จันทร์หลงเงา
สาวไฮโซสุดสวยที่มีดีกรีเป็นถึงนักเรียนนอก แต่ต้องแพ็คกระเป๋ากลับบ้านนอกเพราะแฟนตัวดีดันนอกใจ เธอหอบหัวใจช้ำๆ หวังกลับมาพักเยียวยารักษาแผลใจที่บ้านเกิด แต่อนิจาบ้านสวยในไร่กลับตกเป็นของคนอื่นไปแล้ว
Tags: วัยรุ่น

ตอน: ตอนที่ 1

บทนำ
ความเสียสละ…มันน่าจะเป็นเรื่องดีแต่ถ้าใครไม่เจอเข้ากับตัวคงไม่มีวันรู้ซึ้ง
ปลายดาว หญิงสาวแสนสวยหากชายใดได้พบหน้าเป็นต้องหลงปานเห็นเทพธิดามาจุติ แต่เธอกลับไม่ชายตาเหลียวมองชายอื่นใดเลย นอกจากแฟนที่เธอมอบความรักให้ด้วยใจจริง แต่กว่าจะรู้ตัวว่าเขามีผู้หญิงอีกคนที่กำลังอุ้มท้องใกล้คลอด เธอก็จำใจต้องจากมาเพียงเพื่อความถูกต้อง ถึงแม้ว่าเธอจะมาก่อนก็ตาม
วันเวลาที่เจ็บช้ำทำให้เธอไม่สามารถทนเห็นสภาพแวดล้อมเก่าๆ ได้อีก เธอจึงซมซานกลับบ้านเกิด บ้าน…ที่เธอตั้งใจไว้ว่าจะไม่ขอกลับมาเหยียบที่นี่อีกหากไม่มีความจำเป็น เพราะมันมีแต่สิ่งที่ไม่ใช่ตัวเธอเลยไม่ว่าจะเป็นไร่นา ภูเขา ที่กลางวันนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้งกระจายร่องลอยมาพร้อมกับไอแดดร้อนๆ แต่เมื่อยามพลบค่ำแม้แต่พัดลมอาจทำให้คุณรู้สึกเย็นเกินไปก็เป็นได้แต่คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะสิ่งที่เคยทำให้เธอมีความสุขมาเกือบค่อนชีวิตอย่างแสงสีในกรุงปารีส ในเวลานี้กลับช่วยอะไรเธอไม่ได้อีก เมื่อความเจ็บช้ำมันเกาะกุมจิตใจเธอลึกมากเหลือเกิน รักมากก็ยิ่งถอนหัวใจยาก แต่ในเมื่อมันจำเป็นต้องตัดใจ มีเหรอเธอจะรับกับความรู้สึกนั้นได้เพียงลำพัง
ช่วงเวลาที่ปลายดาวซมซานกลับมารักษาแผลใจที่บ้านเกิดในเมืองชนบททุรกันดาร ปลายดาวกลับเข้าใจบางสิ่งที่ถูกเก็บงำไว้ ดวงจันทร์สีเหลืองทองที่สุขสกาวบนฟากฟ้าแท้ที่จริงแล้วมันกลับมีเงาสีดำซ้อนอยู่

บทที่ 1
“ท่ารถอยู่ตรงไหนกันเนี่ย” หญิงสาวในชุดเรียบเก๋ทันสมัยบ่นพึมพำเมื่อมองโดยรอบ สนามหญ้าที่เคยรู้จัก ก่อนที่เธอจะไปเรียนต่อที่ปารีสเปลี่ยนแปลงไปมากมันทั้งดูดีสะอาด และทันสมัยขึ้นทำให้เธอต้องใช้ความคิดอยู่พักใหญ่เพื่อทบทวนความทรงจำเก่าๆ
“ไปรษณีย์! ใช่แล้ว”
ปลายดาวเร่งฝีเท้าพร้อมหิ้วกระเป๋าที่ดูจะทำให้การเดินของเธอหนักหนาเอาการเพราะน้ำหนักของมัน แต่เมื่อมาถึงท่ารถที่เป็นที่พำนักของรถประจำทางปลายดาวถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทุกอย่างในตัวเมืองจังหวัดราชบุรีได้รับการพัฒนาจนทำให้ดูผิดหูผิดตาไปหมด แต่ดูเหมือนจะมีอยู่สิ่งเดียวที่ตลอดเจ็ดแปดปีมานี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
คือเจ้ารถประจำทางสีฟ้าเก่าคร่ำครึก พร้อมพลขับหน้าเก่าที่แค่เห็นหัวล้านเหม่งๆ ปลายดาวก็แทบจะจำได้ทันที แต่ลุงพลขับกลับจับจ้องมาคล้ายทบทวนความทรงจำอย่างหนักก่อนร้องทักขึ้น
“ไปยังไงมายังไงไม่เห็นหน้ามาตั้งหลายปี”
เธอยิ้มนิดๆ แล้วเลี่ยงที่จะตอบคำถามด้วยการถามลุงพลขับแทน
“รถออกกี่โมงคะลุง”
“อีกสิบนาทีก็จะไปแล้ว ขึ้นไปนั่งรอบนรถก่อนสิ”
เธอกล่าวขอบคุณเบาๆ เตรียมจะก้าวขึ้นรถประจำทาง แต่ภาพที่เห็นคือผู้โดยสารทะลักออกมาถึงท้ายรถ เธออึ้งไปนิดๆ ประเมินดูเหตุการณ์เห็นท่าคงจะไม่มีพื้นที่ให้เธอได้วางเจ้าหลุยส์วิตตองที่เธอสู่อุตสาห์หิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลแสนไกลแถมเจ้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ทีเธอลากมาด้วยก็ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคอย่างร้ายแรง
“รถเที่ยวหน้าออกกี่โมงคะลุง”
“ชั่วโมงละคันเหมือนเดิมล่ะ”
…เยี่ยมไปเลยไทยแลนด์โอนลี่ของเรา
“เที่ยวหน้าก็สุดท้ายแล้วหน่า กว่าจะถึงด่านทับตะโกก็มืด ไปมันเที่ยวนี้ล่ะเบียดๆ กันหน่อยเดี๋ยวพวกนักเรียนก็ลงกันแถวจอมบึงที่นั่งก็ว่างแล้ว จะเหลือก็แต่ป้าๆ ไม่กี่คนนั้นแหละ”
“ตรงนี้ว่าง” ผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวคล้ายพวกช่างหรือพวกวิศวกร พูดลอยๆ คล้ายพูดกับลมกับฟ้าไม่เฉพาะเจาะจงก่อนจะลุกจากที่นั่ง แล้วเตรียมจะปีนขึ้นไปบนหลังคารถสมทบกับพวกนักเรียนชายด้านบน ในจังหวะนั้นเองเธอถึงได้เห็นใบหน้าคมเข้ม คิ้วหนาพาดอยู่เหนือดวงตาดำขลับ จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากเรียวบางสีชมพูธรรมชาติ ร่างสูงเพียวสมส่วน ผิวขาวออร่ากระจายคล้ายดารานายแบบที่อยู่ในกรุงเทพฯ มากกว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพวกเด็กช่างขาโหดอยู่บ้านนอก
เธอคงเผลอมองนานไปหน่อย อีกฝ่ายจึงรู้ตัวขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน “เอ่อ ฉัน…” เธอรู้สึกเสียหน้าที่มองเขานานเกินไป ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรักษาภาพพจน์กับผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก “แค่จะบอกว่าขอบใจ”
เขาขมวดคิ้วหนักกว่าเก่า ก่อนจะมองใบหน้าหญิงสาวอย่างไร้อารมณ์ คล้ายกับจะบอกว่าจบเรื่องแล้วใช่ไหมก่อนจะปีนขึ้นไปข้างบนหลังคาโดยที่ไม่สนใจเธอเหมือนชายคนอื่นๆ
…เป็นเกย์ชัวร์ ถึงได้ไม่เห็นความสวยของฉันอยู่ในสายตา
ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งรถโดยสารก็แล่นมาถึงท่ารถที่ตำบลด่านทับตะโก รถโดยสายสุดปลายทางแค่ที่นี่ ปลายดาวก้าวลงจากรถสำรวจสภาพของตัวเองให้เนี้ยบเข้าที่เข้าทาง ก่อนจะหยิบขวดน้ำหอมขึ้นมาฉีดโดยที่ไม่แคร์สายตาใคร
…แบบนี้สิโลกถึงจะสดใส
หลังจากที่รถโดยสารแล่นจากไปโดยทิ้งคราบเขม่าควันตลบไว้เบื้องหลัง หญิงสาวในชุดเรียบเก๋สีขาวทันสมัยที่ตอนนี้ถูกเกาะกุมไปด้วยเขม่าควันรถดำเป็นปื้นๆ เธอถึงกลับปล่อยกรี๊ดออกมาดังลั่น
…โธ่เอ๋ยยัยนาว ทำไมโง่ไปยืนหลังท่อรถอย่างนี้นะ หมดกันชุดชาแนลแสนแพง
ปลายดาวถอนหายใจปัดคราบเขม่าควันรถที่เสื้อผ้า ก่อนจะเดินออกจากบริเวณนั้น ไม่สนใจรถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีอยู่เพียงคันเดียวเท่านั้นในตำบลด่านทับตะโก เธอถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองใบโปรดพลางลากกระเป๋าเดินทางล้อลากข้ามถนนมาอีกฟากเยื้องกับท่ารถ มีอู่ซ่อมรถอยู่ที่นั่น ชายวัยสี่สิบหัวเริ่มล้านกำลังนั่งปะยางรถอยู่ที่หน้าร้านเขาจ้องมองอย่างแปลกใจก่อนจะทักขึ้นด้วยความสงสัย
“มาหาใครครับ”
“มาหาจอยค่ะพี่หนึ่ง” เขาจ้องกลับก่อนจะทำหน้าคล้ายกับกำลังทบทวนความจำอย่างหนัก สักพักจึงนึกออกร้องทักออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ไปไงมาไงไม่เห็นเสียนาน เห็นจอยว่าไปอยู่เมืองนอกเมืองนาโน่น เข้ามาก่อนสิเดี๋ยวจะเรียกจอยให้”
เธอยิ้มนิดๆ ให้เป็นมารยาทเพื่อขอบคุณ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะนั่งหินอ่อนข้างร้าน จอย หรือสิรินภา เป็นเพื่อนของปลายดาวตั้งแต่เรียนสมัยมัธยมต้น ก่อนหน้าที่ปลายดาวจะย้ายไปเรียนต่อมัธยมปลายที่กรุงเทพฯ หลังจากที่จบมัธยมปลายเธอก็สอบชิงทุนไปเรียนต่อจนจบที่มหาวิทยาลัยชื่อดังประเทศฝรั่งเศส หญิงสาวมีแฟนที่รักมากอยู่ที่นั่นพอเรียนจบเธอก็ได้งานทำที่บริษัทเดียวกัน เธอจึงไม่คิดจะกลับมาที่นี่อีก
ที่ซึ่งมีแต่ความแห้งแล้ง กันดาน ไร้ซึ่งความฝัน แสงสี มีแต่ความเวิ้งว้างเงียบเหงาในยามค่ำคืน อย่างที่คนเขาเรียกกันว่า ‘บ้านนอก’ จนกระทั้งเธอจำใจต้องลาออกเพียงเพราะรับกับความเจ็บช้ำที่เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อรู้ว่าเด็กฝึกงานที่ตอนนี้กำลังอุ้มท้องใกล้คลอด โดยมีแฟนของเธอที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยเป็นพ่อ
“ทำไมอยู่ๆ ก็กลับบ้าน” สิรินภาหันมาถามขณะขับรถปิ๊กอัพมาส่งปลายดาวที่หมู่บ้านเล็กๆ ในตำบลด่านฯ จำได้ว่าก่อนที่เธอจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสถนนเข้าหมู่บ้านยังเป็นเพียงถนนลูกรัง โชคดีที่กลับมาอีกทีถนนจะเปลี่ยนเป็นลาดยางแล้ว
“เบื่อๆ ก็เลยอยากกลับมาเที่ยวบ้านบ้าง” ปลายดาวตอบอย่างเหนื่อยหน่าย
“แล้วบอกใครหรือยังว่าจะกลับ”
“ยัง กะเซอร์ไพรส์เจ๊นิ้ง”
“เหรอ แล้วได้คุยกันบ้างมั้ย”
“ก็นานๆ ครั้ง” ปลายดาวตอบพลางเขย่ามือถือเพื่อเช็คสัญญาณโทรศัพท์ “บ้าชิบ สัญญาณห่วยยิ่งกว่าเก่า
อีกมั้งเนี่ย” เธอทั้งเขย่าทั้งเคาะแต่ก็ปราศจากสัญญาณสักขีด
“นาว! ” สิรินภาหันมามองหน้าเพื่อนพยายามชั่งใจว่าควรจะเริ่มเล่าเรื่องยังไงดี
“อะไรของแก เรียกแล้วก็ทำท่าแปลกๆ จะทวงของฝากใช่มั้ยล่ะรู้หลอกน่า นาวเสียอย่างมีอยู่แล้ว” ปลายดาวยิ้มร่าให้เพื่อนประหนึ่งว่ารู้ทัน “ ถึงบ้านพอดีเดี๋ยวหยิบให้ มันอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ของนอกเชียวนะ”
“บ้านหลังนั้นมันไม่ใช่ของแกอีกแล้ว” สิรินภาโพล่งขึ้นพร้อมๆ กับจอดรถหน้ารั้วบ้านเรือนไม้สักหลังใหญ่ ปลายดาวชะงักกึกมองหน้าเพื่อนอย่างไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เธอได้ยินเป็นเรื่องจริง “เขาลือกันให้ทั่วว่าเจ๊นิ้งแอบขายบ้านแล้วก็ไร่ ก่อนจะหอบเงินไปอยู่กับสามีใหม่ที่ต่างประเทศ”
ปลายฟ้าเป็นพี่คนโต ก่อนที่มารดาจะเสียไปได้ฝากฝังให้เธอดูแลทุกอย่างแทน รวมทั้งน้องสาวคนเดียวอย่างปลายดาวด้วย แต่ด้วยความโลภของมนุษย์ปลายฟ้าถูกชักจูงจากสามีใหม่ให้ทิ้งคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับมารดาก่อนตาย
“เป็นไปไม่ได้” ปลายดาวส่ายหน้าราวกับจะไม่ยอมรับรู้สิ่งใด “ยังไงก็ขอบใจแกที่มาส่ง”
ปลายดาวกล่าวขอบใจเพื่อนเมื่อมาถึงบ้าน แสงตะวันรอนๆ เป็นสีส้มครามตัดกับเงาดำของหมู่แมกไม้ภายในบ้านไม้สักหลังใหญ่ที่มูลค่าเป็นสิบๆ ล้าน บรรยากาศเงียบเหงาไฟในบ้านยังคงมืดสนิทคล้ายกับไม่เหลือผู้ใดเลยในบ้านหลังใหญ่นั้น
หญิงสาวหยิบกุญแจไขประตูรั้วเข้าบ้านอย่างคุ้นเคย สุนัขเพศผู้พันธุ์ผสมระหว่างหมาบ้านกับโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ มันเห่าพร้อมขู่ฟ่อทันทีที่มีผู้บุกรุกอนาเขต แต่พอปลายดาวเรียกชื่อเจ้าถังเบียร์มันก็วิ่งมาต้อนรับเธอด้วยความดีใจ มันยังคงจำเจ้านายเก่าได้แม้ไม่ได้เจอกันนานหลายปี “ไงถังเบียร์ไม่เจอกันนาน มีเมียหรือยังห๊ะ”
ถังเบียร์เป็นหมาที่ปลายดาวยัดเยียดส่งมาให้พี่สาวเลี้ยงก่อนที่จะไปเรียนมหาลัยที่ฝรั่งเศส แม้ว่าพี่สาวของเธอจะไม่ชอบเลี้ยงหมา แต่แม่ของเธอก็รักมันมากเพราะความขี้เล่นของมันพี่สาวของเธอจึงต้องจำใจรับเลี้ยงมันไว้
“นาว นี่เบอร์โทรฉัน มีอะไรโทรหาฉันได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง หรือถ้าโทรออกไม่ได้ก็ฝากข้อความไว้” ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน สิรินภาจึงทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ เพราะรู้ว่าอีกไม่นานปลายดาวจะต้องการความช่วยเหลือจากเธอแน่ เพราะปลายดาวไม่สนิทกับเพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันเท่าไหร่นัก แถมญาติที่เธอมีก็ไม่ถูกกันตั้งแต่สมัยที่แม่เธอยังอยู่ด้วยซ้ำ
“อืม ขอบใจ ไว้จะโทรหา”
สิรินภากลับไปแล้ว แม้ว่าเธอจะทำท่าไม่ยอมไปแต่ปลายดาวก็ยืนยันให้เธอกลับบ้านไปก่อน ปลายดาวไม่ยอมรับรู้เรื่องราวที่เพื่อนสนิทเล่าให้ฟัง เธอไม่มีทางเชื่อว่าพี่สาวคนเดียวของเธอจะทำแบบนั้นได้ อีกอย่างเธอไม่พร้อมที่จะรับรู้หากเป็นเรื่องจริงเธอจะทำยังไงในเมื่อเธอทิ้งทุกอย่างไว้ที่ปารีส แล้วตั้งใจกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพี่สาวที่เป็นเพียงครอบครัวคนเดียวที่เธอยังเหลืออยู่
ปลายดาวก้าวเข้าบ้านโดยมีเจ้าถังเบียร์ตามตะกุยแข้งตะกุยขาไม่เลิก จนเธอเดินขึ้นบันไดบ้านนั่นละ มันถึงได้แต่ทำตาละห้อยด้วยความคิดถึง แต่ก็สุดปัญญาที่จะตามเจ้านายเก่ามันขึ้นไป สำหรับหมาตัวใหญ่อย่างมันไม่ได้รับอภิสิทธิ์ให้ขึ้นไปบนบ้านได้
“เจ๊นิ้งไม่อยู่บ้านเหรอ ฟืนไฟก็ไม่ยอมเปิดเจ๊คนนี้” เธอวางกระเป๋าถือไว้ที่โต๊ะหน้าระเบียง แล้วเดินไปเปิดไฟก่อนจะไขกุญแจเข้าบ้าน “ไม่อยู่บ้านจริงๆ ด้วยแฮะ ไปไหนล่ะเนี่ย” เธอควานหามือถือในกระเป๋าแล้วกดเบอร์โทรหาพี่สาว แต่เบอร์ที่เธอมีเมื่อหลายปีก่อนกลับใช้ไม่ได้แล้ว “โธ่! เปลี่ยนเบอร์ก็ไม่คิดจะบอกกันบ้างเลยเจ๊นี่”
เมื่อติดต่อพี่สาวไม่ได้ เธอก็ทึกทักเอาในใจว่าอย่างน้อยที่เธอตั้งใจกลับมาให้พี่สาวเซอร์ไพรส์ยังได้ผลอยู่ คราบเขม่ารถโดยสารทำให้เธอเริ่มทนกับกลิ่นตัวเองไม่ไหวแม้ว่าจะพยายามฉีดน้ำหอมชื่อดังจากปารีสมาตลอดทางก็ตาม ปลายดาวลากกระเป๋าเดินทางมาวางแผละไว้หน้าห้องน้ำภายในห้องโถง แล้วเปิดกระเป๋าหาสิ่งที่ต้องใช้ แทนที่จะลากมันเข้าห้องนอนแล้วจัดเสื้อผ้าให้เป็นระเบียบก่อน แต่เธอไม่รู้ว่าทำไมกุญแจห้องของเธอถึงไขไม่ได้เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเก่ามากแล้ว เธอแทบไม่เคยใช้มันเลยตลอดหลายปี ด้วยความเหนี่ยวไปทั้งตัวพอเธอได้สิ่งที่ต้องการก็แล่นเข้าห้องน้ำในห้องโถงทันที ก่อนจะสะดุดตากับโฟมล้างหน้า “นั่นแน่เจ๊นิ้งแอบพาแฟนเข้าบ้านไม่บอกกันสักคำหรือเนี่ย”
ในระหว่างที่เธอกำลังอาบน้ำชะล้างคราบสกปรกเหนียวเนอะนะ เธอก็ได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดในบ้านก่อนที่จะได้ยินเจ้าถังเบียร์เห่าต้อนรับด้วยเสียงคุ้นเคย “ได้เวลากลับบ้านนะเจ๊” ปลายดาวเร่งอาบน้ำผลัดผ้าเช็ดตัวนุ่งกระโจมอกออกจากห้องน้ำ
“เซอร์ไพรส์! อ๊ายยยยย” ปลายดาวร้องลั่นตกใจสุดขีดพลางยกแขนขึ้นมาป้องกันใบหน้าของตัวเองไว้ ในขณะที่อีกฝ่ายง้างไม้ค้างกลางอากาศ “เธอเป็นใคร แล้วเข้ามาทำอะไรในบ้านฉัน”
“แกนั่นแหละเป็นใครเข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง” ปลายดาวชักขาหนีควานหาของใกล้มือที่พอจะเป็นอาวุธป้องกันตัวเองได้ ในที่สุดก็ไปคว้าแจกันใบงามของสะสมเก่าแก่ของผู้เป็นแม่ “แกอย่าเข้ามานะ ไม่อย่างนั้นฉันฟาดแกหัวแบะแน่ ถ้าอยากได้เงินฉันจะให้ แต่แกห้ามเข้ามาใกล้ฉันเด็ดขาด ขอเตือน” ปลายดาวโวยวายลั่นบ้าน แต่ด้วยความที่บ้านของเธอตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบร้อยไร่ทำให้ห่างไกลจากเพื่อนบ้านนัก จึงไม่มีใครได้ยินเสียง
“ยัยบ้าที่ไหนกันวะเนี่ย ฟังให้ดีนะนี่มันบ้านฉันโอเคร๊” อีกฝ่ายชักไม้ลง พลางส่ายหน้าอย่างหัวเสียที่อยู่ๆ ก็มีผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยมาตู่ว่านี่คือบ้านของตัวเอง เขามองสำรวจหญิงสาวที่ถือแจกันไว้แน่นอยู่ตรงหน้าพยายามจะไม่มองต่ำกว่านั้นก่อนจะรู้สึกคุ้นกับใบหน้าสวยไร้ที่ติของหญิงสาวผู้นี้
“เธอ! ” ผู้หญิงที่เขาเจอบนรถเมล์นี่
“ไม่ต้องมาเนียนตีสนิทฉัน ออกจากบ้านฉันไปเลยนะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนรากแกเข้าคุก” ปลายดาวทำเป็นใจดีสู่เสือทุ่มแจกัญใบโปรดของแม่ใส่ชายตรงหน้า แล้วควานหาอาวุธชิ้นใหม่ก่อนจะคว้างไม่ยั้ง ชายหนุ่มวิ่งหลบให้วุ่นทั้งแจกันเอย ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเอย นาฬิกาตั้งโต๊ะเอย ก่อนที่จะผ่ายให้กับเจ้าตุ๊กตากามเทพที่เขาเพิ่งจะซื้อมาจากตลาดเมื่อสองวันก่อน เลือดไหลจากบาดแผลบริเวณหางคิ้วหนาทันที “ฉันเตือนแกแล้วให้ออกไปดีๆ อยากไม่เชื่อ ไหนๆ ก็ไหนๆ เจอเจ้านี้สมทบให้คิ้วแตกอีกข้างแล้วกัน” ปลายดาวเตรียมจะขว้างอาวุธในมืออีกชิ้นที่เธอบังเอินคว้ามาได้น่าจะเป็นตุ๊กตาปูนปั้นอีกตัว
“เฮ่ยๆ คุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ นี่มันบ้านผมนะคุณ” ชายหนุ่มรีบร้องห้าม
“บ้านแกกะผีนะสิ นี่มันบ้านฉัน ตายซะเถอะ” ปลายดาวเตรียมขว้างอาวุธในมือ แต่บังเอิญผ้าขนหนูที่เธอนุ่งอยู่ดันหลุดไปกองรวมกันที่พื้นเสียก่อน เธอตกใจร้องกรี๊ดลั่นพลางขว้างสิ่งของใส่ ชายหนุ่มตกใจอ้าปากค้างกับภาพที่เห็นตรงหน้า ร่างกายเปลือยเปล่าได้สัดส่วนทำเอาเขาลืมกระโดดหลบ เจ้าตุ๊กตาปูนปั้นเจ้ากรรมกระทบซ้ำแผลเดิมอย่างแม่นยำ เลือดไหลทะลักสิคราวนี้
กว่าจะได้คุยกัน ชายหนุ่มก็เลือดโซกไปทั้งตัว

“แกจะเอาไงต่อยัยนาว” สิรินภาถามขึ้นขณะเปิดประตูรถปิ๊กอัพ
“ไม่รู้สิ ยังคิดไม่ออก” ปลายดาวตอบอย่างหมดหนทาง ตอนนี้เธอมืดแปดด้าน ดีนะที่ไม่โดนข้อหาทำร้ายร่างกาย หรือที่ร้ายกว่านั้นก็บุกรุกบ้านผู้อื่นยามวิการ เธอไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องบ้าๆ พวกนี้มันจะเกิดขึ้นพร้อมกัน โดนแฟนหักหลักตามด้วยของสมนาคุณชิ้นใหญ่ที่พี่สาวเธอทิ้งไว้ให้
“ตำรวจเขาว่าไง” สิรินภาหันมาถามเพื่อนขณะขับรถมุ่งหน้าไปยังบ้านของตัวเอง
“เขาก็ตัดสินตามหลักฐาน ในเมื่อทางโน้นเขามี ฉันจะทำไงได้ ดูๆ ไปแล้วเจ๊นิ้งก็ขายทุกอย่างไปจริงๆ อย่างที่แกว่า ฉันผิดเองที่ไม่ยอมเชื่อแกตั้งแต่ทีแรก แล้วก็ผิดเองที่ยกทุกอย่างให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ๊ ไม่อย่างนั้นเรื่องก็ไม่บานปลายขนาดนี้” ปลายดาวถอนหายใจ เธอเจ็บจนคิดอะไรแทบไม่ออก ที่ต้องรับเรื่องราวทั้งหมดว่ามันเป็นเรื่องจริงและมันก็เกิดขึ้นแล้ว เธอแทบไม่เหลืออะไรเลยพี่สาวเพียงคนเดียวขายบ้านพร้อมที่ดินจนแทบหมดแปลง เหลือทิ้งไว้เพียงบ้านน็อกดาวหลังเล็กๆ ที่ริมสระน้ำปลายไร่
“เจ๊นิ้งทำกับฉันอย่างนี้ได้ไง” เธอส่ายหน้าเคล้าน้ำตา
“ใจเย็นๆ คืนนี้นอนกับฉันที่บ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกทีว่าจะเอายังไง” สิรินภาสงสารเพื่อนเหลือเกินแต่เธอก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก
“ขอบใจนะ ” ปลายดาวพูดเสียงสั่น น้ำตาร่วงเผาะๆ “แกดีกว่าพี่สาวแท้ๆ ของฉันเสียอีก”
“เฮ่ยใจเย็นยัยนาว เดี๋ยวทุกอย่างมันก็จะผ่านไป”
ในยามที่ท้องฟ้านั้นมืดมิด หากมีเพียงแสงจันทร์รำไร คงพอหาหนทางเดินต่อไปไม่ยากนัก แต่ตอนนี้พระจันทร์หายไปไหนกันเล่า รึหน่ายหนีพ้ายแพ้ให้กับความมืดมน…



หมูโกโก้
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 17 ต.ค. 2558, 22:37:21 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 8 ม.ค. 2561, 22:21:28 น.

จำนวนการเข้าชม : 826





   ตอนที่ 2 >>
ปลาวาฬสีน้ำเงิน 18 ต.ค. 2558, 20:50:25 น.
เดินเรื่องสนุก น่าติดตามค่ะ รอตอนต่อไปนะคะ


หมูโกโก้ 19 ต.ค. 2558, 12:06:05 น.
ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ คุณปลาวาฬสีน้ำเงิน แค่คุณเม้นต์ว่ารอตอนต่อไปกำลังใจก็ฟื้นคืนมา
จากที่ดองงานเขียนเรื่องนี้เป็นชาติ ฉันจะกลับมาเขียนอีกครั้งเพื่อคุณค่ะ รออีกนิดนะคะ
สัญญาว่าจะลงตอนต่อไปให้แน่นอน แม้ว่าตอนนี้จะยุ้งสุดๆ ไปเลย...5555


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account