เลื่อมลายพรายจันทร์: ดุจดาริน (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
'ดมิสา' เกิดมาพร้อมกับสิ่งที่ถูกเรียกว่า พลังจิต
ท่ามกลางชีวิตที่ราวกับถูกสาปด้วย พร จาก สวรรค์
เธอได้พบกับชายหนุ่มแสนดีที่พร้อมจะฉุดเธอออกมาจากเรือนเสน่ห์จันทน์
...โดยหารู้ไม่ว่าเขามีแผนการบางอย่างกับเธอ…

'จิณไตย' สูญเสียภรรยาไปถึงสองคนจากการแต่งงานสองครั้ง
และที่สำคัญ ภรรยาทั้งสองของเขากำลังตั้งครรภ์ด้วย
ชายหนุ่มตกอยู่ในภวังค์แห่งฝันร้าย และความไม่เข้าใจในสิ่งที่เผชิญ
โดยไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ฆาตกรรมทั้งหมดนั้น มีใครคนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง…
'ใคร' ที่หมายจะสังหารภรรยาทุกคนของเขาให้ตายคามือ!!!

**************

นิยายเรื่องนี้แต่งโดย ดุจดาริน(พิมาลินย์) และกำลังเปิดจองเพื่อตีพิมพ์โดย "ปลายปากกาสำนักพิมพ์ (Plaipakka Publishing)" ทีมงานปลายปากกาสำนักพิมพ์จึงนำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ เรื่องนี้เป็นนิยายรัก สยองขวัญ นางเอกเป็นหมอเด็กที่มีพลังจิต! และสามารถมองเห็นภูตผีวิญญาณได้ค่ะ ระวัง อย่าทำให้นางโกรธเชียว…

***เปิดจองวันนี้ ถึง 31 มกราคม 2563***

ราคาสั่งจองเลื่อมลายฯ 290฿ (จากราคาปก 308฿)
ราคาสั่งจองแพ็ก 3 เล่ม (เลื่อมลายฯ ราคีสีเพลิง และมาลีเริงไฟ) 762฿ (จากราคาเต็ม 866฿)
ส่งฟรีแบบลงทะเบียน กรณีจัดส่ง EMS บวกเพิ่ม 45฿

***ช่องทางสั่งจอง***
- Inbox เพจ 'ปลายปากกาสำนักพิมพ์'
- Line: plaipakkabooks
- เมล์ plaipakkabooks@gmail.com
-ร้านนิยายออนไลน์ที่ร่วมเปิดจอง (เช่น ร้านนิยายรัก)

**หนังสือพร้อมส่ง ต้นเดือนกุมภาพันธ์**

ทุกยอดสั่งซื้อ/สั่งจองครบ 400 บาท ได้รับของขวัญปีใหม่เป็นถุงผ้าน่ารักๆ จากสนพ.ด้วยจ้าาาาา



**************

หมายเหตุ: นิยายเรื่องนี้เป็นซีรีส์ "ร้อยเล่ห์เสน่ห์จันทน์" มีทั้งหมด 4 เรื่อง ได้แก่
-ราคีสีเพลิง แต่งโดย รังสี (วิรัตต์ยา) ดุจดาริน (พิมาลินย์) รางนาก (สะมะเรีย)
-มาลีเริงไฟ แต่งโดย รังสี (วิรัตต์ยา)
-เลื่อมลายพรายจันทร์ แต่งโดย ดุจดาริน (พิมาลินย์)
-ม่านมนตกานต์ แต่งโดย รางนาก (สะมะเรีย)


*******************

จุดเชื่อมโยงคือ 'ยายเจิมจันทร์ เสน่ห์จันทน์' ยายของหลานๆ ทั้ง 4 ซึ่งเป็นตัวเอกของทั้ง 4 เรื่องด้านบนเลยจ้าแต่ละเรื่องก็เป็นเรื่องราวของหลานๆ แต่ละคนแตกต่างกันไป

(เลื่อมลายพรายจันทร์ เป็นเรื่องราวของหลานสาวคนรองในบ้านเสน่ห์จันทน์ค่ะ)


Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 2 -100%

‘งื้ด... งื้ด...’

เสียงครางอ้อนของบุญเลิศปลุกให้ดมิสาลืมตาตื่นตอนเช้าตรู่พร้อมเสียงนกร้องดังขับขานที่นอกหน้าต่าง หญิงสาวหาวหวอดบิดกายอย่างเกียจคร้าน ก่อนหันไปยิ้มให้วิญญาณสุนัขสีน้ำตาลที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงเดียวกัน

“อรุณสวัสดิ์ บุญเลิศ”

บุญเลิศแลบลิ้นเลียหน้าอย่างดีใจที่เธอตื่นแล้ว แม้จะรู้ว่ามันเป็นวิญญาณ ไม่ได้มีลิ้นหรือน้ำลายมาปาดหน้าเธอจริงๆ แต่ดมิสาก็อดหัวเราะพลางหลบพลางไม่ได้ เเหลือบมองนาฬิกาเห็นว่ายังเหลือเวลาอีกมากโขกว่าจะถึงเวลาอาบน้ำกินข้าวเช้า จึงนอนกลิ้งเล่นให้เวลากับบุญเลิศอีกพักใหญ่

บุญเลิศเป็นสุนัขพันธุ์ชิบะอินุ สีน้ำตาลขนฟูและอ้วนท้วนสมบูรณ์เพราะดมิสาดูแลอย่างดี เธอได้มันมาเป็นของขวัญวันเกิดตอนอายุสิบขวบ จากดีเลิศพี่ชายและบัวบุษบาที่ตอนนี้เป็นพี่สะใภ้ ลงขันซื้อมาให้ แน่นอนว่าเจิมจันทร์ไม่ชอบใจนัก แต่ก็ขัดหลานชายสุดรักไม่ได้

เพราะได้รับเจ้าหมาตัวนี้มาจากพี่ชาย ดมิสาจึงตั้งชื่อให้ว่าบุญเลิศตามชื่อดีเลิศเสียเลย แม้ดีเลิศจะเพลียใจ แต่ก็ยินยอมแต่โดยดี

ดมิสามีพลังจิตตั้งแต่จำความได้ เรื่องนี้เธอคุ้นชินกับมันดีและรู้ดีว่าต้องเก็บเป็นความลับ บอกใครไม่ได้ นอกเสียจากคนในครอบครัวที่นอกจากเจิมจันทร์แล้วก็ยังมีดีเลิศ และญาตาวีกับญานีนลูกสาวของน้าจิรัญญา น้อง สาวของดาราวลี ซึ่งโตมาด้วยกันจึงไม่สามารถปิดบังกันได้

แต่เมื่อดมิสาอายุสิบสองปี เย็นวันนั้นที่กลับมาจากโรงเรียนก็พบว่าบุญเลิศหายตัวไป...

เธอกับพี่ชายออกตามหาเพียงลำพัง เพราะเจิมจันทร์ไม่สนใจสุนัขของหลานสาวอยู่แล้ว โดยเฉพาะหนึ่งในคนที่ให้มาคือบัวบุษบา...ลูกสาวคนข้างบ้านที่เจิมจันทร์แสนชัง! ดาราวลีเองก็จมกับความเศร้าที่เลิศฤทธิ์ทิ้งไปเหมือนอย่างทุกวัน

ดมิสาและดีเลิศออกตามหาบุญเลิศกันอยู่นานนับชั่วโมงจนเย็นย่ำ กระทั่งเด็กสาวได้ยินเสียงดังแว่ว...

‘ทางนี้’

ดมิสาในเวลานั้นมองไม่เห็นวิญญาณ เธอคิดว่าหูแว่วไปเสียด้วยซ้ำที่ได้ยินเสียงชายแก่พูดแบบนั้น แต่ด้วยสัญชาตญาณจึงวิ่งไปตามทางที่ได้ยินเสียงและพลัดหลงกับดีเลิศตรงราวป่าในซอยที่ตอนนั้นยังไม่มีสิ่งก่อสร้างพลุกพล่านนัก ที่นั่นเอง...ดมิสาเห็นคนงานต่างด้าวที่มาทำงานก่อสร้างตึก แถวหน้าปากซอยกำลังถลกหนังบุญเลิศ กลิ่นไหม้เหม็นคละคลุ้ง กองไฟที่ใช้ย่างบุญเลิศยังลุกโชน สุนัขที่เธอแสนรักและเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในบ้านที่จงรักภักดีตายลงแล้ว และอาจตายด้วยความทรมานโดยที่เธอช่วยอะไรไม่ได้เลย!

นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่คนใจเย็นอย่างดมิสาโกรธจนสติขาดผึง

เธอจำเหตุการณ์ต่อจากนั้นไม่ได้อีก จำได้เพียงความเคียดแค้นชิง ชังนั้นเผาไหม้หัวใจเธอราวกับไฟโลกันตร์! ดมิสามารู้หลังจากนั้นว่า ความโกรธของเธอสร้างลมและพายุฝน ชายคนหนึ่งถูกฟ้าผ่าเกือบตาย ส่วนอีกคนก็วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงเข้ารกเข้าพงไป และกลับไปจับไข้ที่เพิงพักเพราะคิดว่าถูกผีหลอก

เจิมจันทร์นั้นมาจากไหนไม่รู้

มาทันเหตุการณ์ได้อย่างไร ดมิสาก็ไม่รู้...

แต่ยายก็มาจัดการทุกอย่างให้จบด้วยการตบหน้าดมิสาจนสลบ ลม พายุ และฟ้าแลบแปลบปลาบหายไป คนเจ็บถูกพาส่งโรงพยาบาลและได้รับค่าปิดปากจากเจิมจันทร์พร้อมคำขู่ให้กลับประเทศเพื่อนบ้านไป ห้ามกลับ มาเหยียบแผ่นดินไทยอีก

ซึ่งดมิสาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ายายทำเพื่อเธอ...หรือเพื่อรักษาชื่อ เสียงหน้าตาของตนเองกันแน่

หลังจากนั้นยายได้มอบพวงกุญแจแก้วไหมทองให้ดมิสา ยายบอกว่าให้เก็บติดตัวไว้ตลอดเวลาเพราะเป็นเครื่องรางควบคุมความโกรธ และสั่งไม่ให้ดมิสาโกรธใครอีก เพราะคราวหน้าคนที่ถูกฟ้าผ่าอาจไม่ใช่คนงานต่างด้าว แต่อาจเป็นดาราวลีหรือดีเลิศ มารดาและพี่ชายที่เธอรัก

ดมิสาจำคำยาย และพยายามจะไม่โกรธใครอีก เพราะไม่อยากเป็นสาเหตุทำให้คนที่ตนรักต้องบาดเจ็บล้มตาย แม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม

ทว่าหลังจากนั้นสองสามวัน ดมิสาก็กลับเข้าห้องนอนมาเจอบุญเลิศมีร่างกายโปร่งใสมองทะลุอีกฝั่งได้รออยู่ข้างเตียงที่เดิมที่มันชอบนั่งรอเธอ

ความรู้สึกแรก เด็กสาวตกใจและดีใจที่ได้เห็นบุญเลิศนั่งกระดิกหางตรงนั้นอีกครั้ง แต่ความรู้สึกต่อมา เธอกลัว... นั่นผี...ผีบุญเลิศ! ไม่ใช่เจ้าหมาบุญเลิศที่เธอจับต้องได้อีกแล้ว แต่มันเป็นผี ผี เธอเห็นผี!

‘ถึงเป็นผี แต่ก็เป็นบุญเลิศที่หลานรัก ไม่ใช่หรือ’

สิ้นเสียงนั้น ก็ปรากฏร่างโปร่งใสของวิญญาณชายแก่ที่เธอจำได้ดีว่าคือหลวงปู่ดลฤทธิ์ บิดาของเลิศฤทธิ์และพระดิน แม้เป็นวิญญาณหลวงปู่ก็ยังครองจีวรสีกรักเหมือนในรูปถ่ายติดป้ายอนุสรณ์ของวัดป่าอิสราภรณ์ซึ่งท่านก่อตั้ง ดมิสากลัวจับใจ แต่ก็รู้สึกรักและเทิดทูนท่านอย่างหาคำบรรยายไม่ได้ด้วย...เธอมีบิดาก็เหมือนไม่มี ดมิสามีเพียงพระดินที่วัดป่าอิสราภรณ์เท่านั้นที่เอ็นดูเธอดั่งพ่อบังเกิดเกล้า และหลวงปู่ก็มีไออุ่นราวกับบิดาแผ่ออก มาจากร่างจนเธอน้ำตาซึม

หลวงปู่มรณภาพไปนานแล้ว ท่านไม่เคยมาเข้าฝันเธอหรือแสดงตัวเช่นนี้เลย แต่ดมิสาก็จำได้ว่าเสียงที่นำพาเธอไปเจอบุญเลิศคล้ายเสียงของท่านตอนนี้มาก เด็กสาวก้าวเดินไปทรุดตัวลงนั่งและก้มกราบแทบเท้าร่างโปร่งใสของท่านด้วยอาลัย เธอเสียดายเหลือเกินที่เกิดไม่ทันดูแลรับใช้ปรน นิบัติตอนท่านเจ็บป่วยให้สมกับที่หลานพึงกระทำ

‘หลวงปู่กับบุญเลิศจะอยู่กับมิ้งค์ใช่ไหมคะ ถ้าเป็นแบบนั้นมิ้งค์ขอ ให้เห็นหลวงปู่แบบนี้ตลอดไปได้ไหมคะ มิ้งค์...’ เด็กสาวสะอื้น ‘มิ้งค์เหงาค่ะ’

ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ยิ้มอย่างมีเมตตา ยามท่านยิ้ม เค้าโครงหน้าของท่านคล้ายกับพระดินเหลือเกิน

‘พระดินอย่างไรเล่า ท่านจะดูแลหลานแทนปู่ วันนี้ปู่มาลา ดีใจเหลือ เกินที่หลานมองเห็นปู่เสียที’ ท่านยื่นมือมาใกล้ศีรษะเธอ แม้สัมผัสไม่ได้ แต่เด็กสาวก็รู้สึกอบอุ่นวูบวาบเพราะพลังวิญญาณ ‘อย่างไรเสียก็ระวังตัวนะลูก...บ้านนี้ไม่ปลอดภัย หากมีโอกาสย้าย ก็จงรีบย้ายออกไป ปู่ห่วงหนูมากกว่าเจ้าโต เพราะหนูมีสิ่งที่เจ้าโตไม่มี แต่สิ่งนี้...จะนำภัยมา’

ดมิสาไม่เข้าใจคำเตือนของท่าน และหลวงปู่ก็ดูเหมือนจะพูดอะไรไม่ได้มากกว่านั้น

‘ยังไม่ถึงเวลา...วันหนึ่ง หลานจะเข้าใจเอง’

ร่างโปร่งใสที่ถูกห่อหุ้มด้วยจีวรอยู่ภายใต้บวรพระพุทธศาสนาตรง หน้าดมิสา ค่อยๆ กลายเป็นละอองสีทองลอยล่องออกทางหน้าต่างไป เด็กสาววิ่งตามไปเกาะขอบหน้าต่าง ปัดผ้าม่านออกเห็นแสงนั้นลอยหายขึ้นฟ้า ปนไปกับแสงระยิบระยับจับตาของดวงตะวัน

บุญเลิศอยู่กับดมิสามานับแต่วันนั้นในรูปแบบวิญญาณ นี่ก็สิบกว่าปีแล้ว มันยังไม่มีท่าทีว่าจะจากไปเหมือนหลวงปู่ นอกจากวิญญาณบุญเลิศแล้วหญิงสาวก็เห็นวิญญาณอื่นบ้างประปราย แล้วแต่ว่ามีบุญกรรมวาสนาผูกพันกันมาหรือไม่ และ/หรือวิญญาณนั้นยอมปรากฏร่างให้เธอเห็นหรือไม่ หากดวงจิตซ่อนตัวแล้วไซร้ เธอก็จะมองไม่เห็นพวกเขาเลย

หญิงสาวเล่นกับบุญเลิศพอใจแล้วก็ลุกขึ้นอาบน้ำเตรียมออกไปทำ งาน วันนี้เธอมีเข้าเวรที่โรงพยาบาลจตุรพิธพรตอนสิบโมงเช้า และตั้งใจว่าจะออกไปหาอาหารเช้ากินที่โรงพยาบาล เพราะไม่อยากนั่งอึดอัดกินข้าวกับเจิมจันทร์ที่มีออร่าความเกลียดหลานสาวแผ่ออกมาจากร่างแทบทุกวินาที

แต่เมื่อแต่งกายสุภาพ บอกลาบุญเลิศแล้วเดินออกมาจากห้องนอน กลับพบเจิมจันทร์นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าวทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร ดมิสากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนเดินไปนั่งลงที่ข้างตั่งยกพื้นสูงกลางบ้านที่เจิมจันทร์นั่งอยู่

หญิงสาวยกมือประนมไหว้นอบน้อมตามที่ถูกสั่งสอนมาอย่างอ่อนช้อยยิ่งแบบที่หาได้ยากในสมัยนี้ หากแต่ว่าลูกหลานของตระกูลเสน่ห์จันทน์สามารถทำกันได้ทุกคน

“มิ้งค์จะไปทำงานแล้ว สวัสดีค่ะยาย”

“อย่าเพิ่งไป”

เจิมจันทร์กล่าวเสียงเรียบ อย่างที่เห็นได้ยาก ดมิสาจึงเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงงสงสัยว่าวันนี้ยายจะมาไม้ไหน เจิมจันทร์ไม่เคยเลยจะไม่ตวาดเธอ ไม่เคยเลยจะพูดจากันดีๆ เช่นนี้

“เอานี่ไป ฉันได้แก้วไหมทองมาใหม่ เห็นว่าพวงกุญแจของแกแตก ไม่มีเครื่องรางควบคุมตัวเอง เดี๋ยวแกจะไปฆ่าใครนอกบ้านเข้า” เจิมจันทร์ยกสร้อยข้อมือลูกปัดร้อยแก้วไหมทองคล้ายของเดิม ต่างเพียงมีเส้นไหมสีดำคล้ายเส้นผมรวมอยู่ด้วย...

“ยื่นมือขวาแกมา ฉันจะใส่ให้”

ดมิสาไม่เข้าใจว่าทำไมเจิมจันทร์ถึงทำดีกับเธอถึงขั้นจะสวมสร้อยให้ ทั้งที่แค่ส่งให้ก็ได้ แต่หญิงสาวก็ไม่ขัด เธอยื่นมือออกไปให้ยายสวมสร้อย โดยไม่รู้เลยว่าที่เจิมจันทร์ทำปากขมุบขมิบนั้น ยายของเธอร่ายมนตร์คาถาให้สร้อยไม่สามารถถอดออกได้ ยกเว้นดมิสาจะตัดมือตัวเองทิ้งเท่านั้น!

ยายเป่าลมใส่มือเธอดังฟู่ ไอเย็นจากลมปากเจิมจันทร์ทำเอาดมิสาขนลุกเกรียวกราว และอุปาทานเหมือนเห็นวิญญาณสีดำนับร้อยรายล้อมอยู่รอบกาย! แต่เพียงชั่วพริบตาเธอก็ไม่เห็นอะไรอีก

หญิงสาวสะดุ้งหันมองโดยรอบ ก่อนหันมามองสบตาเจิมจันทร์ที่บีบมือเธอแน่นจนเจ็บ

“เป็นอะไรของแก ฉันให้พรแก ไม่ดีหรือไง!”

ดมิสาค่อยๆ ดึงมือกลับมาเมื่อเจิมจันทร์ยอมปล่อย หัวใจเธอเต้นแรงกระแทกอก แต่ก็พยายามปลอบตัวเองว่าตาฝาดไป ตั้งแต่เห็นผีได้เธอไม่เคยเห็นวิญญาณใดที่น่ากลัวและดูดุร้ายแบบเมื่อครู่นี้

“ขอบคุณค่ะยาย มิ้งค์ไปก่อนนะคะ”

เมื่อเจิมจันทร์พยักหน้าขุ่นๆ ดมิสาก็รีบลุกเดินลงจากบ้านไปทันที

แม้ก้าวเข้ามานั่งในรถแล้ว หญิงสาวก็ยังรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วผิวกายอย่างประหลาด เธอยกมือลูบหน้าลูบผมรวบรวมสติ จับหน้าผากจับแก้มดูแล้วรู้สึกได้ถึงความร้อนราวเป็นไข้

ดมิสาบิดกุญแจสตาร์ตรถ และคิดว่าหากไปถึงโรงพยาบาลเมื่อไหร่ เธอควรกินยาแก้ไข้หลังอาหารดักไว้ ก่อนจะล้มป่วยไปจริงๆ



หมายเหตุ: เนื่องจากมีการจัดหน้าไว้ในรูปแบบหนังสือเล่มขนาด A5 อาจมีคำฉีกหรือเว้นวรรคมากกว่าปกติเมื่อนำลงเว็บ



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 29 พ.ย. 2562, 13:50:03 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 29 พ.ย. 2562, 13:50:03 น.

จำนวนการเข้าชม : 35





<< บทที่ 2 -60%   บทที่ 3 -40% >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account