ดุจจันทร์ดั้นเมฆ: หอมดึก (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
‘ตรีเมฆ’ ไม่ได้เกิดมามีชีวิตเลวร้าย เขาไม่ได้มีปมด้อยจนต้องสร้างจุดเด่น ตรงกันข้ามเขามีพร้อมทุกอย่าง แต่ความ ‘พร้อม’ นั้นทำให้ชายหนุ่มใช้ชีวิตอย่างประมาทจนสุดท้ายต้องถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ไอ้ขี้คุก’ เขาผลาญทำลายชีวิตทุกคนที่รักเขา และในวันที่เขาได้รับอิสรภาพทางกาย จิตใจเขากลับถูกความรู้สึกผิดพันธนาการแน่นหนา

‘จันทน์กะพ้อ’ หล่อนมองโลกใบนี้สวยงามไปเสียหมด มองทุกอย่างเป็นบวกจนบางครั้งพลาดพลั้งกลายเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ แต่หล่อนกลับไม่สิ้นหวังที่จะมองแต่แง่งามของชีวิต เมื่อก้าวเข้ามาในครอบครัวที่เว้าแหว่งของตรีเมฆ หล่อนกล้าๆ กลัวๆ ชายหนุ่มห่าม ดิบ เถื่อนที่พ่วงมากับป้าชราและเด็กน้อยผู้น่าสงสาร

เขามันต้องตำราผู้ชายที่พ่อสอนนักหนาว่าให้อยู่ห่างๆ เข้าไว้

ใจหนึ่งหล่อนก็อยากทำอย่างนั้น แต่อีกใจก็อยากเอาชนะความหยาบกระด้างของเขา อยากให้คนที่เอาแต่มองโลกตาขวาง หันมาเห็นแง่งามของชีวิตเสียบ้าง

แต่โดยที่หล่อนไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ดวงตาคมดุคู่นั้นกลับเอาแต่จับจ้องหล่อนไม่วาง ในเมื่อหล่อนกล้ามาส่องแสงวับๆ แวมๆ ในหัวใจที่มืดดำของเขา เมฆร้ายก้อนนี้ก็จะโอบล้อม ตีประชิด กักกั้นไว้ไม่ให้หล่อนเคลื่อนคล้อยหนีหายไปทางไหนได้อีกเลย


*********************

นิยายเรื่องนี้เขียนโดย "หอมดึก" (ผู้แต่ง พนาพร่ำรัก และฝนเมษา ดอกไม้พฤษภา) และกำลังจะได้ตีพิมพ์กับ "ปลายปากกาสำนักพิมพ์ (Plaipakka Publishing)" ทีมงานปลายปากกาจึงนำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ เป็นแนวโรแมนติกดราม่า พาฟิน และอบอวลในหัวใจมากๆ ค่ะ นอกจากนี้ยังมีความน่ารักของครอบครัวที่มาพร้อมกับปัญหาสังคมในแง่มุมต่างๆ ด้วย หอมดึกบอกเล่าชีวิตคนรากหญ้าผ่านตัวละครได้มีมิติมากๆ #รับประกันความสนุกเช่นเคย!


ติดตามรายละเอียดสั่งจอง และรูปแบบ eBook ได้เร็วๆ นี้
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 2 -100%

ห้องที่จันทน์กะพ้อได้พักอาศัยอยู่ เป็นห้องนอนขนาดกลางสร้างไว้ที่ปีกด้านหนึ่งของบ้านและไม่ติดกับห้องนอนของป้ามาลีและเด็กชายตรีเพชร แม้ในตอนแรกหล่อนจะรู้สึกโหวงเหวงอยู่บ้างแต่ไม่นานหล่อนก็ชินและชักชอบบรรยากาศเย็นสบายของห้องนอนที่ยื่นออกไปด้านหลัง รับลมที่หอบกลิ่นหอมของดอกปีบเอามาทุกค่ำเช้าได้เต็มๆ หล่อนมีเวลาเตรียมการสอนอย่างเต็มที่หลังจากช่วยงานบัญชีห้องแถวของป้ามาลี ช่วยนางเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านเสียจนสะอาดเอี่ยมทุกห้อง ไม่เว้นแม้แต่ห้องนอนใหญ่ที่อยู่ลึกเข้าไปจากห้องของหล่อนอีก ห้องนอนที่คุณครูตรีเนตรผู้ล่วงลับต่อเติมให้เป็นอาณาจักรของลูกชายเขามีห้องสำหรับอ่านหนังสือและดูหนังฟังเพลงที่เชื่อมติดกับห้องนอนแสนสบาย มีระเบียงส่วนตัวที่พ้นจากสายตาคนอื่น เครื่องเรือนเสื้อผ้าและสิ่งของที่เป็นของเขายังเก็บไว้อย่างดี ราวกับเจ้าตัวยังอยู่ในห้องนั้น

จันทน์กะพ้อเองก็มีห้องนอนแสนสบายที่พ่อสร้างไว้ให้จนเป็นที่อิจฉาของพี่ๆ เช่นกัน แต่ห้องนอนของหล่อนเทียบไม่ได้เลยกับอาณาจักรของนายตรีเมฆคนนี้ เวลาเข้ามาทำความสะอาดห้องหล่อนชอบยืนดูภาพถ่ายขนาดเกือบเท่าตัวจริงของเขากับครูตรีเนตร ทั้งสองมีใบหน้าละม้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแต่ตรีเมฆสูงและรูปร่างหนาแกร่งกว่าผู้เป็นพ่อ ไหล่เขากว้างจนครูตรีเนตรแทบโอบบ่าเขาไม่รอบ ไม่น่าเชื่อเลยว่าชายหนุ่มผู้มีดวงตาสดใสเจิดจ้าในภาพตอนนี้ จะกลายเป็นนักโทษชายที่ต้องรอรับเงินเดือนจากผู้เป็นแม่ซึ่งจันทน์กะพ้อเองรับอาสาไปส่งให้เขามาสองสามเดือนแล้ว

ภาพนั้นคือภาพเดียวของลูกชายที่ป้ามาลีไม่ได้เอาไปเผาทิ้ง

“คุณครู คุณครู คุณครูจันทน์ครับ” เสียงกระซิบกระซาบของเด็กชายตรีเพชรดังมาจากนอกประตูที่หล่อนเปิดแง้มไว้ เด็กน้อยไม่กล้าเข้ามาในห้อง

“ว่าไงจ๊ะพ่อเพชรรูปหล่อ เข้ามาสิ”

“ไม่เอาครับ เพชรกลัว”

“กลัวอะไร ยักษ์ไม่อยู่เสียหน่อย” จันทน์กะพ้อออกจะขันที่ป้ามาลีสอนให้หลานชายเรียกตรีเมฆว่า ‘ยักษ์’ และเด็กชายก็กลัวตามอย่างเป็นจริงเป็นจัง

‘เจ้าเพชรมันไม่ใช่หลานแท้ๆ ของป้าหรอกนะหนูจันทน์ มันเป็นเด็กนักศึกษาที่มาเช่าห้องป้าคลอดทิ้งไว้แล้วก็หนีไป มันนอนร้องอยู่ทั้งวันทั้งคืนจนใครๆ บ่น ป้าไปงัดห้องถึงได้เจอเข้า น่าเวทนานัก ป้ารักมันเหมือนเลือดในอกก้อนหนึ่งจริงๆ ถึงต้องปรามๆ ไว้ก่อน ถ้าลูกชายป้ากลับมาจริงๆ เจ้าเพชรจะได้ไม่กล้าไปกวน เขาเป็นคนดุมาก ป้าว่าอยู่ใครอยู่มันดีกว่า’ ป้ามาลีเล่า

“ความจริงยักษ์ก็ไม่น่ากลัวเท่าไรหรอกเนาะครูจันทน์ ยักษ์ในทีวีตายตอนจบทุกตัวแหละ” เด็กชายปลอบใจตัวเอง แต่ก็ยังไม่กล้าก้าวขาเข้ามาในห้อง

จันทน์กะพ้ออมยิ้ม รีบเก็บเครื่องมือทำความสะอาดก่อนจะปิดล็อกห้องแล้วเดินตามเด็กชายตรีเพชรลงไปที่ใต้ถุนบ้าน



****************



ที่เรือนจำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

“เหอะ” ริมฝีปากหนาหยักได้รูปเหยียดหยันเอกสารสองอย่างในมือ...ใบแสดงหลักฐานการปล่อยตัวและใบสุทธิหรือที่เรียกว่า ใบบริสุทธิ์

ใบบริสุทธิ์เรอะ เท่านี้น่ะหรือที่จะพิสูจน์ได้ว่าคนชั่วอย่างกูเมื่อก้าวขาออกจากกำแพงสูงที่จองจำมากว่าห้าปีนี้แล้วจะกลับกลายเป็นคนดีอย่างหลังตีนเป็นหน้ามือไปได้

คนโง่เท่านั้นล่ะที่จะเชื่อ...!

“ไม่ค่อยได้ใช้เหรอ เงินสะสมเยอะทีเดียว” เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบสมุดเงินฝากถามเมื่อเห็นยอดเงินในนั้น

ตรีเมฆค่อนข้างจะรำคาญหล่อนอยู่หน่อยๆ

“ครับ อยู่ในคุกจะให้ซื้ออะไร” ตรีเมฆเหยียดยิ้ม ครั้งล่าสุดที่เขาใช้เงินก้อนใหญ่ในคุกซื้อของ เขาต้องติดคุกเพิ่มอีกสองปีกว่า เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา

“หวังว่าจะไม่ต้องพบกันอีกนะ ตรีเมฆ” ผู้คุมที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีเอ่ยไล่หลัง ขายาวๆ ในกางเกงยีนสีซีดชะงักครู่หนึ่งก็ก้าวสวบๆ ออกไปที่ถนนด้านหน้า

กว่าขั้นตอนปล่อยตัวนักโทษจะเสร็จสิ้นก็บ่ายสองเข้าไปแล้ว ใจเขารู้อยู่แล้วว่าคงไม่มีใครมารับ ชายหนุ่มจึงแบกกระเป๋าใบเก่าที่มีเสื้อผ้าอยู่สองสามชุดเดินดุ่มๆ ไปยังป้ายรถเมล์ที่เห็นอยู่ลิบๆ รถที่มารับนักโทษคนอื่นๆ แล่นเข้ามาใกล้ อดีตเพื่อนนักโทษร้องเรียกให้ขึ้นรถไปด้วยแต่รถกระบะคันนั้นชะลออย่างไม่เต็มใจนัก ตรีเมฆจึงได้แต่โบกมือลาและไล่ส่งน้ำใจของอดีตสหายคุกคนนั้นไป

แค่ต้องมารับคนคุกคนหนึ่งก็น่าอายพอแล้ว อย่าให้ต้องพ่วงเขาไปอีกคนเลย ญาติๆ ของนายคนนั้นคงกระอักกระอ่วนพิกล

ตรีเมฆนั่งรอรถเมล์อยู่เพียงลำพัง นานร่วมครึ่งชั่วโมงได้ เขายังต้องต่อรถกับเดินอีกไกลเพื่อกลับบ้าน บ้านที่บางทีเขาก็คิดว่าตนเองไม่สมควรกลับไป

แต่จะให้ทำไงได้ เวลานี้คงต้องอยู่ไปก่อน แล้วค่อยคิดขยับขยายอีกที เขานึก

ในที่สุดรถเมล์ก็มา ตรีเมฆเลือกที่นั่งด้านหลังสุดบนรถเมล์พัดลมเก่ากรุคันนั้น เขาเลื่อนหน้าต่างขึ้นให้สายลมเย็นพัดเข้ามาต้องใบหน้า เงาสะท้อนของคนที่มีใบหน้าเขม็งตึง คิ้วเข้มขมวดเกร็งราวกับโกรธเกลียดคนทั้งโลกฉายออกมาบนกระจกหม่นมัว เขายกมือขึ้นลูบหน้า ลำคอแห้งผาก ชายหนุ่มนึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อน้ำติดมาด้วยสักขวด เขากวาดสายตามองคนบนรถเมล์ ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือ มีก็แต่เขาและยายแก่ๆ คนหนึ่งที่ไม่ได้หมกมุ่นกับเจ้าเครื่องมือสื่อสารราคาแพงลิ่วนั่น

บ่ายคล้อย รถเมล์คันนั้นก็วิ่งมาถึงหน้าห้างสรรพสินค้าขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง ตรีเมฆลงจากรถเมล์ด้วยความงุนงง แม้เป็นป้ายเดิมที่เคยขึ้นลงประจำสมัยเรียนมหา’ลัย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปมากจนเขาจับทิศทางไม่ค่อยถูก ท้องไส้เริ่มร้องปั่นป่วน เขายังต้องต่อรถอีกสายจึงจะถึงบ้าน ตรีเมฆตัดสินใจเดินตรงไปที่ร้านขายข้าวแกงข้างๆ ป้ายรถเมล์ สั่งข้าวราดแกงจานหนึ่งกับน้ำเปล่าขวดใหญ่มาประทังชีวิต

ก่อนที่เขาจะลงมือกินข้าวมื้อนั้น หางตาก็เหลือบไปเห็นมือผอมแห้งของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังล้วงเข้าไปในกระเป๋าถือของสาวใหญ่ร่างอวบที่มัวแต่คุยโทรศัพท์เบียดกับคนอื่นอยู่ตรงป้ายรถเมล์ มือผอมแห้งนั้นตวัดกรีดกระเป๋าอย่างรวดเร็ว พอได้กระเป๋าสตางค์มา มันก็รีบรุดเดินไปร้านขายเสื้อผ้าข้างๆ ตรงนั้นมีวัยรุ่นอยู่อีกคนหนึ่ง มันส่งกระเป๋าเงินให้ไป แล้วก็เดินเตร็ดเตร่รอดูผลงานและหาเหยื่อรายต่อไปอย่างไม่หวาดหวั่น

หญิงร่างท้วมเลิกรอรถเมล์ หล่อนเรียกแท็กซี่และกระโดดเข้าไปนั่งเบาะหลังอย่างรีบร้อน ตรีเมฆตักข้าวเข้าปากคำแรก สายตาคมมองสบตาไอ้หัวขโมยคนนั้น มันสะดุ้งโหยงยังกับรู้ว่าโดนจับได้ รีบเดินก้มหน้างุดๆ หายไปในฝูงชนที่กรูกันขึ้นรถเมล์ที่วิ่งมาจอดเทียบป้ายพอดี

เหยื่อมากมายของมันออกันอยู่ที่นั่น

ตรีเมฆจัดการข้าวราดแกงของตนเองเสร็จเรียบร้อย ก็กวาดสายตามองร้านค้าริมทางทั้งหลายที่ตั้งวางขายของกันอย่างหนาแน่น เขาตัดสินใจเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้นต่อเพื่อยื้อเวลาอยู่นอกบ้านให้นานอีกหน่อย กระทั่งย่ำค่ำ ชายหนุ่มซื้อเสื้อกับกางเกงใหม่ราคาไม่แพงนักจากร้านแถวนั้นเพิ่มอีกสามสี่ตัวพร้อมของใช้ส่วนตัวแล้วก็หาห้องน้ำเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ทิ้งชุดที่อุปทานไปเองว่ามีกลิ่นคาวคุกติดตัวลงถังขยะแล้วเดินตรงไปที่ป้ายรถเมล์ คราวนี้เขาไม่ลืมซื้อน้ำเปล่าติดมือขึ้นไปด้วย เวลาเช่นนี้รถติดมากคงอีกนานกว่าเขาจะถึงบ้าน

เขาแน่ใจว่าเรือนจำคงส่งข่าวการพ้นโทษของเขาไปที่บ้านแล้ว แม่ของเขาคงรู้ แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าท่านจะต้อนรับเขากลับบ้าน

ใช่ ลูกชั่วอย่างเขา ใครจะอยากอ้าแขนรับ

นับตั้งแต่พ่อเสียในระหว่างที่ตรีเมฆติดคุก ลูกชั่วอย่างเขาก็ไม่ได้พูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวกับแม่อีกเลย เอาเข้าจริงอิสรภาพของเขาอาจจะเป็นข่าวร้ายของแม่ก็เป็นได้...แต่เขาไม่กังวลนักหนาหรอก หากแม่ไม่ยินดีให้อยู่ด้วยเขาก็จะออกไปใช้ชีวิตตามลำพัง มันจะมีอะไรยากลำบากไปกว่าชีวิตในคุกอีกหรือ แค่ปากเดียวท้องเดียวจะไม่รอดก็ให้มันรู้ไปสิน่า

ก่อนที่เขาจะยืนรอจนขาแข็งขยับไม่ได้ รถเมล์สายที่ต้องการก็วิ่งเข้ามาจอดพอดี ดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งเดียวที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงตลอดห้าปีที่เขาอยู่ในคุก ทั้งความเก่า ความสกปรกของเบาะนั่ง และการบริการที่หยาบคาย คนขับหน้าตาบูดบึ้งราวกับเกลียดอาชีพนี้เสียเต็มประดาแต่ก็ไม่ยอมหันไปทำมาหากินอย่างอื่นเสียที และเด็กกระเป๋ารถเมล์ที่อายุเกือบยี่สิบปีแล้วแต่ก็ยังดูเป็นเด็กเก็บเงินคนเดิม มันจำเขาได้ทันทีที่ชายหนุ่มก้าวขึ้นไปบนรถ

“พี่เมฆ! ไอ้เหี้ย! พี่เมฆจริงด้วย” มันร้องลั่น ทำเอาคนที่ทนร้อนมานั่งรอบนรถที่มีทั้งนักศึกษาวิทยาลัยและคนทำงานหันมามองเป็นตาเดียวกัน ตรีเมฆถลึงตาใส่มันทีเดียวไอ้ป๋องก็หุบปาก เดินเข้ามานั่งกระแซะข้างๆ

“มึงยังไม่รถคว่ำตายอีกเหรอวะ”

“เชี่ย พี่เมฆตัวจริง ปากแบบนี้ หายไปไหนมาพี่”

“รู้แล้วยังเสือกถาม”

“แหะๆ เพิ่งออกมาวันนี้เรอะ” มันซักเบาเสียงลงแต่เขาไม่ตอบ แต่มันก็รู้ได้เอง สมัยมันเริ่ม ‘เล่นยา’ ใหม่ๆ พี่เมฆกรุณามันบ่อยไป บางทียังมีค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ที่นานๆ เข้าก็กลับมาเป็นรายได้หลักของมันแทนการเป็นกระเป๋ารถเมล์นี่ กลายเป็นว่าอาชีพหลักของมันมาเสริมอาชีพรองเสียจนมันล่ำซำอยู่พักหนึ่ง จนลูกพี่มันถูกรวบไป

ไอ้ป๋องยังเสียดายอยู่ไม่หาย

“พี่ออกมาก็ดีแล้ว ฉันอดอยากปากแห้งเหลือเกิน”

“มึงก็มีงานประจำทำไม่ใช่เรอะ”

“โห...พี่ พอใช้ที่ไหน ตอนนี้ป๋องมีเมียแล้วนะ เงินเดือนกระเป๋ารถเมล์ไม่พอเติมเน็ตโทรศัพท์ให้เมียหรอก เป็นไง พี่ได้สูตรใหม่ๆ มาจากในนั้นหรือเปล่า นี่พอพี่ตั้งเนื้อตั้งตัวได้หนนี้ อย่าลืมเรียกสายป๋องนะ รับรองคล่องปรื๊ด” มันกระซิบกระซาบแล้วขยับลุกขึ้นไปเรียกผู้โดยสารเหยงๆ ให้เร่งรีบขึ้นรถ ทั้งยังต้อนหน้าต้อนหลังราวกับต้อนวัวควายจนเป็นที่ระอาใจของทุกคน

“เร็วครับเพ่ เร็วๆ รถจะออกแล้ว ป้ายหน้าคลองสาม ตลาดสด วิท’ลัย ใครไม่ทันรอรอบถัดไปนะเพ่”

ไอ้ป๋องมันร้องหนวกหูอยู่อย่างนั้นก่อนรถจะเคลื่อนออกจากป้ายในที่สุด เนื่องจากมีรถคันที่มาต่อหลังบีบแตรไล่ด่าพ่อล่อแม่กันขรม ตรีเมฆอดรู้สึกหวนนึกถึงวันวานไม่ได้ เมื่อสมัยขาสั้นคอซองเขานับว่าเป็นเด็กที่หัวดีคนหนึ่ง ถึงจะเกเรโดดเรียนไปบ้างแต่เขาก็ไม่เคยสอบได้ต่ำกว่าลำดับที่ห้าของห้อง จนเขาสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมีชื่อแถวบางเขนได้ ทำให้พ่อผู้สูงวัยปลาบปลื้มในตัวเขายิ่งนัก ตรีเมฆตอนนั้นเรียกได้ว่าขออะไรจากพ่อก็ได้หมด สิ่งสุดท้ายที่เขาขอจากท่านคือมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่ราคาหลายแสน พ่อก็หามาให้เขาทันที แม้จะกำชับนักหนาว่าไม่ให้ขี่เร็ว และแม่ผู้หัวโบราณและทำหน้าที่ช้างเท้าหลังของบ้านเสมอจะถึงกับเอ่ยปากทัดทานก็ตาม

ตรีเมฆมีแฟนเป็นน้องปีหนึ่งหน้าตาจิ้มลิ้ม ลูกผู้ดีมีเงินจากกรุงเทพฯ เขาพาสาวน้อยตะลอนซิ่งมอเตอร์ไซค์ท่องราตรีให้หล่อนได้เห็นโลกนอกกรอบของพ่อแม่ ยิ่งหล่อนกระตือรือร้นเพียงใดเขายิ่งอยากพาหล่อนท่องลึกเข้าไปในโลกต้องห้ามของผู้ใหญ่มากขึ้นเท่านั้น

เขาเริ่มพาหล่อนเที่ยวหนักขึ้น กินดื่มจนผลการเรียนทั้งคู่ตกต่ำ เป็นครั้งแรกที่พ่อตัดเงินเดือนเขา ตรีเมฆประชดพ่อด้วยการไปค้ายาหาเงินมาจุนเจือรูปแบบชีวิตที่เขากับแฟนสาวปรารถนา มือใหม่อย่างเขาทำมาค้าขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ อาจเป็นเพราะความเด็ดขาดถึงลูกถึงคนก็เป็นได้ ไม่นานชื่อของตรีเมฆก็โด่งดังไปทั้งคุ้งคลอง

แต่ไม่นึกว่าคืนหนึ่งเขาจะถูกตำรวจไล่ล่าจนจวนตัว ด้วยความจวนตัว ตรีเมฆพาแฟนสาวบึ่งหนีสุดชีวิต และเมื่อรถตำรวจทะยานออกมาจากข้างทางตัดหน้ารถเขาอย่างกะทันหัน ชายหนุ่มก็เสียหลักรถพุ่งแฉลบชนคอสะพานส่งผลให้แฟนสาวของเขาคอหักตายคาที่ ในขณะที่เขารอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์

ตรีเมฆปิดเปลือกตาลงเมื่อรถเมล์วิ่งผ่านสะพานแห่งนั้น แต่แล้วก็อดเหลียวหลังไปมองไม่ได้ ในความมืดสลัวเช่นนั้น เขาคิดว่าอาจจะได้เห็นหล่อนยืนรออยู่ตรงนั้น คนรักของเขา หล่อนอาจจะรออยู่ด้วยความอาฆาตไม่ต่างจากพ่อของหล่อนที่ก่นด่าเขาว่าเป็นตัวการทำให้ลูกสาวต้องมาจบชีวิตอย่างอนาถ

ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าบางที่เขาโชคดีที่ถูกจับติดคุกฐานค้ายาและขัดขืนการจับกุมของเจ้าหน้าที่และข้อหาขับรถโดยประมาท

ขับรถโดยประมาทรึ!? ใครกันแน่ที่ประมาท กูหรือไอ้ตำรวจแก่นั่น

แต่อย่างไรก็ตาม การติดคุกทำให้เขารอดจากการต้องถูกตราหน้าว่าเป็นตัวเสนียดจัญไร พ้นจากสายตาเจ็บปวดผิดหวังของพ่อและแม่ที่มองมาอย่างตัดพ้อและท้อแท้



****************



สองทุ่มกว่า รถเมล์คันที่ตรีเมฆนั่งมาชะลอความเร็วลง พร้อมกับแบกคนอีกหลายสิบวิ่งปุเลงๆ ลัดเลาะเลียบคลองไปจนเลยตลาดสด วัดวาอาราม โรงเรียนมัธยมฯ ที่เขาเคยเรียน และบ้านเรือนริมคลองหนาตา จนมาใกล้บริเวณวิทยาลัยเทคนิคอันเป็นชุมชนเดียวกันกับบ้านของเขาก็เริ่มมีตึกหอพักสามสี่ชั้นผุดขึ้นมาประปราย แปลกตา รถเลี้ยวเข้าไปจอดในท่ารถใหม่ที่ตรีเมฆต้องเดินอีกไกลกว่าจะถึงบ้าน

เขาลงจากรถโดยไม่สนใจไอ้ป๋องที่ยักคิ้วหลิ่วตาให้ สาวเท้าสม่ำเสมอไปตามถนนเลียบคลองที่มืดสลัว บางมุมมืดสนิท และโดยสัญชาตญาณเขาตวัดตาคมวาวจับจ้องไปในความมืดมิดนั่น เงาร่างหญิงชาย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่เคลื่อนไหวไปมา

ตรีเมฆแสยะยิ้มหยัน

นี่หรือนโยบายกวาดล้างยาเสพติดที่ประกาศรณรงค์กันปาวๆ ดังไปจนถึงในคุก จับกูไปขังคุกห้าปี ไอ้พวกหัวเท่าไม้ขีดก็ริส่งยากันแล้ว

“พี่ๆ แวะก่อนสิจ๊ะ” เสียงที่ดัดเสียจนหวานเลี่ยนดังมาจากร่างที่บิดเร่าอยู่ตรงเสาไฟ แสงสว่างจากหลอดนีออนเก่าๆ สาดลงบนร่างซีดผอมราวผีตายซาก ตรีเมฆตวัดตาดุมองปราดเดียว เจ้าหล่อนก็ผงะไปบ่นอุบอิบด่าทอด้วยความผิดหวัง

เวลาเกือบสามทุ่ม ตรีเมฆก็มาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านที่บอกบ้านเลขที่อันเป็นที่ตั้งของบ้านเดิม แต่บัดนี้ด้านหน้าได้กลายเป็นห้องแถวปลูกกับดินหน้าตาขะมุกขะมอม ต้นไม้ ดอกไม้ที่พ่อประคบประหงมเป็นสวนหน้าบ้านหายไปหมดสิ้น ลานด้านหน้าที่เคยโล่งกว้างและเป็นที่วิ่งเล่นของเขาและเด็กๆ ในชุมชน กลับมีมอเตอร์ไซค์จอดระเกะระกะ เสียงผู้คนพูดคุยดังออกมาจากประตูราคาถูกและผนังบางๆ ของห้องเช่าปลูกกับดินราคาถูก ห้องแถวที่พ่อสร้างให้แม่ของเขาไว้เก็บกินก่อนตายเพราะเห็นว่าคงพึ่งพาอาศัยลูกชายอย่างเขาไม่ได้แล้วในตอนนั้น

พ่อคิดไว้ไม่ผิดเลย...



****************



ตรีเมฆเดินตรงเข้าไปด้านใน ไฟที่ใต้ถุนบ้านเปิดไว้เพียงดวงเดียวสลัวๆ พอมองเห็นทาง รถยนต์และรถกระบะของพ่อยังจอดอยู่ที่เดิม ส่วนมอเตอร์ไซค์ของเขาจอดซุกไว้ที่มุมหนึ่ง มีผ้าเขรอะฝุ่นคลุมไว้

ตรีเมฆแหงนหน้ามองขึ้นไปบนบ้านอันเงียบสงบ แม่คงหลับไปแล้วเพราะปกติเป็นคนนอนหัววัน ยกเว้นเวลาที่เขาหรือพ่อไม่สบายเท่านั้น หรือระยะหลังๆ ที่เขาเริ่มเป็นวัยรุ่นและริเที่ยวเตร่ตามประสา แม่จะรอจนเขากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยจึงจะเข้านอน ตรีเมฆหลับตานิ่ง กัดฟันแน่นก่อนจะตัดสินใจเดินไปที่บันไดด้านหลังซึ่งเป็นทางขึ้นตรงไปยังห้องส่วนตัวของเขา เขายังมีกุญแจบ้านครบถ้วนเพราะพ่อยังหวังให้เขากลับมาอยู่บ้านเสมอจนกระทั่งสิ้นลมหายใจไป

พ่อไม่เคยสิ้นหวังในตัวลูกอย่างเขา

แต่แล้วเท้าที่ก้าวขึ้นเรือนไปเบาๆ ชะงักงันเมื่อเห็นเงาตะคุ่ม มองออกว่าเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่เกือบเท่าเขา มันทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่ที่หน้าห้องพักแขกด้านซ้ายมือถัดไปจากปีกที่เป็นส่วนของเขาไปอีกหน่อย ตรีเมฆแอบกายอยู่กับไม้ฝากระดานบ้าน สายตาคมจับจ้องการเคลื่อนไหวของมันแน่วแน่ เจ้านั่นแนบหูเข้ากับบานประตูที่เปิดแง้มอยู่ แสงไฟจากในห้องเล็ดลอดออกมาเมื่อมันเปิดออกพอก้าวเข้าได้

ใครพักอยู่ในห้องรับแขก... ตรีเมฆขมวดคิ้วมุ่น

ประตูกำลังจะปิดลงตามหลังหมอนั่น ตรีเมฆจึงสบโอกาสนั้นถลันตามเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว พอดีกับที่มีเสียงร้องกรี๊ดดังขึ้นในห้องเพียงครั้งเดียวก็เงียบไป ตามมาด้วยเสียงร้องอึกอัก ดิ้นรนขัดขืนจนข้าวของล้มกระจัดกระจาย

“ปล่อย! ปล่อยฉันนะ!”

เสียงนั่นฟังยังไงก็ไม่ใช่เสียงของแม่เขาแน่!

 ไอ้โจรหื่นกำลังกอดรัดร่างที่พันไว้หมิ่นเหม่ด้วยผ้าขนหนูผืนเดียว ผมที่เพิ่งสระพันผ้าขนหนูผืนเล็กไว้หลวมๆ ถูกกระชากจนผมยาวหลุดรุ่ยร่าย กระเซอะกระเซิง

“น้องจันทน์อย่าดิ้นสิ มาให้พี่ศักดิ์กอดเสียดีๆ”

มันกระซิบเสียงแหบกระเส่าน่ารังเกียจข้างใบหูบาง หอมกรุ่น มือหยาบกระชากไหล่มนเปลือยเปล่า คว้าชายผ้าขนหนูกระตุกอย่างแรง จนหลุดติดมือไป จันทน์กะพ้อหวีดร้องถลันไปดึงผ้าห่มมาห่อร่างไว้ตัวสั่นงันงก เมื่อเงยหน้าขึ้นหล่อนก็เห็นร่างสูงตระหง่านยืนค้ำหัวไอ้ศักดิ์อยู่ราวกับยักษ์ปักหลั่น ดวงตาคมดุจับจ้องความเคลื่อนไหวของมันโดยไม่สนใจหล่อน เมื่อมันตั้งท่าจะกระโจนเข้าหาหญิงสาว หัวไหล่ของมันก็ถูกตรีเมฆกระชากอย่างแรงจนเซหมุนไปปะทะกับหมัดแน่นๆ เน้นๆ ของเขา ทำมันหน้าหงาย เลือดสดๆ สาดออกมาจากปากและจมูกทันที

“อั๊ก ไอ้สัตว์ มึงเป็นใครวะ”

“กูพ่อมึง”

“ไอ้ห่า หมูเขาจะหามเสือกเอาคานเข้ามาสอด มึงอยากได้ก็ต่อคิวสิวะ” ไอ้ศักดิ์ผุดลุกขึ้นตั้งตัว เดิมพันเป็นร่างอรชรที่นุ่มเนียนไปทั้งตัวแบบนั้นมีหรือมันจะยอมให้ใครมางาบไปง่ายๆ!

ผลัวะ!

มันเซไปชนโต๊ะเครื่องแป้งจนกระจกหล่นแตกกระจาย เสียงฝีเท้าสองคู่วิ่งตึงๆ ตรงมาที่ห้องของหล่อน

“หนูจันทน์...เจ้าเมฆ!”

“คุณครู...ลุงยักษ์!”

“ปล่อยกู”

“ไอ้ศักดิ์ มึงอีกแล้วเรอะ” ป้ามาลีชี้หน้าด่า

“โทร.เรียกตำรวจ” ตรีเมฆสั่ง ดวงตาแข็งกร้าว รวบแขนสองข้างของมันไว้ เมื่อครู่แม่ของเขาพูดราวกับว่าเจ้านี่เคยมาก่อเรื่องไว้ก่อนแล้ว มันคงไม่ยำเกรงสินะ ทั้งบ้านมีแต่คนแก่ ผู้หญิงที่ท่าทางนุ่มนิ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้กับเด็กอ้วนๆ คนหนึ่ง

เขากระชากร่างของไอ้ศักดิ์ที่ตอนนี้อ่อนปวกเปียกเพราะพิษหมัดของเขา โยนไปไว้ที่มุมห้องด้านนอก ตามด้วยกระแทกประตูห้องปิดดังปัง ให้คนที่เอาแต่ยืนเบิกตาค้างราวเห็นผีปีศาจได้แต่งเนื้อแต่งตัวให้เรียบร้อย เขาล้วงกระเป๋าควานหาขวดน้ำมาดื่ม พลันปลายนิ้วสัมผัสกับซองพลาสติกใสที่บรรจุยาเม็ดทรงกลมไว้เกือบสิบเม็ด

ไอ้ระยำป๋อง! เขานึก

แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นไอ้ศักดิ์ ตรีเมฆก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมาได้ ปรี่ไปรวบแขนทั้งสองของมันไพล่หลังไว้ ทำทีเป็นตบกระเป๋ากางเกงของมันหาอาวุธแล้วก็สอดยาซองนั้นใส่กระเป๋ากางเกงของมันอย่างแนบเนียนก่อนจะยันให้มันคว่ำลงไปที่พื้นเหมือนเดิม

ไม่นานรถตำรวจก็มาถึง ทันทีที่นายตำรวจทั้งสองเห็นหน้าตรีเมฆก็แทบลืมผู้ต้องหาที่กองอยู่ที่พื้นไปในทันที

“พ้นโทษมาแล้วเหรอวะไอ้เสือ”

“ครับ” ตอบง่ายๆ แต่ใจเดือดนึกว่า ถ้าไม่พ้นโทษกูจะมายืนหัวโด่อยู่นี่ได้ยังไงวะ มีหัวไว้ใส่หมวกอย่างเดียวใช่ไหมนี่

“มาถึงก็จัดหนักเลยนะ” นายตำรวจอีกคนเอ่ย “เป็นยังไงครับป้ามาลี รายเดิมเรอะ”

“ใช่จ้ะ มันตามรังควานหนูจันทน์ไม่หยุดหย่อน ช่วยจับขังคุกนานๆ หน่อยไม่ได้หรือไง” ป้ามาลีเอ่ย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าลูกชายตนเองก็เพิ่งพ้นโทษออกมาก็หน้าเสีย

“จะจับผมเรื่องอะไร อีนี่มันนัดแนะผมให้มาหาเอง ประตูห้องก็เปิดอ้าซ่าไว้รอแท้ๆ”

“ไม่ ไม่ใช่นะคะ เขาเปิดเข้ามาเอง จันทน์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลืมล็อกประตู ป้าคะ อย่าไปเชื่อนะคะ” จันทน์กะพ้อที่ตอนนี้สวมเสื้อยืดตัวใหญ่และกางเกงขายาวผ้านิ่มละล่ำละลักอธิบาย

“จะยังไงก็ข้อหาบุกรุกไม่ใช่เหรอจ่า นี่บ้านแม่ผม ไม่ใช่ใครก็จะขึ้น มาได้” ดวงตาของคนพูดแข็งกร้าว น้ำเสียงเข้มดังต่อไปอีก “บุกรุก ทำร้ายร่างกาย แล้วอาจจะลักขโมยอีกด้วย”

“กูไม่ได้เอาอะไรของมึงไป” ไอ้ศักดิ์ตาถลน 

“ค้น” จ่าตำรวจสั่ง ไม่นานซองพลาสติกในกระเป๋ากางเกงของมันก็ถูกพบ

“นี่ไง จะว่ายังไงหา!”

นายตำรวจตะคอก ไอ้ศักดิ์หน้าซีดเผือด ปฏิเสธปากคอสั่น จะเป็นไปได้ยังไงกันในเมื่อมันไม่มีเงินซื้อยามาเสพมาเป็นเดือนๆ แล้ว

“มะ ไม่ ไม่ใช่ของผม ไอ้...มึงยัดยากู” มันหันมาทางตรีเมฆที่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

“กูเพิ่งออกจากคุก จะเอายาที่ไหนมายัดมึง”

“ไม่จริง! มึงยัดยากู ไอ้ขี้คุก!” ไอ้ศักดิ์แหกปากเสียงดัง ป้ามาลีรีบยกมือปิดหูปิดตาหนูน้อยตรีเพชร

“หนวกหู รำคาญจริง ฝากจ่าดูแลด้วยก็แล้วกันครับ” ตรีเมฆปรายตาอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่นานนายศักดิ์ก็ถูกลากออกไปจากบ้านสวนตรีเนตร เหลือไว้เพียงสภาวะเงียบงันระหว่างสมาชิกในบ้านทั้งสี่

ตรีเมฆหันมาทางผู้เป็นแม่ช้าๆ ประนมมือไหว้

“สวัสดีครับ”

“อะ เออ สวัสดี แล้วนี่กินข้าวกินปลามาหรือยัง” คำถามนั้นช่างไม่เข้าท่าสำหรับคนที่ไม่ได้เห็นลูกชายมาหลายปี แต่นางมาลียังจับต้นชนปลายไม่ถูกนัก ตรีเมฆในวันนี้ดูสูงใหญ่ล่ำสัน หาใช่หนุ่มน้อยคึกคะนองอย่างแต่ก่อนไม่ ท่าทีเคร่งขรึมนั่นทำให้อ่านใจเขาไม่ออก เด็กชายตรีเพชรกอดแขนผู้เป็นยายไว้แน่น จันทน์กะพ้อหน้าเจื่อน ทำอะไรไม่ถูก

“กินมาบ้างแล้วครับเมื่อตอนบ่าย ระหว่างเดินทางออกจากคุกมานี่” เขาเล่าราวกับเป็นเรื่องปกติ ปรายตามองร่างเล็กอวบในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ สงสัยแต่ไม่ได้เอ่ยอะไร 

“งั้นไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อนสิ เดี๋ยวจะไปอุ่นกับข้าวไว้ให้”

“ป้าคะ เดี๋ยวจันทน์ทำเองค่ะ”

“เดี๋ยวเพชรไปช่วยครับ”

“ไม่ได้จ้ะ ดึกแล้ว เพชรไปนอนซะ พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้านะ” จันทน์กะพ้อก้มลงพูดกับเจ้าตัวเล็ก เขามองลอดแขนของหล่อนไปที่ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเล็กๆ กังวล ครุ่นคิดว่าจะทำยังไงจึงจะปกป้องยายและคุณครูคนสวยจากยักษ์ตนนี้ได้ ตรีเมฆผละเดินไปที่ห้องนอนของตน ไม่นานไฟในห้องก็เปิดสว่าง เสียงทำอะไรก๊อกแก๊กๆ ดังเล็ดลอดออกมา

“ป้าพาเพชรไปนอนเถอะค่ะ”

“หนูไม่กลัว เอ่อ....เจ้าเมฆมันเรอะ”

“ไม่หรอกค่ะ เขาเพิ่งช่วยชีวิตจันทน์ไว้แท้ๆ จริงไหมคะ”

“จ้ะ ขอบใจนะ” ป้ามาลียอมรับว่ายังไม่พร้อมจะพูดคุยกับลูกชาย ความเสียใจ ความผิดหวังเจ็บปวดที่เคยชินชากลับกลัดหนอง ยิ่งเห็นหน้ายิ่งรู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงในใจเป็นร้อยๆ ครั้ง คำพูดของหลวงพ่อวัดใหญ่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน สมัยที่สามีหอบหิ้วนางตระเวนหาขอลูกหลังจากแต่งงานกันมาสี่ห้าปีแล้วยังไม่มีวี่แววว่ามีข่าวดี ยังดังติดหู

‘โยม ถ้าลูกไม่มาเกิดตามธรรมชาติแล้วโยมไปเที่ยวขอไปทั่วทั้งจากผีจากพระมั่วไปหมดแบบนี้ โยมจะรู้หรือว่าที่มาเกิดกับโยมนั้น เป็นเทวดาหรืออะไร’

‘ลูกจะเป็นยังไงผมก็เลี้ยงให้ดีได้ทั้งนั้นครับหลวงพ่อ ขอให้เขามาเกิดเป็นลูกของผมกับแม่มาลีเถอะ’ พ่อตรีเนตรผู้เป็นครูมีความเชื่อมั่น เขาแก่มากแล้ว กับภรรยาคนแรกก็ไม่มีบุตร จนผู้หญิงหนีไปมีชู้ ครูตรีเนตรอยู่เป็นหนุ่มโสดจนอายุย่างเข้าห้าสิบก็พบกับแม่มาลีสาวชาวสวน พบรักและหนีมาแต่งงานกัน แต่เรื่องการมีลูกก็ยังมีปัญหา จนทั้งสองต้องหันหน้าพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่แล้วไม่นานก็ได้สมหวัง ตรีเมฆมาเกิดกับภรรยาเขาจริงๆ ครูตรีเนตรจึงได้ทุ่มเททุกอย่างให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนผู้นี้

จันทน์กะพ้อเปิดไฟกลางห้องครัวและที่ทางเดินจนสว่างจ้า มองจากห้องครัวออกไปยังเห็นประตูห้องนอนของป้ามาลีและตรีเพชรเปิดแง้มไว้อยู่

หญิงสาวระบายลมหายใจอย่างโล่งอก จะอย่างไรหล่อนกับตรีเมฆก็เป็นเหมือนคนแปลกหน้า แถมความเป็นมาของเขานั้นไม่ธรรมดา และไม่น่าที่หญิงสาวอย่างหล่อนควรจะไว้ใจด้วย ที่สำคัญการพบกันครั้งแรกระหว่างหล่อนกับเขามันก็ช่าง...ล่อแหลมสิ้นดี แต่เพราะพื้นนิสัยเป็นคนไม่มองคนในแง่ร้ายจนเกินไป หญิงสาวจึงเปิดตู้เย็นเอาแกงเผ็ดไก่ และพะโล้ไข่เต้าหู้ออกมาอุ่น มีน้ำพริกเหลืออยู่หน่อยนึง หล่อนจึงค้นผักสดออกมาลวกเพิ่ม อุ่นข้าวแล้วก็จัดอาหารใส่จานวางไว้บนโต๊ะกินข้าวไว้รอเขา แล้วหันไปล้างไม้ล้างมือ

ร่างสูงเดินออกมาจากห้องนอนของตนในชุดใหม่ ผมตัดสั้นเปียกหมาดๆ ผ้าขนหนูผืนเล็กยังพาดอยู่บนบ่ากว้าง ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางดูเหมือนจะถูกชะล้างไปในสายน้ำเย็นสบาย กลิ่นอาหารหอมกรุ่นชวนให้ท้องร้องประท้วง เขาเดินมานั่งลงที่โต๊ะไม้เงางามกลางห้อง โต๊ะตัวเก่าที่เขากับพ่อและแม่เคยร่วมรับประทานอาหารกันมาตั้งแต่เขายังวัยรุ่น

“อาหารอุ่นจากมื้อเย็นนะคะ ทำใหม่คงช้า” พูดไปหล่อนก็เปิดฝาโถใส่ข้าวสวยหอมกรุ่นออก หล่อนตักข้าวใส่จานให้เขา รินน้ำให้ แล้วจึงนั่งมองเขารับประทานอาหารอยู่เงียบๆ

“ขอบใจมาก ไม่ต้องรอหรอก เดี๋ยวจะเก็บเอง” เสียงห้าวบอกง่ายๆ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากจานข้าว ปากเคี้ยวอาหารช้าๆ ท่าทางเรียบร้อยและเคร่งขรึม จันทน์กะพ้อลังเลเล็กน้อยก็ลุกขึ้น ก่อนจะผละออกไป หล่อนเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออกจึงได้เอ่ยขึ้นว่า

“ฉันชื่อจันทน์กะพ้อค่ะ ป้ามาลีกรุณาฉันมาก ให้ฉันหนีคนพวกนั้นมาอยู่ด้วย คอยช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ฉันสอนหนังสืออยู่ที่วิทยาลัยติดๆ กันนี่ละค่ะ สำหรับเรื่องวันนี้ขอบคุณมากนะคะ คุณตรีเมฆ” หล่อนประนมมือไหว้

ไหว้สวย เขานึกชม คนสมัยนี้ไหว้แบบขอไปที ไม่น่าดูสักนิด พ่อผู้เป็นครูของเขาถือนักเรื่องการไหว้คน ถ้าไหว้ไม่งาม อย่าไหว้จะดีกว่า แกว่า

ตรีเมฆเงยหน้าขึ้นมอง พยักหน้าแล้วรับไหว้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารมื้อดึกของตนเองต่อไปเงียบๆ เมื่อแผ่นหลังบางลับตาไปเขาจึงได้ทำเสียงเย้ยหยันอย่างหนึ่งในลำคอ

คุณตรีเมฆรึ เหอะ ไอ้เมฆขี้คุกต่างหากล่ะ



****************



รุ่งเช้าเสียงมอเตอร์ไซค์ของคนในห้องแถวเริ่มทยอยออกไปทีละคันๆ จนฟ้าเริ่มสว่าง บนเรือนของเจ้าของห้องแถวตรีเนตรมีความเคลื่อนไหวเงียบๆ อยู่บริเวณครัว และห้องนอนของนางมาลีเจ้าของบ้าน ส่วนห้องทางปีกขวาในสุดยังปิดไฟเงียบสนิท และไม่มีใครกล้าย่างกรายไปบริเวณนั้น

จันทน์กะพ้อทำอาหารเช้าและเที่ยงเผื่อไว้สำหรับสมาชิกอีกคนของบ้าน หล่อนแต่งกายเรียบร้อยแต่เช้า ผมยาวสีดำขลับมัดรวบต่ำไว้ที่ท้ายทอย ผมรวบตึง เผยใบหน้านวลลออผุดผ่องราวแสงจันทร์เพ็ญ สวมเสื้อเชิ้ตลายขาวดำแบบสุภาพและกระโปรงทรงเอพอดีตัว ดูเรียบร้อยเข้าไปอีกเมื่อสวมใส่รองเท้าหุ้มส้นสูงไม่ถึงนิ้ว

“ไปแต่เช้าเลยหรือหนูจันทน์วันนี้”

“ค่ะป้า วันนี้มีประชุมก่อนเข้าสอนด้วยค่ะ หนูเพชรไปแล้วเหรอคะ”

“จ้ะ รถโรงเรียนมารับแต่เช้า นี่หนูจันทน์” นางเดินมาจับเรียวแขนเล็กบอบบาง “อึดอัดใจหรือเปล่าจ๊ะที่ลูกชายป้าออกมาอยู่ด้วยแบบนี้”

“ไม่นี่คะ กลัวแต่ว่าคุณเมฆเขาจะว่าเอาได้ว่าจันทน์มาอยู่ฟรีกินฟรีกับป้า”

“ไม่หรอก หนูก็เหมือนคนในครอบครัวป้าไปแล้ว ป้าเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่นานแค่ไหน คนมันเคยๆ แล้ว มันจะหนีพ้นเหรอหนู นี่ก็เอารถมอเตอร์ไซค์ออกไปแต่เช้า”

“อ้าว จันทน์นึกว่าเขายังไม่ตื่นเสียอีกค่ะ”

จันทน์กะพ้อเข้าใจเช่นนั้นจริงๆ เพราะตื่นมาก็ไม่เห็นเขา

“จะว่าไป คุณตรีเมฆก็อายุไม่น้อยแล้วใช่ไหมคะ เขาอาจจะอยากกลับตัวเป็นคนดี ตั้งต้นชีวิตใหม่ก็ได้นะคะป้า”

“อืม ล่วงเบญจเพสมาแล้วละ ไปทำงานเถอะลูก แค่หนูไม่อึดอัดใจจนคิดย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ป้าก็สบายใจละ”

“จันทน์ไม่ไปไหนหรอกค่ะ อยู่กับป้ากับหนูเพชรสบายดีออก ขอบคุณนะคะป้า จันทน์ไปก่อนนะคะ” หล่อนประนมมือไหว้หญิงสูงวัยก่อนจะเดินออกมาทางด้านหน้าห้องแถว ร่างผอมบางในชุดกระโปรงยาวเลยหัวเข่าไปเกือบสามนิ้วและเสื้อเชิ้ตแบบผู้หญิงสีเรียบเดินผ่านสายตาหลายคู่ของหญิงสาววัยไล่ๆ กันแถวนั้น พวกหล่อนมองมาบ้างเบะปากบ้าง เหยียดหยันด้วยสายตาอย่างโจ่งแจ้ง

“เบื่ออีอาจารย์ผู้ดีจริงโว้ย...ยั่วผู้ชายให้เข้าหาแล้วก็กลับตลบหลังแจ้งตำรวจมาจับเขา”

เมียเก่านายศักดิ์นั่นเองที่เอ่ยขึ้น จันทน์กะพ้อเม้มปาก มือที่จับหูกระเป๋าเอกสารกำแน่น หล่อนก้าวเท้าให้เร็วขึ้น

“พูดทำไม เดี๋ยวมันก็เอาไปฟ้องป้ามาลีหรอก แล้วมึงเองนั่นแหละจะซวยต้องย้ายออก เพราะแม่นั่นน่ะตัวโปรด”

“ก็ให้มันรู้ไปสิว่ามันขี้ฟ้อง”

“ขี้ฟ้องหรือไม่ ผัวมึงก็โดนเข้าให้แล้วไม่ใช่เรอะอีนัน มึงเลิกหึงหวงไอ้ศักดิ์ได้แล้วน่า มันไม่เอามึงแล้วนี่ หาผัวใหม่ดีกว่า นี่ๆ เมื่อเช้ากูกลับมาจากผับเห็นหนุ่มล่ำบึ้ก ขับบิ๊กไบค์ออกไป กูจำได้ว่าคันเดียวกันกับที่จอดอยู่ใต้ถุนบ้านป้ามาลี”

“จริงเหรอวะ หรือว่าจะเป็นลูกชายคนเดียวของป้ามาลี ที่เขาว่าติดคุกอยู่ ออกมาแล้วเหรอวะ หล่อไหมอีดา”

“หล่อน้ำลายหกเลยล่ะมึง หล่อร้ายๆ กูเห็นแล้วอยากจะขึ้นคร่อม”

“อี๋ อีหื่น พูดออกมาได้ไม่อายปาก” นันทนาเอ่ยตำหนิเพื่อน แต่ดวงตาเป็นประกาย มองไปทางเรือนไม้หลังแนวไม้ผลด้วยสายตามุ่งมั่น

“ไปละ กูจะไปอาบน้ำ พรมน้ำหอม หอมๆ มานั่งจิบกาแฟรอหนุ่มก้ามปูนั่นเสียหน่อย” สายสุดาสาวทำงานผับรูปร่างอวบอิ่มเอ่ยก่อนจะนวยนาดเข้าห้องพักของตนเองไป



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 20 มี.ค. 2563, 08:32:20 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 20 มี.ค. 2563, 08:32:20 น.

จำนวนการเข้าชม : 42





<< บทที่ 1 -100%   บทที่ 3 -40% >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account