เหนือทราย ใต้รัก
คืนวันผ่านพ้นไปอย่างเอื่อยเฉื่อย และชีวิตแต่งงานที่ไร้วี่แววเรื่องลูก ทำให้ศราเริ่มทนไม่ไหว เธอรู้ดีว่าหากไม่รีบทำอะไรซักอย่าง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาคงพังครืนลงสักวัน

เธอไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น โมห์เซ็นก็ไม่ต้องการเช่นกัน เขาจึงต้องช่วยเธอ เพื่อดึงความกระตือรือร้นของเธอคืนมาอีกครั้ง

- - - - - - - - - -

“ฉันว่าที่นี่ก็ดีนะคะ” ศราบอกหลังจากหายเหนื่อย เขาไม่แย้งก็แปลได้อย่างเดียวว่าเห็นด้วย เธอดึงสายตาจากหนวดเคราที่ถูกฝุ่นทรายเกาะมอมแมมไปยังคลื่นทรายสูงต่ำทอดยาวสุดขอบฟ้า เสียงลมหวีดหวิวขับเน้นความเงียบสงบราวกับ... “โลกนี้เหมือนมีแค่เราเลยโมห์เซ็น”

“คุณพูดเหมือนละครเลย” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ

“ฉันจำมาจากนิยายน่ะ” หญิงสาวอมยิ้ม กอบทรายถมข้อเท้าเขาจนมิด แล้วถมตัวเองต่อ “แต่โลกแบบนั้นไม่น่าอยู่หรอก แค่คิดว่าต้องเห็นหน้าคุณคนเดียวก็เบื่อแล้ว”

“เพราะงี้คุณถึงชอบออกไปเที่ยวบ่อยๆ”

ศราไม่ปฏิเสธ แม้ว่าเธอจะชอบช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันมากกว่า แต่พื้นที่ส่วนตัวก็จำเป็น “ถ้าไม่ไปบ้าง ฉันคงระบายความเครียดใส่คุณทุกวัน และชีวิตแต่งงานของเราอาจมาไม่ไกลถึงวันนี้ ฉันรักคุณ แต่ก็รักตัวเองด้วย คุณอยากได้ความรักจากคนที่ไม่รู้วิธีรักตัวเองหรือเปล่าโมห์เซ็น”

“ขึ้นอยู่กับว่าจากใคร ถ้าเป็นคุณ ผมยินดี และถึงคุณจะไม่รู้สึกรักตัวเองนะจูนัม ผมก็จะพยายามทำให้คุณรักจนได้”

“รู้ตัวมั้ย ตอนนี้คุณต่างหากที่พูดเหมือนนิยาย” ศราย่นจมูกด้วยความขบขัน โมห์เซ็นยักไหล่ พึมพำว่าเขาคงติดมาจากเธอ “แต่ฉันก็ชอบนะคะ”
Tags: ชีวิตแต่งงาน, โรแมนติก, ตะวันออกกลาง, อิหร่าน, ดราม่า, รักข้ามฟ้า

ตอน: ๑




เพลงของเรดิโอ เตหะรานจากเครื่องเสียงในห้องนั่งเล่นที่เปิดคลอเป็นเพื่อนสะดุดกึกพร้อมกับไฟทั้งบ้านดับพรึบลง ศราถอนหายใจขณะวางมือจากหอมหัวใหญ่ ยกแขนเสื้อซับดวงตาเปียกรื้น คลำเคาน์เตอร์ครัวไปยังตู้แขวนผนังที่เก็บเทียนไว้ สองเดือนนี้ไฟดับสามครั้งเข้าไปแล้ว และเธอก็หงุดหงิดที่มันดันมาดับตอนกำลังทำอาหารเย็นเสียทุกครั้ง

ศราหั่นหอมหัวใหญ่ต่อหลังท่ามกลางแสงเทียน คิดอย่างประชดประชันว่าโรแมนติกเป็นบ้า ถ้ารู้ว่าไฟฟ้าจะมีปัญหาแบบนี้เธอคงเข้าครัวตั้งแต่หัวค่ำ เพราะวันนี้สามีบอกว่าจะกลับดึก เธอจึงตั้งใจเตรียมมื้อเย็นช้ากว่าปกติ ศราไม่อยากตั้งโต๊ะด้วยสตูเย็นชืด เคบับเหนียวๆ และข้าวที่ไม่อุ่น ครึ่งชั่วโมงก่อนเขาโทร. บอกว่ากำลังออกจากมหาวิทยาลัย เธอจึงเริ่มย่างเนื้อแกะที่หมักไว้ กะให้สุกพอดีตอนโมห์เซ็นมาถึง

กลิ่นน้ำมันจากเนื้อหอมกรุ่นไปทั่วบ้านหลังเล็กๆ ดึงอารมณ์ศราขึ้นเล็กน้อย เธอมองโต๊ะกินข้าวรอบหนึ่งก็นึกได้ว่าขาดบางอย่าง หยิบโทรศัพท์บนหลังตู้เย็นมากดโทร. ออกทันที สัญญาณดังเพียงสองครั้งก็ได้ยินเสียงแหบห้าวแบบคนเป็นหวัด

“อาโล โมห์เซ็น” ศราทัก หนึ่งในภาษาฟาร์ซีไม่กี่คำที่เธอพอจะพูดได้และฟังออกหลังมาอยู่อิหร่านสี่ปีกว่าก็คือคำทักทายง่ายๆ กับภาษาอังกฤษติดสำเนียงของเขา

“จูนัม[i]”

“ถึงไหนแล้วคะ”

“ใกล้แล้ว เพิ่งเลยบาซาร์”

บาซาร์คงปิดหมดแล้ว แต่ซูเปอร์มาเก็ตน่าจะยังเปิดอยู่ ศรารีบบอกธุระก่อนเขาจะเลยมันมาอีก “คุณช่วยแวะซื้อขิงกับโยเกิร์ตมาหน่อยได้มั้ย”

“เกือบไม่ได้แน่ะ”

“แปลว่าได้นะ วางสายละ”

ตัดสายแล้วศราก็มองเตาที่เหลือด้วยความลังเลว่าจะต้มน้ำร้อนรอไว้ให้เขาอาบด้วยดีไหม เธอไม่รู้เมื่อไหร่ไฟจะมา บางทีมันอาจดับอยู่แบบนี้ทั้งคืน อากาศกลางเดือนมีนาคมยังค่อนข้างเย็น แม้ไม่มีวี่แววว่าหิมะจะตกลงมาอีก แต่น้ำเปิดจากก๊อกใหม่ๆ ก็ทำคนจากเมืองร้อนแต่กลับขี้หนาวอย่างเธอสั่นจนฟันกระทบกันกึกๆ วันนี้โชคดีว่าศราอาบเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงบ่าย เลยรอดไปอย่างเฉียดฉิว ส่วนโมห์เซ็นก็คงไม่สะทกสะท้านเพราะน่าจะชินแล้ว ทว่าพอคิดถึงเสียงอู้อี้ขึ้นจมูกตอนคุยกันเมื่อครู่ เธอก็จัดการตั้งหม้อน้ำอย่างไม่รีรอ

“ถ้าฉันป่วยบ้างคุณจะทำได้ครึ่งหนึ่งของทั้งหมดนี่มั้ย” หญิงสาวพึมพำ วันนี้เธอทำมากเกินไปจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นกับข้าว หรือความสะอาด ผลาญเวลาอันเหลือเฟือด้วยการหมกตัวอยู่ในครัวกับสูตรขนมไทยบ้าง เปอร์เซียบ้าง ครั้นเบื่อก็นอนเอกเขนกดูซีรีส์ฝรั่งที่ต้องมุดวีพีเอ็นถึงจะเปิดได้ ง่วงก็นอน หิวก็กิน วันไหนมีอารมณ์อยากออกไปข้างนอกก็ไป ชีวิตประจำวันของศราสุขสบายจนเข้าขั้นน่าเบื่อ ขณะที่โมห์เซ็นทำงานแทบไม่ได้พัก ทั้งที่จะขี้เกียจขึ้นหน่อยก็คงไม่มีใครว่าหรอก

ศรากำลังจัดโต๊ะตอนได้ยินเสียงเลื่อนประตูรั้วกับเสียงเครื่องยนต์คุ้นหู เธอวางเลมอนชิ้นสุดท้ายอย่างบรรจงลงบนจานเนื้อ ก่อนเดินฝ่าความมืดไปถอดสลักประตูบ้าน เงาตะคุ่มสูงใหญ่ยืนรออยู่พร้อมกล่องกระดาษกับกระเป๋าโน้ตบุ๊กพะรุงพะรังเต็มสองมือที่เธอเห็นแล้วเผลอมุ่นหัวคิ้ว

“นี่ ไหนบอกว่าคืนนี้จะ…”

“ผมเอามาเผื่อพรุ่งนี้น่ะ” ชายหนุ่มรีบอธิบาย วางข้าวของไว้ข้างชั้นรองเท้าแล้วโอบเอวเธอเข้าครัวซึ่งเป็นห้องเดียวที่มีแสงสว่าง “หนาวจริง กะจะนอนอุ่นๆ ใต้โคร์ชี[ii]ซักหน่อย”

“แล้วที่จะไปซื้อของล่ะ” เธอไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ

“ไม่ได้ซื้อทั้งวันซักหน่อยจูนัม อีกอย่างนะ ผมอยากหยุดปีใหม่โดยไม่ต้องคอยนึกว่าเหลืออะไรที่ยังไม่ได้ทำบ้าง คุณคิดว่าผมชอบเหรอ ไม่เลย แต่ถ้าผมไม่ทำ ใครล่ะจะทำ”

“เปิดมาคุณก็ต้องมีอะไรให้ทำอยู่ดี”

“ซาร่าจูน[iii] ผมไม่อยากทะเลาะตอนนี้” เสียงเขาอ่อนลงคล้ายวิงวอน

ศราเม้มริมฝีปากข่มความหงุดหงิดงุ่นง่าน ถึงเหตุผลของเขาจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่อารมณ์เธอก็เสียไปแล้ว ช่วงนี้เธอรู้สึกแปรปรวนง่ายจนเขาทำอะไรก็ไม่ถูกใจไปเสียหมด แม้จะพยายามประคองอารมณ์เต็มที่แล้วก็ยังเผลอเอาไปลงกับเขา เธอไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ กระนั้นก็ยังอดไม่ได้

ศราสูดลมหายใจยาวลึก ชวนเปลี่ยนเรื่อง “คอคุณเป็นไงบ้าง”

“ค่อยยังชั่วแล้ว” โมห์เซ็นตอบเสียงแหบพร่า วางถุงพลาสติกจากซูเปอร์มาเก็ตลงบนโต๊ะก่อนนั่งตรงข้ามกัน เขามองเทียนสองเล่มกลางโต๊ะสลับกับใบหน้าเรียบนิ่งของภรรยา “ดินเนอร์ใต้แสงเทียนเหรอ นานๆ ทีเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดี”

ศราฝืนยิ้มให้มุกฝืดของเขา ราดโยเกิร์ตลงในชามผักสลัด “คุณชอบมั้ย”

“ผมจะชอบมากกว่าถ้าเครื่องทำน้ำอุ่นใช้ได้”

“ฉันต้มน้ำไว้ให้แล้ว”

เธอพยักพเยิดไปยังหม้อใบใหญ่บนเตา ยิ้มออกเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างขวางจุดขึ้นบนใบหน้าอ่อนล้า แสงสลัวสีส้มอบอุ่นขับโครงหน้าแข็งกระด้างที่เต็มไปด้วยหนวดเคราให้อ่อนโยนขึ้น เช่นกันกับดวงตาคมรีที่กำลังพราวระยับล้อเปลวเทียนใต้แพขนตางอนยาวซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยนึกอิจฉา

“น้ำหนักผมขึ้นอีกแล้ว” โมห์เซ็นพูดพลางฉีกเนื้อแกะเข้าปาก ทำมือวนๆ เหนือหน้าท้องเรียกร้องความสนใจ เขารู้สึกว่าวันนี้อารมณ์เธอไม่แจ่มใส อาจเป็นเพราะไฟดับ หรืออากาศเย็นเกินไปก็สุดรู้

“แล้ว”

ศราเสือกชามสตูไก่ไปทางชายหนุ่มอีกนิด ดึกมากจนเธอรู้สึกไม่อยากอาหาร จึงกินแค่สลัดกับเนื้อสองสามชิ้นพอได้นั่งคุยเป็นเพื่อนกัน

“เพราะคุณทำอร่อยทุกอย่างไง”

ศราเหลือบตามองผลงานของตัวเองบนตัวสามี เธอไม่เห็นว่ารูปร่างเขาจะต่างจากเมื่อวานหรือเดือนก่อนตรงไหน บางทีการเจอหน้ากันทุกวันอาจทำให้สังเกตไม่ชัด แต่ถึงต่อให้อ้วนขึ้นจริง เธอก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหาอะไร

หกปีไม่ใช่หกวัน ศราจะหวังให้ทุกอย่างคงเดิมเหมือนวันแรกก็ออกจะเอาแต่ใจเกินไปหน่อย ขนาดเธอมีเวลาดูแลตัวเองทุกวันยังเริ่มรู้สึกหย่อนยาน นับประสาอะไรกับเขาที่วันหยุดยังหอบงานมาทำด้วย ไม่เพียงรูปร่างหน้าตา แม้แต่ความรู้สึกก็ยังเปลี่ยนไป ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่ความรักรุนแรงอ่อนลงเหลือเพียงสายลมบางเบา อ่อนโยน เป็นธรรมชาติ และคงอยู่ตลอดเวลา ทว่าบางครั้งก็หมองหม่นด้วยความไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ เช่นที่เธอกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้

‘ปกติของชีวิตคู่น่ะ’ แม่ของเขาพูดเช่นนี้เสมอยามพวกเธอทะเลาะกัน ‘รู้มั้ยเมื่อผู้หญิงแต่งงานจำเป็นต้องเพิ่มความอดทนขึ้นเป็นสองเท่า’

‘แล้วผู้ชายล่ะคะ’

‘ความเข้าใจ’

ศราไม่คิดว่าโมห์เซ็นจะเข้าใจเธอทั้งหมด แม้เธอจะเห็นว่าเขาพยายาม แต่ก็ยังมีบางอย่างที่เพียงเข้าใจก็ใช่จะช่วยให้ดีขึ้นได้ ความเบื่อหน่าย ความเงียบเหงาในแต่ละวัน มันไม่หายไปเลย ถึงเขาจะเพียรบอกว่าเข้าใจมากแค่ไหน เช่นเดียวกับเธอที่เหลืออดกับความบ้างานของเขาบ่อยหน เธอทนเห็นเขาปล่อยปละละเลยตัวเองไม่ได้ และมักคิดบ่อยๆ ว่าถ้าเกิดวันหนึ่งเธอหายไป เขาจะกินจะอยู่ยังไง

แต่เธอก็ได้แค่คิดเท่านั้น เธอไม่เคยหายไป หรือพูดให้ถูกคือไม่มีที่จะไป ใช่ว่าเขาขังเธอไว้ หากเป็นโลกภายนอกที่ไม่ต้อนรับเธอ ศราฟังภาษาฟาร์ซีที่ซับซ้อนกว่าบทสนทนาง่ายๆ กับตัวเลขไม่ออก ผู้หญิงวัยไล่เลี่ยกันและคิดว่าจะคุยกันได้ก็มีเพียงภรรยาของน้องชายเขา ซึ่งเจ้าหล่อนพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ เธอสามารถเดินเตร่ในสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ หรือชอปปิ้งได้เป็นวันๆ แต่ก็เท่านั้น หญิงสาว ‘เคย’ ต้องการชีวิตสะดวกสบายแบบนี้ และตอนนี้เธออยากให้มันจบลงเสียที

เธอไม่อาจทนไปตลอดชีวิต ความอดทนสองเท่าอาจพอเพียงสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ไม่พอสำหรับเติมเต็มตัวเอง

นอกจากรัก อีกเหตุผลที่ศราแต่งงานก็เพราะอยากหนีจากชีวิตแห้งแล้งในกรุงเทพฯ ไฟทำงานถูกความแออัดและเอาแน่เอานอนไม่ได้บนท้องถนนสูบจนทดท้อ งานครัวที่เคยชอบกลายเป็นภาระน่าเบื่อ ทุกเช้ายามลืมตาตื่น แล้วพบว่าต้องออกไปทำงานแลกเงินเดือนน้อยนิดเมื่อเทียบกับค่าครองชีพสูงลิ่วทำเธอน้ำตาซึมด้วยความสงสารตัวเองเดือนละหลายหน เธอทำอาหารให้ลูกค้าได้ทุกอย่าง แต่กลับไม่มีเวลาแม้แต่จะทำให้ตัวเอง

เมื่อโมห์เซ็นขอแต่งงานหลังคบหากันเกือบสองปี เธอจึงตอบตกลงทันที

ศราไม่ต้องทำงานอีกแล้ว เธอมีเวลามากพอสำหรับปรนเปรอตัวเองด้วยการทำสิ่งต่างๆ ซึ่งเคยอยากทำตั้งแต่ตอนอยู่บ้านเก่า ที่เตหะรานเธอมีบ้านของตัวเองจริงๆ ให้ดูแล เปลี่ยนสนามหญ้าด้านหน้าบางส่วนเป็นสวนผัก กวนแยม ตากผลไม้แห้ง หัดทำอาหารเปอร์เซียกับแม่และพี่สาวของสามี ทำขนมที่อยากกิน เดินเล่นสวนสาธารณะ ดูพิพิธภัณฑ์ เที่ยวต่างจังหวัด เธอมีความสุขกับทุกนาทีที่ผ่านพ้น ตื่นเต้นกับการทำสิ่งเหล่านั้นด้วยสองมือโดยไม่ต้องพะวงว่ารถไฟฟ้าจะมีปัญหาหรือเสียเวลาบนถนนกี่ชั่วโมง

แรกนั้น ศราคิดว่าตัวเองคงยินดีอยู่กับจังหวะชีวิตนี้ไปตลอด แค่เธอคิดผิด นานวันเข้า สิ่งที่อยากทำก็เริ่มน้อยลงจนเหลือเพียงไม่กี่อย่าง แปลงผักลงตัวแล้วก็ไม่จำเป็นต้องดูแลมาก อาหารเธอก็ทำคล่องเกือบทุกเมนู ส่วนผักผลไม้นั้นมีฤดูกาลของมัน เธอไม่บ้ากวนแยมทีละถังเหมือนตอนแรกอีก เมื่อทุกอย่างง่ายดายไปเสียหมด เธอก็เริ่มเหือดแห้งอีกครั้ง และครั้งนี้เธอต้องหาทางจัดการด้วยตัวเอง ก่อนอาการขาดแรงกระตุ้นจะทำให้ชีวิตคู่พังตามไปด้วย

ศราจะให้ความสุขใครได้ยังไง หากแม้แต่ตัวเองยังไม่มีความสุข

โมห์เซ็นเข้าใจ แต่เขาช่วยอะไรไม่ได้ เธอจึงต้องอดทน อดทนจนทนไม่ไหวอีกแล้ว

“หลังปีใหม่ฉันจะกลับบ้านนะ” ศราเอ่ยขึ้นหลังรอให้ชายหนุ่มทานอาหารเสร็จ

โมห์เซ็นที่กำลังช่วยเก็บจานชะงักมือเล็กน้อย ถอนหายใจแผ่วเบาพลางเก็บต่อจนเรียบร้อย แล้วลากเก้าอี้มานั่งลงข้างกัน ดึงมือเธอที่บีบกันแน่นมากุมไว้หลวมๆ

“ผมช่วยอะไรคุณได้บ้าง”

เธอส่ายหน้า “ฉันแค่คิดถึงพ่อกับแม่เท่านั้นเองค่ะ”

“แล้วหลังกลับมาจากบ้านล่ะ”

ปัญหาไม่ใช่ว่าเธอจะไปที่ไหน หรือเจอใคร แต่เป็นความอับเฉาในดวงตาที่เขาไม่รู้วิธีลบมัน เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อดึงความกระตือรือร้นที่เคยมีในตัวเธอเมื่อหลายปีก่อนคืนมา ทว่ามันก็ผุดขึ้นมาเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนจะเลือนหายไปอีก

“คุณมีอะไรที่อยากทำบ้างมั้ย นอกเหนือจากงานบ้านกับออกไปเดินเล่นน่ะ”

โมห์เซ็นมองหน้าเธอที่วูบไหวตามเงาเทียน ศรายิ้มบางขณะดึงมือคืน

“ฉันกำลังคิดอยู่”

“คุณต้องรีบคิดแล้ว”

“ฉันทำให้คุณเหนื่อยหรือเปล่า”

“แค่บางครั้งหรอกจูนัม ถ้าเหนื่อยผมจะบอก ส่วนคุณถ้าไม่ไหว ก็ต้องบอกผมเหมือนกัน อย่าให้ผมคิดเองเออเอง คุณคงจำได้ว่าผมถูกแม่ด่าขนาดไหนตอนไปตามคุณถึงบ้านโน้น”

“ฉันฟังไม่ออก” ศราบอกยิ้มๆ ถึงป่านนี้เธอก็ยังไม่รู้ว่าเขากับแม่คุยอะไรกันวันนั้น แต่อารมณ์ไม่จำเป็นต้องมีภาษา ท่าทางรู้สึกผิดของโมห์เซ็นสะกิดใจเธอว่าตัวเองก็งี่เง่าเหมือนกัน ทำไมเธอกับเขาไม่คุยกันให้รู้เรื่องก่อนค่อยวิ่งไปหาคนอื่น ทำไมเธอต้องเป็นฝ่ายให้เขามาทำความเข้าใจ ในเมื่อเธอสามารถบอกเขาตรงๆ ได้

โมห์เซ็นรวบปลายนิ้วเธอไว้อีกครั้ง ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นควันกับเครื่องเทศจากเส้นผมยุ่งเหยิง

“คุณอาบน้ำหรือยัง” เขากระซิบถามเสียงพร่า พยายามดึงเธอออกมาจากห้วงความเปล่าเปลี่ยว แม้จะรู้ตัวว่าทำได้ไม่ดีนัก

“เรียบร้อยแล้วค่ะ”

ศรายืดตัวเข้าไปปัดริมฝีปากผ่านแก้มสากก่อนขืนตัวออกอย่างรู้ความนัยในน้ำเสียงแผ่วผิวนั้น โมห์เซ็นถอนใจขณะลุกขึ้นยกหม้อน้ำร้อนไปยังห้องน้ำโดยมีหญิงสาวถือเทียนเดินนำ ตั้งเล่มหนึ่งไว้บนอ่างล้างหน้า ก่อนกลับเข้าครัวเธอก็หันมาถาม “คืนนี้คุณอยากนอนไหน”

เขาเงยหน้าขึ้นจากกะละมังสเตนเลส “กับคุณ”

เธออดยิ้มไม่ได้ “งั้นฉันขึ้นไปก่อนนะ”

“อย่าเพิ่ง จูนัม” เขาส่งเสียงเรียกก่อนเธอจะเดินออกไป ศราหมุนตัวกลับมาอย่างฉงน

“คะ”

“ปีใหม่เราไปเที่ยววาร์ซาเนห์กันมั้ย ตั้งเต็นท์นอนกลางทะเลทรายซักคืนแล้วขับรถเล่นถึงชีราซ หรือที่ไหนก็ได้ที่คุณอยากไป” โมห์เซ็นพูดรัวเร็วพลางสังเกตสีหน้าของภรรยา แต่มืดเกินไป

ศรากอดอกพิงกรอบประตู ไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือขมวดคิ้วดี

“อุตส่าห์หยุดตั้งสองอาทิตย์ทั้งที คุณไม่คิดจะนอนอยู่บ้านสบายๆ เลยเหรอ”

“คุณเคยพูดว่าเที่ยวก็คือการพักผ่อนแบบหนึ่ง”

เขารู้ว่าเธอชอบออกนอกบ้านยิ่งกว่าอะไร บางทีครั้งนี้อาจจะช่วยให้เธอผ่อนคลายขึ้น และการเปิดหูเปิดตาอาจจุดประกายความคิดบางอย่าง เธอทนชีวิตที่เงียบเหงาไม่ได้อย่างไร เขาก็ทนไม่ได้เหมือนกัน ยิ่งกว่าสิ่งใด เขาไม่อยากเห็นเธอทนจนทรมานตัวเองเช่นนี้

“คุณว่าไง”

“จะไม่ให้เวลาฉันคิดหน่อยเหรอคะ”

“ก็ได้ คุณมีเวลาหนึ่งคืน” โมห์เซ็นฉีกยิ้มด้วยความเชื่อว่าเธอจะตกลง แต่ถ้าไม่ เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วจริงๆ

ศรารู้สึกอ่อนใจ และใจอ่อน ความอ่อนโยนของสามีเป็นพลังหลักให้เธอทนวันคืนเอื่อยเฉื่อยมาได้ถึงตอนนี้ เธอสงสารเขาไม่น้อยกว่าตัวเอง ถ้าเธอมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างกันได้มากกว่านี้คงจะดีไม่น้อย



[i] جونم (Joonam) ที่รัก สุดที่รัก คำเรียกผู้คนที่สนิทชิดใกล้ บางโอกาสใช้ตอบโทรศัพท์กรณีที่รู้จักอีกฝ่าย

[ii] کرسی (Korsi) โต๊ะเตี้ยมีฮีตเตอร์หรือถ่านอยู่ข้างใต้ คลุมด้วยผ้าห่ม มักใช้กันในฤดูหนาว รวมถึงช่วงเวลาพิเศษ เช่น ปีใหม่เปอร์เซีย

[iii] جون (Joon) เรียกต่อท้ายชื่อคนรู้จัก เพื่อแสดงความเคารพหรือเอ็นดู สุภาพกว่าเรียกชื่อเฉยๆ



ชลิน
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 22 พ.ย. 2562, 18:13:22 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 พ.ย. 2562, 18:13:22 น.

จำนวนการเข้าชม : 68





   ๒ >>
ชลิน 22 พ.ย. 2562, 18:16:45 น.
เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้น ชีวิตแต่งงานหวานอมขมของสะใภ้อิหร่านค่ะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTMzNjk4NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjEwNzAyNSI7fQ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account