อื้อหือ เลวใช้ได้เลยเพื่อนกู ฮ่า ฮ่า ฮ่า” แมนอดกระแซะเพื่อนทีเล่นทีจริงไม่ได้

“ไม่เลวแล้วกูจะเป็นเพื่อนมึงได้ยังไงวะไอ้แมน” คำพูดของวัชพลถูกใจเพื่อนเป็นอย่างมากเสียงแก้วชนแก้วดังระรัวอย่างครื้นเครง

“ที่ดินบ้านสวนงั้นหรอ” ใช่สิ ทำไมเขาถึงนึกไม่ถึงกันนะ เพชรหัวเราะในลำคอไม่น่าเชื่อว่าจู่ ๆ เขาจะได้เบาะแสสำคัญที่เขาเฝ้าตามหามาพักใหญ่ว่าอะไรคือมูลเหตุในคดีฆาตกรรมคุณดนัย ชายหนุ่มยังคงเฝ้าสังเกตสังกากลุ่มของ วัชพลต่อไปอย่างอารมณ์ดี

“เฮ้ย ๆ ๆ พวกเอ็งเห็นไรมั้ยวะ นั่นมันยายตัวแสบนินตรา หนึ่งในก้างชิ้นสำคัญที่คอยขัดคอชั้นอยู่ตลอดเวลานี่หว่า” วัชพลชี้ชวนเพื่อน ๆ ในกลุ่มให้ดูหญิงสาวที่พวกตนรู้จักกันดี และดูเหมือนว่าเธอทำท่าว่าจะเดินตรงมายังกลุ่มของพวกเขาซะด้วย

“เออ เห็นแล้วไงวะ” เต้ถามขึ้นอย่างงง แต่พอเห็นสายตาเจ้าเล่ห์แกมมาดร้ายของเพื่อนที่ส่งมาก็เข้าใจได้ในทันที

“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ในเมื่อไม่ได้แอ้มยายตรี ก็เอาเพื่อนยายตรีมาแก้ขัดเพื่อความสะใจหน่อยละกันเพื่อน ถึงจะไม่ผอมเพรียว แต่ก็อวบ ๆ น่ากินนะเว้ย ฮ่าๆๆ” ความคิดชั่วร้ายบังเกิดขึ้นในมโนสำนึกของคนที่บอกว่าตนเองชาติตระกูลดี การศึกษาสูงส่ง ฐานะร่ำรวย

“อ๋อ...ฮ่าๆๆ” ชายหนุ่มทั้งกลุ่มประสานเสียงหัวเราะกันอย่างคึกคะนอง เมื่อนึกถึงกิจกรรมเข้าจังหวะที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า วัชพลไม่รอช้าเรียกบริกรหนุ่มที่ยืนอยุ่ไม่ไกลมาสั่งการอะไรบางอย่าง
เพชรนั่งมองการเตรียมแผนการชั่ว ๆ ของพวกสัตว์สังคมในคราบปัญญาชนอย่างปลง ๆ สังคมทุกวันนี้เสื่อมโทรมลงไปทุกวัน ๆ เขาคงต้องทำอะไรสักอย่าง เพชรส่งสัญญาณเรียกลูกน้องที่อยู่ด้านนอกเข้ามา

เมฆและมิ่งสองหนุ่มร่างใหญ่วัยฉกรรจ์ที่ทำงานกับเพชรและภัคค์มานานรีบรุดเข้ามาหาลูกพี่อย่างรวดเร็ว

“มีไรครับพี่เพชร”

“นายสองคนเห็นผู้ชายกลุ่มนั้นมั้ย”

“เห็นครับพี่เพชร”

“จำหน้าพวกมันไว้ จำให้ได้ทุกคนนะ”

“ครับพี่ ผมจำได้แล้ว” มิ่งเป็นตัวแทนพูดขึ้นมา

“เดี๋ยวมีอะไรสนุก ๆ ให้พวกเอ็งทำ” เมฆและมิ่งหันมายิ้มน้อย ๆ ให้กัน รอคอยเวลานั้นอย่างใจจดใจจ่อ

“เฮ้ย ยายนั่นเดินมาทางนี้แล้วเว้ย พวกเอ็ง เครื่องดื่มผสมเสร็จยัง เร็วดิวะ บอกพนักงานด้วยว่าอย่าให้ผิดสังเกต” วัชพลเร่ง
เพื่อน ๆ เมื่อเห็นว่านินตราเดินมาที่โต๊ะตนแน่ และทุกอย่างก็ดูเป็นปกติก่อนหน้าที่นินตราจะเดินมาถึงและจะสังเกตได้

“พี่พลคะตรีกลับถึงบ้านรึยังคะ” นินตรามาถึงก็ปล่อยคำถามใส่วัชพลทันทีอย่างร้อนรน วัชพลงุนงงอยู่ชั่วครู่ นึกสงสัยในใจว่านินตราไม่รู้หรืออย่างไรว่าเขากับเพื่อนสนิทของเธอยุติความสัมพันธ์ฉันท์คนรักกันไปได้พักใหญ่แล้ว แล้วก็เป็นการจบที่ไม่สวยเสียด้วยเพราะเขาเป็นคนขยี้หัวใจดวงน้อยของณหทัยจนแหลกไม่มีชิ้นดี

“ทำไมพี่พลใจร้ายจังเลยคะ ตรีเป็นแฟนพี่แท้ ๆ งานศพลุงนัยพี่ก็ไม่เคยไปเลยซักวัน ไม่รู้ยายตรีไปหลงรักพี่อยู่ได้ยังไง” นินตราต่อว่าวัชพลอย่างเหลืออด วัชพลถึงกับลอบยิ้มเพราะลองมาเป็นคุ้งเป็นแควแบบนี้แสดงว่ายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย โต๊ะทั้งโต๊ะเงียบกริบทุกคนต่างตั้งใจฟังบทสนทนาตรงหน้าอย่างจริงจัง วัชพลจึงเริ่มละครฉากสำคัญด้วยตนเอง

“เดี๋ยวก่อนครับนิน มันเกิดอะไรขึ้นครับ พี่งงไปหมดแล้วนะครับ พี่พึ่งกลับจากดูงานที่ต่างประเทศเมื่อครู่นี้เองนะครับ เพื่อนพี่ยกโขยงไปรับมา เราก็เลยมาสังสรรค์กันต่อที่นี่ พี่ยังไม่ได้เจอตรีเลยนะครับ”
นินตราผู้ที่ไม่รู้เท่าทันได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้อนใจด้วยความเป็นห่วงในตัวเพื่อนสาว

“แล้วนินจะไปหาตรีที่ไหน ตรีหายไป...”

“อะไรนะครับ ตรีหายไปอย่างนั้นหรอครับ” วัชพลตีบทแตกกระจุย ถามนินตรากลับด้วยน้ำเสียงร้อนรนราวกับเป็นห่วงเป็นใยเสียเต็มประดาทั้งยังแสร้งทำสีหน้าตกใจสงสัยได้อย่างแนบเนียน

“นั่งก่อนครับนิน พวกพี่อยู่กันครบพอดีเล่ารายละเอียดทั้งหมดมาเดี๋ยวพี่กับเพื่อน ๆ จะช่วยกันเป็นธุระจัดการให้...น้อง ๆ เอาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ให้คุณผู้หญิงที” วัชพลดึงเก้าอี้มาให้นินตรานั่ง ก่อนจะหันไปสั่งเครื่องดื่มให้หญิงสาวอย่างต้องการจะผูกมิตร

“ไม่เป็นไรค่ะ นินไม่รบกวน นินแค่มาธุระเรื่องยายตรีเฉย ๆ” นินตรามองวัชพลและเพื่อนอย่างไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ เพราะคนกลุ่มนี้เธอรู้กิตติศัพท์ดีมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย บอกตามตรงว่ายังไม่กล้าไว้ใจแม้อีกฝ่ายจะแสดงหน้าตาใสสื่อออกมาก็ตาม

“เถอะครับ นิดหน่อย มาเหนื่อย ๆ ดื่มซะแล้วจะได้เล่าให้พี่ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับแฟนพี่” วัชพลยังคงแสดงละครอย่างสมบทบาท

“ขอบคุณค่ะ ตกลงยังไม่เจอตรีเลยใช่มั้ยคะ” นินตราถามย้ำอีกครั้งอย่างร้อนรน วัชพลพลพยักหน้า หญิงสาวจึงตัดสินใจวางความไม่ไว้ใจเอาไว้ แล้วเล่าเรื่องที่ตนได้ฟังมาจากพี่ชายให้หนุ่ม ๆ ในกลุ่มฟัง พอเล่าจบเครื่องดื่มที่วัชพลสั่งให้ก็พร่องไปเกือบหมดแก้วด้วยความกระหายน้ำของนินตรา

ชายหนุ่มในโต๊ะร่วมสิบคนสบตากันอย่างสมใจเมื่อแผนที่วางไว้สำเร็จด้วยดี ไม่ถึงสิบนาทีร่างอวบอัดก็ฟุบลงกับโต๊ะอย่างไม่สามารถครองสติได้

เพชรนั่งมองร่างอวบของนินตราที่ถูกวัชพลและเพื่อนประคองผ่านหน้าไปด้วยท่าทีสบาย ๆ และแล้วคำสั่งก็ออกจากริมฝีปากได้รูปเสียงเข้ม

“ตามมา”

---------------------------------

บรืนนนน.....เอี๊ยดดดดดดดด !!!

“เชี่ย!!! ใครวะแม่งมาขวางหน้ารถ เดี๋ยวพ่อชนตายเลย” เต้ซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่เป็นคนขับบ่นออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อมีผู้ชายสามคนก้าวมายืนขวางหน้ารถเอาไว้ ตนและเพื่อนกำลังจะพาเหยื่อสาวร่างอวบอัดไปขึ้นสวรรค์อยู่รอมร่อแท้ ๆ เชียว

“ไอ้นัฐเอ็งลงไปบอกให้พวกมันหลบไปหน่อยไป” วัชพลหันมาบอกเพื่อน

“เออ ๆ ไอ้ชัย ไอ้นันท์เอ็งไปกะข้า”

“เฮ้ย พวกนายช่วยหลบไปยืนริม ๆ ได้มั้ยวะ นี่มันถนนให้รถวิ่งนะเว้ย ไม่ใช่ให้ไอ้หน้า...ที่ไหนมายืน” นัฐ ชัย และนันท์เดินออกมาเคลียร์ด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่พร้อมจะระรานฝ่ายตรงข้ามเต็มที่ ด้วยเห็นว่าฝ่ายตนนั้นมีมากกว่า
เพชรกวาดสายตาคมกริบมองทั้งสามอย่างสมเพช ส่วนลูกน้องเขานั้นไม่ต้องพูดถึง ใจมันคงร่ำ ๆ อยากจะเข้าไปอัดไอ้สามคนนี้ใจแทบขาด แต่ไม่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าและท่าทางได้ เพราะทุกคนต่างถูกฝึกมาอย่างดี ในเรื่องของการแสดงอารมณ์ยามอยู่ต่อหน้าคู่ต่อสู้

“เฮ้ย ตกลงพวกมึงจะหลบมั้ยวะ” ชัยที่อารมณ์ร้อนที่สุดตะโกนถามออกมาด้วยความโมโห เมื่อเห็นเพชรและลูกน้องยืนมองพวกตนนิ่งด้วยสายตาที่แสดงถึงความสมเพช วัชพลและกลุ่มเพื่อนที่เหลือในรถรวมถึงที่อยู่ในรถอีกคันก้าวลงมายืนขนาบข้างเพื่อนของตนท่าทางเอาเรื่อง เป็นการแสดงให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าตนมีกำลังมากกว่า เมื่อคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าคงไม่หยุดอยู่แค่การเจรจา

“ส่งผู้หญิงในรถมาให้ผม” เพชรกล่าวออกมาเสียงเรียบ วัชพลและเพื่อนหันมามองหน้ากันไปมาก่อนที่ทั้งกลุ่มจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นด้วยความขบขัน

“เห้ยมันขอผู้หญิงอย่างกะขอตังหนึ่งบาทเลยว่ะ น่าตลกสิ้นดี กูขำโว้ย” โจ้ตะโกนหยามหยันออกมาด้วยความคึก
กลุ่มของวัชพลยังคงส่งเสียงหัวเราะกันราวกับเป็นเรื่องโจ๊ก ก่อนที่เต้จะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเพชรใกล้ ๆ ส่งรอยยิ้มเย้ยหยันให้ แล้วตะโกนใส่หน้าเพชรเสียงดัง

“กูไม่ให้ มีไรมั้ย ไอ้หน้าหล่อ” สิ้นเสียงเต้หมัดลุ่น ๆ ของเพชรก็กระทบเข้ากับใบหน้าเต้ดังพลั่ก ส่งร่างสูง ๆ แต่บอบบางของเต้ลงไปกองกับพื้นได้อย่างง่ายดาย

“เห้ย มึงทำเพื่อนกู” เพียงเท่านั้นการตะลุมบอลก็เกิดขึ้น อีกเก้าคนที่เหลือต่างก็กรูกันเข้าใส่เพชรและลูกน้องเพชรอย่างบ้าดีเดือด เพชร เมฆและมิ่งหลบการคุกคามจากฝ่ายตรงข้ามอย่างมีขั้นเชิงก่อนจะค่อย ๆ สอยอีกฝ่ายล่วงไปทีละคนสองคน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายสะบักสะบอมลงไปกองกับพื้นกันหลายคน ในขณะที่คนของตนยังมีกำลังเหลือเฟือ เพชรจึงพยักหน้าให้ลูกน้องจัดการต่อ ก่อนที่ตนจะเดินเลี่ยงไปยังตัวรถเพื่อพาร่างของนินตราออกมา แต่ก่อนที่เพชรจะได้พาร่างอวบของนินตราออกมาจากรถ วัชพลก็โผล่พรวดมากระชากเพชรออกไป พร้อมทั้งเหวี่ยงหมัดขวามาให้ บอดี้การ์ดหนุ่มหลบหมัดขวาของวัชพลอย่างว่องไว ก่อนจะส่งเท้าขวายันเข้ากลางหน้าอกวัชพลเสียเต็มรัก เล่นเอาวัชพลล้มทั้งยืนด้วยความจุก เจ็บจนพูดไม่ออก เพชรยืนมองวัชพลนิ่งไม่เดินเข้าไปซ้ำแต่รอให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาสู้ต่อตามวิสัยของคนจริง วัชพลยันกายลุกขึ้นมาด้วยความโมโหถลาเข้าไปเอาเรื่องกับเพชรเต็มที่ แต่ก็โดนเพชรตอกกลับมาหน้าหงายล้มลงไปกองกับพื้นตั้งแต่ยังไม่ทันถึงตัวเลยด้วยซ้ำ เพชรจัดการกับวัชพลอยู่ครู่หนึ่ง อีกฝ่ายก็สะบักสะบอมไม่มีชิ้นดี หมดสภาพที่จะมาต่อกรหรือขัดขวางการทำหน้าที่เป็นพลเมืองดีของเพชรในครั้งนี้ได้อีกต่อไปพอ ๆ กับเพื่อนของมัน

“ดีมากไอ้เมฆ ไอ้มิ่ง” ฝีมือพวกเอ็งสองคนนี่ไม่มีที่ติจริง ๆ ลงไปกองกับพื้นกันหมดเลย” เพชรยิ้มพลางชมเปราะ หลังจากที่กวาดสายตาไล่ไปยังเพื่อน ๆ ของวัชพล เห็นสภาพแต่ละคนแล้วดูไม่จืดจริง ๆ บอบช้ำเพราะฝีมือลูกน้องของตนไปตาม ๆ กัน

“ขอบใจพวกนายมากนะ” เพชรว่า พลางตบไหล่ลูกน้องเบา ๆ

เมฆและมิ่งยิ้มรับคำชมและคำขอบคุณด้วยความดีใจ คำพูดที่ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไหนก็อยากได้ยิน คำขอบใจเรียบ ๆ ที่เปล่งออกมาจากปากของนาย พี่เพชร แล้วก็พี่ภัคค์ เหล่าบอดี้การ์ดทุกคนรู้ดีว่ามันมีค่ามากแค่ไหน ไม่ใช่คำพูดพร่อย ๆ ที่ทั้งสามสักแต่ว่าจะพูดก็พูดออกมาได้ แต่เป็นคำพูดที่ลูกน้องทุกคนรู้โดยไม่ต้องแปลความหมายว่าลูกพี่ทั้งสามกล่าวออกมาด้วยความจริงใจ เป็นขวัญและกำลังใจ คำพูดนี้จะมีให้พวกตนทุกครั้งหลังจากจบภารกิจที่ปฏิบัติร่วมกัน

เพชรมองสีหน้าลูกน้องด้วยความพึงพอใจ หลังจากซื้อใจลูกน้องด้วยคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผู้มีลูกน้องอยู่ใต้อาณัติบางคนอาจไม่เห็นค่าเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับอัศวเดชา อาณาจักรยิ่งใหญ่ภายใต้การนำของนายนราภพ นั้น คำที่ว่า ‘เล็กน้อย’ นี้ ก็มิอาจละเลยได้ เพราะเจ้านายเราปกครองลูกน้องด้วย ‘น้ำใจ’ หาใช่ ‘เศษเงิน’

“พี่เพชรครับ...แล้วคุณผู้หญิงคนนี้กับไอ้พวกนี้ล่ะครับ จะให้พวกผมจัดการยังไงต่อ”

“ผู้หญิงคนนี้ เดี๋ยวผมจัดการเอง...” เพชรพูดขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว พลางหันไปมองร่างอวบอิ่มที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเบาะหลังรถ ก่อนจะเบนสายตาไปยังร่างของวัชพลและเพื่อนที่กองอยู่กับพื้น

“ส่วนไอ้พวกนี้ ปล่อยมันไว้นี่แหละ ในเมื่อมันคิดที่จะเลว มันก็ต้องยอมรับผลตอบแทนที่จะตอบกลับมาได้เหมือนกัน นายสองคนไปพักผ่อนเถอะ”

“ครับ” สองการ์ดหนุ่มรับคำกันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะแยกย้ายกันไป

เพชรกวาดสายตามองผ่านไปยังร่างของทั้งสิบคนอีกครั้งพลางกระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเดินตรงเข้าไปอุ้มร่างอวบอัดของนินตราออกมาจากรถคันนั้น แล้วเดินจากไปโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่พาหนะคู่กายของตัวเอง

------------------------------------------------
แฮ่ อัพแล้วเจ้าค่ะตอนที่ 16 :)



ปีบเพชร
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 มิ.ย. 2558, 16:29:46 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 มิ.ย. 2558, 16:29:46 น.

จำนวนการเข้าชม : 1178





<< ตอนที่ 15 อันธพาล   
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account