รักเดียว

Tags: รักเดียว, รักนิรันดร

ตอน: page1-9

127 คือรหัสที่ใช้เรียกแทนชื่อของคนในโลกของหล่อน
ปรมาจารย์หญิงอันดับหนึ่งแห่งการใช้พลังจิต ที่ไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริง
อาชีพเสริมคือรับจ้างทั่วไป
หล่อนถูกจ้างจากบุคคลลึกลับ ที่หล่อนเองก็ไม่สนใจอยู่แล้วว่าเขาจะเป็นใคร ให้คุ้มกันคนๆหนึ่ง ณ อีกโลกหนึ่ง ให้ปลอดภัยแล้วนำคนไปส่งยัง....เขาบอกว่าบุคคลที่หล่อนจะต้องดูแลนั้นจะเป็นผู้ให้คำตอบหล่อน
......คนหนึ่งคน เป็นผู้ชาย รูปร่างเพรียวบาง สูงราว170เซนติเมตร ผิวขาว ผมสั้นสีดำ ใบหน้าเรียว ละมุนราวตุ๊กตา ชอบใส่เสื้อผ้าสีโทนดำ...ตรงกับข้อมูลที่หล่อนได้รับมาเป๊ะ..
แต่สภาพสะบักสะบอมอันเกิดจากการถูกรุมโจมตีจากกลุ่มชายชุดดำทำให้ใบหน้าขาวเปรอะไปด้วยเลือด หนำซํ้า อาการหายใจหอบคล้ายคนกำลังขาดอากาศหายใจ มือเรียวพยายามยื่นตะกายออกไปคว้าขวดยาที่กลิ้งหลุดจากมืออย่างน่าสงสาร
เคว้ง..วับ..ฉับ..พรึบ
...แล้วหล่อนก็ช่วยเขาออกมาโดยไม่เสียเหงื่อสักหยด...
หล่อนค่อยๆวางร่างแบบบางของชายหนุ่มลงบนผ้าที่ปูรองร่างไว้ก่อนแล้ว หล่อนนั่งมองชายในความอารักขาของตัวเอง พลางพ่นลมออกจากปากอย่างโล่งใจ
'ต่อจากนี้เจ้าคือหน้าที่ของเรา เด็กน้อย'
ตอนที่หล่อนใช้พลังภายในช่วยรักษาเด็กน้อย!! ก็พบว่าตามร่างกายขาวบางเต็มไปด้วยรอยฟกชํ้า
รอยเก่าคงเกิดจากการฝึกปรือวิทยายุทธ์ที่หนักหน่วงอันขัดกับสภาพร่างกายที่อ่อนแอ ส่วนรอยใหม่คงเกิดจากการถูกทำร้ายเมื่อครู่ นอกจากนี้เขายังมีโรคประจำตัวคือ หอบหืด ที่ต้องพ่นยาเป็นประจำ และไอ้ขวดเล็กๆที่เขาพยายามตะกายหยิบแต่ไม่ได้ก็คงเป็นยาพ่นของเขานั่นเอง
หล่อนยื่นมือไปลูบรอยเหล่านั้นตามร่างกายเขา เมื่อมือสัมผัสร่างลงไปตรงๆทำให้หล่อนรู้เพิ่มอีกอย่างว่า ที่หล่อนคิดนั้นก็ไม่ถูกทั้งหมด
'เด็กน้อย!! หรือ??คำๆนี้ไม่ค่อยเหมาะกับเจ้าเท่าไหร่...จริงมั้ย'
หล่อนยิ้มมุมปากเมื่อรู้สึกได้ถึงความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อแทนที่จะเป็นเนื้อนุ่มนิ่มใต้มือตนเอง...
"เจ้าจำอะไรได้บ้าง" หล่อนถามทันทีที่เด็กน้อย!!แสดงอาการว่า จำอะไรไม่ได้
เด็กน้อย!!ส่ายหัวเป็นคำตอบ
...ความจำเสื่อม เป็นใบ้(พูดไม่มีเสียง) ตาบอด(ลักษณะตาปกติแต่แค่มองไม่เห็น) ยังดีนะที่จมูกกับหูยังใช้งานได้ปกติ...
127ยิ้มกับตัวเอง ยักไหล่ แบมือ พลางมองเด็กน้อยพิการ!! แล้วเล่าเรื่องที่หล่อนรับจ้างพาเขาไปส่งยังสถานที่ที่เขาคนเดียวเท่านั่นที่จะบอกได้ว่าที่ไหน
....เจ้าว่าเราควรเริ่มจากตรงไหนดี ในเมื่อพูดไม่ได้มองไม่เห็น ก็ชี้นิ้วเสี่ยงทางไปก็แล้วกัน...
ได้เราจะเริ่มเดินไปทางนี้ หล่อนตัดสินใจเดินกันไปแทนการใช้พลังเหาะเหินเดินอากาศ เพราะไม่มีเหตุผลในการรีบร้อน
อีกอย่างต้นไม้ใบหญ้าของโลกใบนี้ ก็อุดมสมบูรณ์ ขนาดในถํ้าที่หล่อนนำเขาไปรักษาตัวยังมีนํ้าตกให้ชุ่มชื่นใจ ดอกไม้สีสันแปลกตามากมายดาษดื่น จนอยากนอนแช่อยู่ที่นี่ไม่อยากไปไหน...
"เจ้าชื่ออะไรจำได้มั้ย"
"....."
"จำไม่ได้...ถ้างั้นเรียกเจ้าว่าเด็กน้อย..ดีมั้ย"
เขาทำปากเบ้ทันทีที่ได้ยินหล่อนเรียกเขาแบบนั้น
"ไม่ชอบเหรอ ..งั้นเอางี้นะ เจ้าเรียกแทนตัวเองว่า มะเขือเทศก็แล้วกัน แก้มของเจ้าแดงเหมือนมะเขือเทศ น่ากินดี แล้วก็เรียกเราว่า เจ้าของสวนมะเขือเทศดีมั้ย 555 "
เขาไม่รู้ว่าชอบชื่อนี้หรือชอบเสียงหัวเราะสดใสของหล่อน ถึงได้เผลอพยักหน้ายอมรับชื่อที่หล่อนตั้งให้อย่างง่ายดายราวต้องมนต์
...เดินออกมาได้สองก้าว 127ก็ต้องหันกลับไปทางเสียงคล้ายมีคนเดินสะดุดล้มอยู่ด้านหลัง แล้วก็เป็นจริงดังคาด เจ้ามะเขือเทศของหล่อน เดินสะดุดต้นหญ้าสักต้นแล้วล้มหัวคะมำนอนคว่ำ หน้าทิ่มพื้นอยู่ตรงนั้น
หล่อนส่ายหน้าอมยิ้มกึ่งขำกึ่งเอ็นดู แล้วค่อยๆก้มลงไปประดองเขาขึ้นมา ยื่นมือข้างหนึ่งไปจับที่มือของเขาและบอกให้เขาจับมือของหล่อนไว้ดึงเขาให้ลุกขึ้นมา ส่วนมือข้างที่ว่างก็ช่วยปัดเศษใบหญ้าที่เกาะตามตัวเขาตอนล้มลงออกให้ เมื่อเห็นว่าสะอาดดีแล้วก็หันมาบอกกับเขา
“จากนี้ไป เวลาเดินก็ให้จับมือเราไว้แบบนี้นะ” หล่อนบีบมือของตนเองเข้ากับฝ่ามือของเขาให้แน่นขึ้นอีกหน่อยแล้วแกว่งไปมา เพื่อบอกให้เขารู้ว่าต้องทำแบบนี้เวลาเดิน
เขายื่นมืออีกข้างมากุมมือของหล่อนแทนการตอบรับ แล้วพยักหน้า หงึกๆ อย่างต้องการแสดงความขอบคุณ
....127 แหงนหน้าขึ้นมองใบหน้าที่อยู่สูงเหนือศีรษะหล่อน พอยืนเทียบกันตรงๆแล้ว หล่อนก็ถามตนเองว่า ไอ้ที่ว่าความสูงราว 170 เซนติเมตรนี่มันสูงแค่ไหนนะ
เจ้าเด็กแก้มมะเขือเทศของหล่อนสูงขนาดนี้เลยหรือ ตอนไปช่วยเขาก็ไม่ได้ช่วยในแนวตั้งเสียด้วย ....หล่อนหลับตานึกภาพตอนเข้าไปช่วยลากตัวเขาออกมาจากการโดนรุมสะกรำ ทุกช่วงเวลาเขาอยู่ในแนวนอนตลอด....จริงๆด้วย
ตัวหล่อนเองสูง 160 เซนติเมตร ถ้าเขาสูง 170 เซนติเมตรจริงก็ไม่ควรทิ้งความห่างของใบหน้านี้ออกไปจากหน้าหล่อน จนใบหน้าของหล่อนอยู่เสมอแค่ระดับอกของเขา
.....ราวกับสวรรค์ล่วงรู้คำถามของหล่อน เสียงสัญญาณข้อความจดหมายที่ดังขึ้นข้างหูทำให้ หล่อนหยุดความคิดทุกอย่างชั่วคราว วาดมือขึ้นกลางอากาศ ก็ปรากฏข้อความจดหมายขึ้นให้หล่อนอ่านทันที...
....หล่อนปัดมือออกอีกครั้งข้อความนั้นก็หายไป..
หล่อนหันไปมองมือที่กุมกันแน่นอยู่ในอีกข้างของหล่อนกับเขา แล้วใช้มือข้างที่ปัดจดหมายทิ้งไปเขกหัวตัวเอง สองสามที เพื่อเป็นการลงโทษให้กับความสะเพร่าของตนเอง ข้อความในจดหมายบอกว่า ลูกค้าของหล่อนขอยกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่หักเงินค่าจ้างใดๆแม้แต่น้อย เขาจ่ายให้หล่อนทุกบาททุกสตางค์ ตามที่ตกลงกันไว้ แต่ขอแค่ยกเลิกงานที่จ้างหล่อนไว้ บอกว่า บุคคลที่เขาต้องการให้หล่อนอารักขานั้นสิ้นชีวิต หรือ พูดง่ายๆว่าตายไปแล้ว ก่อนที่เวลาเริ่มงานของหล่อนในข้อตกลงจะเริ่มขึ้น.... และเงินค่าจ้างที่จ่ายมัดจำไว้ล่วงหน้ากว่าครึ่งของค่าจ้างทั้งหมด ลูกค้าของหล่อนไม่เอาคืนยกให้หล่อนถือเป็นค่าเสียเวลา!!...
หล่อนไม่คิดติดใจอะไรเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่งานถูกยกเลิกก่อนจะเริ่มงานเสียอีก เพียงแต่เริ่มลังเลว่าตนเองควรจะทำอย่างไรกับเจ้าของมืออุ่นๆที่หล่อนให้เขาเกาะกุมไว้อย่างแน่นหนานี้
อาการกวัดแกว่งมืออย่างลืมตัวของเจ้าของ ทำให้ของสิ่งหนึ่ง เลื่อนหลุดลงจากตำแหน่งต้นแขนเดิม ร่วงลงมาอยู่ที่ข้อมือ กระทบเข้ากับข้อมือแข็งของอีกฝ่าย...ประกายแสงวาบเล็กๆสว่างขึ้นบริเวณจี้รูปหัวใจสีแดงดวงเล็กๆกึ่งกลางกำไล...แล้วเลือนหายไปก่อนที่เจ้าของกำไลที่สวมใส่อยู่จะทันสังเกตเห็น แต่ก็ไม่เร็วไปกว่าความรู้สึกที่จี๊ดเข้าไปในหัวใจของเขา มุมปากที่ขยับขึ้นจากการยิ้มของริมฝีปากเรียวถูกปรับให้กลับมาอยู่ในแนวปกติ ดวงตาดำขลับที่ตอนนี้แสดงออกว่ามองไม่เห็นมีประกายวิบวับราวกับมีดาวนับล้านดวงเต้นอยู่ในนั้น
เขายื่นมืออีกข้างไปจับกำไลวงเล็กที่ข้อมือของหล่อนขยับไปมา เหมือนจะถามว่ามันคืออะไร
127 ก้มลงมองกำไลข้อมืออันนั้น พลางถอนหายใจอย่างอึดอัด แต่ก็ไม่เลี่ยงที่จะตอบคำถามนั้น ของเขา
"... กำไลอันนี้เป็นของที่ระลึกจากใครบางคน.. ใครบางคนที่..เราพยายามจะหนีจากเขา..เขาก็เลยใส่มันไว้..จะเรียกมันว่าเป็นกุญแจมือของนักโทษก็ได้นะ.. เฮ้อ..บอกเจ้าไปเจ้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี..จริงไหม...เอาไว้รอให้เราพร้อมจะเผชิญหน้ากับเจ้าของกำไลอันนี้เมื่อไหร่..เราจะให้เขาถอดมันออก..เราจะได้เป็นอิสระเสียที.."
"แต่ว่าเจ้านี่ก็น่า เล่าอะไรไปก็ทำท่าตอบรับไปหมดทุกอย่าง เลยทำให้เข้าใจผิดกันไปหมด ตอนเราบอกว่าเราเป็นผู้อารักขาพาเจ้าไปส่งจุดหมายก็ดันไม่ปฏิเสธ แต่จะโทษเจ้าฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก ทั้งความจำเสื่อม ทั้งตาบอด พูดก็ไม่ได้ "
"...เอาเถอะ..ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราจะพาเจ้าไปรักษาแล้วพาไปส่งบ้านก่อนก็แล้วกัน หลังจากนั้นเราก็จะกลับไปยังที่ที่เรามา " เอาตามนี้นะ
ภาพมุมปากที่ขยับยกแยกออกไปสองข้างแก้ม จนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบอยู่ในกรอบริมฝีปากสีแดงสดอย่างคนมีสุขภาพดี!!! บอกให้หล่อนรู้ว่าชายหนุ่มเลือกทางตามความเห็นของหล่อน
หล่อนกระตุกมือพาเขาค่อยๆเดินเลาะลัดไปตามทางอีกด้านที่มีหญ้าขึ้นเขียวบางกว่าทางแรกและน่าจะเดินได้สะดวกกับเขามากกว่า ทุกย่างก้าวในการเดินครั้งนี้ราวกับปูไว้ด้วยต้นหญ้าพันธุ์ดี ให้ความรู้สึกเรียบนุ่มราวกับเดินบนพื้นพรม ไม่เห็นจะมีตรงไหนให้น่าสะดุดล้มได้ แต่หล่อนก็ไม่ได้คิดจะคลายมือจากเขายังคงให้เขาเกาะกุมและค่อยๆพาเขาเดินต่อไป...
'...เจ้าผิดแล้ว...กำไลวงนี้ไม่เคยกักขังเจ้า.... .....กำไลอยู่รักอยู่...รักจางกำไลจาก.. '
ใครบางคนคิดอยากจะแก้ข้อกล่าวหาของหล่อน แต่ก็ทำได้เพียง ...ยอมปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน

.....ระหว่างที่ 127 จูงมือชายหนุ่มค่อยๆเดินไปตามทาง หลบหลุมนั้น เลี่ยงหลุมนี้ เพื่อช่วยให้เขาเดินได้มั่นคงขึ้น สายตาอันแหลมคมของหล่อนที่แอบเหลือบมองใบหน้าเหนือศีรษะเป็นระยะก็พอจะทำให้หล่อนสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์ต่างๆได้ ว่า มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกอย่างถูกจัดฉากไว้แล้ว ลูกค้าคนนั้นไม่มีอยู่จริง ของจริงมันอยู่ข้างๆหล่อนนี่ต่างหาก ไม่คิดเลยว่าเขาจะตามหาหล่อนจนพบ ... ในตอนนั้น...หล่อนนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและหล่อน.....แต่เมื่อเขากล่าวหาว่าเป็นเพราะหล่อนไม่เคยมีความรัก หล่อนถึงไม่เข้าใจ ความเจ็บปวดในใจของเขา เขาท้าหล่อนว่า หากวันใดที่หล่อนรู้จักคำว่ารักวันนั้นจะเป็นวันที่หล่อนเข้าใจว่า ทำไมเขาถึงไม่อาจตัดใจจากหญิงสาวผู้นั้น... แล้วหล่อนก็ตอบตกลงรับคำท้าของเขา พร้อมกับเชิดหน้าประกาศใส่หน้าเขาว่า
“...ถ้าอย่างนั้นเจ้าคงต้องทำให้ข้ารักเจ้าก่อนแล้วล่ะ เพราะข้ามั่นใจว่าในโลกนี้คงไม่มีใครทำให้ข้ารักได้แน่นอน!! และหาก วันใดที่ข้ารักเจ้า วันนั้นเจ้าก็ลองทิ้งข้าดู ดูซิว่าข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นได้ไหมว่า การตัดใจจากใครสักคนไม่ใช่เรื่องยากจนทำไม่ได้ ...”
เขาหันมามองหล่อน แล้วเบิกตาโตใส่
“...ทำให้ป้า!! รัก..เชอะ...ข้าว่าป้าไปหลอกเด็กอมมือดีกว่ามั้ย...ให้รักกับป้า..ข้ายอมตายดีกว่า”
“ถ้าไม่มีปัญญาจะทำให้คนเขารักได้ คราวหลังก็ไม่ต้องมาคร่ำครวญอีก หนวกหู เข้าใจ๋”
เขาขยับตัวอย่างขัดใจ ถูฝ่ามือเข้าหากันอย่างคันไม้คันมือ ราวจะบอกว่า อย่าพยายามท้าคนอย่างเขา
“ได้..งั้นป้าใส่กำไลข้อมืออันนี้ไว้นะ”
อย่างไม่ทันตั้งตัวมือยาวก็ยื่นมาดึงมือหล่อนออกไปแล้วก็สวมกำไลฉับเข้าให้ที่ข้อมือของหล่อน เสียงดังกริ๊ก ราวกับหล่อนเป็นผู้ต้องหาที่ถูกตำรวจใส่กุญแจมือก็ปานกัน เสร็จจากนั้นเขาก็กล่าวสำทับมาอีกว่า
“วงกำไลอันนี้ถูกสร้างมาจากเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจของข้า ส่วนจี้ตรงกลางที่เป็นรูปหัวใจนั้นถูกสร้างมาให้เชื่อมกันโดยตรงกับหัวใจของผู้สวมใส่ จี้นี้จะไม่มีสีหากผู้ที่ใส่มันไม่รู้สึกอะไรกับผู้ที่สร้างมันขึ้นมา แต่หากวันใดที่ผู้สวมใส่เริ่มมีความรักเกิดขึ้น เมื่อนั้นมันจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดง และจะแดงระยิบระยับขึ้นเรื่อยๆราวสีของเพชรโลหิตทีเดียว....” เขาเว้นช่วงท้ายประโยคไว้แค่นั้น ก่อนจะกล่าวเสริมว่า
“ของสิ่งนี้ จะเป็นพยานและหลักฐานว่าท่านป้า!! มีใจให้กับผู้หลานคนนี้อย่างจริงแท้แน่นอน” ยังไม่วายกล่าวลามปามหล่อนเข้ามาอีก
พูดจบเขาก็ทำท่ายักคิ้วหลิ่วตาอย่างล้อเลียน แล้วเอามือท้าวสะเอวยืดอกเต็มความสูง ทำเสียงจี๊จ๊ะในคอ ราวกับตนเองเป็นผู้ชนะ ลืมความรู้สึกก่อนหน้า หารู้ไม่ว่าตนเองได้วางกับดักไว้พรางตนเองโดยแท้
....โดยที่ตัวเขาเองก็ลืมไปว่า กำไลวงนี้จะไม่ปลดล็อกตัวเองหากทั้งสองมีใจรักมั่นต่อกันและจะผูกสัมพันธ์ให้ทั้งคู่ไม่อาจแยกจากไปชั่วนิจนิรันดร ยกเว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายต่างหมดสิ้นเยื่อใยต่อกัน เมื่อนั้นกำไลจึงจะปลดตัวมันออกแล้วหวนกลับไปสู่ผู้ที่สร้างมันขึ้นมา ...
...แรงสะเทือนจากการถูกกระตุกที่ข้อมือ ทำให้หล่อนหลุดออกจากภวังค์ หันกลับมามองคนตาบอดข้างๆ ถามว่า
“มีอะไร”
“.....”
ไร้เสียงตอบรับมีเพียงอาการเอามือลูบที่หน้าท้องของเขาทำให้หล่อนรู้ว่า เขาคงกำลังหิว หล่อนแหงนหน้าขึ้นมองก็เห็นดวงอาทิตย์สาดที่กลางศีรษะพอดี
“อืม..น่าจะได้เวลาอาหารกลางวัน เจ้าคงหิวแล้ว เดี๋ยวเรามองหาร้านอาหารใกล้ๆนี้ก็แล้วกันนะ”
...ที่ที่หล่อนและเขายืนอยู่คืออาณาจักรแห่งแฝงเงา เป็นอาณาจักรหนึ่งที่มีภูมิประเทศเป็นป่าทั้งหมด แต่ตัวเมือง ต่างๆ จะแฝงเงาอยู่ตามตันไม้ ใหญ่น้อยแล้วแต่ความเจริญเติบโต และสามารถผ่านเข้าออกไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระ...
....กลิ่นอาหารหอมๆที่ลอยออกมาจากต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่ยืนต้นสูงตระหง่านห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว บอกให้รู้ว่าข้างหน้านี้มีร้านอาหารอยู่ หล่อนแกล้งคลายมือที่จับจูงมือของเขาออกแล้วเดินนำเข้าไปภายในต้นไม้ต้นนั้น เมื่อก้าวผ่านเข้าไปก็ปรากฏเป็นร้านอาหารอยุ่ด้านใน พนักงานหญิงคนหนึ่งเดินมาต้อนรับและเชิญหล่อนกับเขาเข้าไปนั่งยังโต๊ะที่ว่าง
หล่อนหย่อนก้นลงนั่งอย่างสบายใจสายตาแอบจับสังเกตเพื่อนร่วมทางผู้พิการที่ตอนนี้เดินตัวตรงเข้ามานั่งที่เก้าอี้ตัวว่างอีกฟากของโต๊ะ
เมื่อทั้งสองนั่งเรียบร้อยพนักงานก็ยื่นส่งใบไม้มาให้หล่อนและเขาคนละใบ แล้วเดินกลับออกไป เพียงหล่อนพูดชื่อรายการอาหารที่ต้องการลงไป สักพักก็ปรากฏอาหารเหล่านั้นขึ้นบนโต๊ะแทนที่ใบไม้สองใบที่หล่อนได้รับก่อนหน้าราวกับเสก
หล่อนนั่งมองชายหนุ่มตรงหน้าที่ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารที่หล่อนสั่งให้อย่างเอร็ดอร่อย จึงคิดฉวยโอกาสยามนี้ไปจากเขา
“เจ้าทานไปก่อนนะ เราอยากล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย” ว่าแล้วหล่อนก็ลุกขึ้นออกจากโต๊ะ เดินไปทางสัญลักษณ์ที่บอกทางไปห้องน้ำ
เขานั่งมองอาหารเหล่านั้นแทนการรับประทานต่อตามที่หล่อนบอก แต่รอจนอาหารตรงหน้าจะเย็นชืดหมดแล้ว หล่อนก็ยังไม่กลับมา หล่อนคงไม่ได้หนีเขาไปเพื่อพิสูจน์ตักกะบ้าบอของตัวเองอีกหรอกนะ เขาระแวงอย่างขุ่นเคือง นึกถึงคำพูดที่คอยตอกย้ำตามหลอกหลอนทั้งยามหลับยามตื่น จนในที่สุดเป็นเขาเองที่อดรนทนไม่ไหวต้องออกอุบายให้ได้พบหล่อนเพื่อหวังจะปรับความเข้าใจ
“...วันใดที่ข้ารักเจ้า...ข้าจะไปจากเจ้าทันที เพื่อพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่า การตัดใจจากใครสักคนไม่ใช่เรื่องยากจนทำไม่ได้..ข้าเคยบอกเจ้าไว้แบบนี้ใช่ไหม...”
เขาเงยหน้ามองผู้พูดที่กำลังเลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่งตรงหน้าเขา ในระยะประชิดกว่าเมื่อตอนลุกออกไป
“ข้ายอมแพ้...........เจ้าในทฤษฎีนี้...” หล่อนกระซิบข้างหูเขา “ตอนแรกก็ว่าจะหนีไปนั่นแหละ แต่..ข้าเปลี่ยนใจ ไม่หนีแล้ว ..เหนื่อย..” เรื่องมาถึงขั้นนี้ การหนีไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะหล่อนก็หนีเขามานาน
“อ๊ะๆ อย่าคิดว่าเจ้าจะชนะข้าทั้งหมดนะ เพราะ..” หล่อนลากเสียงยั่วยวน ยกนิ้วมือกรีดลากบางเบาไปตามกรอบหน้างดงามของชายหนุ่ม เชยคางเขาให้หันหน้าเข้าหาหล่อน “เพราะอย่างไรเสียข้าก็สามารถจากเจ้ามาได้ ไม่เหมือนเจ้าที่จะอย่างไรก็จะเอาผู้หญิงคนนั้นให้ได้”
ฟังหล่อนเล่าความในใจถึงจุดนี้ ชายหนุ่มถึงกับต้องเม้มปาก ก่อนตอบออกไป
“ท่านไม่อยากรู้และไม่อยากถามข้าหน่อยหรือว่าหญิงสาวผู้นั้นเป็นใคร และข้ากับนางพบรักกันได้อย่างไร”
หล่อนหยุดนิ้วที่ลากข้างแก้มเขา จ้องตาเขา
“นางจะเป็นใครไม่สำคัญ เพราะถ้าเจ้ายังดึงดันตามหาข้าแบบนี้ นั่นก็เท่ากับเจ้าให้ความสำคัญกับข้ามากกว่านาง”
...ทำไมหล่อนจะไม่รู้ หล่อนรู้ทุกอย่าง...
...........................................................................................................................
ย้อนหลังไปเมื่อนานมาแล้ว 127 เป็นสาวกนิยายของโลกมนุษย์ตัวยง ในอาณาจักรที่หล่อนอาศัยอยู่ไม่มีนิยายหรือละครทีวีที่สนุกถูกจริตหล่อนเท่า เมื่อมีเวลาว่างจากการฝึกพลัง หล่อนมักจะใช้เวลาอยู่กับโลกแห่งจินตนาการที่ถูกสรรสร้างจากปลายปากกาของนักเขียนที่ชื่นชอบ
เปล่า...หล่อนไม่ได้แค่เพียงนั่งอ่านเหมือนคนธรรมดาอย่างเราท่านหรอกหนา...แต่หล่อนสามารถเข้าไปอยู่ในนิยายต่างๆเหล่านั้นได้ตามชอบใจอีกด้วย...และเรื่องราวระหว่างเขากับหล่อนก็เริ่มต้นจากตรงนั้น
“เนื้อเรื่องนี้ สนุกดี แต่ลำไยนางเอกจัง เล่นตัว รู้ว่าตัวเองก็รักพระเอก พระเอกก็รักตัวเอง ยังจะไม่ยอมบอกความจริงกับพระเอกอีก ดูสิตอนนี้พระเอกน่าสงสารโดนพิษจนจะตายกลับไม่มีใครรู้”
หล่อนไม่ได้แค่เพียงบ่นอย่างหงุดหงิดลำพังแต่พาร่างของตัวเองเข้ามาอยู่ในห้องของชายหนุ่มผู้เป็นพระเอกโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องต้องเสียเวลาออกไปเชิญ ตอนที่หล่อนอ่านถึงนี่เป็นตอนที่เท่าไหร่นะ หล่อนนึกเรียบเรียงลำดับเนื้อเรื่องที่เพิ่งอ่านจบไป แค่นึกถึงความหล่อ ความน่ารัก ความทะเล้นของพระเอกก็ตกหลุมรักตัวละครตัวนี้อย่างจัง ราวบุพเพสันนิวาส แต่เมื่อเห็นอันตรายที่เขากำลังเผชิญก็ถึงกับสงสารจับใจ ทนดูเขานอนทุรนทุรายจากพิษที่ได้รับไม่ไหวจนต้องพาตัวเองมายืน ณ จุดนี้
หล่อนยืนมองร่างที่กำลังนอนหายใจรวยริน สีหน้าเหยเกอย่างเจ็บปวด เหงื่อกาฬแตกพล่านทั่วใบหน้าซีดเผือดจากพิษสลายกระดูกที่เขาได้รับ ก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงไปหาเขา หล่อนไม่รู้ว่าในเนื้อเรื่องเขาจะรอดจากเงื้อมมือของมัจจุราชได้ด้วยวิธีใด
แต่ถ้าจะรอดจากวิธีใดของหล่อนนั้นก็มีเพียงหล่อนคนเดียวที่รู้ ถึงจะรู้ว่าอย่างไรเสียคนเขียนก็คงไม่เขียนให้พระเอกมาตายตั้งแต่เริ่มเรื่อง แต่หล่อนก็ไม่สามารถใจเย็นพอจะรอเรื่องราวตอนนั้นได้ ว่าแล้วหล่อนก็เข้าไปประคองร่างของเขาให้ลุกขึ้น จัดการเปลื้องเสื้อผ้าของเขาออก ก่อนจะลงมือช่วยเขาตามวิธีของหล่อน......



ผู้หญิงลืมง่าย
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 มิ.ย. 2563, 22:59:13 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 5 มิ.ย. 2563, 22:59:13 น.

จำนวนการเข้าชม : 162





   page10-16 >>
ผู้หญิงลืมง่าย 5 มิ.ย. 2563, 23:01:53 น.
ขออภัยค่ะ หน้าบ้านเดิมลืมpasswordค่ะ เลยย้ายค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account