เจียระไนรัก... กุหลาบสีนิล (นิยายรักโรเเมนติกขนาดสั้น)
ความรักที่สวยงามราวกับดอกกุหลาบสีสันสวยสด กลับมีจุดจบแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดเคียดเเค้น ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงซับซ้อนพันผูกหลายๆชีวิตย่อมเป็นบ่อเกิดเเห่งความทรมานทุกข์ทนเเละความสุขสมหวังไปในคราเดียวกัน

ดอกกุหลาบดอกนี้ สุดท้ายเเล้วจะเป็นเช่นไร คงเเล้วเเต่ชะตาที่ลิขิตไว้ให้เดินตาม...
Tags: โรเเมนติก

ตอน: ตอนที่ 2

ตอนที่ 2
“รุ้งพราว เธอตื่นเต้นไหม” น้ำเสียงของผู้ถามดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่ารุ้งพราวเสียอีก มือไม้สั่นเครือออกแรงสะบัดแข้งขาไปมาเบาๆเหมือนกำลังอุ่นเครื่องร่างกาย
“ตื่นเต้นสิถามได้ ฉันตัวสั่นไปหมดแล้ว…คิณ” รุ้งพราวพูดพลางเขย่าแขนชายหนุ่มวัยเดียวกันที่ตอนนี้อยู่ในชุดทักสิโด้แสนหรูสีดำขลับ ผมสีบลอนอ่อนๆถูกเซ็ตไว้อย่างประณีตละเอียด นัยน์ตาสีฟ้าครามบ่งบอกความเป็นลูกครึ่งเลือดผสมไทยอังกฤษได้อย่างชัดเจน
“มาๆจับมือกันไว้ดีกว่า จะได้คลายความตื่นเต้นลง” ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ภาคิณชายหนุ่มที่มีรัศมีความหล่อเหลาเปล่งประกายดุจเจ้าชายของสาวๆทั้งโรงเรียน ก็ถือวิสาสะรวบมือนุ่มบางของรุ้งพราวเอาไว้ในมือของตัวเอง ราวกับเป็นพันธนาการอันกล้าแข็ง
รุ้งพราวสะดุ้งตกใจเล็กน้อยเพราะอยู่ดีๆก็มีผู้ชายมาจับมือถือแขน ถึงแม้จะเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมานานพอดูก็ตาม แต่เมื่อสัมผัสได้กับความอบอุ่นที่ไหลผ่านมาจากมือหนาของภาคิณ เธอก็ได้แต่ยิ้มกริ่มพริ้มเพราเขา ชายหนุ่มที่ก้าวผ่านช่วงวัยเด็กและเติบโตมาด้วยกัน เวลาแปดปีถือว่านานจริงๆ เพราะมันสร้างมิตรภาพอันงดงามแนบแน่นให้แก่คนทั้งสองอย่างที่ลบเลือนหรือจางหายได้ยากยิ่ง แต่ในวันนี้การได้แสดงละครเวทีร่วมกับเขา กลับกลายเป็นสัญญาณที่บ่งบอกความหมายของการจากลา รุ้งพราวพยายามฝืนยิ้มไว้เท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ว่าจิตที่อ่อนไหวมันกำลังถูกกรัดกร่อนด้วยความเศร้าโศกสุดสะท้านก็ตาม ในขณะเดียวกันเธอก็สัมผัสได้ว่าภาคิณก็ไม่ได้รู้สึกต่างไปจากเธอเลยสักนิดเดียว
“รุ้ง คิณ ได้เวลาแล้ว มาแสตนบายด์รอหลังเวทีโลด” พิทักษ์ เพื่อนผู้ใฝ่ฝันกับการผู้กำกับละครตั้งแต่สมัยอนุบาลหันมาตะโกนเรียกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ตามวิสัยปรกติที่เป็นคนอารมณ์ขบขัน ชอบสร้างเสียงหัวเราะให้แก่คนรอบข้าง
หลังจากได้ยินเสียงร้องเรียก ทั้งคู่ผู้รับบทเด่นในการแสดงละครเวทีครั้งนี้ก็รีบสาวเท้าไปยังด้านหลังเวทีซึ่งถูกปิดบังไว้ด้วยผ้าแพรสีแดงมันวาวผืนยาวที่ใช้เป็นฉากกั้น
“พราว…”
ทันใดนั้น… แขนอีกข้างของเธอถูกฉุดรั้งไว้ด้วยมือของบุคคลที่สามจากทางด้านหลัง ทำให้เธอเสมือนอยู่ท่ามกลางชายหนุ่มสองคนที่เหนี่ยวรั้งเธอไว้ทั้งสองด้าน แค่เพียงพยางค์เดียวที่เขาได้เอื้อนเอ่ยเรียกก็เพียงพอที่จะทำให้เธอรู้ว่านั่นเป็นเสียงของใคร
“ไอ่กล้า…” ไม่ทันที่รุ้งพราวจะพูดคำใดๆ ก็เป็นภาคิณที่ชิงพูดขึ้นก่อน
แกร่งกล้าไม่ได้สนใจคำท้วงขานของภาคิณแม่แต่นิด แต่กลับหันไปสนใจรุ้งพราวแทน ‘สวยจัง อะไรจะสวยได้ขนาดนี้วะ’ ไม่ได้มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากปากเขาเพียงสักน้อยนิด แต่แววตาของเขาก็บ่งบอกให้รู้ว่าประโยคดังกล่าวนั้นถูกปลดปล่อยมาจากก้อนเนื้อสีแดงที่อยู่ภายใต้แผงอกแกร่งด้านซ้ายของเขาต่างหากล่ะ
“วันนี้แฟนผมน่ารักจัง… ทำให้เต็มที่นะครับ แกร่งกล้าคนนี้จะคอยเชียร์อยู่หน้าเวทีนะ เอ๊า… รับกำลังใจไปซะ” เมื่อได้ยินคำเอ่ยชม อาการหน้าแดงซาบซ่านก็กำเริบในบัดดล รุ้งพราวพยายามเบี่ยงหน้าหลบ แต่แกร่งกล้าก็อาศัยจังหวะที่ได้เปรียบกว่าจับมือของเธอมาทาบลงบนอกข้างซ้ายของเขา พลางกระชากมืออีกข้างของเธอให้หลุดพ้นจากพันธนาการของอีกคน มันช่างเป็นวิธีการให้กำลังใจที่เสี่ยวเป็นบ้าแต่ก็โรแมนติกที่สุดในความคิดของรุ้งพราว
“บ้า… ขอบคุณมากนะ นายห้ามคลาดสายตาจากฉันสักนิดเลย เข้าใจไหม” รุ้งพราวประกาศกร้าวพลางแลบลิ้นให้อย่างยียวนรัญจวนใจ
ณ เวลานี้ราวกับโลกหยุดหมุนเพื่อให้ทั้งสองได้แสดงความรู้สึกพิเศษที่มีต่อกัน แต่หารู้ไม่ว่าในขณะที่ทั้งคู่ส่งกระแสสายตาดุจจะกลืนกินกันนั้น ก็กำลังมีอีกคนที่ยืนนิ่งอยู่ด้วยอารมณ์ที่เจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส
“เรารีบไปกันเถอะ อย่ามัวเสียเวลา…” ภาคิณสบถเสียงห้าวต่ำด้วยอารมณ์ขุ่น สายตาเกรี้ยวกราดสื่อถึงความไม่พอใจกับคำพูดหว่านคารมของแกร่งกล้า เมื่อความรู้สึกบางอย่างกำลังโหมกระหน่ำในใจของเขาราวกับพายุ ภาคิณจึงกระชากมืออีกข้างของรุ้งพราวที่กำลังวางนาบบนแผ่นอกของอีกคนออกเสีย แล้วฉุดรั้งเธอออกมาอย่างกับเด็กหวงของเล่นก็ไม่ปาน
สายตาสองคู่ของหนุ่มวัยร้อนจ้องมองกันกร้าวแข็งเพียงในเสี้ยววินาที แต่มันก็สามารถสะท้อนให้เห็นอารมณ์ของแต่ละฝ่ายได้อย่างชัดแจ้ง…
“คิณ นายทำอะไรของนาย มันเสียมารยาทมากเลย รู้ตัวไหม!”
“รุ้ง… เธอไปรู้จักหมอนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่” ภาคิณไม่ตอบ แล้วยิงคำถามกลับขณะที่ไฟในใจยังคงคุกรุ่นไม่มอดดับ
“นายจะรู้ไปทำไม ฉันจะรู้จักใครมันก็เรื่องของฉัน ไม่เห็นเกี่ยวกับนายสักนิด ฉันพูดไม่ผิดใช่ไหม” รุ้งพราวยกมือสาวปลายผมขึ้นลงสองสามครั้งราวกับไม่ได้เป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจอะไรมากนัก พลางทำสายตาดุสาดใส่คนเบื้องหน้าด้วยความโมโหโกรธา
“ใช่สิ มันไม่เกี่ยวกับฉันเลยแม้แต่นิดเดียว… ฉันว่าแล้วเชียวว่าวันนี้ต้องมาถึง”
ชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกสำนึกผิดในคำพูดเหล่านั้น ในที่สุดสิ่งที่เขาหวาดกลัวมันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ การที่ต้องคอยเฝ้ามองคนๆหนึ่งที่ไม่แยแสใยดีเขาเลย ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าเพื่อนที่ปกปิดไว้ในใจมันแทบจะระเบิดออกมาทุกเวลาที่มีโอกาส มันช่างบดขยี้หัวใจของเขาจนช้ำชอกร้าวระบมเกินคำบรรยาย การที่ต้องเห็นเธอมีคนอื่นที่พิเศษกว่าในสายตามันช่างเป็นโศกนาฏกรรมความรู้สึกที่โหดร้ายกับเขาเสียจริง…
ภาคิณ เสหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อาจให้คนที่ตัวเองรัก เห็นน้ำใสๆที่กำลังไหลรินหล่นลงมาจากตาของเขาได้ในเวลานี้… เวลาแห่งความเงียบเหงา… เวลาแห่งความทุกข์ทนเจ็บปวด เวลาของผู้แพ้ที่ไร้ค่าน่าสมเพช…
หญิงสาวผมดัดรอนหยิกทีดำสนิทขบกรามแน่น สายตานั้นดุร้ายยิ่งกว่าราชสีห์ที่ต้องการตะครุบเหยื่อที่ไร้ทางสู้ มือสองข้างกำแน่นหนาบดขยี้เรือนผ้าชุดสีฟ้าประกายงามราวกับชุดเจ้าหญิงในเทพนิยายกรีก
เพียะ !! มือเรียวแกร่ง เล็บสีแดงสด ฟาดเหวี่ยงไปยังใบหน้าอมชมพูของหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่อย่างกับคนไร้สติ
“อลิซ เธอตบฉันทำไม ฮือ…” คนถูกตบนั่งลงมากองจมอยู่กับพื้น เอามือลูบหน้าตัวเองไปมาแล้วเงยหน้าเอ่ยถามทั้งน้ำตา
“นังหน้าด้าน! อย่ามาสำออย แกมันยิ่งกว่างูพิษ แย่งของคนอื่นไปซึ่งๆหน้า นังเพื่อนทรยศ!”
“อลิซ เธอพูดเรื่องอะไรฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลยสักนิด” แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ผุดผ่อง
“ฉันหมดความอดทนแล้ว ฉันเกลียดเธอ ได้ยินไหม ฉันเกลียดเธอ! ทั้งๆที่เธอรู้อยู่แก่ใจว่าฉันชอบเดนิซ แต่เธอกลับฉกเขาไปเป็นของตัวเองหน้าตาเฉย”
“อลิซ… ฉันรู้ว่าฉันผิด แต่ฉันตั้งใจจะสารภาพเรื่องนี้กับเธอแล้วจริงๆ ฉันสาบานได้”
“เธอเคยสงสารฉันบ้างไหม เธอก็รู้ว่าฉันรักเขามาก มากขนาดที่ไม่สามารถหาอะไรมาเทียบได้” อลิซเสียงสั่นเครือปวดร้าวไปทั้งใจและกาย
“ฉันก็รักเขามากเหมือนกัน ฉันควรจะทำยังไงดี ฮือ…” สะอึกสะอื้นสับสน
“ยังไงฉันก็ไม่มีทางยอมเด็ดขาด ถ้าฉันไม่ได้รับความรักจากเขา แกก็อย่าได้หวังเลย”
“อลิซ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ อย่าทำแบบนี้กับฉันเลยนะ”
มีดแหลมคมกริบในมือของอลิซ กระทบกับแสงไฟสะท้อนเงาประกายวาวน่าหวาดหวั่น มือบางจับด้ามมีดคงมั่น เป้าหมายสำคัญคงเป็นอดีตมิตรภาพของตัวเองอย่างไม่ต้องฉงนสงสัย
ตอนนี้เกือบทั่วทุกพื้นที่ในหอประชุมของโรงเรียนคุกรุ่นไปด้วยบรรยากาศที่วังเวงมืดมิด เว้นไว้แต่เพียงที่มาของแสงสว่างเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือบนเวทีขนาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดๆเดียวที่ทุกสายตาต่างกำลังให้ความสนใจจับจ้อง
ผู้ชมที่คราคล่ำนั่งเรียงรายกันด้วยความจดจ่อ ลุ้นระทึกไปกับอารมณ์และการกระทำของตัวละครบนเวที บ้างก็ไม่กล้าดูจนต้องปิดตาในบางครั้ง บ้างก็เอามือกุมปิดปากตนเองไว้อย่างหลวมๆ โดยเฉพาะฉากที่เค้นอารมณ์ผนวกกับความตื่นเต้นดั่งเช่นในเวลานี้…
“มิตรภาพของเรามันจบสิ้นลงไปแล้ว เคที่… แต่ประเดี๋ยวเท่านั้น เธอก็จะได้สัมผัสกับความเจ็บปวดแล้วว่ามันเป็นยังไง หึๆ” เสียงแค่นหัวเราะในลำคอระอุร้อนเต็มไปด้วยแรงริษยาอาฆาตอันน่าสะพรึงกลัว
“ฮือๆ อย่าทำแบบนี้เลยนะ ฉันขอร้อง ได้โปรด” ความรู้สึกหวาดผวาบรรจุเต็มอกของเคที่ เมื่ออาวุธที่พร้อมจะนำความตายมาให้แก่เธอ กำลังเคลื่อนขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที
“หุบปาก!! เธอไม่มีสิทธิ์ร้องขอชีวิต คนเห็นแก่ตัวอย่างเธอ ไม่ควรอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป” อลิซประกาศกร้าวด้วยริมฝีปากที่สั่นไหว ไม่สามารถบังคับให้มืออยู่นิ่งได้ เพราะในเบื้องลึกแล้วนั้น เธอก็รู้สึกกลัวเช่นกันที่จะต้องฆ่าผู้อื่น โดยเฉพาะผู้หญิงคนนี้ที่เคยเป็นเพื่อนของเธอ แต่ความรู้สึกกล้าๆกลัวๆก็ถูกสยบอย่างราบคาบด้วยความโกรธแค้น
มหาสมุทรน้ำทะเลสีฟ้าครามช่างสมจริงจนแทบดูไม่รู้เลยว่านั่นคือฉากที่เนรมิตรขึ้นมา เคที่นั่งจมอยู่บนผืนเม็ดทรายริมมหาสมุทร อลิซนั่งลงตามมาเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกที่มุมปากอย่างผู้ได้รับชัยชนะ เคที่ขยับเขยื้อนตัวถอยหนีโดยเรี่ยวแรงที่โรยรา ขอบตายังคงหม่นเต็มไปด้วยคราบน้ำตาเก่าซ้อนทับด้วยน้ำตาที่กำลังไหลรินอย่างไม่หยุดหย่อน เปลือกหอยน้อยใหญ่ใต้กองทรายสัมผัสขีดข่วนกับผิวนวลละเอียดของเธออย่างไร้ความปราณี ใจที่แสนปวดร้าวกำลังจะดับลงด้วยคมมีดแหลมตรงหน้า
“ตายซะเถอะ นังชั่ว” สิ้นสัมผัสลมอ่อนที่พัดโชยผ่านไประลอกใหญ่ อลิซผู้โหดเหี้ยมง้างคมมีดขึ้นมาเหนือระดับศีรษะ แล้วยิ้มนวลนิ่มจากนัยน์ตาเป็นสัญญาณว่านี่คือจุดจบสำหรับคนที่แย่งชิงของๆเธอไป
ปลายมีดแหลมเริ่มทิ่มแทงผ่านชุดสีชมพูดหวานสุดคลาสสิคของเคที่ เคที่สงบจิตแล้วปิดเปลือกตาตัวเองลงเสมือนว่ายอมรับกับความตายในไม่อีกวินาทีข้างหน้า ต่างจากอลิซโดยสิ้นเชิงที่หัวเราะร่าอย่างโรคจิตด้วยความแสนสะใจในการกระทำของตัวเอง
แต่แล้ว… ทันใดนั้นเอง มือของอลิซที่จับมีดอยู่ก็ถูกแรงกระชากออกแล้วเบี่ยงเบนทิศทางไปด้านข้าง กลับกลายเป็นมีดแหลมนั้นปักแน่นลึกลงไปในหน้าอกด้านซ้ายของอีกคน
สายตาแกร่งของหญิงสาว กลับกลายเป็นนัยยะแห่งความสับสนตกใจ ดวงตาเบิกโพลงกว้างจนถลน เมื่อเห็นคนที่ได้รับเคราะห์แทนคือชายหนุ่มเขารักนั่นเอง
“กรี๊ด ไม่นะ… ไม่… มันไม่จริง!!” อลิซกรีดร้องลั่นแล้วลุกขึ้นเดินถอยหลังกรูดออกไปอย่างสะเปะสะปะ เมื่อเห็น เดนิซนอนหงายผงะลงไปพร้อมๆกับเลือดที่กำลังทะลักไหลรินออกมา
เสียงร้องนั้นเองก็ทำให้เคที่ลืมตาขึ้นมาเห็นภาพเดียวกัน อาณุภาพแห่งรักทำให้เธอรีบตะเกียดตะกายปราดตัวเข้าไปหาเดนิชอย่างรวดเร็ว แล้วช้อนตัวของเขาขึ้นไว้บนตักราวกับกำลังโอบอุ้มก้อนหินยักษ์เอาไว้
“เคที่…” น้ำหนักเสียงที่อ่อนแรงดูยากลำบากยิ่งนักกว่าจะปลดปล่อยมันออกมาได้ เขาทำได้เพียงเรียกชื่อคนรักของตัวเอง รวมไปถึงสัมผัสได้ว่ากำลังมีน้ำอุ่นๆกำลังราดรดลงมาบนใบหน้าของเขาอย่างไม่รู้จบสิ้น
“เดนิซ… นายอย่าเป็นอะไรไปนะ นายต้องอยู่กับฉัน ฉันรักนายมากนะ ฮือ…”
มือหนาที่ไร้เรี่ยวแรงเต็มที ยกขึ้นปาดน้ำตาที่อาบแก้มของเคที่ ก่อนที่จะฝืนยิ้มแล้วพูดออกมาด้วยเสียงที่เบาบางว่า…
“เธอคิดว่าความรักมันคืออะไรเหรอเคที่”
“ไม่… ฉันไม่ตอบ จนกว่านายจะไม่เป็นอะไร”
“ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้เคที่” เดนิซออกคำสั่งทั้งๆที่ลมหายใจเขาอ่อนแรงเต็มทน
“ความรักก็คือการที่มีนายอยู่เคียงข้างฉันไง เพราะฉะนั้น… นายอย่ามาแกล้งหนีฉันไปแบบนี้นะ”
“เด็กน้อย… เธอตอบผิดซะแล้ว ความรักก็คือความเสียสละต่างหาก ถึงแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต แต่ถ้าหากมันสามารถต่อลมหายใจให้อีกคนได้มันก็เรียกได้ว่าเป็นความรักที่งดงามแสะแสนพิเศษ”
“แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าหากวันต่อๆไปฉันไม่มีนายอีกแล้ว…”
“เอานี่ไป… มันคือตัวแทนของฉัน ความรักที่นิจนิรันดร์ก็เหมือนดอกกุหลาบดอกนี้ที่ไม่มีวางสูญสลายหรือจืดจางหายไป สีมันจะยังคงสดใส เหมือนรอยยิ้มของเธอที่มอบให้ฉันมาโดยตลอด” เดนิซใช้อีกมือควักดอกกุหลาบสีแดงสดออกมาจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้เคที่
เดนิซกระแอมไอออกมาด้วยลมหายใจติดขัดรวยริน โลหิตเหลวปนข้นพุ่งทะลักออกมาจากปากของเขา เป็นภาพที่ช่างสะเทือนขวัญเสียจริง ไม่ต่างจากอลิซที่นั่งคุกเข่าลงตรงโขดหินที่ห่างออกไปเพียงนิดเดียว สายตาเรียบนิ่งเหมือนคนไร้จิตใจและสติสัมปชัญญะ
“ฮือ… ไม่นะเดนิซ โปรดอยู่กับฉัน อย่าจากไปไหนเลย…”
“ฉันรักเธอมาก จะรักเธอตลอดไป Happy Valentine’s Day” เสียงกระซิบกระซาบจบลงด้วยร่างที่ไร้วิญญาณของชายหนุ่ม เปลือกตาปิดลงโดยอัตโนมัติในอ้อมกอดของหญิงสาว
“เดนิซ!!” สองเสียงประสานดังพร้อมกันเมื่อได้รับรู้ว่าคนรักของเขาทั้งคู่ได้จากไปแล้ว…
“ฮ่าๆ ขนาดหลับนายยังน่ารักเลยนะ เดนิซ อย่ามาแกล้งกันแบบนี้สิ” เคที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับว่านี่คือเรื่องตลกน่าขัน
“ถ้านายคิดจะแกล้งฉันล่ะก็… ไม่มีทาง…” เคที่กระชากมีดออกจากอกของคนในอ้อมกอด แล้วปักมันลงมาที่ท้องของตัวเองในทันที เธอยิ้มทั้งที่น้ำตายังคงไม่เหือดหายเลยด้วยซ้ำ ตามด้วยเปรยประโยคหนึ่งใกล้ๆหูของเดนิซว่า “สุขสันต์วันวาเลนไทน์เช่นกัน ที่รัก…” สิ้นเสียงพยางค์สุดท้าย ลมหายใจของเธอก็ดับสูญตามไปด้วย ในขณะที่มือยังคงกำดอกกุหลาบนั้นไว้ เลือดหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นกระทบกลีบดอกกุหลาบนั้นจนแทบกลมกลืนเป็นสีเดียวกัน ช่างเป็นภาพที่น่าโศกเศร้ารันทดภายใต้ความรักที่ยิ่งใหญ่จริงๆ
แสงไฟบนเวทีถูกดับลงเพียงชั่วขณะ แล้วก็ถูกเปิดขึ้นอีกครั้งทุกดวงสว่างโล่ทั่วทั้งหอประชุมเมื่อนักแสดงทุกคนต่างเดินต่อแถวกันมายืนเรียงอวดโฉมด้านหน้าเวที เสียงปรบมือดึงกึกก้องสนั่นหวั่นไหวด้วยความชื่นชม ผู้ชมบางคนถึงกับปาดน้ำตาเพราะเข้าถึงอารมณ์ของตัวละคร ป้ายไฟขนาดใหญ่ถูกยกขึ้นตระหง่านเป็นคำว่า ‘ภาคิณ’ เจ้าของชื่อยิ้มกริ่มด้วยความปลาบปลื้มใจ พลางส่งสายตาสุขสมให้กับรุ้งพราว เหมือนว่าลืมเรื่องราวเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท…
ด้านล่างเวที ชายหนุ่มใบหน้าขาวนวลยิ้มปริจนเห็นฟันเรียงสวยสีขาวสะอาด มือและแขนโอบอุ้มช่อดอกกุหลาบสีแดงสดขนาดใหญ่ เดินตรงเข้ามาประชิดขอบด้านหน้าของเวที
“เคที่ครับ” เสียงตะโกนเรียกของเขา ทำให้ทุกคนต่างเงียบสนิทเพ่งเล็งมาที่เขาเป็นตาเดียว…
รุ้งพราว เจ้าของบทบาทเคที่ เดินสาวเท้าไปด้านหน้าสองเก้าจนถึงขอบเวที พลางโน้มตัวลงไปรับดอกไม้ช่อนั้นมาไว้ในอ้อมแขน รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นในทันที เสียงโห่ร้องแซวดังก้องจากด้านล่างเวทีทำเอารุ้งพราวแทบควบคุมอารมณ์ขวยเขินไม่ได้
“รุ้งๆ เธอคบกับกล้าเหรอ”
“หืม… เอ่อ…”
หลังจากจบสิ้นการแสดง ขณะที่เปลี่ยนชุด ‘ตุ๊กตา’ หญิงสาวที่รับบท อลิซ ก็เอ่ยถามรุ้งพราวด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“แล้ว… เธอเลิกกับคิณแล้วเหรอ”
“หา… อะไรนะ… ฉันกับคิณเป็นเพื่อนกันนะตุ๊กตา” รุ้งพราวแหวออกมาด้วยความตกใจ
“งั้นก็แสดงว่า… เธอชอบกล้าสินะ”
“….” รุ้งพราวไม่ตอบ แค่พยักหน้าเบาๆ แล้วหันหน้าไปอีกทางบดบังใบหน้าที่แดงก่ำ
“ฮั่นแน่… เธอทำสำเร็จจริงๆด้วย ดีใจด้วยนะรุ้ง” ตุ๊กตาเดินเข้ามาแล้วโผกอดรุ้งพราว
“เอ่อ… หมายความว่ายังไงเหรอ”
“แหม… ฉันรู้หรอกน่าว่าเธอแอบชอบกล้ามาตั้งนานแล้ว” ตุ๊กตายิ้มหวาน
“ตุ๊กตา…” รุ้งพราวครางเรียกชื่อคนที่รู้ทันเธอ
“ฉันชอบคิณ” อยู่ๆตุ๊กตาก็โพล่งพูดออกมากะทันหันจนคนฟังไม่ทันได้ตั้งตัว
“จะ…จริง เหรอ” รุ้งพราวถามเสียงตะกุกตะกัก มือไม้เกะกะปัดโดนของบางชิ้นบนโต๊ะเครื่องแป้งจนหล่นร่วง
“ใช่… ฉันอยากบอกให้เธอรู้ไว้ เพราะแน่ใจแล้วว่าเธอคงไม่ได้ชอบคนๆเดียวกับฉัน” ตุ๊กตายิ้มอีกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่ช่างแปลกแตกต่างจากในตอนแรก
“มะ… ไม่หรอก ดีใจกับเธอด้วยเหมือนกันนะ ฉันเพิ่งรู้เลยนะเนี่ย ตกใจสุดๆ ไปเลย…” อยู่ๆรุ้งพราวก็รู้สึกปวดหัวใจขึ้นมา อาการแบบนี้มันคืออะไรกันนะ
“อะ… เอ่อ… ฉันไปดีกว่า เหมือนมีคนอยากคุยกับเธอ” ตุ๊กตาพูดพลางก้มหน้าแล้วเดินสาวเท้าออกไปอย่างรีบร้อน
คนๆนั้นที่ว่าก็คือ ภาคิณนั่งเอง… แววตาคู่นั้นช่างเรียบนิ่งเย็นชาเหลือเกิน…
“เธอคบกับมันจริงๆใช่ไหม” นี่คือประโยคแรกที่เขาเอ่ยถาม น้ำเสียงดังหนักหน่วงไม่สนใจคนรอบข้างแต่อย่างใด
“ทำไมนายต้องขึ้นเสียงกับฉันด้วยล่ะคิณ” คนถูกสาดเสียงใส่เริ่มเกิดอารมณ์
“เธอก็ตอบฉันมาสิ เธอจะให้ฉันเป็นตัวตลกน่าสมเพชไปถึงไหนกัน” น้ำเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
“ใช่! ฉันคบกับแกร่งกล้า ได้ยินชัดไหม แล้วก็เลิกตะคอกฉันสักที” คำพูดที่ชัดถ้อยชัดคำของรุ้งพราว กำลังเชือดเฉือนความรู้สึกของอีกคน
“ทำไมต้องเป็นมัน… ฉันรู้ว่าเธอชอบมันมานานแล้ว… แต่… ทำไม… ทำไมเธอไม่มองฉันบ้าง ฉันก็รักเธอนะรุ้ง”
“อืม… แล้วไงล่ะ… อะไรนะ…นายพูดว่าอะไรนะ” รุ้งพราวถามซ้ำด้วยสติที่ร่องลอยไปไกลหลังจากได้ยินคำๆนั้น
“ฉันรักเธอ…”
แค่เพียงสามพยางค์นี้ก็สามารถทำให้รุ้งพราว และคนอื่นๆที่อยู่ด้านหลังเวทีถึงกับหยุดนิ่ง ใครจะรู้ว่า ในโลกของความเป็นจริง เดนิซ ที่รับบทโดยภาคิณ จะหลงรักรุ้งพราว แถมเกิดเป็นรักสามเศร้าโดยไม่รู้ตัว เมื่อตุ๊กตาก็แอบชอบเขาอยู่เช่นกัน
บริเวณใกล้กับที่ภาคิณและรุ้งพราวยืนอยู่ ใครจะรู้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งแอบซ่อนตัวอยู่หลังผ้าม่านสีดำเข้ม เธอได้ยินชัดทุกคำพูดของภาคิณ มือขวาของเธอกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกหลากหลาย มือซ้ายยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไร้การควบคุม เธอแค่นหัวเราะในใจตัวเอง นี่น่ะเหรอความรักในโลกของความเป็นจริง ช่างไม่แตกต่างกับโลกของละครเลยสักนิดเดียว



SMACGA
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 26 ก.พ. 2555, 21:35:49 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 26 ก.พ. 2555, 21:35:52 น.

จำนวนการเข้าชม : 1364





<< ตอนที่ 1   
เทียนจันทร์ 27 ก.พ. 2555, 20:45:58 น.
เว้นบรรทัดหน่อยได้มั๊ยคะ ตาลายมากเลย


SMACGA 29 ก.พ. 2555, 00:42:07 น.
อ่อ เดี๋ยวเเก้ไขให้ครับ ขอบคุณมากครับ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account