บ่วงหฤหรรษ์
เรื่องราวของมนุษย์ผู้ยังติดอยู่ในบ่วงของราคะ ตัณหา จากชีวิตที่เคยเพียบพร้อม แต่หลังจากติดอยู่ในบ่วงของความหฤหรรษ์แล้ว ชีวิตของเขาย่อมเปลี่ยนไป
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตำแหน่งใหม่


ภายในห้องทำงานที่ใหญ่โตหรูหรา ทั้งโต๊ะทำงานอย่างดีขนาดใหญ่ ตู้ใส่เอกสารและชุดเก้าอี้รับแขก ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผนังด้านหลังโต๊ะทำงานติดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ส่วนผนังด้านขวาติดพระบรมสาทิสลักษณ์ของบูรพกษัตริย์แห่งพระบรมจักรีวงศ์
ผมแต่งกายชุดปกติขาวคาดกระบี่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่สิบห้า ค่ายรามราชนิเวศน์ เพื่อรายงานตัวเข้ารับตำแหน่ง
“พันเอกก้องภพ อารยคุปต์ ตามคำสั่งกองทัพบกที่สองสามห้าทับสองห้าห้าแปด ให้กระผมปฏิบัติหน้าที่เสนาธิการกรมทหารราบที่สิบเอ็ด บัดนี้กระผมได้ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นแล้ว”
พลตรีประพันธ์ พชรพงศ์ ผู้บัญชาการฯ ยื่นมือมาให้จับและกล่าวว่า “ยินดีด้วยนะก้อง ได้มาทำงานร่วมกันอีกครั้ง กว่าจะขอตัวเอ็งมาจากไอ้อ้นเพื่อนพี่ได้ ลำบากเหลือเกิน มันก็ไม่อยากให้เอ็งย้ายมา แต่พี่บอกว่าเอ็งคุ้นเคยกับพื้นที่แถบนี้ อยากให้มาเติบโตที่นี่”
“ขอบคุณครับท่าน ขอบคุณที่กรุณาไว้ใจให้ผมมาทำงานด้วยครับ”
“ผลงานของเอ็งดังมาถึงนี่เลยนะรู้ไหม ทั้งการปราบปรามผู้บุกรุกป่า สืบเสาะหาข่าวการทำผิดกฎหมาย การพัฒนาชุมชนและเข้ากับประชาชนได้ดี รวมถึงการควบคุมการฝึกที่ผ่านมา ใช้ได้ๆ กลับมาทำให้หน่วยเราบ้าง”
พันเอกวีรวุฒิ ยุทธพิทักษ์ รองผู้บัญชาการฯ หรือพี่โด่ง รุ่นพี่ที่สนิทกับผมมาก ยื่นมือมาให้ผมจับแล้วกล่าวว่า “พี่ก็ยินดีด้วย คนเก่งแบบมึงต้องมาช่วยงานที่นี่สิวะ ไม่ได้เจอมึงมาหลายปีแล้ว”
ออกจากห้องท่านผู้บัญชาการฯ ผมเข้าไปนั่งคุยกับพี่โด่งในห้องทำงานซึ่งอยู่ข้างๆ แกถามว่า “สามปีที่ชลบุรีเป็นยังไงบ้างวะ?”
“มีความสุขดีครับ ทั้งเพื่อนร่วมงานและการงานมีอะไรให้ประทับใจเยอะดีครับ”
พี่โด่งยิ้มกริ่ม “ผู้หญิงล่ะ สู้ที่เพชรบุรีได้หรือเปล่า อยู่ที่นี่มึงมีไว้เพียบเลย แล้วที่โน่นล่ะ”
“เอ่อ..ก็มีบ้างครับพี่ แต่ส่วนใหญ่จะเจอแต่เรื่องราวดราม่าครับ”
พี่โด่งขมวดคิ้วถามว่า “ดราม่ายังไงวะ? “
ผมไม่ค่อยมีเรื่องราวอะไรปกปิดพี่โด่งหรอกครับ ก็เลยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แกฟัง ตั้งแต่พี่แอมส่งจดหมายกับสิ่งแทนใจมาให้ ถูกภรรยาทิ้ง เรื่องของจูลี่ ปลัดระรินและการฟันฝ่าความรักของผมกับหมอลดาจนตกลงจะแต่งงานกัน
พี่โด่งได้รับฟังแล้วตบไหล่ผม พูดว่า “เสียใจเรื่องเมียมึงด้วยนะ เฮ้อ..นี่แหล่ะคือชีวิต อย่าคิดมาก ปล่อยวางซะ แต่กูว่ามึงมาอยู่ที่นี่ คงจะมีเรื่องดราม่ายิ่งกว่าเก่าแน่ๆ ว่ะ”
ผมสงสัยก็เลยถามว่า “ยังไงครับพี่”
“ตอนนี้ถึงแม้มึงกำลังจะแต่งงาน แต่เป็นเรื่องในอีกปีสองปีข้างหน้า สาวของเอ็งที่นี่ก็ยังอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณแอม ซึ่งกูได้ข่าวมาบ้างจากผู้จัดการรีสอร์ท รู้สึกว่าชีวิตการแต่งงานไม่ค่อยจะราบรื่นนัก ส่วนผู้กองส้มของมึงก็ยังไม่ได้แต่งงาน กูว่าก็รอมึงอีกเช่นกัน ไหนจะมีผู้หญิงที่จ้องจะเป็นเจ้าของมึงอีกหลายคน เฮ้อ..เกิดมารูปหล่อมีเสน่ห์แบบมึงนี่ก็เหนื่อยว่ะ”
“เรื่องพี่แอมคงไม่หรอกครับ เธอแต่งงานไปแล้ว เธอบอกผมว่าจะตั้งใจเป็นภรรยาที่ดี ส่วนส้มนั้น แฟนของผมบอกว่าเธอมีแฟนแล้ว อันนี้ก็คงไม่ใช่ ส่วนสาวคนอื่นผมไม่มีแล้วครับ”
พี่โด่งส่ายหน้า “เออๆ ถ้าอย่างนั้นก็ดี ตอนนี้มึงกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ถ้าว่างเมื่อไหร่กูจะชวนมาแดกเหล้าในเมือง”

ระหว่างเดินทางกลับ ผมนึกถึงคำพูดของพี่โด่งที่ว่าตอนนี้ผมเป็นหนุ่มโสด ระวังเรื่องผู้หญิงที่จะเป็นอุปสรรคต่อการแต่งงานไว้บ้าง ไม่รู้จะจริงหรือเปล่า แต่ผู้หญิงที่เคยมีสัมพันธ์ทั้งกายและใจที่เพชรบุรีมีพอสมควร นับรายทางตั้งแต่ออกมาจากค่ายฯ ก็เป็นหมอส้ม ในอำเภอเมืองยังมีน้องหมิง ที่เคยบอกว่าถ้าเธอหมดสิ้นภาระหน้าที่ทางโน้นเมื่อใด เธอจะกลับมาหาผมทันที พูดถึงน้องหมิงก็ต้องนึกถึงเบล สาวอวบเพื่อนซี้ที่ผมมีอะไรด้วยหลายครั้ง ป่านนี้เบลคงทำงานที่เดิมไม่น่าจะย้ายไปไหน พอพูดถึงร้านที่เบลทำงานก็ยังมีดรีม ผู้จัดการร้านที่เคยร่วมทานแซนด์วิชกันอีก นอกจากนั้นที่อำเภอท่ายางยังมีแหม่ม มาม่าซังสุดเปรี้ยวที่บอกว่ารอคอยกินแกงป่าจากผมอยู่เสมอ
จนขับผ่านทางเข้า กฤติการีสอร์ท หน้าที่ว่าการอำเภอแก่งกระจาน ความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมาในสมองทันที ภาพความสุข ภาพความหฤหรรษ์ ภาพความเศร้าเมื่อแยกจาก อย่างที่เคยบอกไป หากตอนนั้นผมไม่มีภรรยา พี่แอมคือผู้หญิงที่ผมจะใช้ชีวิตด้วย แต่ตอนนี้คงไม่ทัน เพราะเธอแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาไปแล้ว
นี่ยังไม่นับผู้หญิงที่ชลบุรีอีกนะ หลักๆ ก็จูลี่ ปลัดระริน ส่วนประเภทเบี้ยใบ้รายทางนั้นไม่นับ ที่พี่โด่งเตือนเพราะรู้ว่าผมอ่อนไหวเรื่องความรักมาก จะว่าไปแล้วผมนี่โคตรเจ้าชู้ เพิ่งจะรู้ตัวนะเนี่ย ฮิฮิ
เมื่อขับรถผ่านด่านรักษาการณ์ของหน่วย ทหารยามยืนตรงแล้วยกปืนทำวันทยาวุธกับผู้บังคับบัญชาคนใหม่แต่หน้าเดิม ขับตามทางเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านพัก ว้าว..บ้านตำแหน่งหลังใหม่ บ้านพักสำหรับเสนาธิการกรมฯ
แต่ก่อนบ้านนายทหารสัญญาบัตรระดับพันตรีและพันโทที่ผมเคยพักอาศัย เป็นบ้านสองชั้นกึ่งไม้กึ่งปูน กว้างหกเมตร ยาวเก้าเมตร มีสวนหลังบ้านเล็กน้อย แต่บ้านของเสนาธิการกรมฯ เป็นบ้านปูนสองชั้น กว้างสิบสี่เมตร ยาวยี่สิบเมตร ใหญ่โตกว้างขวางมาก ชั้นล่างเป็นห้องโถงใหญ่สำหรับรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำและห้องนอนเล็กหนึ่งห้อง
ส่วนชั้นบนมีสองห้องนอน ห้องพระและระเบียงด้านหน้ากว้างขวาง บ้านช่องก็สะอาดสะอ้าน เพราะช่วงเช้าทางกองพันต่างๆ ส่งทหารผลัดเปลี่ยนกันมาทำความสะอาดทุกวัน ภายนอกบ้านเป็นสนามหญ้าเขียวขจี มีศาลาเล็กๆ ไว้นั่งเล่น หลังบ้านจัดทำเป็นสวนดอกไม้และพืชผักสวนครัว อยู่ติดเขาอีกต่างหาก โอว..อยู่คนเดียวจะทำบ้านใหญ่โตทำไมเนี่ย น่าจัดปาร์ตี้ฟองสบู่เหลือเกิน แต่ไม่เอาๆ แก่แล้ว ตอนนี้อายุสี่สิบสองปีเต็ม ตำแหน่งก็ใหญ่โตขึ้น อย่าทำแรดเป็นนายทหารหนุ่ม แต่ทำไมผมไม่รู้สึกแก่เลยวะ ส่องกระจกหน้าก็หล่อเหลายังกับเด็กหนุ่มอายุสามสิบกว่า ฮ่าฮ่า
ผมนอนแผ่บนโซฟา โทรศัพท์หาว่าที่เจ้าสาวดีกว่า ไม่ได้เจอหน้ามาสองวันแล้ว
[สวัสดีค่ะ เสธ.ฯ สบายดีไหมคะ]
[นี่ๆ ยัยลูกหมู เรียกพี่ก้องเถอะ จะเปลี่ยนสรรพนามเรียกสามีทุกชั้นยศเลยหรือไง]
[ใครสามียะ เรายังไม่ได้แต่งงานกันสักหน่อย]
[ถ้าอย่างนั้น เสาร์นี้เป็นวันเกิดของลดา รบกวนลงมาที่เพชรบุรีหน่อยนะ พี่จะทบทวนว่าเป็นสามีหรือเปล่า มามะๆ]
[ ลดาไม่ไปหรอก แหวะ..อีตาเฒ่ากะล่อน]
[อ้าว..ทำไมไม่มาล่ะ นี่ก็เตรียมที่พักให้ทีมลดาหมดแล้วนะเนี่ย]
[ไม่ไปวันเสาร์ย่ะ เพราะลดาจะไปตั้งแต่เย็นวันศุกร์ คิดถึงพี่ก้องจะแย่อยู่แล้ว คิดทึ้งคิดถึง]
ฮ่าฮ่า ยัยต๊องเอ๊ย หมอลดานี่ชอบมีอะไรมากุ๊กกิ๊กเสมอ เช่นวันที่ผมประดับยศพันเอก เธอมาทำอาหารให้ทานแล้วมอบนาฬิกาข้อมืออย่างดีให้เรือนหนึ่ง เพราะเธอรู้ว่าตัวผมจะมีเครื่องประดับแค่สองชิ้นนั่นคือนาฬิกา และสร้อยคอที่พี่แอมมอบให้ ซึ่งนาฬิกาเรือนเก่านั้นผมใส่ตั้งแต่ติดยศร้อยเอก เธอก็เลยจัดการซื้อใหม่ให้ซะเลย
ไหนจะวันที่โยกย้ายมาที่นี่ เธอจัดกระเป๋าให้ ซื้อของใช้ที่จำเป็นมากมาย รวมถึงที่น่าเตะก้น เตรียมถุงยางอนามัยกล่องเบ้อเริ่มให้ด้วย เธอพูดเจื้อยแจ้วขณะที่ใส่กล่องลงกระเป๋าเดินทางว่า “อย่างที่บอก ลดาไม่ว่าเรื่องที่พี่จะไปมีอะไรกับผู้หญิง แต่พี่ก้องห้ามก่อสัมพันธ์ทางใจอีก และที่สำคัญ ป้องกันทุกครั้งนะคะ ทุกหกเดือน ลดาจะจับพี่ก้องไปตรวจเลือด”
สักพักมีคนมาหา ปรากฏว่าเป็นพี่อ๊อฟ ผมวิ่งเข้าไปตบไหล่แกแล้วทักทายว่า “พี่อ๊อฟ โคตรดีใจเลยที่ได้เจอพี่ วันที่ผมมารับตำแหน่งพี่ไปไหนล่ะ มองหาก็ไม่เจอ”
พี่อ๊อฟโค้งทำความเคารพ “วันนั้นผมไปราชการที่ราชบุรีครับ ผมก็คิดถึง เสธ.ฯ มากเลย ไม่เจอกันตั้งหลายปี ยังดูหนุ่มและหล่อขึ้นด้วยนะครับเนี่ย”
“สมรรถภาพก็ดีเยี่ยมเหมือนเดิมนะครับ”
พี่อ๊อฟหัวเราะร่า “จริงหรือเปล่าครับ ที่มาวันนี้ก็เพราะจะชวน เสธ.ฯ ไปทดสอบสมรรถภาพนี่แหล่ะ ฉลองรับตำแหน่งนิดหน่อย ไอ้อ๊อฟจัดให้เองครับ”
เจอหน้าครั้งแรกก็ชวนไปทำเรื่องแบบนี้เลย ผมเพิ่งวางสายจากว่าที่เจ้าสาวไปหยกๆ เฮ้อ..ปฏิบัติธรรมมาก็แล้ว แต่ถ้าไม่ไป นั่นคือการดำเนินชีวิตที่ตึงเกินไป ดังนั้นหากจะเดินทางสายกลางก็ต้อง...
“ไปดีหรือเปล่าวะ ผมว่าจะเพลาๆ เรื่องแบบนี้แล้วนะ อืมมม..หนึ่งทุ่มมาพบผมที่นี่ ถ้าช้าผมจะสั่งยึดพื้นร้อยครั้ง ทราบ”
“ทราบบบ!!”...

อาคารพาณิชย์สองชั้นริมถนนเพชรเกษมคราคร่ำไปด้วยผู้คน โต๊ะอาหารจำนวนมากทั้งบนฟุตบาทด้านหน้า รวมถึงภายในร้าน ถูกจับจองด้วยนักชิมจนเต็ม เสียงสั่งอาหาร เสียงพูดคุยดังลั่น กอปรกับเสียงจากยวดยานพาหนะที่วิ่งบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลขสี่ เสริมให้ริมทางของอำเภอท่ายางตรงนี้แลดูคึกคัก
พี่อ๊อฟบ่นกระปอดกระแปดว่า “โธ่..ผมตั้งใจพา เสธ.ฯ ไปเที่ยวในเมือง ว่าจะจัดเด็กสวยๆ ให้ ดั๊นพามาทานข้าวต้มริมทาง”
“เอาน่า บ่นเป็นคนแก่ไปได้ เหล้าก็มีตั้งกลมหนึ่ง ผมยังไม่ค่อยอยากเที่ยวน่ะ เพิ่งจะมารับตำแหน่งใหม่ พี่จะให้ผมไปเที่ยวแรดๆ เหมือนก่อนเหรอ”
พี่อ๊อฟตักไส้อ่อนผัดคื่นไฉ่ (Celery มักสะกดผิดเป็น คื่นช่าย คื่นฉาย ขึ้นใช่/ผู้เขียน) เข้าปากแล้วพูดแก้มตุ่ย “ผมอยากให้ เสธ.ฯ กระชุ่มกระชวยพร้อมรับตำแหน่ง”
ผมกระดกเหล้าแล้วบอกว่า “กระชุ่มกระชวยวิธีอื่นก็ได้นี่หว่า ผมว่าจะเพลาๆ เรื่องนอนกับผู้หญิงบ้างแล้วล่ะ เริ่มแก่แล้ว หน้าที่รับผิดชอบก็มากขึ้น ว่าแต่พี่เถอะ อายุห้าสิบแล้วนะ ยังไม่เลิกอีกเหรอ?”
“ไม่มีทางเลิกครับ ตราบใดที่แท่งทองยังแข็งและมีผู้หญิงมานอนด้วย ผมไม่มีทางเลิกครับ”
ผมส่ายหน้ากับตาเฒ่าตัณหากลับ จะว่าไปตัวผมเองก็มีตัณหาความต้องการไปไม่น้อยกว่าแกเลย ตั้งแต่คราวกินแซนด์วิชหนานุ่มกับระรินและจูลี่เมื่อหลายเดือนก่อน ผมไม่ได้นำไอ้เจ้ามังกรผงาดฟ้าเข้าไปสำรวจถ้ำของสาวคนใดเลย ไอ้น้ำมันเครื่องประจำตัวก็ถูกระบายออกบ้างโดยว่าที่เจ้าสาว แต่ก็ไม่ได้สอดใส่กันตามวิถีของเราสองคน
ผมต้องเปลี่ยนเรื่องคุย “เอ้า..พี่อ๊อฟ ตำแก้วกันหน่อย ยังไม่ได้แสดงความยินดีกับพี่ที่ได้รับการเลื่อนยศเลย เป็นร้อยตรีแล้วนะ ดีใจด้วยครับพี่”
“ขอบคุณมากครับ เรื่องนี้อีกเรื่องที่ผมชวน เสธ.ฯ ออกมาเลี้ยงคืนนี้ ไม่ไปหาสาวๆ จริงเหรอครับ?“ แกยังคงวกไปเรื่องเดิม
“เอ๊ะ..บอกวันนี้ไม่มีอารมณ์ไงล่ะ พี่นี่ตัณหามากนะเนี่ย เพลาๆ บ้างถอะ“
เราสองคนดื่มเหล้าแกล้มกับอาหารเลิศรส อาหารร้านนี้อาหารอร่อยจริงๆ ครับ คนแน่นทุกคืน ผมกล่าวชมว่า “ร้านโกตี๋รสชาดไม่ตกจริงๆ เคยทานเมื่อสามปีก่อน รสชาติอร่อยยังไงก็ยังเหมือนเดิม”
“ใช่ครับ ผมยังมาทานเสมอ” พี่อ๊อฟหันหน้าไปด้านข้าง จากนั้นยื่นหน้ามาพูดเบาๆ “เสธ.ฯ จะไม่นอนกับผู้หญิงจริงๆ ใช่ไหม”
ผมย้ำเสียงหนัก “เออ..บอกว่าไม่”
“ไม่เหรอ ผมว่าไม่รอด ลองหันไปมองโต๊ะด้านซ้ายสิครับ”
ผมหันไปตามที่แกบอก ด้านซ้ายมือมีโต๊ะอาหารอยู่สองโต๊ะ โต๊ะแรกเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกกำลังรับประทานอาหารกันอยู่ แต่โต๊ะถัดไปมีผู้หญิงสามคน ผู้หญิงที่นั่งฝั่งโน้นอายุราวสี่สิบห้าปี ไว้ผมบ๊อบ สวมแว่นตา ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นสาวอายุน่าจะสามสิบต้นๆ ทั้งการแต่งกายและลักษณะท่าทางคงจะทำงานบริษัท นุ่งซะสั้นจู๋
เธอสามคนกำลังมองผมอยู่ พอสบตากัน ผู้หญิงสองคนฝั่งนี้ยิ้มสดใส ทั้งรอยยิ้มที่ดวงตาและริมฝีปากฉายประกายไฟในทรวงที่ร้อนเร่า พวกเธอก้มศีรษะให้ผมทำนองว่า สวัสดีค่ะ
เอิ่ม..นี่ร้านข้าวต้มนะครับ ผมตั้งใจมานั่งร้านแบบนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผู้หญิงที่พี่อ๊อฟจะจัดให้ แต่กลับมาเจออีกเหรอเนี่ย เพชรบุรีนี่คือเมืองหฤหรรษ์สำหรับผมจริงๆ
ผมยิ้มให้แล้วก้มศีรษะตอบรับ จากนั้นหันมาดื่มกับพี่อ๊อฟต่อ “ไม่มีอะไรหรอกพี่ อาจจะนึกว่าผมเป็นคนรู้จักก็ได้ หน้าตาผมโหลจะตายไป”
พี่อ๊อฟหัวเราะ “ครับๆ หน้าตา เสธ.ฯ โหลมากเลยครับ ทำไมผมไม่หน้าแบบนี้บ้างนะ จะปี้สาวแม่งทุกวันเลย”
ยี่สิบนาทีให้หลัง เธอสามคนเดินกรีดกรายผ่านโต๊ะ หนึ่งในนั้นวางกระดาษแผ่นหนึ่งบนโต๊ะ ผมก็เลยหยิบขึ้นมาดู เป็นกระดาษแผ่นเล็ก เขียนด้วยลายมือสวยงาม ..โทรหาด้วยนะคะ อยากคุยด้วยจังเลย .. พร้อมหมายเลขโทรศัพท์
พี่อ๊อฟจอมสาระแนชะโงกหน้ามาดูแล้วแซวว่า “เป็นยังไงล่ะ บอกจะไม่เอา สุดท้ายก็หว่านเสน่ห์สาวอีกแล้ว อย่าง เสธ.ฯ ถ้าไม่อยากปี้ ผมแนะนำให้หมกตัวอยู่ในป่าดงดิบครับ รับรองไม่เจอใคร”
“พี่อ๊อฟเอาไหมล่ะ ผมส่งต่อ โทรไปเองสิ”
พี่อ๊อฟส่ายหน้า “บ้าเหรอครับ เธอไม่ได้ชอบผม เสธ.ฯ โทรไปนะครับ ผมสนใจสาวใหญ่ที่ไว้ผมบ๊อบ จะลองจีบทบทวนวิชาตัวเองบ้าง”
เฮ้อ..ผมก็เลยต้องโทรไป ปลายสายรับเสียงหวานมาทันที [ใช่พี่รูปหล่อหรือเปล่าคะ]
[ผมไม่ทราบว่ารูปหล่อหรือเปล่านะ แต่คุณให้โทร ผมก็เลยโทรมา]
[ฮิฮิ น่ารักจัง พี่ทานเสร็จแล้วจะไปไหนต่อเหรอ]
[กลับบ้านครับ]
[ว้า..เค้กกับเพื่อนอยากคุยกับพี่ค่ะ ขอเวลาสักหน่อยไม่ได้เหรอ]
[ไม่สะดวกน่ะสิ พรุ่งนี้ผมต้องทำงานแต่เช้า]
พี่อ๊อฟพูดแทรกว่า “โธ่ เสธ.ฯ ครับ อย่าง เสธ.ฯ เข้าไปห้องทำงานสักเก้าโมง สิบโมงก็ได้ครับ ตอบตกลงไปสิ”
ผมถลึงตาใส่พี่อ๊อฟ ปลายสายยังไม่ยอมแพ้ รุกต่อ [นะคะพี่ ถ้าไม่ได้เจอพี่อีก เค้กกับเพื่อนนอนไม่หลับแน่ๆ เลย]
ทานยานอนหลับสิครับ แหม..สาวสมัยนี้มันจีบผู้ชายเก่งจังวะ รุกเองซะด้วย เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนไม่ค่อยเห็นเป็นแบบนี้ แต่อย่างว่าแหล่ะครับ โลกยุคนี้มันหมุนเร็วจนเราก้าวไม่ทัน ผมเงียบไป กำลังตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรดี
[ทำไมเงียบไปล่ะคะ นะคะๆ เค้กกับเพื่อนอยู่ชะอำ อยากจะชวนพี่มาด้วย จะรอนะคะ ถ้าพี่เป็นผู้ชายใจร้ายก็ปล่อยให้พวกหนูรอทั้งคืนแล้วกัน]
นี่คือตัณหาสินะ ตัณหาที่หมายถึงความติดใจอยาก ความยินดีในรสอร่อยของโลก ประกอบด้วยความกำหนัด ความพอใจ ตัณหาย่อมเติบโตในผู้ประพฤติประมาท ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ความโศก ความทุกข์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาไม่ได้
คนเราสามารถข้ามแม่น้ำ ข้ามทะเลได้ แต่ข้ามตัณหานั้นข้ามยาก ดังพุทธภาษิตที่ว่า ..นัตถิ ตัณหา สะมา นะที.. หมายถึงเราสามารถข้ามแม่น้ำใหญ่ ได้ด้วยเรือบ้าง ด้วยแพบ้าง ด้วยสะพานบ้าง แต่ตัณหานั้นข้ามยาก นอกจากฝึกจิตให้เกิดสติ และปัญญาเท่านั้น แต่ก็เป็นเรื่องยาก เพราะโลกปัจจุบัน มีสิ่งยั่วยุให้เกิดตัณหามากมาย
ยอมรับครับว่าตัวผมเองยังคงก้าวข้ามตัณหาราคะไม่ได้ ถึงแม้ว่าภาพสะโพกใหญ่ของน้องเค้กในกระโปรงสั้นรัดรูปที่เดินยักย้ายส่ายเอวในร้านข้าวต้มจะยั่วยวนชวนคิดฟุ้งซ่านเพียงใดก็ตาม แทนที่ผมจะขับรถตรงไปชะอำ ผมกลับเลี้ยวขวาเข้าถนนสายที่มุ่งหน้ากลับแก่งกระจาน
พี่อ๊อฟทำหน้าเหมือนโดนหวยกิน “เซ็งเลย มีเนื้อหวานๆ มาให้กินตรงหน้าแท้ๆ แต่ เสธ.ฯ กลับปล่อยให้หลุดมือไป”
ผมตบไหล่แก “เอาน่า ผมพยายามจะข้ามราคะบ้าง ไม่ใช่เอะอะก็กระโดดลงไปในแม่น้ำกามาอยู่เรื่อย ว่าแต่พี่ไม่ได้ระบายน้ำมันเครื่องมานานแค่ไหนแล้ว”
พูดถึงเรื่องนี้พี่อ๊อฟทำหน้าเซ็งยิ่งขึ้น “จะสามเดือนแล้วครับ ไม่มีเหยื่อตกมาถึงท้องเลย ผมไม่ได้หล่อแบบ เสธ.ฯ นี่นา หล่อเลือกได้ จะฟันหรือไม่ฟันใครก็ได้”
ผมเหยียบคันเร่งหนักขึ้นแล้วบอกว่า “สวนอาหารก่อนถึงอำเภอยังเปิดอยู่หรือเปล่า เพิ่งจะสามทุ่มเอง เดี๋ยวผมพาพี่ไปก็ได้ รับรองคืนนี้พี่ได้ระบายแน่ๆ ”
“ถ้าแบบนั้น ซิ่งเลยครับ แหม..รถใหม่ของ เสธ.ฯ นี่แรงจริงๆ”

ก่อนถึงอำเภอแก่งกระจานประมาณห้ากิโลเมตร ผมจอดรถหน้าเรือนไม้หลังใหญ่ประดับด้วยไฟราวกระพริบหลากสี รายล้อมไปด้วยหมู่แมกไม้ ด้านข้างถัดออกไปเป็นทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา หน้าร้านมีผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยนั่งอยู่สี่ห้าคน พอเห็นรถของผมจอด สองในนั้นก็เดินเข้ามาต้อนรับ
สองคนที่มารับเป็นสาวรุ่นคนหนึ่งกับอีกคนเป็นสาวใหญ่อายุประมาณสี่สิบปี พวกเธอใส่ชุดแซ็คสีแดงที่รัดติ้วเหมือนกัน สาวใหญ่ร่างอวบที่แต่งหน้าแต่งตาหนาเตอะพอเห็นผมก็เบิ่งตากว้าง รีบเข้ามาเกาะแขนแล้วพูดว่า “สวนอาหารยอดหญ้า ยินดีต้อนรับค่ะเสี่ย”
ผมสะดุ้งโหยง บอกว่า “อย่าเรียกเสี่ยเลยครับ ผมไม่ได้รวยถึงขั้นนั้น”
สาวใหญ่พูดต่อ “แหม..ขับรถหรูขนาดนี้ ไม่ใช่เสี่ยได้ยังไงคะ”
“รถของเจ้านายครับ” แล้วก็ผายมือไปทางพี่อ๊อฟ “นี่ไง เจ้าของรถคันนี้ ผมเป็นแค่คนขับรถครับ”
พี่อ๊อฟทำหน้าเหรอหรา ผมขยิบตาให้ แกก็เลยต้องเออออห่อหมก สาวใหญ่เปลี่ยนเป้าหมายทันที รีบเข้าไปเกาะแขนฉอเลาะพี่อ๊อฟ “สวัสดีค่ะเสี่ย เมื่อกี้ไม่ทันมอง เสี่ยนี่ดูดีมีราศีมากเลยนะคะ”
ผู้หญิงเดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้กันหลายคน ดูคนที่ฐานะ อีกอย่างเธอมีอาชีพให้บริการ ควรจะบริการลูกค้าทุกคน ทุกฐานะอย่างเท่าเทียม แต่จะเอาอะไรกับสังคมสมัยใหม่ที่วัดคนกันที่เรื่องเงินทองล่ะ อีกอย่างเธอก็คงมีภาระที่ต้องใช้จ่าย จำต้องหาลูกค้าที่รวยๆ ไว้ก่อน
เด็กสาวอีกคนจูงมือผมเข้าร้าน พูดว่า “อย่าสนใจน้าตุ๊กเลยค่ะ แกหาคนคล้องมาลัยแบบนี้เสมอ พี่นั่งกับหนูก็ได้นะคะ”
ร้านนี้เหมือนกับสวนอาหารภูธรทั่วไป ด้านหน้าเป็นเวทีขนาดกะทัดรัด บนเวทีมีเครื่องดนตรีอิเล็คโทนและจอคอมพิวเตอร์สำหรับดูเนื้อเพลง มีกระถางดอกไม้ประดับด้านหน้า โต๊ะอาหารมีอยู่สิบกว่าโต๊ะ แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดา ลูกค้าก็เลยไม่เต็ม มีนั่งอยู่สี่ห้าโต๊ะเท่านั้น บนเวทีมีนักร้องสาวบ้างไม่สาวบ้างสลับกันขึ้นไปขับกล่อมบทเพลงให้ลูกค้าฟัง
ผมนำเหล้าที่เหลือจากร้านข้าวต้มมาด้วย แล้วสั่งกับแกล้มมาสักสี่อย่าง เผื่อผมและนักร้องทั้งสองคน ซึ่งจากประสบการณ์แล้ว เมนูยอดฮิตของนักร้องจะต้องมี ยำวุ้นเส้น ต้มยำทะเลน้ำข้น ปลากะพงทอดน้ำปลาและทอดมันปลากราย
สาวใหญ่ที่ชื่อตุ๊กกราบขอบคุณกลางอกพี่อ๊อฟ “ขอบคุณนะคะเสี่ย แทบจะไม่มีลูกค้าคนไหนสั่งอาหารให้นักร้องกินแบบนี้เลย เสี่ยนี่นอกจากเท่ห์แล้ว ยังใจดีสปอร์ตมากเลยค่ะ”
เสี่ยอ๊อฟลูบหลังขาวๆ แต่เนียนหรือเปล่าไม่รู้ของเธอ แล้วบอกว่า “ไม่ใช่พี่สั่งหรอก เสธ.ฯ เค้าสั่งน่ะ”
สาวใหญ่ขมวดคิ้ว “เส? ใครสั่งนะคะ”
ผมต้องสร้างรากฐานให้เสี่ยอ๊อฟต่อไป “เส..ผมชื่อเสรีน่ะครับ เสี่ยเค้าบอกตั้งแต่บนรถแล้วว่าให้สั่งอาหารและเครื่องดื่มให้น้องๆ เต็มที่ เผื่อจะมีใครมาดูแลเสี่ยบ้าง”
สาวใหญ่ เรียกน้าตุ๊กดีกว่า ฉอเลาะต่อไป “หนูจะทำให้เสี่ยมีความสุขเพลิดเพลินแน่นอนค่ะ”
ฮ่าฮ่า เสี่ยอ๊อฟเคลิบเคลิ้มแล้วนัวเนียทันที หื่นชะมัด ส่วนเด็กสาวที่นั่งติดกับผมก็เอาอกเอาใจดีครับ ถึงแม้จริตมารยาจะไม่เท่ากับสาวใหญ่ก็ตาม เธอกระซิบถามผมว่า “พี่ชื่ออะไรคะ หนูรู้นะว่าไม่ได้ชื่อเสรี อีกอย่างพี่เป็นเจ้านายของลุงคนนั้นใช่ไหมล่ะ”
ฮ่าฮ่า ลุง..พี่อ๊อฟได้ยินคงจะเซ็ง ผมยื่นหน้าไปจนแนบชิดกับหน้าเด้งดึ๋งของวัยละอ่อน บอกเบาๆ ว่า “พี่ชื่อก้องครับ แต่น้องนี่เก่งนะ ดูคนออกซะด้วย ว่าแต่เรียกพี่ว่าพี่เสรีไปก่อนแล้วกัน”
เธอหัวเราะสดใสจนเห็นฟันขาว “จ้า..เสรีก็เสรี พี่นี่เซี้ยวไม่ใช่เล่น ฮิฮิ”
สักพักเสี่ยอ๊อฟขอตัวไปห้องน้ำเพื่อปลดปล่อยน้ำเสียออกจากกระบอกสูบ ผมได้จังหวะก็ยื่นธนบัตรจำนวนพอสมควรให้น้าตุ๊กสาวใหญ่ บอกกับเธอว่า “ตุ๊กครับ พูดตรงๆ นะ เงินจำนวนนี้พอสำหรับการมอบความสุขให้เสี่ยคืนนี้ไหมครับ เมียแกตายมานานแล้ว”
น้าตุ๊กรีบหยิบเงินไปนับแล้วยัดลงไปในหน้าอก “จริงๆ ร้านนี้ไม่ได้รับอ๊อฟนะคะ ว่าแต่เสรีเอาเงินมาจากไหนเนี่ย ตั้งหลายบาท”
“เงินเดือนที่เสี่ยให้นั่นแหล่ะ ผมเก็บเล็กผสมน้อย อยากตอบแทนเสี่ยบ้าง แกดีกับผมเหลือเกิน เอาเป็นว่าตุ๊กตกลงนะ”
เธอกระมิดกระเมี้ยน ”แหม..คนไม่เคยทำแบบนี้ซะด้วย จะดีเหรอ ผู้หญิงสวยๆ แบบตุ๊กดูไม่ดีเลย”
ลีลาวดีเหลือเกิน ทำไมผมจะดูไม่ออก ว่าเธอรับงานแบบนี้ด้วย ก็เลยตัดใจควักให้ไปอีกหนึ่งใบ “อ่ะ..พอไหม เงินผมหมดแล้วนะเนี่ย”
เจ๊ตุ๊กหน้าเลือดคว้าไปแล้วยัดลงร่องอกเหี่ยวๆ อย่างรวดเร็ว ตาเป็นประกายแล้วจีบปากจีบคอพูดว่า “รับรองว่าเสี่ยของเสรีจะมีความสุขที่สุดเลยจ้า”
ผมย้ำว่า “ทำอย่างไรก็ได้ให้เสี่ยไม่รู้ว่าตุ๊กได้เงิน ให้แกนึกว่าที่ตุ๊กยอมไปด้วยเพราะแกหล่อ มีเสน่ห์ เข้าใจไหม”
“จ้า..เสี่ยอ๊อฟรูปหล่อที่สุด หล่อจนตุ๊กใจละลายเลยจ้า” หนอย..ทีเมื่อกี้ล่ะกระบิดกระบวน มันก็เป็นกันซะแบบนี้
เสี่ยอ๊อฟกลับมานั่งโต๊ะพอดี น้าตุ๊กรีบฉอเลาะ “เสี่ยขา ตุ๊กปวดหัวจังเลย ได้กลิ่นบุหรี่มากๆ แล้วเวียนหัวจัง เสี่ยพาตุ๊กไปพักหน่อยได้ไหมคะ”
พี่อ๊อฟทำหน้างง ผมยื่นกุญแจรถให้แล้วบอกว่า “กุญแจรถครับเสี่ย ขับดีๆ นะครับ”
“ไปค่ะ ตุ๊กอยากพักผ่อนจะแย่อยู่แล้ว เสี่ยรูปหล่อต้องดูแลตุ๊กด้วยนะคะ” แล้วสองหนุ่มสาวที่อายุรวมกันเกือบร้อยก็ลุกไปหาสวรรค์วิมาน
เด็กสาวที่นั่งกับผมสะกิดเรียก ผมหันไปสบตากับเธอ พอมีโอกาสมองแบบตั้งใจ เธอน่ารักมากครับ ผมสีดำยาวประบ่า หน้าออกกลม จมูกกับปากได้รูป รับกับโครงหน้า อายุน่าจะเพิ่งบรรลุนิติภาวะ ตัวเล็กนิดเดียว แต่หน้าอกหน้าใจที่ชุดแดงรัดแน่นนั้นทะลักล้น ผิวพรรณถึงจะไม่ดีเป็นคุณหนูเหมือนบรรดาสาวในโมเดลลิ่งของผม แต่ถือว่าใช้ได้ ถ้าผ่านการขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อย พาไปวัดไปวาไม่อายใครเลยล่ะ
“พี่ก้องรักลูกน้องมากเลยนะคะ ยอมเสียเงินจัดฉากให้ตั้งหลายบาท”
“แกทำงานรับใช้พี่มาตั้งนาน ก็อยากตอบแทนบ้าง อีกอย่างแกไม่ได้ถ่ายน้ำมันเครื่องมานานแล้ว ก็เลยจัดให้ซะเลย”
“แล้วพี่ไม่อยากถ่ายน้ำมันบ้างเหรอ? “
เฮ้ย..หางานหรือนี่ หน้าตาและท่าทางเรียบร้อย ไม่น่าจะรับงานแบบนี้ ผมแอบผิดหวังเล็กน้อย ถามเธอว่า “น้องรับงานด้วยรึ?“
เธอหยิกแขนผมหนักหน่วง “ชิ .. หนูไม่เคยคิดจะเอาร่างกายไปแลกเงิน ก็เห็นพี่ก้องท่าทางเจ้าสำราญ นึกว่าจะอยากเรื่องแบบนั้น ชิ..งอนแล้ว”
“พี่ขอโทษนะครับ ก็น้องถามแบบนั้นนี่นา แต่ดีแล้วล่ะ ยังเด็กอยู่เลย อย่าทำแบบนั้นเลยเนอะ เออ..นั่งกันมาตั้งนาน ยังไม่รู้ชื่อเลย น้องชื่ออะไรเหรอ?”
“ประหลาดแท้ นึกว่าคืนนี้พี่จะไม่ถามเสียแล้ว หนูชื่อไข่มุกค่ะ”
“ว้า..ชื่อยาว พี่เรียกน้องไข่เฉยๆ ได้ไหม?”
“ฮิฮิ พี่บ้า ผู้หญิงอะไรชื่อไข่ เรียกมุกก็ได้ค่ะ”
เราสองคนนั่งคุยกันอย่างสนิทสนม ผมไม่ได้มือปลาหมึกอะไรเลย เพียงแค่นั่งจับแก้วเหล้ามือหนึ่ง อีกมือหนึ่งก็กุมมือน้องเค้าไว้แค่นั้น บางทีอาจจะอิ่มตัวกับเรื่องอย่างว่าไปแล้วกระมัง น้องมุกไม่ดื่มเหล้าครับ เธอดื่มแต่น้ำเปล่า ระหว่างคุยกันเธอเล่าว่าเธออายุยี่สิบปี อาศัยอยู่กับตายายและน้องชาย ช่วงกลางวันเธอจะเข้าสวนมะนาวและสวนแตง ตกกลางคืนก็มาร้องเพลง หากวันไหนต้องนำพืชผลไปขายที่ตลาดกลางก็จะไม่มาร้องเพลง
ผมถามเธอว่า “อายุยังน้อยอยู่เลย ทำไมไข่ไม่เรียนต่อล่ะ”
น้องมุกหัวเราะร่วน “พี่ก้องนี่กวนนะ บอกให้เรียกมุก หนูจะเอาเงินที่ไหนไปเรียนล่ะ ตั้งแต่พ่อกับแม่เลิกกันแล้วทิ้งหนูกับน้องไว้ก็ต้องเลิกเรียน ยังดีนะคะที่ตายายมีที่ทางอยู่นิดหน่อยพอทำไร่ไถนาเลี้ยงชีวิต ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะนำเงินที่ไหนมาส่งเสียน้องกับเลี้ยงตายาย เรื่องเรียนช่างมันเถอะค่ะ สมองหนูไม่ไหวด้วย ให้น้องเรียนดีกว่า เจ้านั่นมันเรียนพอใช้ได้ หนูจะส่งน้องให้เรียนสูงที่สุดเลย”
สักพักไข่มุกขอตัวขึ้นไปร้องเพลง ทันทีที่เธอเปล่งเสียง เฮ้ย..นี่มันนักร้องอาชีพชัดๆ ทั้งแก้วเสียงใส ลูกคอ เสียงลงท้ายแต่ละวรรคที่เด็ดดวง รวมถึงการเข้าถึงอารมณ์เพลง นี่เธอสามารถไปไกลได้กว่าการเป็นนักร้องสวนอาหารภูธรแบบนี้
ต้องให้รางวัลซะแล้ว ผมกวักมือเรียกเด็กเสิร์ฟแล้วบอกให้คล้องมาลัยติดธนบัตรให้เธอในจำนวนที่นักร้องคนอื่นเห็นแล้วรีบหันหน้ามาที่ผมทันที
เมื่อเธอร้องจบ เสียงปรบมือดังลั่น ไข่มุกยกมือไหว้ขอบคุณแล้วเดินมาหาผมที่โต๊ะ “ขอบคุณมากนะคะพี่ก้อง พี่ไม่ต้องให้มาลัยเยอะขนาดนั้นหรอกค่ะ หนูเกรงใจ พี่เสียให้ลูกน้องไปหลายบาทแล้ว”
“พี่ให้เพราะชื่นชมในตัวไข่จริงๆ อย่าเข้าใจผิดว่าพี่ให้เพราะหวังอะไรจากเรานะ ให้เพราะชื่นชมเท่านั้น”
ไข่มุกน้องมุกสบตาด้วยความซาบซึ้ง หอมแก้มผมแล้วพูดว่า “ขอบคุณนะคะ พี่น่ารักที่สุดเลย ไม่เหมือนลูกค้าหื่นๆ ที่หนูเคยเจอ”
“ไข่เสียงดีแบบนี้ เคยไปประกวดร้องเพลงบ้างไหม ขนาดพี่ไม่ชอบฟังลูกทุ่งนะ ยังเคลิ้มเลยล่ะ”
“ไม่เคยค่ะพี่ จะเอาเวลาที่ไหนล่ะ สวนก็ต้องดูแล งานร้องเพลงก็ต้องทำ ถ้าขาดงานเค้าก็หักเงิน หนูเสียดาย”
ผมนั่งคิดสักพักแล้วบอกว่า “เดือนหน้าที่อำเภอจัดงานประจำปี มีประกวดร้องเพลงด้วยนะ ไข่ลองไปประกวดชิมลางก่อนไหม พี่พาไปเอง อยากสนับสนุน วันประกวดพี่จ่ายเงินที่ทางร้านจะหักเอง”
ไข่มุกกอดผมแน่น “จริงหรือคะ ขอบคุณนะคะ”
ช่วงเวลาจากนั้น ไข่มุกคลอเคลียผมตลอด อาจจะมีแวบไปทักทายลูกค้าประจำบ้าง แต่ไม่นานก็กลับมานั่งกับผมต่อ จนสองชั่วโมงถัดมา เสี่ยอ๊อฟก็เดินตุปัดตุเป๋เข้ามาที่ร้าน ผมเห็นก็หัวเราะ “อ้าวเสี่ย..ทำไมทำท่าเหมือนหมดแรงขนาดนั้นล่ะครับ แล้วเจ๊ตุ๊กล่ะ”
“ผมพาไปส่งบ้านแล้วครับ โอโฮ..หัวใจผมแทบวาย ไม่รู้เธอเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน แต่เพิ่งรู้ว่าผมก็มีเสน่ห์และรูปหล่อไม่แพ้ เสธ.ฯ เลยนะ เธอชมผมตลอดเวลาเลย” ผมกับไข่มุกมองหน้ากันแล้วหัวเราะครื้นเครง
ดึกมากแล้ว ผมสั่งเช็คบิลแล้วเตรียมตัวกลับที่พัก ไข่มุกเดินมาส่งที่รถ เธอโน้มคอผมไปหอมแก้มแล้วบอกว่า “ขอบคุณพี่มากนะคะ พี่ก้องน่ารักจัง ถ้าว่างมาอีกนะ หนูจะรอ”
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมขับรถไปก็นึกถึงหน้าของหมอลดาไป ..ลดาจ๋า พี่คิดถึงลดานะ เห็นไหม..พี่พยายามข้ามสะพานเหนือทะเลตัณหาได้นิดนึงแล้ว ถนอมร่างกายไว้ให้เลยนะ เอ..หรือว่าวันเกิดของลดา จะให้เธอใส่ชุดวันเกิดทั้งคืนดีนะ ฮิฮิ ยิ่งคิดก็ฟุ้งซ่าน รีบกลับบ้านนอนดีกว่า ฟิ้ววว!!!...



ทรายละเอียด
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 22 ก.ย. 2559, 17:01:46 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 ก.ย. 2559, 17:01:57 น.

จำนวนการเข้าชม : 616





   ตงฉินกับสินบนก้อนใหญ่ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account