พนาพร่ำรัก: หอมดึก (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
เมื่อ 'พนสณฑ์' ทายาทเจ้าสัวพันล้าน ถูกกลั่นแกล้งให้รับมรดกเป็นที่ดินรกร้าง พร้อมเงื่อนไขต้องสร้างเงินล้านให้ได้ภายในปีเดียว แถมยังพ่วงเมียขัดดอก ลูกสาวนักพนันมาด้วย จะไหวไหมงานนี้...


***************

นิยายเรื่องนี้เขียนโดย "หอมดึก" และได้ตีพิมพ์กับ "ปลายปากกาสำนักพิมพ์ (Plaipakka Publishing)" ซึ่งกำลังวางจำหน่ายอยู่ในตอนนี้ค่ะ ทีมงานปลายปากกาสำนักพิมพ์จึงนำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ ใครชอบแนวโรแมนติก น่ารักละมุน หวานซึ้ง มิควรพลาดจ้า เพราะพ่อสณฑ์ของเราถึงแม้จะเป็นพระเอกสายโหด แต่ขยัน ‘รัก’ เมียสุดหัวใจ พ่วงด้วยความฮาแบบชาวบ้านตามท้องไร่ท้องนา บทเลิฟซีนสวย #รับประกันความสนุก!


**************

นักอ่านท่านใดสนใจ มีทั้งแบบ eBook และแบบรูปเล่มนะคะ

**สำหรับแบบรูปเล่มวางจำหน่าย 3 ช่องทาง***
-ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
-ร้านนิยายออนไลน์ ได้แก่ ร้านนิยายรัก.com และร้าน booksforfun
-สั่งซื้อกับสนพ.โดยตรงโดย inbox หาแอดมินเพจปลายปากกาสำนักพิมพ์


(หนังสือพร้อมส่ง)


ราคา 329฿
ค่าจัดส่งลงทะเบียน 40฿ (รวมเป็น 369฿)
ค่าจัดส่ง EMS 60฿ (รวมเป็น 389฿)

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ "ปลายปากกา สำนักพิมพ์"

**แบบ eBook มีวางจำหน่ายที่เว็บ Mebmarket**
Tags: แบดบอย ทายาทเศรษฐี ลูกสาวนักพนัน เมียขัดดอก น่ารัก ละมุน คู่ชีวิต ท้องไร่ท้องนา

ตอน: บทที่ 1 -50%

“เชิญ”

เสียงห้าวดังก้องไปมาอยู่ในหัวมนๆ ของรุจิรัตน์ หล่อนเบี่ยงตัวเข้าไปนั่งด้านหน้ารถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อสภาพขะมุกขะมอมบึกบึนพอๆ กับคนขับ ปล่อยให้กระเป๋าสัมภาระใบเดียวแออัดอยู่กับข้าวของด้านหลังกระบะคันนั้น บนตักหล่อนคือซองเอกสารใหม่เอี่ยมที่เพิ่งได้รับมาจากอำเภอเมื่อสักครู่นี้

‘ทะเบียนสมรสเป็นเอกสารสำคัญนะครับ โปรดเก็บรักษาไว้ให้ดี’

นายทะเบียนผู้รับจดทะเบียนสมรสของคนแปลกหน้าต่อกันทั้งคู่บอกไว้

รุจิรัตน์ไม่กล้าเหลือบไปมองหน้าสามีหมาดๆ เขาเองก็ดูมีสมาธิมุ่งมั่นอยู่กับการขับรถบนถนนระหว่างจังหวัด ซึ่งราบเรียบ...ทอดยาว...ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด...นานกว่าชั่วโมงเขาก็เปิดปากขึ้น

“กินอะไรมาหรือยัง”

“ค่ะ มื้อเช้า คุณล่ะคะ”

“ดีแล้ว เพราะยังต้องเดินทางอีกไกลกว่าจะถึงที่หมาย” เขาไม่ตอบคำถามหล่อน หรืออาจจะไม่ได้ยินเพราะเสียงเครื่องรถดังเหลือเกิน ดวงตาคมฉายมองมาแวบเดียวก็หันกลับไปจ้องมองท้องถนนอีกครา ใบหน้าเครียดขึ้งราวกับโกรธคนทั้งโลก

รุจิรัตน์เพิ่งรู้ว่าเขาชื่อพนสณฑ์ เสถียรพงศ์ประภากร หนึ่งในทายาทของตระกูลใหญ่ที่หล่อนเคยได้ยินแต่ชื่อ เมื่อบิดาบอกกับหล่อนว่า เขาคือคนที่จะมาครอบครองหล่อนเพื่อไถ่ถอนหนี้สินที่บิดามีต่อเจ้าสัวประภาสซึ่งเป็นปู่ของเขา คนช่างฝันอย่างรุจิรัตน์ก็อดวาดภาพเขาไว้เสียสวยหรูไม่ได้ แต่พอมาพบตัวจริงของเขาหล่อนแทบไม่กล้าขึ้นรถมาด้วย ถ้าบิดากับมารดาเลี้ยงสาวของหล่อนไม่ออกมายืนยันมั่นเหมาะ 

“ไปสิยะ คนนี้ล่ะผัวเธอ อย่าให้ทายาทเศรษฐีรอนานนักสิ” มารดาเลี้ยงของหล่อนเหยียดตามองหล่อนและชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ตัดผมเกรียน ใส่หมวกแก๊ป กางเกงยีนซีดๆ สวมรองเท้าผ้าใบและขับรถกระบะเก่าๆ คันใหญ่ ขนข้าวของพะรุงพะรัง

“ไปเถอะลูก ไปกับคุณพนสณฑ์ ผมฝากลูกแก้วด้วยนะครับ ไว้มีโอกาสผมจะไปเยี่ยม” บิดาพูดได้เท่านั้น ก็รุนหลังให้หล่อนขึ้นรถมากับเขา รุจิรัตน์รู้สึกเจ็บจนชา อยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก มันไม่ใช่ครั้งแรกที่บิดาทำกับหล่อนราวกับเป็นสิ่งของ แต่หล่อนก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งจนสมบัติที่มารดาทิ้งไว้ให้ร่อยหรอ และหนี้ครั้งนี้ของบิดามากเกินกว่าที่หล่อนจะหามาใช้ให้ได้ การพนันล้างทุกอย่างแม้กระทั่งเลือดยังจืดจางอย่างกับน้ำไปได้



**************



“โครม!...อุ๊ย!” 

คนที่นั่งหลับมาเกือบตลอดเส้นทางร้องเบาๆ เมื่อรถกระเด้งกระดอนบนหลุมทางลูกรังฝุ่นคลุ้ง เวลานั้นบ่ายคล้อยมากแล้ว แสงอาทิตย์ส่องลอดยอดไม้ลงมา รถกระบะขับฝ่าดงไม้เกะกะ มุ่งหน้าขึ้นเขาไปไม่ลดละยิ่งไกลหนทางยิ่งยากลำบาก บ้านเรือนชาวบ้านก็หายไปพร้อมๆ กับเสาไฟฟ้า

“บ้าฉิบ” เขากัดฟันกรอด        

“ขอโทษค่ะ” หล่อนบอกเบาๆ ลูบหน้าไล่ความง่วงงุน

พนสณฑ์เหลือบมองภรรยาหมาดๆ ของตนด้วยความหนักใจ เขารู้ว่าการไปใช้ชีวิตชาวป่าที่ดงไม้หอมนี่มันเป็นบททดสอบของปู่ผู้ร่ำรวยที่บิดาของเขาอยากให้เขาผ่าน แล้วทำไมหนอทำไม เขาจะต้องพ่วงภาระมาอีกด้วย

ก็ดูเถอะ หล่อนทั้งผอม ทั้งบาง ผิวขาวเนียนละเอียด ดูนุ่มนิ่มเชื่องช้าสนิมสร้อย เสื้อผ้าที่สวมใส่แม้ไม่ได้บ่งบอกราคาสูงส่งนักแต่ก็สะอาดสะอ้าน หล่อนมีบิดาเป็นนักพนัน ฐานะคงไม่ดีนักหรอก เผลอๆ เขาอาจจะไม่ใช่ลูกค้ารายแรกของบิดาหล่อนก็ได้

“เฮ้อ” พนสณฑ์ระบายลมหายใจแรงๆ ก่อนจะหักพวงมาลัยเข้าประตูรั้วไม้ไผ่ผุๆ ปลวกกินเกลี้ยง เขาเหยียบมันหักราบ มุ่งหน้าเข้าไปในสมบัติที่ปู่เจ้าสัวผู้ร่ำรวยยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขา ที่รกร้างตีนเขาห่างไกลผู้คนจำนวนยี่สิบไร่ ที่ใครๆ ต่างยิ้มเยาะ

หลานชายคนแรก หรือลูกชายคนโตของลุงของเขา ชื่อหฤทธิ์ เป็นนายตำรวจหนุ่ม ได้เข้าบริหารธุรกิจโรงแรมชั้นหนึ่งพร้อมบ้านพักอาศัยและผลประโยชน์จากกิจการมากมายของเจ้าสัว

เขาน่ะหรือ ก็ที่ดินผืนนี้ยังไงล่ะ พร้อมกับรถสับปะรังเคคันนี้อีกคัน และเมียขัดดอก พนสณฑ์เพิ่งได้ประจักษ์ถึงความเกลียดชังที่ผู้เป็นปู่มีต่อเขาและบุพการีชัดเจนมากที่สุดก็หนนี้

‘ถ้ามันอยู่ได้ ทำให้มันงอกเงยเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาได้ ฉันก็จะยอมรับไหว้พ่อแม่มันและจะนับมันเป็นหลาน!’ เจ้าสัวประกาศกร้าวผ่านมาทางทนายประจำตระกูล

เมื่อหนุ่มๆ บิดาของพนสณฑ์เปิดอู่ซ่อมรถเล็กๆ อยู่ที่เมืองชายทะเล บิดาพบมารดาที่นั่นและไม่เคยกลับมาอยู่คฤหาสน์ของปู่อีกเลย แม้กระทั่งพนสณฑ์เกิดมา

‘ปู่ของลูกเขารังเกียจลูกชาวเลตัวดำ เหม็นขี้เกลืออย่างแม่ เขาจึงไม่ยอมรับลูก’

‘ช่างเถอะครับแม่ ผมไม่เห็นอยากจะมีปู่ย่าตาทวดสักเท่าไหร่’  พนสณฑ์โพล่งออกไปเมื่อเห็นความน้อยเนื้อต่ำใจในดวงตาของมารดา

กิจการอู่ซ่อมรถของบิดาเป็นไปด้วยดี ต่อมาเปิดบริษัทนำเข้ารถสปอร์ตขึ้นชื่อของภาคตะวันออก ตอนที่ถูกเรียกตัวกลับพนสณฑ์กำลังเดินทางไปประเทศเยอรมนี เพื่อเจรจาเรื่องการนำเข้ารถราคาแพงมาขายให้เศรษฐีในเมืองไทย แต่บิดาผู้ที่เขาเรียกติดปากว่า ‘ป๋า’ ขอร้องให้เขาไปพบปู่เพื่อจัดการมรดกสมบัติพัสถานต่างๆ เขาไปแต่ไม่ได้พบเจ้าสัวประภาส มีเพียงทนายที่มาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้พร้อมกับภรรยาอีกคน แล้วตอนนี้เขาก็มาอยู่ที่ไร่แห่งนี้

เอาก็เอาวะ จะได้เลิกยุ่งกับพ่อแม่เสียที ตาแก่หัวแข็งเอ๊ย!  

กลางไร่รกร้างนั้น มีกระท่อมพักคนงานเก่าอยู่หลังหนึ่ง กว้างขวางเพราะเคยมีคนงานมาทำไร่มันสำปะหลังและพักอยู่เป็นสิบคน หากสภาพของมันทรุดโทรมจนแทบล้มลงดิน พนสณฑ์หักพวงมาลัยนำรถเข้าไปจอดในโรงรถมุงสังกะสีเก่ากระดำกระด่าง เขาดับเครื่องยนต์แล้วก็ลงจากรถทำเวลาเดินสำรวจรอบๆ บริเวณก่อนที่ความมืดจะครอบคลุมพื้นที่

รุจิรัตน์กระโดดลงมาจากรถ ปัดฝุ่นตามเนื้อตัวออก เหลียวมองไปรอบกาย ไร่แห่งนั้นทรุดโทรมไม่แพ้กระท่อม มีต้นไม้ใหญ่ที่หล่อนไม่ทราบชื่อยืนต้นอยู่ท้ายไร่ติดกับแนวป่า พุ่มมันสำปะหลังเหลือเก็บเกี่ยวเกิดประปรายระเกะระกะ มีต้นมะม่วงที่กำลังออกลูกไม่กี่ลูกที่ดูดีสักหน่อย นอกนั้นก็ไม่น่าดูเอาเสียเลย

“ขอต้อนรับสู่ไร่ดงไม้หอม เชิญคุณขึ้นไปสำรวจเรือนหอของเราเสียก่อน”

พนสณฑ์เอ่ยขึ้น วาจาประชดประชัน ใบหน้าเคร่งขรึม

รุจิรัตน์กำลังเหลียวมองไปรอบกายเม้มปากแน่น ฉลาดพอที่จะไม่โต้ตอบ หล่อนไม่รู้จักเขา ไม่ควรที่จะไปยั่วโมโหให้มีเรื่องยามอยู่กันลำพังกลางป่าเขาแบบนี้

รุจิรัตน์ช่วยพนสณฑ์ขนลำเลียงสิ่งของที่มีมากอย่างไม่น่าเชื่อลงมาจากท้ายรถ เจ้าเครื่องยนต์ใหญ่ๆ สีแดงนั้นเป็นเครื่องอะไรหล่อนก็ไม่รู้ได้ จนกระทั่งเขาใช้มันในคืนนั้นจึงได้รู้ว่ามันเป็นเครื่องปั่นไฟ กล่องต่างๆ ถูกขนลงอย่างรวดเร็ววางรายเรียง เขาหอบลังหนึ่งเดินไปด้านในที่ต่อออกมาเป็นครัวเล็กๆ มีเตาแบบใช้ฟืนทิ้งไว้หนึ่งอันและไม้กวาดรุ่งริ่งอีกด้ามหนึ่ง หล่อนจัดการปัดกวาดในครัว ระเบียงด้านหน้า และห้องที่มีอยู่เพียงห้องเดียวและน่าจะใช้เป็นห้องนอนของเขาและหล่อน

“บัดซบเอ๊ย” เขาร้องลั่นมาจากทางหลังบ้าน หล่อนรีบถลันไปยื่นหน้ามองดูที่ระเบียง

“เกิดอะไรขึ้นคะ”

“มีซากหนูตายในโอ่งน้ำ ต้องคว่ำทิ้งให้หมด คุณโยกน้ำบ่อเป็นไหม หน้านี้หน้าแล้งเสียด้วยน้ำในลำธารอาจจะแห้งขอด”

“ไม่เป็นค่ะ แต่ถ้าคุณสอน ฉันก็น่าจะทำได้”

“ดี แต่เอาไว้วันหลังละกัน ผมมีน้ำติดมาด้วยหลายแพ็ก ลังนั้นมีน้ำแข็ง อัดพวกของสดมาด้วย คุณเปิดดูเอาก็แล้วกัน”

“ค่ะ” หล่อนหันซ้ายแลขวาไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงลังไหน ไล่เปิดดูจึงได้เห็นว่ามีลังใส่อาหารแห้งจำพวกข้าวสาร บะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำพริกอยู่ลังหนึ่ง กล่องโฟมสีขาวมีเนื้อหมูสด ราวสามสี่กิโล

“รอบคอบจัง” รุจิรัตน์ชมเขาเบาๆ หล่อนปัดกวาด ขนของออกมาวางเรียงพิงฝาผนังไว้แล้วเริ่มมองหาอุปกรณ์ทำครัว ไม่เห็นมีอะไร นอกจากหม้อเบี้ยวๆ หนึ่งใบกับกระทะเก่าๆ สกปรกอีกหนึ่ง ดีที่หล่อนเห็นเขาเอาจานช้อนกระดาษติดมาด้วย

หล่อนนึกสงสัยว่าคุณชายของเสถียรพงศ์ประภากรคนนี้เติบโตมาแบบไหนกันนะถึงได้พร้อมรับความลำบากขนาดนี้ แม้หล่อนเองผ่านความลำบากมามากก็ไม่คิดว่าจะรอบคอบได้ครึ่งของเขา

“หุงข้าว ไข่เจียวหมูสับ ยำปลากระป๋อง คงพอไหวนะค่ำนี้” หล่อนรำพึงกับตัวเอง เห็นเขาหอบหิ้วลังเครื่องมือเดินดุ่มๆ ไปที่แท็งก์น้ำด้านหลังที่มีที่โยกน้ำขึ้นสนิมเก่าเขรอะอยู่ เสียงเครื่องมือดังขึ้น ทั้งเคาะ หมุน งัดแงะดังสลับกันไประหว่างที่หล่อนเก็บถ่านเก่าๆ และเศษฟืนมาก่อไฟเตรียมหุงหาอาหารแข่งกับพระอาทิตย์ที่ดูเหมือนรีบเร่งจะลาฟ้าเสียเหลือเกินในวันนี้

“ผมซ่อมคันโยกน้ำได้แล้ว แต่วันนี้คงไม่มีเวลาสอนโยกน้ำ เลยโยกใส่ถังไว้ให้อาบ ห้องน้ำพอใช้ได้บ้าง พรุ่งนี้จะทำประตูให้ บนนี้เป็นยังไงบ้าง” เขาเอ่ยถาม หล่อนหันมามอง เขาเหงื่อท่วมตัว ใบหน้าคมเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเจ้าตัวถอดหมวกออก

“ในครัวพอใช้ได้ค่ะ ในห้องนั้นฉันยังไม่ได้เข้าไปดู”

“อืม เดี๋ยวผมจะเข้าไปดูให้ มีมุ้งกับเต็นท์สนามมาด้วย คงพออยู่ได้” เขาเดินค้อมตัวเข้าไปในห้องเพียงห้องเดียวในกระท่อม ฝากระดานทั้งสี่ด้านยังอยู่ดี หลังคาสังกะสีมีรูโหว่เป็นบางแผ่น คงต้องเปลี่ยน เตียงไม่มี เขานึก สมองหมุนร้อยแปดสิบตลบ เสียงตอกตะปูดังมาจากในห้องนอน สามสี่ครั้ง ไม่นานเขาก็ออกมามองหาไม้กวาด และคว้ามันเข้าไปปัดกวาดด้านใน

รุจิรัตน์ไม่ทันได้อ้าปากห้าม ทำยังไงได้ล่ะ ข้าวก็กำลังเดือด ต้องหุงเช็ดน้ำ ไข่เจียวก็อยู่ในกระทะ เดี๋ยวต้องยำปลากระป๋องอีก

หวังว่าเขาคงไม่ว่าหล่อนเป็นภรรยาที่ใช้ไม่ได้หรอกนะ

เขาเดินออกมาอีกรอบ เก็บไม้กวาดแล้วเดินออกไปยกลังพลาสติกใหญ่เข้าไปภายในห้อง

“เครื่องนอนของคุณพร้อมแล้วอยู่ในนั้น ของผมคงที่ระเบียงนี้ในเต็นท์ เดี๋ยวผมจะไปเดินไฟเสียหน่อย คืนนี้เราคงจะปั่นไฟใช้สักสองสามชั่วโมง” เขาว่าแล้วก็เดินลงบันไดไป ไม่นานเสียงเครื่องปั่นไฟก็ดังกระหึ่ม ไม่น่าเชื่อว่าความดังกึกก้องของมันจะช่วยให้รู้สึกว้าเหว่น้อยลงได้มากทีเดียว ในป่าในเขายามสนธยาแบบนี้วังเวงน่ากลัวนัก

ไฟที่ระเบียงติดแล้ว ตามมาด้วยไฟในครัว และในห้องนอน เขาทำงานได้ไวอย่างไม่น่าเชื่อ หล่อนเองก็ลำเลียงอาหารมื้อค่ำมาวางเรียงรายไว้ที่พื้นกระดานใช้จานครอบไว้กันแมลงระหว่างรอเขา

“อาหารเสร็จแล้วหรือ ผมขอไปล้างตัวก่อนสักครู่ คุณจะไปด้วยไหม”

“เชิญคุณก่อนเลยค่ะ ฉันล้างมือแล้ว เดี๋ยวค่อยไปอาบน้ำทีเดียว” หล่อนว่า

พนสณฑ์คว้ากล่องเล็กๆ กล่องหนึ่งแล้วเดินลงบันไดไป วินาทีนั้นเองที่รุจิรัตน์ได้ทรุดนั่งลง เหยียดขาอันเหนื่อยล้า วันนี้หล่อนใส่กางเกงยีนขาสามส่วนกับเสื้อเชิ้ตหลวมสบายสีขาวสวย แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยฝุ่นแดงๆ มอมแมมไปหมด หล่อนนึกเสียดายไม่น่าใส่มาเลย หล่อนเพียงแค่นึกว่ามันเป็นวันจดทะเบียนสมรสของตนเลยอยากจะใส่สีสะอาดตาเสียหน่อย

ทำไมหนอ วันแค่วันเดียวเกิดเรื่องอะไรตั้งมากมาย

รุจิรัตน์ทอดสายตาออกไปมองรอบๆ ไร่ ที่ตีล้อมไปด้วยแนวป่าและทิวหญ้ารกสูง ไหวๆ อยู่ในแรงลมราวกับมือของภูตผีโบกแกว่งไกว ความมืดโรยตัวลงมารอบด้าน เสียงเครื่องปั่นไฟดังลั่นพอให้อุ่นใจ

หล่อนมาอยู่ลำพังไม่รู้หนทางกลับ กับคนขึ้นชื่อว่ามาเป็นสามีตามกฎหมาย แต่ไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า แม้จะผ่านมรสุมชีวิตมามากเพราะความที่เติบโตมากับนักพนันตัวยงอย่างบิดา แต่รุจิรัตน์ก็อดน้ำตาซึมไม่ได้

“ขอโทษที่ทำให้รอนาน หิวหรือยัง”

“เอ่อ ยังค่ะ” รุจิรัตน์ไม่ทันตั้งตัวว่า ‘สามี’ จะกลับมา หล่อนเบือนหน้าไปอีกทางเพื่อปาดน้ำตาทิ้งเสีย

หารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายมีหรือจะไม่เห็น แต่จะให้ทำยังไงได้ เขาจะมามัวปลอบขวัญหล่อนอยู่ไม่ได้ เมื่อหล่อนกับที่ดินผืนนี้คือบทพิสูจน์ที่เจ้าสัวประภาสจัดมาให้ เขาก็ต้องพลิกทั้งแผ่นดินให้เป็นทอง ปั้นเมียขัดดอกให้เป็นแม่เลี้ยงเจ้าของไร่ให้ได้

“ผมหิวแล้ว” พนสณฑ์ลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้าม เขาสวมกางเกงนอนแบบเนื้อนิ่มกับเสื้อยืดเก่าๆ สีเทา ผมยาวเปียกถูกเสยรวบไปด้านหลัง เปิดหน้าผากกว้างอย่างผู้มีลักษณะดี จมูกเป็นสันคม รับกับคิ้วเข้ม ดวงตารีใหญ่ ปากหนา คางบึกบึน ผิวเขาเข้มจัด ไม่ขาวสะอาดอย่างคุณชายผู้มีอันจะกินทั้งหลาย หล่อนเคยเห็นพวกคุณชายทายาทเศรษฐีมาหลายคน พวกเขาล้วนแต่มีผิวพรรณดี สะอาดสะอ้าน หน้าตายิ้มย่องผ่องใส ทำไมสามีของหล่อนถึงได้หน้าดำคร่ำเครียด ผ่าเหล่าผ่ากอนักนะ

“มีอะไรกินบ้าง” เขาถาม จ้องมองใบหน้าเล็กๆ รูปไข่ที่เหม่อลอยจนเห็นได้ชัด

“ก็มีไข่เจียวกับยำปลากระป๋องค่ะ” หล่อนเปิดจานที่คว่ำปิดอาหารไว้ แมลงกลางคืนเริ่มบินมากวน ทั้งคู่ปัดพวกมันออกและลงมือรับประทานอาหารในกระท่อมกลางไร่ร้างมื้อนั้นเงียบๆ

หลังจากอิ่มแล้ว รุจิรัตน์ทำท่าจะเอาจานไปล้าง แต่พนสณฑ์ท้วงไว้ก่อน

“อย่าเพิ่งล้างเลยคุณ เช็ดๆ คว่ำไว้ก่อนเถอะ มืดๆ อย่างนี้ไม่ดีแน่ ยิ่งแถวห้องน้ำมันชื้นๆ ต้องระวังงู คุณไปอาบน้ำอาบท่าเสียสิ”

“ค่ะ”

“ให้ผมไปด้วยไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะถือไฟฉายไป”

“อืม ใช้ไม้อะไรเขี่ยๆ ไปข้างหน้าก่อนเดินด้วยนะ กันไว้ดีกว่าแก้ ที่นี่อยู่ไกลโรงพยาบาลในอำเภอตั้งเกือบยี่สิบกิโลเมตร ขืนเป็นอะไรไปจะแย่” เขาพูดไป มือก็รื้อค้นของไปด้วย รุจิรัตน์สิ กลัวจนแทบไม่อยากไปอาบน้ำ แต่หล่อนก็กัดฟันเดินลงบันไดไปจนได้

หลอดไฟที่เขาต่อมาจากเครื่องปั่นไฟก็พอช่วยให้มองเห็นทางอยู่หรอก แต่มันก็มีบางจุดที่มืดอย่างที่เขาว่า หล่อนคว้ากิ่งไม้แห้งมาตีๆ เขี่ยๆ ก่อนเดินออกไป ในห้องน้ำเล็ก เก่า เปียกแฉะ สันนิษฐานว่าเขาคงจะพยายามล้างห้องน้ำกระมัง หล่อนใส่รองเท้าเข้าไป ส่องไฟดูน้ำในตุ่มที่ใสสะอาดพอใช้เพราะเขาเพิ่งโยกมันขึ้นใหม่ๆ ที่ลังไม้มีสบู่ แชมพูแกะใหม่ๆ เขาคงวางไว้ให้ รุจิรัตน์อดอมยิ้มไม่ได้ แต่ที่แย่คือประตูไม่มี มีแต่ผ้าพลาสติกที่แขวนไว้พอบดบังได้บ้าง รุจิรัตน์จำต้องปิดไฟเสียก่อนที่จะลงมืออาบน้ำ

พนสณฑ์เอนหลังอยู่ที่ระเบียง ดวงตาคมจับจ้องออกไปรอบๆ บริเวณไร่ หวนนึกถึงบทสนทนาของตนเองกับประพจน์ ผู้เป็นบิดาก่อนที่เขาจะบ้าดีเดือดรับมรดกบ้าๆ พร้อมคำท้าทายของเจ้าสัวผู้เป็นปู่

‘ป๋ารู้ว่ามันขัดกับนิสัยของสณฑ์ที่ต้องไปรับสมบัติของปู่ ที่ต้องก้มหัวให้ใคร ก็เหมือนป๋าเมื่อพบนายแม่ของลูกไม่มีผิด แต่สณฑ์เอ๊ย ช่วยไถ่บาปต่อบุพการีนี้ให้เราที ย่าของเจ้าตรอมใจจนล้มป่วยเพราะป๋ากับปู่บาดหมางกัน ย่าจากไปทั้งๆ ที่ทุกข์ใจ ปู่แกจึงได้เกลียดป๋านัก หวังว่าลูกจะเอาชนะใจปู่ได้’

‘แต่เงื่อนไขพวกนี้มันบ้าชัดๆ จะให้ผมพลิกไร่ร้างๆ ให้เป็นแผ่นดินทองภายในสองปี แถมเมียขัดดอกลูกผีพนันมาอีกคนให้เป็นภาระ นี่มันแกล้งกันชัดๆ’

‘อุบ๊ะ เมื่อแม่กับพ่อก่อร่างสร้างตัวก็ไม่ได้มีอะไร อู่ซ่อมรถก็เป็นเพิงหมาแหงนข้างทาง พอหลบแดดหลบฝน ก็ยังเปิดอู่ มีสาขามากมาย แถมมีกิจการนำเข้ารถพวกนี้อีก ใครๆ ก็รู้จักอู่ประพจน์ พ่อกับแม่ก็สร้างมันมาด้วยสองมือทั้งนั้น เรื่องหนูคนนั้น สณฑ์ก็อย่าเพิ่งดูถูกน้ำใจเขานัก คนเราเลือกเกิดเองไม่ได้ แต่เลือกทางชีวิตของตนเองได้ จำไว้ไอ้ลูกชาย’

คำสอนนั้นของบิดา ทำให้ทายาทอู่รถชื่อดังที่มีทั้งเงินทั้งชื่อเสียงอย่างเขาต้องมาแกร่วอยู่บนกระท่อมโกโรโกโส จะพังมิพังแหล่นี้จนได้

“คุณเข้าไปนอนในห้องนั้นเถอะ ผมจะกางมุ้งสนามข้างนอกนี่เอง” พนสณฑ์ผงกศีรษะขึ้นมาจากการนั่งกึ่งๆ เอนหลังของตนเมื่อเห็นรุจิรัตน์กลับมาจากอาบน้ำแล้ว

ความจริงหล่อนก็ดูไม่เลวนัก ผมม้า มัดรวบหางกระดกๆ ยาวสลวยดกดำถึงกลางหลัง ใบหน้าได้รูปสวย คิ้วโก่งราวกับวาดไว้ ปากนิด จมูกหน่อย อย่างที่เขาว่า ดวงตาโตคู่นั้นสิที่ทำให้เขาพิศมองหล่อนได้นานขึ้น

ตาสวย เขาสรุป มันโต แจ่มแจ๋ว เปิดเผย ขนตาก็ดกดำทำให้ดูพริ้มเพรามากยิ่งขึ้น

“ข้างนอกนี้น่ะหรือคะ คุณคงลำบากแย่ แบ่งที่กันในห้องก็ได้นะคะ อย่าทรมานตัวเองเพราะฉันเลย” สำบัดสำนวนเจ้าหล่อนใช่ย่อย โดยปกติวิสัยเสืออย่างพนสณฑ์ ก็ไม่ต่างจากผู้ชายหนุ่มที่ร่างกายสมบูรณ์ดีคนอื่นๆ มีสาวน้อย หน้าตาน่าเอ็นดูมาชวนเข้าห้องแบบนี้ เขาคงกระโจนตามเข้าไป

แต่นี่พนสณฑ์ไม่แน่ใจว่าเมียขัดดอกคนนี้จะเป็นกับดักของปู่เขาอีกหรือเปล่า

“ไม่เป็นไร ผมเตรียมมาแล้ว เชิญตามสบาย” เขาว่า

รุจิรัตน์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งก็เปิดประตูห้องเดินเข้าไปในห้องนอนใหม่ที่แสนทรุดโทรมของตน หล่อนกดสวิตช์เปิดไฟในห้อง กวาดสายตามองไปรอบๆ แม้เขาจะเข้ามาทำความสะอาดให้แล้วแต่มันก็ยังมีฝุ่น ไม่น่านอนสักเท่าไหร่ แต่หล่อนไม่มีทางเลือก ความเมื่อยล้าทั้งกายและใจทำให้หล่อนอยากจะเอนหลังไวๆ

รุจิรัตน์ปูเบาะรองนอนออกต่อกัน ความกว้างยาวของมันคงพอดีสำหรับคนร่างสูงที่อยู่ข้างนอก แต่สำหรับหล่อนมันกว้างขวางพอๆ กับเตียงที่บ้านน้อยในสลัมที่หล่อนอยู่

ถึงจะเป็นสลัม แต่บ้านของหล่อนก็สวยพอใช้ เพราะเป็นบ้านเก่าของมารดา และเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่บิดาเก็บไว้ดูต่างหน้ามารดาที่ชิงจากไปเสียก่อนเมื่อหล่อนเพิ่งแรกสาว ที่เหลือจมหายไปในวงการพนันหมดแล้ว แม้กระทั่งตัวหล่อนเอง...

“เอ่อ อีกเดี๋ยวคงต้องปิดเครื่องปั่นไฟนะ เก็บน้ำมันเอาไว้ใช้วันอื่น บ้าง พรุ่งนี้อาจจะต้องสูบน้ำ ซ่อมกระท่อม ในกล่องข้างฝามีเทียน หรือคุณจะใช้ไฟฉายก็คงได้ กลางค่ำกลางคืนถ้าจะไปไหน ขอให้ปลุกผม ผมจะอยู่ข้างนอกไม่ไปไหน” พนสณฑ์เปิดประตู โผล่หน้าเข้ามาพูดประโยคยาวๆ หล่อนรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด

“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” หล่อนประนมมือไหว้ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีด้วยความตื้นตันใจ เขาอึ้งไปครู่หนึ่งก็ปิดประตูเงียบหายไป

ไม่นานเสียงเครื่องปั่นไฟก็ดับลง พร้อมๆ กับแสงไฟตามจุดต่างๆ ในไร่ที่เขาต่อไว้ แล้วความเงียบของป่าอันห่างไกลความเจริญก็เข้ามาครอบคลุม เสียงจิ้งหรีด เรไรที่สาวเมืองกรุงไม่คุ้นเคยประโคมกันขึ้น มันน่าฟังกว่าเสียงบิดมอเตอร์ไซค์ของวัยรุ่นขี้ยาในซอยแถวบ้านก็จริง แต่มันก็วังเวงน่าดู

หล่อนคลำค้นหนังสือสวดมนต์กับสร้อยคอห้อยพระของประจำกายของมารดาที่ถอดให้ก่อนสิ้นใจมาวางไว้เหนือหมอน รุจิรัตน์ก้มลงกราบสามครั้งแล้วเริ่มสวดมนต์เบาๆ จนจิตใจผ่อนคลาย ก่อนนอนหล่อนได้เอ่ยบอกกล่าวแก่มารดาว่า

“แม่จ๋า ลูกแก้วแต่งงานแล้วนะจ๊ะในวันนี้ มันอาจเป็นการแต่งงานที่ลุ่มๆ ดอนๆ ไปสักหน่อย แต่ก็ช่างเถอะนะแม่นะ ชีวิตก็ลุ่มๆ ดอนๆ แบบนี้ล่ะ แม่อวยพรให้ลูกด้วยนะจ๊ะ” แล้วหล่อนจึงได้เอนกายลงนอน หลับสนิทจนถึงรุ่งเช้าด้วยความเหนื่อยล้า



**********************


นิยายเรื่องนี้เขียนโดย "หอมดึก" และได้ตีพิมพ์กับ "ปลายปากกาสำนักพิมพ์ (Plaipakka Publishing)" ซึ่งกำลังเปิดจองอยู่ในตอนนี้ค่ะ ทีมงานปลายปากกาสำนักพิมพ์จึงนำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ ใครชอบแนวโรแมนติก น่ารักละมุน หวานซึ้ง มิควรพลาดจ้า เพราะพ่อสณฑ์ของเราถึงแม้จะเป็นพระเอกสายโหด แต่ขยัน ‘รัก’ เมียสุดหัวใจ พ่วงด้วยความฮาแบบชาวบ้านตามท้องไร่ท้องนา บทเลิฟซีนสวย #รับประกันความสนุก!

นักอ่านท่านใดสนใจ **สั่งจองได้ 2 ช่องทาง***
-เมล์ plaipakkabooks@gmail.com
-inbox หาแอดมินเพจปลายปากกาสำนักพิมพ์

เปิดจองวันนี้ - 9 เมษายน 2561

(หนังสือพร้อมส่งต้นเดือนพฤษภาคม)

ราคารอบ Pre-order: 299฿ จากราคาปก 329฿
ค่าจัดส่งลงทะเบียน 40฿ (รวมเป็น 339฿)
ค่าจัดส่ง EMS 60฿ (รวมเป็น 359฿)

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ "ปลายปากกา สำนักพิมพ์"


*******************

หมายเหตุ: เนื่องจากมีการจัดหน้าไว้ในรูปแบบหนังสือเล่มขนาด A5 อาจมีคำฉีกหรือเว้นวรรคมากกว่าปกติเมื่อนำลงเว็บ



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 16 มี.ค. 2561, 14:59:36 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 21 มี.ค. 2561, 08:34:26 น.

จำนวนการเข้าชม : 232





   บทที่ 1 -100% >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account