นาฏกรรมลวง: ขวัญของใจ (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
แม้จะชินชากับกลิ่นโรงพยาบาลสักเพียงใด...ทว่ากลิ่นคละคลุ้งคาวเลือดในเศษเสี้ยวความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ ก็ได้ปลุกให้ ‘ขวัญ’ แพทย์หญิงชีวาภรณ์ ชิษณุพงศ์ ตื่นขึ้นมาพบกับวิญญาณของชายหนุ่มปริศนา ‘นิธิศ’

ขณะเดียวกันนาฏกรรมที่ใครสักคนอุปโลกน์ขึ้น กำลังนำไปสู่การไขปริศนาของความตายที่บังเอิญเกี่ยวพันกับความฝันแสนประหลาดของขวัญอย่างจงใจ และยิ่งขยับเข้าไปใกล้ทุกขมวดของปมมากเท่าไหร่ บ่วงที่ฆาตกรวางไว้ก็กำลังรอต้อนรับด้วยความตายมากเท่านั้น!

“ผมจะต้องกลับเข้าร่างให้ได้เร็วที่สุด” นิธิศพูดด้วยความมุ่งมั่น และนั่นก็ทำให้ฉันสลัดเอาความหวาดกลัวทั้งหลายออกไปจากใจ
“เราจะช่วยกันค่ะ ฉันจะช่วยเป็นมือทั้งสองข้างให้คุณเอง”
“ถ้าคุณอยากช่วยเป็นมือให้ผมจริงๆ ช่วยตอนนี้เลยได้ไหม ทำอะไรให้ผมสักอย่างสิ”
“คะ?” ฉันมองหน้าเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“ถ้ามือของคุณคือตัวแทนของมือผม คุณก็ช่วยกอดตัวเองหน่อยได้ไหม กอดตัวเองไว้ แล้วผมจะปลอบใจคุณเอง”


**************

นิยายเรื่องนี้เขียนโดย "ขวัญของใจ" และได้ตีพิมพ์กับ "ปลายปากกาสำนักพิมพ์ (Plaipakka Publishing)" ซึ่งกำลังวางจำหน่ายอยู่ในตอนนี้ค่ะ ทีมงานปลายปากกาสำนักพิมพ์จึงนำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ ใครชอบแนว Romantic Suspense มิควรพลาดจ้า #รับประกันว่าแหกกฎนิยายรักทุกเรื่องที่เคยมีมา เพราะนอกจากมีปมสืบสวนฆาตกรรมให้ตามติดแล้ว พระเอกของเราสายทะเล้น ตื๊อนางเอก และ...เป็นวิญญาณ พระรองก็เป็นวิญญาณ ส่วนนางเอกเป็นหมอผ่าศพ!


**************

นักอ่านท่านใดสนใจ มีทั้งแบบ eBook และแบบรูปเล่มนะคะ

**สำหรับแบบรูปเล่มวางจำหน่าย 3 ช่องทาง***
-ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
-ร้านนิยายออนไลน์ ได้แก่ ร้านนิยายรัก.com และร้าน booksforfun
-สั่งซื้อกับสนพ.โดยตรงโดย inbox หาแอดมินเพจปลายปากกาสำนักพิมพ์ หรือผ่าน Line: plaipakkabooks


(หนังสือพร้อมส่ง)


ราคา 329฿
ค่าจัดส่งลงทะเบียน 30฿ (รวมเป็น 359฿)
ค่าจัดส่ง EMS 60฿ (รวมเป็น 389฿)

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ "ปลายปากกา สำนักพิมพ์"

**แบบ eBook มีวางจำหน่ายที่เว็บ Mebmarket**

Tags: สืบสวน ฆาตกรรม วิญญาณ ทะเล้น หมอ พยาบาล น่ารัก สยอง

ตอน: บทที่ 10 อำพรางความจริง (70%)

หมอขวัญตะโกนสุดเสียงก่อนดีดตัวขึ้นจากเตียงด้วยสภาพเหงื่อท่วมทั้งที่เครื่องปรับอากาศกำลังทำงานจนอุณหภูมิเย็นฉ่ำไปทั้งห้อง

“คุณฝันร้ายอีกแล้วใช่ไหม ผมพยายามเรียกเท่าไหร่คุณก็ไม่ตื่น”

ขณะนั้นผมถามออกไปอย่างร้อนรน ยิ่งเห็นคุณขวัญร้องไห้ เห็นเธอนอนดิ้นด้วยใบหน้าทุกข์ทรมานอยู่บนเตียง หัวใจผมเหมือนถูกใครมาบีบรัดจนเจ็บปวดไปหมด ทั้งที่ผมก็อยู่แค่เอื้อม แต่ผมกลับช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย!

“นิธิศ...ฉันกลัว ฉันกลัวพวกเขา แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะช่วยพวกเขายังไง คนหนึ่งบอกให้ฉันช่วยปลดปล่อย ส่วนอีกคนบอกให้ฉันช่วยตามหา”คุณขวัญพูดรัวเร็วทั้งน้ำตา

เธอทำท่าจะโผเข้ากอดผมแต่แล้วก็ต้อง...วืด ไม่ต่างไปจากการกอดอากาศ ภาพที่เห็นยิ่งตอกย้ำให้ผมเจ็บปวดไปทั้งใจ

“โธ่...ขวัญ” ผมคราง มันทั้งอึดอัด ทั้งเสียใจ เศร้าใจ และโกรธเคืองโชคชะตาเหลือเกิน ทำไมต้องกำหนดให้ทั้งผมและเธอมาเจอเรื่องบ้าบออะไรแบบนี้ด้วย

ทำไม!

“ไม่เป็นไรนิธิศ...ไม่เป็นไร” หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ผมรู้ ผมรู้สึกได้ว่าเธอกำลังปลอบใจผมทั้งที่ตัวเธอก็กำลังท้อแท้เหลือเกิน

“ผมขอโทษ...ผมขอโทษจริงๆ”

“ไม่ใช่ความผิดคุณสักหน่อย” หมอขวัญพูดพร้อมกับใช้หลังมือเช็ดน้ำตาตัวเอง

“ผมเช็ดน้ำตาให้คุณไม่ได้ กอดคุณไม่ได้ นี่ผมเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า ทั้งที่หมอกานต์ทำเรื่องพวกนี้ได้ทั้งหมด แต่ผมกลับเลือกที่จะเห็นแก่ตัวด้วยการผูกคุณเอาไว้กับผม” ผมพูดก่อนเอามือปิดหน้าตัวเองอย่างสิ้นหวัง นี่ผมกำลังทำร้ายคนที่ตัวเองรักทางอ้อมอยู่ใช่ไหม

“อย่าพูดแบบนั้นสินิธิศ ได้โปรดอย่าคิดอย่างนั้นเลยนะคะ ตอนนี้เราต้องอยู่เป็นกำลังใจให้กันและกัน เพราะมันมีเรื่องอีกมากมายที่เราต้องช่วยกันแก้ไข”

“คุณเข้มแข็งมากเลยขวัญ ทั้งที่ผมอยากกอดคุณ อยากเช็ดน้ำตาให้คุณ อยากทำอะไรที่มันมากกว่าการมานั่งพูดปลอบใจอยู่แบบนี้ แต่ดูตอนนี้สิ มันเป็นผมต่างหากที่ต้องมาให้คุณนั่งปลอบใจ”

“มันไม่ใช่การปลอบใจหรอกค่ะ แต่ฉันเข้าใจคุณต่างหาก”

หมอขวัญเว้นวรรค และจ้องตาผมก่อนพูดต่อ

“ตอนนี้คุณเป็นวิญญาณนะคะ คุณไม่ใช่ผี และสักวันเราก็จะช่วยกันทำให้คุณกลับมาเป็นคนอีกครั้ง ถึงเวลานั้นคุณก็จะกอดฉัน เช็ดน้ำตาให้ฉัน ในขณะที่เรื่องทุกอย่างก็คงจะคลี่คลายไปในทางที่ดี สิ่งที่เราสองคนควรมีมากที่สุดในตอนนี้คือความเข้มแข็งและสติ อย่างที่หลวงปูเรืองเคยบอก” หมอขวัญเช็ดน้ำตาจนหมด เธอหายใจเข้าลึกๆ อย่างพยายามเรียกความเข้มแข็งให้ตนเอง

“ฉันมั่นใจแล้วละค่ะว่าภาพในฝันคือโรงพยาบาลชิษณุพงศ์ ส่วนหัวคนที่ถูกซ่อนเอาไว้ในช่องแอร์ ถ้าเดาไม่ผิด ก็น่าจะเป็นนิธาน”

“นิธาน? คุณมั่นใจได้ยังไง” ผมขยับนั่งหลังตรง สนใจเรื่องที่เธอกำลังพูด และพยายามสลัดความอ่อนแอออกไปจากใจให้หมดสิ้น

ในเมื่อขวัญยังเข้มแข็งได้ทั้งที่เจอทั้งฝันร้าย เจอทั้งความผิดหวัง ผมก็ควรจะเอาอย่างเธอให้ได้เหมือนกัน

“ไหนคุณลองบอกฉันมาสิคะ ลองพูดสภาพของนิธานเวลามาปรากฏให้คุณเห็นที”

“นิธานมีแต่หัว หัวที่เหมือนถูกมีดสับจนเละ แต่ผมจำได้ก็จากเสียง และขี้แมลงวันใต้ตาซ้าย นั่นคือจุดเดียวบนใบหน้าที่เขาต่างจากผม” พอผมพูดจบหมอขวัญก็ยื่นหน้าเข้ามามองหน้าผมแบบใกล้ๆ เธอสำรวจอยู่สักครู่แล้วจึงพูดออกมา

“หัวของนิธานที่คุณเห็น ลูกตาขวาถูกควักออกไป บริเวณหน้าผากด้านซ้ายมีรอยช้ำ แก้มทั้งสองข้างถูกมีดกรีดซ้ำๆ ย้ำๆ หลายๆ ทีค่ะ ไม่ใช่รอยสับ แต่โหนกแก้มด้านขวามีรอยนิ้วมือเป็นรอยช้ำสีชมพูเข้มปรากฏอยู่เล็กน้อย ฉันเดาว่าเขาถูกตบก่อนจะตาย”

“ใช่! นั่นแหละหัวของนิธาน” ผมพยักหน้ารัวๆ เมื่อสิ่งที่คุณขวัญพูดนั้นถูกต้องกับที่ผมเห็นทุกอย่าง

“เขาบอกให้ฉันตามหาเขา แต่เท่าที่ฉันเห็นคือหัวของเขาหลุดออกมาจากช่องแอร์ ในห้องที่เขาถูกชำแหละศพ”

“ในโรงพยาบาลชิษณุพงศ์” ผมกล่าวต่อขณะที่คุณขวัญพยักหน้ารับ

“แต่ปัญหาคือเราต้องเข้าไปตามหาศพของนิธานด้านในโรงพยาบาลที่ฉันก็ไม่รู้ว่าไอ้ห้องๆ นั้นมันอยู่ตรงไหน เราคงจะใช้เวลานานพอสมควร แต่ใครจะให้เราเข้าไปอย่างนั้นได้ล่ะคะ ขืนเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังถูกยามจับโยนออกมาแน่ๆ” คุณขวัญทำท่าคิดไม่ตก มือทั้งสองกอดอกเอาไว้ในขณะที่ใบหน้าฉายความไม่สบายใจออกมาให้เห็นชัดเจน

“เพื่อนสิตางค์เป็นพยาบาลอยู่ที่นั่นค่ะ สิตางค์จะให้เขาช่วยหมอขวัญเอง” เสียงบุคคลที่สามดังขึ้น ยังผลให้ทั้งผมและคุณขวัญหันไปมองคนที่ก่อนหน้านี้หลับสนิทอยู่บนเตียงเดี่ยวข้างๆ

“สิตางค์...”

“สิตางค์ได้ยินสิ่งที่หมอขวัญคุยกับคุณวิญญาณที่ชื่อนิธิศหมดแล้วค่ะ ถึงจะไม่ได้ยินเสียงคุณวิญญาณแต่ก็พอจะจับใจความได้จากสิ่งที่คุณหมอพูด สิตางค์ไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทนะคะ แต่ว่าสิตางค์ตื่นตั้งแต่ตอนที่คุณหมอละเมอแล้ว”

“แล้วสิตางค์ไม่กลัวนิธิศเหรอ”

“กลัวสิคะ แต่สิตางค์เห็นใจคุณหมอกับคุณนิธิศมากกว่า” ถึงสีหน้าคนพูดจะยังหวาดๆ แต่ผมก็ยิ้มให้พยาบาลคนนี้ด้วยความขอบคุณ

“บอกเขาทีสิขวัญว่าผมขอบคุณมากที่เขายอมช่วยเรา”

“นิธิศบอกว่าขอบคุณมากจ้ะสิตางค์ ที่เธอยอมช่วยเหลือเรา” คุณขวัญทำตามคำขอของผมอย่างว่าง่าย

“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ แค่อย่ามาหลอกมาหลอนให้สิตางค์กลัวก็พอ”

“แล้วฉันจะคอยเตือนเขาจ้ะ ว่าอย่าทำให้สิตางค์ตกใจอีก”

ผมเห็นคุณขวัญกับสิตางค์ยิ้มให้กัน ผมก็ต้องเผลอยิ้มออกมา ถ้าหากสิตางค์ยอมช่วยแบบนี้ หนทางข้างหน้าคงสะดวกขึ้น แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าเราจะต้องเจออะไรอีก ทว่าสิ่งที่ผมรู้ชัดเจนเลยก็คือผมจะไม่มีวันปล่อยให้คุณขวัญเผชิญสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นเพียงลำพังแน่นอน

ถ้าเธอเป็นมือของผม ผมก็จะเป็นตาให้เธอ เพราะเธอจะสัมผัส ส่วนผมจะคอยมอง และติดตามเธอไปให้ใกล้ยิ่งกว่าเงา ไม่ว่าจะเป็นนิธานหรือจะเป็นใคร ถ้าคิดจะทำร้ายคุณขวัญ ผมไม่มีวันปล่อยมันไว้แน่...



***************



ช่วงสายของวันถัดมา คุณขวัญกับสิตางค์แยกย้ายกันไปคนละที่ โดยสิตางค์ไปติดต่อวางแผนกับเพื่อนที่เป็นนางพยาบาลของโรงพยาบาลชิษณุพงศ์ เพื่อเปิดทางให้เราเข้าไปที่นั่นอย่างสะดวกในค่ำคืนนี้ ทางด้านคุณขวัญก็กำลังเดินทางไปพบพ่อกับแม่ของผมเพื่อช่วยพูดให้พวกท่านสบายใจ

“นี่แหละครับ บ้านผม” ผมเอ่ยเมื่อเราทั้งสองมาหยุดยืนตรงหน้าบ้านทาวน์โฮมหลังใหญ่ดีไซน์ทันสมัยสไตล์โมเดิร์นผสมลอฟต์ที่เน้นการตกแต่งด้วยกระจก และใช้สีเพียงสามสีคือน้ำตาล ขาว และเทา

บ้านหลังนี้ผมกับนิธานเพิ่งรวมเงินกันซื้อให้พ่อกับแม่ย้ายเข้ามาจากต่างจังหวัดเพื่อพักที่นี่ยังไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ ต้นไม้หน้าบ้านจึงยังไม่ค่อยโตเท่าไหร่ และตัวบ้านยังดูใหม่เอี่ยมอยู่เลย

“บ้านสวยจังเลยนะคะ ยังดูใหม่อยู่เลย” คุณขวัญเอ่ยชมพลางมองไปรอบๆ บ้าน

“สนใจมาอยู่ด้วยกันไหมล่ะ เดี๋ยวให้อยู่ฟรีตลอดชีวิตเลย” ผมจัดไปหนึ่งดอก ซึ่งได้ผลเมื่อคนข้างกายที่แม้จะทำท่าค้อนใส่แต่แก้มนวลดันแดงปลั่ง

แฟนใครเนี่ย! น่ารักเป็นบ้า

“บ้า อ๊ะ นั่นใครคะ” คนถามหันมาต่อว่าผมก่อนจะหันกลับเข้าไปในตัวบ้านอีกครั้ง ชายชราร่างสูงผอมกำลังเดินไปปิดก๊อกน้ำที่ข้างรั้วคล้ายว่าเพิ่งรดน้ำต้นไม้เสร็จเรียกความสนใจของคุณขวัญได้ดี

“พ่อผมเอง ลองเรียกสิ” หัวใจผมเต้นรัวลิงโลดทันทีที่ได้เห็นหน้าพ่อ หลังจากเราไม่ได้เจอกันมาเกือบสี่เดือน สี่เดือนที่ผมต้องตกอยู่ในสภาพวิญญาณแบบนี้

“คุณลุงคะ! คุณลุงคะ!” เสียงคุณขวัญร้องเรียกพ่อของผม

“เอ้า! แทนที่จะเรียกคุณพ่อ” ผมแกล้งแซวเธอ และก็ได้ค้อนเขวี้ยง กลับมาตามระเบียบนั่นล่ะครับ

“มาหาใครล่ะหนู” พ่อของผมเดินเข้ามาชิดประตูรั้วพร้อมมองหน้าคุณขวัญอย่างชั่งใจระคนสงสัย ท่าทางพ่อคงจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่จู่ๆ ก็มีสาวสวยมาร้องเรียกหน้าบ้านแบบนี้

“พูดตามที่เราตกลงกันไว้เลยขวัญ” ผมบอกเธอก่อนพยักหน้าให้กำลังใจ

“คือ...” คุณขวัญดูเขินอาย แต่สุดท้ายก็ยอมพูดประโยคที่นัดกันไว้ออกมา

“...คือว่า...หนู...เป็นแฟนของนิธิศน่ะค่ะ”

“ว่าไงนะ” พ่อผมตาโต เสียงสั่น ผมมองภาพนั้นด้วยความสะเทือนใจ พ่อคงคิดถึงผมมาก ไม่ต่างไปจากที่ผมคิดถึงพ่อเลย

“หนูเป็นแฟนของนิธิศค่ะคุณลุง” คุณขวัญต้องย้ำอีกที เธอเอื้อมมือข้ามรั้วไปจับมือที่กำลังสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ของพ่อผมเอาไว้ หญิงสาวระบายยิ้มปลอบใจออกไปให้คนแก่ตั้งสติได้ในที่สุด

“เข้ามาในบ้านก่อนเถอะหนู ตรงนี้มันร้อน เข้าไปคุยในบ้านกันดีกว่า” พ่อเอ่ยชวน

จากนั้นจึงเปิดประตูต้อนรับคุณขวัญกับผมให้เข้าไปนั่งที่ห้องรับแขกชั้นล่างของบ้าน ผมเห็นแม่ที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องครัว น้ำตาของผมซึมจวนเจียนจะไหล

ผมคิดถึงแม่ และผมก็อยู่ตรงนี้แล้วนะครับแม่ อยู่ใกล้แม่นิดเดียวเอง แต่ผมกอดแม่ไม่ได้ ทักแม่ไม่ได้ วันนี้หน้าตาแม่ดูไม่สดใสเหมือนครั้งล่าสุดที่ผมเคยเห็น พ่อก็ดูผ่ายผอมลงไปมากทีเดียว

...ผมไม่ได้อยากให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้เลย ผมขอโทษ...ขอโทษจริงๆ

“ใครมาคะ” แม่ถามขึ้นเมื่อเห็นพ่อพาคุณขวัญเดินเข้ามานั่งที่โซฟาสีเทาภายในห้องรับแขกของบ้าน

“แม่หนูนี่บอกว่าเป็นแฟนเจ้านิคน่ะคุณ” พ่อหันไปตอบ จากนั้นผมก็เห็นดวงตาที่เคยหม่นเศร้าของแม่เปล่งประกายขึ้นมา

“แฟนนิคเหรอหนู แล้วตอนนี้นิคเป็นยังไงบ้าง ลูกแม่อยู่ที่ไหน สบายดีหรือเปล่า ทำไมไม่กลับบ้าน ไม่ติดต่อมาหาแม่เลย โทร.ไปก็ติดต่อไม่ได้ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานของนิคก็ไม่มีใครรู้ว่าลูกแม่ไปอยู่ที่ไหน ขนาดไปแจ้งตำรวจ แม่ยังต้องรอเบาะแสมาเกือบสี่เดือน หนูรู้ไหมว่านิคไปอยู่ไหน นิคยังสบายดีใช่ไหมลูก”

แม่ผมแทบจะโผเข้ามาหาคุณขวัญ เสียงสั่นเครือละล่ำละลักถามจนผมกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ซึ่งในขณะนี้แม่ผมร้องไห้โฮและพ่อก็ลอบเช็ดน้ำตา ส่วนคุณขวัญกำลังกอดปลอบแม่ผมด้วยสีหน้าสงสารจับใจ

“ใจเย็นๆ นะคะคุณป้า นิธิศสบายดีค่ะ ตอนนี้เขาไปทำงานที่อเมริกา ที่นั่นมีพายุบ่อยทำให้สัญญาณโทรศัพท์กับอินเทอร์เน็ตใช้ไม่ค่อยได้ กว่าหนูจะติดต่อเขาได้ก็ยากอยู่เหมือนกัน แต่คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงเลยนะคะ นิธิศสบายดี และอีกไม่นานเขาก็กำลังจะกลับมา”

“จริงหรือเปล่าลูก อย่าโกหกแม่นะ” แม่ผมรีบเช็ดน้ำตา มองหน้าคุณขวัญอย่างมีความหวัง

“เจ้านิคมันสบายดีแน่นะหนู อย่ามาหลอกให้คนแก่สองคนดีใจเล่นนะ” พ่อผมถามย้ำอีกที ทำให้ผมยิ่งรับรู้ได้ว่าความรักที่พ่อกับแม่มีต่อลูกนี่มันช่างยิ่งใหญ่มากจริงๆ

“จริงค่ะ นิคของคุณลุงคุณป้าสบายดี และเร็วๆ นี้เขากำลังจะกลับมา” คุณขวัญตอบด้วยรอยยิ้ม เธอจับมือของพ่อกับแม่ผมไว้คนละข้าง บีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ

“ถ้านิคกลับมาเมื่อไหร่ หนูอย่าลืมบอกว่าให้เขารีบมาหาพ่อกับแม่เลยนะ แม่จะหยิกให้เนื้อเขียวเลย ไปไหนมาไหนไม่ชอบบอก ไม่รู้หรือไงว่าแม่เป็นห่วง ตอนนี้บ้านเราก็เหลือนิคคนเดียวแล้วเพราะนัท...” แม่น้ำตาไหลอีกครั้งเมื่อพูดถึง ‘นัท’ หรือนิธาน แฝดผู้น้องของผมที่เสียชีวิตไปแล้ว และผมก็เพิ่งรู้ว่าแม่กับพ่อรู้แล้วว่านิธานจากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ

“แล้วหนูไปรู้จักกับนิคได้ยังไง นิคไม่เห็นเคยบอกพ่อแม่เลยว่ามีแฟนแล้ว ถามมันทีไรก็เอาแต่บอกว่ายังโสดๆ ทุกที” คราวนี้พ่อผมเป็นคนถามบ้าง

“เรารู้จักกันที่น่านค่ะ พอดีนิคไปทำงานที่โน่นก่อนไปอเมริกา หนูเป็นหมออยู่ที่น่านเราก็เลยรู้จักกัน” หมอขวัญตอบตามที่เราสองคนเตี๊ยมกันไว้

“เป็นหมอด้วยหรือจ๊ะ เก่งจังตัวแค่นี้” แม่ผมยิ้ม ดูท่าทางจะถูกใจว่าที่ลูกสะใภ้เข้าให้แล้ว

“ว่าแต่หนูชื่ออะไรจ๊ะ ลูกเต้าเหล่าใคร” พ่อผมซักบ้าง และคำถามนี้ก็ทำให้คุณขวัญหน้าซีดไปทันตา ก็เธอไม่รู้นี่ครับว่าตัวเองเป็นลูกเต้าเหล่าใคร

“เอ่อ...หนูชื่อขวัญค่ะ เป็นลูก...” คุณขวัญหันมาหาผมด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ

“พ่อเป็นหมอ แม่เป็นหมอ” ผมมั่วๆ ตอบไป

“พ่อกับแม่ขวัญก็เป็นเอ่อ...เป็นหมอเหมือนกันค่ะ”

“อ๋อ เหรอจ๊ะ แล้วนี่หนูขวัญกินอะไรมาหรือยัง อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะ นานๆ พ่อกับแม่จะมีแขกมาให้หายเหงา” แม่ผมชวนด้วยสีหน้าสดชื่นขึ้นจากที่ผมเห็นในแวบแรกมากนัก ถึงจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ผมก็ดีใจมากๆ แล้ว

“ขวัญไม่รบกวนคุณลุงคุณป้าดีกว่าค่ะ ขวัญแค่แวะมาบอกตามที่นิธิศเขาฝากมาเฉยๆ”

“รบกวนอะไรกันลูก แล้วก็เลิกเรียกลุงเรียกป้าได้แล้ว แฟนนิคก็เหมือนเป็นลูกเรา เรียกว่าพ่อกับแม่เถอะหนู” พ่อผมเปิดทางเต็มที่ ท่าทางตำแหน่งสะใภ้บ้านนี้คงหนีไม่พ้นคุณขวัญแล้วล่ะ

“เอ่อ...” เธอทำท่าอึกอัก ผมเลยต้องรีบตีในขณะที่เหล็กกำลังร้อน

“ท่านว่ายังไงคุณก็ว่าตามนั้นแหละที่รัก ขัดใจผู้ใหญ่ไม่ดีนะครับ อีกหน่อยก็ต้องเข้ามาเป็นลูกสะใภ้อยู่แล้ว”

“นิธิศ!” คุณขวัญเผลอเรียกชื่อผมเสียงเขียว ทำให้พ่อกับแม่หันมามองเธอด้วยความแปลกใจ

“เอ่อ...คือ...คือ...คุณพ่อกับคุณแม่มีอะไรจะฝากบอกนิธิศไหมคะ เผื่อว่าขวัญติดต่อเขาได้ จะได้บอกให้”

นั่นไง! แฟนผมนี่เอาตัวรอดเก่งชะมัดเลย

“อ๋อ ถ้างั้นฝากบอกเจ้านิคให้แม่หน่อยนะลูก ให้ดูแลตัวเองดีๆ กลับมาเมื่อไหร่ให้รีบมาหาพ่อกับแม่เลยนะ”

“ส่วนพ่อฝากบอกเจ้านิคมันว่าพ่อน่ะถูกใจว่าที่ลูกสะใภ้มากเลย” สิ้นประโยคของพ่อเสียงหัวเราะแห้งๆ ที่เจือไปด้วยความเศร้าของพ่อกับแม่ก็ประสานกัน แต่ยังแฝงไปด้วยรอยยิ้มของความหวัง

นี่แหละครับสิ่งที่ผมปรารถนา รอยยิ้มของพ่อกับแม่นี่แหละที่เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมจิตใจให้ผมมีเรี่ยวแรงสู้กับโชคชะตาอันโหดร้ายต่อไป

ขอบคุณมากครับพ่อ ขอบคุณมากครับแม่ อีกไม่นานหรอก ผมสัญญาว่าจะต้องกลับมากราบและมากอดพ่อกับแม่ให้ได้

**********

อย่ามัวแต่อ่านเพลินน้าาาา นาฏกรรมลวงสั่งซื้อได้แล้วนะคะที่เพจ ‘ปลายปากกา สำนักพิมพ์’ หรือที่ ‘ศูนย์หนังสือจุฬาฯ’ ก็เพิ่งวางจำหน่ายจ้า มีจำนวนจำกัดนะคะ


หมายเหตุ: เนื่องจากมีการจัดหน้าไว้ในรูปแบบหนังสือเล่มขนาด A5 อาจมีคำฉีกหรือเว้นวรรคมากกว่าปกติเมื่อนำลงเว็บเลิฟ



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 30 พ.ค. 2561, 14:19:50 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 30 พ.ค. 2561, 14:19:50 น.

จำนวนการเข้าชม : 208





<< บทที่ 10 อำพรางความจริง (30%)   บทที่ 10 อำพรางความจริง (100%) >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account