น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: บทที่ ๒๔

024




“เอาเป็นว่า ขึ้นอยู่กับคุณอินทุ์ แฟร์ไหม”

ภาควัตสรุป ไม่อยากจะต่อคารมกับหนุ่มรุ่นน้องอีกต่อไป ใจนั้นห่วงเล่ห์เหลี่ยมทางลลิตามากกว่า

แต่พอทำท่าจะผละเข้าไปในร้าน เขาก็ถูกศรันย์รั้งไว้อีก

“นายได้เปรียบทุกประตู ไม่มีอะไรต้องห่วงหรอกน่ะ”

ภาควัตปลดมือเขาออกพร้อมกับที่พูดคำนี้

นั่นละ ศรันย์ถึงยอมเดินตามเข้ามาแต่โดยดี

หนุ่มรุ่นน้องคิดไปก็เห็นจริงตามนั้น ผู้ชายคนที่เดินนำอยู่นี่ ถึงจะหล่อจัดนักหนา ครบถ้วนไปหมดทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะทรัพย์สิน แต่ก็คือคนที่สร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับอินทุอร คงยากนักที่เธอจะเลือกเขา

พอพ้นจากซุ้มประตูส่วนหน้า เพราะการที่ต้องเข้ามามองหา ว่าสองสาวไปนั่งอยู่ตรงมุมไหน สองหนุ่มจึงได้เห็นว่าน้องสาวของปริยัติ ที่ทั้งคู่ได้พบเมื่อวันประกาศถอนหมั้นของอินทุอร ก็กำลังชะเง้อมองมาที่ทางเข้านี้เช่นกัน

ศรันย์ยิ้มให้ปิ่นปรียาเป็นการทักทาย แม้จะเห็นว่าสีหน้าของเธอเจื่อนลง เขาก็ยังอุตส่าห์พยักหน้าให้อีกนิดหนึ่ง เป็นเชิงบอกว่า เชิญตามสบาย

ขณะที่ภาควัตแค่มองผ่าน ในใจคิดว่า นี่ละคือจุดด้อยของพวกไก่อ่อน มักวอกแวกโลเล จิตใจไม่มั่นคง หรือหากจะมั่นคง แต่พื้นฐานของวัยหนุ่มที่ผ่านโลกมาน้อย ก็ย่อมต้องมีปฏิกิริยากับของสวยของงามอื่นๆ อยู่ดี

ปิ่นปรียานั้นสวยใส แต่งกายน่ามอง ท่าทางละม้ายจะเก้อเขินที่ถูกศรันย์ยิ้มทัก นั่นก็ดูไร้เดียงสา น่าทะนุถนอมดีเหลือเกิน มีอย่างหรือที่ใจของคนอย่างไอ้หนุ่มนี่ จะไม่สั่นคลอน

ภาควัตก้าวตรงไปยังโต๊ะของสองสาวทันที เป็นตอนที่สถานการณ์บนโต๊ะน่าจะไม่สู้ดี ดูจากอาการของอินทุอรที่เมินจากเพื่อนสนิท เหม่อออกไปทางแสงระยิบบนผืนน้ำ และการที่ลลิตาจดจ้องอยู่ ราวกับรอคำตอบบางอย่าง ทำให้เขาต้องรีบเร่งฝีเท้า

ในเรื่องของความรัก ภาควัตเชื่อว่าผู้หญิงยังน่ากลัวกว่านัก เขาเจอมากับตัวเอง กับคนที่เกาะติดตนได้ง่ายดาย และไม่คิดจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปได้

ครั้งที่แล้ว เขาแทบเอาตัวไม่รอด ถึงกับต้องเรียกหาตัวช่วยจากบิดามารดา มีอย่างหรือที่จะไม่เข็ดหลาบ

คราวนี้ภาควัตจึงไม่ยอมพลั้งพลาดกับลลิตา ไม่ว่าหล่อนจะยวนยั่ว เปิดโอกาสและลู่ทางอย่างไร เขาก็เพียงแค่หล่อเลี้ยงความสัมพันธ์เอาไว้ในระดับฉันท์มิตร คงเป็นสิ่งแรกๆ ที่เขาตัดสินใจถูกต้อง และเมื่อเห็นเสียแล้วว่าลลิตาเป็นคนเช่นไร แม้ใจอยากจะตัดเยื่อใย แต่ถ้าพูดจารุนแรงอะไรออกไป ก็ต้องกระทบกระเทือนถึงอินทุอรเป็นแน่

ศรันย์ตามมาร่วมโต๊ะช้าไปเพียงสองสามก้าว แต่คำของหนุ่มรุ่นพี่ ที่น่าจะเปรียบเหมือนมวยคนละรุ่น ก็ทำให้เขาต้องชะงัก

“นึกว่าจะไปนั่งเป็นเพื่อนน้อง”

“ผมมากับคุณอินทุ์ ส่วนทางโน้นเขาก็ต้องมีเพื่อน”

“นายนั่งข้างคุณหลิวนั่นละ จะได้คอยดูว่าเพื่อนน้องเขาเป็นใคร เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากล นายจะได้เป็นพระเอกขี่ม้าขาว”

คำนี้ พร้อมกับที่ภาควัตชิงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างอินทุอรเสียก่อน โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาเดือดๆ ของลลิตา

โต๊ะอาหารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จัดเก้าอี้ตามแนวยาวไว้ฝั่งละสองตัว ด้านหัวท้ายหากจะเพิ่มที่นั่ง ก็จะรองรับได้ถึงหกคน

“ก็ดีครับคุณอินทร์ นั่งเห็นๆ หน้ากันอย่างนี้ จะได้คุยกันสนุก”

ศรันย์ไม่ยอมให้ตัวเองจนมุมได้ง่ายๆ ใช้เหตุผลอันสุภาพ สยบภาพชายเจ้าชู้ที่ภาควัตยัดเยียดให้จนได้

เขาแกล้งกระทบแขนลลิตา เป็นการส่งสัญญาณให้ช่วยดูแลผู้ชายของคุณหน่อยนะ

ฝ่ายหญิงสาวแค่หันมายกคิ้วให้ยิ้มๆ เหมือนจะอ่านออกว่า สงครามของสองหนุ่มได้เริ่มขึ้นแล้ว

ภาควัตเรียกเมนู และถือโอกาสสั่งอาหาร โดยเว้นเครื่องดื่มไว้ให้ศรันย์เป็นผู้สั่ง

“น้ำเปล่าสี่ที่เลยครับ”

พอได้ยินอย่างนั้น หนุ่มรุ่นพี่ก็ได้แต่ระบายลมหายใจเนือยๆ จะว่าศรันย์ซื่อจนบื้อก็ไม่น่าจะใช่ เล่นสั่งอย่างนั้น แล้วเขาจะแก้ไขอะไรได้ ยิ่งเห็นลลิตามองมายิ้มๆ ก็ยิ่งพูดไม่ถูก

เครื่องดื่มในขวดทรงหยดน้ำถูกนำมาเสิร์ฟเร็วทันใจ บริกรเอ่ยชื่อน้ำแร่นำเข้ายี่ห้อหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเดินเวียนรินลงในแก้วมีเชิงทรงสวย

ตั้งแต่ภาควัตลงนั่งข้าง อินทุอรยังไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเลย เธอยกน้ำขึ้นจิบเมื่อบริกรถอยออกไป มองศรันย์นิดหนึ่ง เป็นการบอกว่าเขาสั่งเครื่องดื่มได้ถูกใจเธออย่างยิ่ง

ลลิตายกขึ้นชิมบ้าง

“น้ำเปล่า จืด ชืดสนิท”

ถ้อยคำสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยอารมณ์สารพัด

จะว่าเป็นเสียงประชดประชันก็ได้ หรือจะว่าเป็นเสียงของอารมณ์เซ็งๆ ก็ได้อีกเช่นกัน

ลลิตาค้อนให้ศรันย์เสียทีหนึ่ง ก่อนจะหันไปคุยกับภาควัต

“ภาคคะ เมนูเมื่อกี้ มันต้องไวน์ขาวไม่ใช่หรือคะ”

เพราะเขาสั่งอาหารจานหลักเป็นปลา ลลิตาจึงพูดไปดังนั้น

“ก็แล้วแต่ครับ หรือว่าคุณหลิวจะสั่งไวน์เพิ่ม”

“แหม! คุณภาคละก็ เห็นหลิวเป็นพวกแอลกอฮอลิกไปได้ หลิวไม่ใช่พวกขาดสุราไม่ได้เสียหน่อย เพียงแต่เห็นว่ามันน่าจะเหมาะกัน”

กับภาควัต ต่อให้ขัดใจอย่างไร น้ำเสียงของลลิตาก็ยังพราวจริตออดอ้อน ตาวาวระยับทุกครั้งที่ได้ประสานสายตากับเขา

“จะสั่งก็ได้นะหลิว เดี๋ยวเราดื่มเป็นเพื่อน”

อินทุอรเพิ่งพูดออกมาตอนนี้ อยากจะหมายให้ภาควัตสะกิดใจได้บ้างว่า เธอรู้ทันความคิดของเขาอยู่เหมือนกัน

“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวเกิดเมาขึ้นมา ต้องลำบากลำบนคนไปส่งอีก อินทุ์ก็ชวนเรื่อยเชียว ที่ผ่านๆ มาน่ะ ยังไม่เข็ดอีกหรือไงจ๊ะ”

กับคำตอบอย่างนี้ ทำให้อินทุอรถึงกับต้องมองหน้าเพื่อนสนิทตรงๆ

“น้ำเปล่าก็ดีแล้วละ ยี่ห้อฝรั่งเศสเชียวนะ เผลอๆ จะแพงกว่าไวน์ด้วยซ้ำ เนอะคะน้องศน”

กับคนพูดเอง ก็เหมือนแค่สักแต่พูดเรื่อยๆ ไป ไม่สนใจว่าใครจะคิดยังไง คำสุดท้ายยังหันมาพยักพเยิดกับศรันย์ด้วยซ้ำ

“น้ำแร่ก็น่าจะดีนะครับ เขาว่านอกจากดื่ม แค่เอาไว้กลั้วคอ ล้างปาก ก็ช่วยกำจัดของเสียได้แล้วครับพี่หลิว”

พอหนุ่มรุ่นน้องตีหน้าซื่อใส่เอาบ้าง ลลิตาก็แทบเต้น

“อีตาบ้า มาหาว่าชั้นปากไม่ดีงั้นเรอะยะ”

“ผมพูดตามหลักทั่วไปแค่นั้นเอง”

เขาอมยิ้ม แล้วยังส่งยิ้มนั้นเลยไปให้หญิงสาวรุ่นพี่ที่ตนหมายปองอีกด้วย

ภาควัตคงจับสังเกตอากัปกิริยาของหนุ่มรุ่นน้องอยู่ตลอดเวลา พอเห็นว่าสายตาเขาเหมือนข้ามไหล่เลยอินทุอรไป ก็รีบหันตาม

เป็นทางทิศที่ปิ่นปรียากำลังจะเดินออกจากร้าน

น้องสาวของปริยัติหันมองมาพอดี แล้วเธอก็เหมือนจะรีบเบือนหน้าหลบ พร้อมกับเร่งฝีเท้า

“ไหนนายว่ามากับเพื่อน”

ภาควัตหันมาว่าเอากับศรันย์

“ผมจะรู้ได้ยังไง”

“แล้วจะปล่อยให้เดินเหงาๆ กลับไปเนี่ยนะ”

“เธออาจจะมาผิดร้านก็ได้”

“แล้วถ้าคนที่นัดเกิดผิดนัด”

สองหนุ่มคงเถียงกันอีกนาน หากลลิตาไม่สะบัดเสียงใส่

“พอเถอะค่ะ อยากรู้นักใช่ไหม เดี๋ยวหลิวไปตามมาให้”

ว่าแล้วหล่อนก็ลุกขึ้นทันที โดยไม่ยอมฟังคำทัดทานของใครทั้งสิ้น




ลมเย็นจากแม่เจ้าพระยาพัดเรื่อยโชยชื่น เรือโยงจอดทอดขบวนอยู่กลางน้ำ ปล่อยให้ยามเย็นเป็นเวลาของเรือโดยสาร แล่นลิ่วรับส่งผู้คน สร้างคลื่นละอองฟอง สะท้อนประกายวับวาวของแสงสั่งฟ้าสีอำพัน

ในร้านเปิดเพลงสากลทำนองเบาบาง เสียงนักร้องทุ้มนุ่มราวกำลังขับกล่อมให้ผู้คนลืมเลือนความวุ่นวายนานา ไฟช่อและโคมติดผนังเริ่มส่งแสงนวลลออ

พอเหลือกันเพียงสามคนตรงนี้ เหตุไรดูอะไรๆ ช่างน่ามองไปทั้งนั้น

ขนาดอินทุอรระบายลมหายใจยาว ศรันย์ยังเห็นเป็นเรื่องน่าหยอกล้อ

“หิวหรือครับ”

“ไม่เชิงค่ะ แค่คิดอะไรเพลินๆ แล้วเผลอถอนใจออกมา”

“ผมว่าดี คนเรา ถ้าถอนใจออกมาจากอะไรๆ เสียบ้าง ชีวิตก็น่าจะเบาสบายขึ้น”

เขาตั้งใจพูดกระทบถึงเรื่องระหว่างอินทุอรกับภาควัตโดยตรง

“นั่นสิ บางทีอะไรๆ ที่มันพยายามจะเข้ามาแทรกอยู่ในความรู้สึกที่กำลังสบายๆ จะหลุดกระเด็นออกไปได้บ้าง”

ภาควัตเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ประจัญสายตากับหนุ่มรุ่นน้อง อย่างคนที่พร้อมจะมีเรื่องกันได้ทุกเมื่อ

“ศน พี่ขอละ คุยเรื่องธรรมดาๆ ได้ไหม เรื่องสายลมแสงแดด บรรยากาศในร้าน อะไรพวกนี้ได้ไหม นะคะ”

จนอินทุอรต้องเอ่ยปาก สองหนุ่มจึงค่อยคลี่คลายท่าทางจ้องจะกินเลือดเนื้อกันได้

“รู้ไหมคะ น้องปิ่นมารอใคร...”

เสียงของลลิตาดังนำมาก่อน พอทุกคนหันไปมองก็เห็นว่า ปิ่นปรียาเหมือนถูกหล่อนลากกลับมาอย่างไม่เต็มใจ

“มารอพี่พันธ์นะจ๊ะ แล้วก็ถูกเบี้ยว”

“ก็... ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ”

น้องสาวของปริยัติอ้อมแอ้มตอบ ถนอมปากคำอย่างที่สุด

“แล้วจะกลับหรือคะ อย่าเพิ่งเลยนะปิ่น มานั่งเล่นกับพวกพี่ก่อนก็ได้”

เป็นอินทุอรก็เอ่ยชวน ทำให้หญิงสาวรุ่นน้องสีหน้าดีขึ้นนิดหน่อย

ศรันย์ลุกไปเลื่อนเก้าอี้มาให้ตรงหัวโต๊ะ ด้านเดียวกับสองสาว ไม่สนว่าภาควัตจะกระแอมกระไอเหมือนมีอะไรติดคอขึ้นมาฉับพลัน

“นะคะน้องปิ่น เราก็คนกันเอง หรือว่าคุณปอนด์เขาห้าม”

ระหว่างที่พูด ลลิตาก็จัดแจงจับให้ปิ่นปรียานั่งลงจนเรียบร้อย

“พี่ปอนด์เขาไม่ได้...”

“ทานอะไรรองท้องก่อนไหม”

อินทุอรตัดบท ไม่อยากได้ยินได้ฟังเรื่องของผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว

“น้ำส้มคั้นสักแก้วก็ได้ค่ะ”

“เห็นไหมนายศน กับผู้หญิงน่ะ เขาต้องน้ำส้มคั้น หวานหน่อยๆ เปรี้ยวๆ นิดๆ ชุ่มๆ คอ ไม่ใช่อะไรๆ ก็น้ำเปล่า จืดๆ ชืดๆ”

ลลิตาได้ช่องหันไปแขวะเอากับศรันย์อีกครั้ง

“ก็ผมชอบของผมอย่างนี้ ถ้าพี่หลิวจะสั่งไวน์หรือสั่งค็อกเทลเพิ่ม ก็ตามใจสิ”

เขาก็ออกไม่ชอบใจเหมือนกัน ที่หญิงสาวรุ่นพี่เหมือนจะดูว่าเขาอ่อนหัดอยู่ร่ำไป

“งั้นผมสั่งน้ำส้มคั้นสามแก้วเลยนะ หรือจะเหยาะรัมสักนิด จะได้ร้อนๆ ท้อง เรียกน้ำย่อยดี แล้วนาย... เบียร์สักคนละแก้วไหมล่ะ”

ภาควัตสรุป เมื่อเห็นบริกรเดินใกล้เข้ามา

“ก็ได้ครับ”

ศรันย์รับคำสั้นๆ ระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ยอมให้ตัวเองพลาดพลั้งอะไรจนภาควัตสบช่องได้ดูหมิ่น

“แล้วยังไงคะ ทำไมถึงจะกลับ เมื่อกี้พวกพี่เข้ามา รถก็ติดพอสมควร”

ลลิตาไม่สนใจอะไรอื่น นอกจากจะซักไซ้เรื่องที่ปิ่นปรียามีนัดกับพันธกานต์

แม้จะแสดงออกนอกหน้าไม่ได้ ว่าหล่อนกำลังรู้สึกหึงหวงพี่ชายต่างสายเลือดของเพื่อนสนิท แต่อย่างน้อยก็ขอให้รู้หน่อยเถอะว่า เห็นเงียบๆ อย่างพันธกานต์นั้น ที่แท้แล้วก็ร้ายไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน

“เรื่องนี้ พี่พันธ์ก็อาจไม่ทราบ”

“ยังไงกัน...”

“ที่จริง... ปิ่นก็แค่ ตั้งใจไว้ก่อนแล้วว่าจะมานั่งเล่นเงียบๆ คนเดียว”

เหมือนปิ่นปรียากำลังจะเล่าเรื่องใหม่ ทำให้ลลิตาต้องรีบลากกลับมาเรื่องเดิม

“อินทุ์ โทรถามพี่พันธ์หน่อยสิ ลืมนัดกับน้องปิ่นหรือเปล่า”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่หลิว ปิ่นจะกลับอยู่แล้ว”

ปิ่นปรียาทำตัวไม่ถูกจริงๆ ไม่รู้ว่าตัวเองยอมให้ลลิตาลากกลับมาได้ยังไง ชำเลืองมองสองหนุ่ม ก็เห็นว่าเขาต่างก็พากันจ้องมาที่ตนเอง

“อยู่ทานข้าวเย็นกับเราก่อนเถอะครับคุณปิ่น คุยกันไปกินกันไป สนุกดี”

ศรันย์เอ่ยชวนบ้าง เมื่อเห็นว่าปิ่นปรียามีท่าทีอึดอัดอยู่ไม่คลาย

“นะปิ่น อยู่ด้วยกันก่อน เรื่องพี่พันธ์ ไว้พี่จะถามให้”

อินทุอรชวนซ้ำ และบอกกลายๆ ว่า จะไม่โทรหาพันธกานต์ในตอนนี้

“เรื่องพี่พันธ์ คือว่า... คุณน้าโสภาโทรมาบอกคุณแม่น่ะค่ะ”

“หูย! ยังจะกล้าโทรหาอีกหรือ”

ลลิตาอดไม่ได้ที่จะต้องทำเสียงสูงอย่างทึ่ง กับความอาจหาญด้านทนของคนที่ถูกเอ่ยถึง

“ปิ่นบอกแล้ว ปิ่นตั้งใจจะมานั่งเล่นที่นี่ตั้งแต่แรก เป็นเพื่อนกับลูกสาวเจ้าของร้านนี้น่ะค่ะ พอดีเมื่อกี้น้องเขาบอกว่าวันนี้เพื่อนปิ่นไปธุระให้คุณพ่อเขา ก็เลยจะกลับ”

“งั้นก็มีเพื่อนแล้ว ใครจะไม่ว่างก็ช่างเขาเถอะ มานั่งคุยเล่นกับพวกพี่ก่อน”

ลลิตาสรุปซ้ำ

“ว่าแต่น้องปิ่นจะสั่งอะไรเพิ่มหรือเปล่า หรือจะรอดูก่อน”

“สลัดสักจานแล้วกันค่ะ”

คำที่บอก แสดงว่าคนตอบตกลงใจนั่งร่วมโต๊ะอยู่ต่อไป หลังจากหล่อนหันไปพยักเรียกบริกร แล้วปล่อยเป็นหน้าที่ของหนุ่มๆ ที่จะสั่งอาหารให้หญิงสาว ตนเองก็เริ่มสานบทสนทนาต่อไป

“ที่จริงพี่ก็เกรงใจน้องปิ่นนะคะ แต่ที่เรากำลังคุยๆ กันอยู่นี้ ก็คือว่า วันหยุดยาวสัปดาห์หน้า เราจะไปฉลองความโสดอีกครั้งของพี่อินทุ์ที่ไหนดี”

นั่นละ คือเรื่องที่สองสาวกำลังคุยกัน ตอนก่อนที่สองหนุ่มจะเดินตามมาถึงโต๊ะ

“จริงหรือครับคุณอินทุ์ แล้วตั้งใจจะไปที่ไหนกันครับ”

“คุณภาคเขามีบ้านพักอยู่แถวปรานบุรี คุณแม่บอกว่า ถ้าว่างๆ จะไปตากอากาศเล่นกันก็ได้”

ลลิตาเป็นฝ่ายตอบ ในถ้อยคำ พยายามแสดงความสนิทสนมกับภาควัตให้ทุกคนได้ประจักษ์ว่า หล่อนเป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ทางภาควัตอยู่ไม่ใช่น้อย

อินทุอรได้แต่ทำหน้าเฉยๆ พอกับปิ่นปรียา ขณะที่เจ้าของบ้านพักที่ถูกเอ่ยถึงมีสีหน้าแปลกใจนิดหน่อย ส่วนศรันย์นั้นปฏิเสธออกมาทันที

“ไกลไปหน่อย...”

“ทำเหมือนเขาชวนตัวเองไปเรียบร้อยแล้วนะคะคุณศน”

ลลิตาอดสัพยอกให้ไม่ได้

“ผมยินดีเสนอตัว แถมยังเสนอสถานที่ให้ด้วย...”

แต่ดูเหมือนหนุ่มรุ่นน้องไม่สะทกสะท้าน

“ไปสีชังไหมครับ บ้านผมเอง ก็ไม่เชิงสีชัง เกาะข้างๆ กัน”

“เกาะสีชัง ตรงศรีราชาใช่ไหมศน น่าสนนะ ได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยไปสักที”

อินทุอรสนใจขึ้นมาบ้าง พร้อมกับที่ปิ่นปรียาก็มีท่าทางตั้งอกตั้งใจฟังคำอธิบายต่อไปมากยิ่งขึ้น

“ตกลงคุณอินทุ์ให้ผมไปด้วยเหรอครับ”

“เอ๊ะ! อีตาคนนี้ จะทำเป็นใจกล้าหน้าไม่อาย ก็ทำให้ได้ตลอดสิยะ”

ลลิตาต้องแหวใส่อีกครั้ง

“ก็ ถ้าคุณอินทุ์อยากจะไปกันเฉพาะแค่คนสนิท ผมก็คงไม่กล้า...”

“ไปด้วยกันก็ได้นะศน ไปบ้านศนนั่นละ ใกล้ดี”

อินทุอรแทรกขึ้น ก่อนที่เขาจะพูดจบด้วยซ้ำ

“อ้าว! แล้วเธอ... เมื่อกี้ยังทำเป็นอิดๆ ออดๆ บอกยังไม่อยากไปไหน”

คราวนี้ลลิตาหันมาแขวะเอากับเพื่อน รู้อยู่หรอกว่าเธอจะไม่เอ่ยถึงเหตุผลที่อิดเอื้อนเมื่อตอนแรกชวน ก็หล่อนเองที่อ้างว่าคุณแวววิไล มารดาของภาควัต ชวนให้ไปเที่ยวเล่นพักผ่อนกันที่ปรานบุรี หล่อนยังต้องรักษาภาพพจน์ เลยจำเป็นต้องชวนอินทุอรไปเป็นเพื่อน กันข้อครหา อีกทั้งหนทางของหล่อนกับภาควัตจะได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

“ก็ใกล้แค่นี้ ใช่ไหมคะศน”

คำท้ายอินทุอรหันไปทางศรันย์

ชายหนุ่มรีบพยักรับ พร้อมวาดแผนการเดินทางเสร็จสรรพ

“ขับรถไปกันเองก็ไม่ถึงชั่วโมง จอดรถไว้ที่ฝั่ง นั่งเรือไปอีกไม่กี่นาที ถ้าออกเช้าหน่อย เราก็ไปเที่ยวสีชังกันก่อน กินข้าวกลางวันบนเกาะ แล้วบ่ายค่อยซื้อหาอะไรมาปิ้งย่างกินเล่นกันที่เกาะขาม”

“สีชังเล็กแค่นั้น จะมีอะไรให้เที่ยว”

ภาควัตพึมพำเหมือนอยากจะขัด

“นั่นสิ ถ้าทางปรานฯ สารพัดที่จะแวะ เราเลาะเรื่อยไปแบบค่ำไหนนอนนั่นยังได้”

ลลิตารีบสนับสนุนชายที่ตนหมายมั่นทันที

“ก็เธอบอกจะชวนเราไปพักผ่อน ถ้าแบบตะลอนทัวร์เราก็ของบาย”

“เดี๋ยวนะอินทุ์ ที่พูดมาทั้งหมดนี้ แสดงว่าเธอตกลงใจแล้วใช่ไหม”

“ก็... ก็ดีเหมือนกัน”

“แล้วคุณภาค...”

“แล้วแต่เธอเถอะหลิว เราไม่เกี่ยว เธออยากให้ไปเป็นเพื่อน อยากไปพักผ่อน ใกล้แค่นี้ แถมยังเป็นที่พักของคนกันเอง”

คำท้าย ทุกคนต่างได้ยินถนัดว่า คนพูดยกให้ใครเป็น “คนกันเอง”

ศรันย์ยิ้มแก้มแทบปริ ยกคิ้วให้ภาควัตอย่างเป็นต่อ แล้วก็เหลือบมาทางลลิตา เป็นเชิงว่า อย่าได้ขัดแย้งอะไรอีกเลย

แต่พอเหลือบไปทางปิ่นปรียา เขาก็ไม่รู้จะทำสีหน้าอย่างไร จะเอ่ยชวนก็ไม่น่าจะเหมาะ ถึงตนจะเป็นเจ้าของสถานที่ก็เถอะ ถ้าพูดออกไป หญิงสาวคนที่ตนหมายใจจะคิดอย่างไรก็ไม่รู้

“คุณปิ่นน่าจะไปด้วยกันนะครับ”

ภาควัตสบช่องทางแก้ลำ จึงรีบชวนหญิงสาวอีกคนทันที

คนถูกชวนก็แปลกใจไม่น้อย ไม่รู้จะตอบคำอย่างไร จึงได้แค่พูดว่า

“จะดีหรือคะ”

“ถ้าว่างก็ไปด้วยกันเถอะปิ่น”

อินทุอรเป็นคนชวนซ้ำ เพราะอ่านทางออกว่า ภาควัตเอ่ยปากชวนปิ่นปรียาด้วยจุดประสงค์เช่นไร

“งั้น ผม... ในฐานะเจ้าของสถานที่ ขอบอกว่ายินดีต้อนรับนะครับ คุณปิ่นไม่ต้องเกรงใจ”

ศรันย์รีบต่อประโยคของเธอทันที หันไปพยักให้ภาควัตนิดหนึ่ง ส่งสายตาเย้ยๆ ให้เขาได้รู้ว่า ตอนนี้อินทุอรเอนเอียงมาทางตนมากกว่า

“ยังไงก็ต้องขอคิดดูก่อนนะคะ กลัวจะไปอยู่เงียบๆ จนเป็นภาระของพวกพี่ๆ มากกว่า”

ปิ่นปรียายังถนอมท่าทีไว้ได้เป็นอันดี ซึ่งทุกคนในโต๊ะต่างเห็นตรงกันว่า ช่างผิดปริยัติผู้เป็นพี่ชาย ราวกับหลังมือกับใต้ฝ่าเท้าเลยทีเดียว




รถตู้ที่ตกแต่งที่นั่งด้านหลังไว้อย่างโอ่อ่าน่าสบาย บัดนี้บรรจุผู้โดยสารไว้เกือบเต็ม เพราะพันธกานต์อาสาจะไปเป็นเพื่อนอินทุอร หลังจากรู้ว่าจะมีทั้งภาควัตและศรันย์ไปด้วย ซ้ำพอพิมพิการู้ว่ามีศรันย์ร่วมอยู่ในคณะนี้ หล่อนก็รีบเสนอตัวเป็นเพื่อนร่วมเดินทางทันที ด้วยเหตุที่ว่าบ้านนี้ไปกันครบทั้งสามพี่น้อง พันธกานต์จึงเสนอให้ใช้รถของบ้านตน ให้คนขับมาส่ง แล้วค่อยไปรับกลับ

แม้จะมีหนุ่มสาวนั่งมากันเต็มรถ แต่ทั้งรถกลับเงียบเชียบ ไม่ว่าจะฝ่ายสามพี่น้องที่ประกอบด้วย พันธกานต์ พิมพิกาและอินทุอร หรือกับคู่ปาท่องโก๋ของภาควัตกับลลิตา กระทั่งเจ้าของสถานที่ที่คล้ายๆ จะต้องฉายเดี่ยวอย่างศรันย์ แต่ละคนก็ล้วนรักษาท่าที

คู่กัดอย่างลลิตากับพิมพิกามองกันไปมา โดยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดเช่นกัน ขณะที่สามหนุ่มต่างก็คอยระแวดระวังกันและกันอยู่ในที จะมีก็แต่อินทุอร ที่บอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่า ทั้งที่น่าจะพลอยเครียดไปกับทั้งกลุ่ม แต่เธอกลับรู้สึกว่า ตนเองนี่ละที่อารมณ์ยังปกติดีที่สุด

รถแล่นลิ่วมาบนทางยกระดับ พอลงพื้นราบอีกไม่กี่นาทีก็ถึงท่าเรือ คนขับขับมาส่งถึงสุดปลายสะพานเทียบเรือ หลังจากหนุ่มๆ ช่วยกันเอาสัมภาระลงเรียบร้อย ศรันย์ก็โทรหาคนที่นัดให้มารับ

สัญญาณโทรศัพท์คงไม่ดีนัก เขาพยายามต่ออยู่หลายครั้ง ท่ามกลางผู้คนที่จอแจ ทั้งหมู่นักท่องเที่ยวที่วุ่นวายอยู่กับการถ่ายภาพ และบรรดาเจ้าหน้าที่สารพัดฝ่าย ทั้งพวกคอยไล่รถ คนคุมวินรถสามล้อ หรือจัดคิวเรือ คนเก็บค่าบัตรโดยสารเรือข้ามฟาก เด็กเรือ คนเรือ และน่าจะมีหน้าที่อื่นๆ อีกเยอะ

คนอื่นๆ ที่รอต่างฆ่าเวลาด้วยการทอดสายตาไปรอบๆ พยายามมองผ่านความแออัดจอแจ ออกไปสู่เวิ้งทะเลกว้างใหญ่ น้ำทะเลสีเขียวสดใส และประกายแดดอันจัดจ้า

อินทุอรนั้นไล่สายตาจนจะครบรอบ ผ่านแนวหินทิ้งกันคลื่นลม วกกลับมาทางรูปเคารพองค์สำคัญ บนแหลมด้านไกล ใกล้เข้ามาเป็นหมู่อาคาร แล้วก็สวนสาธารณะริมทะเล แล้วก็ต้องมาสะดุดอยู่ตรงคอสะพานเทียบเรือตรงชายฝั่ง

“นั่นใช่น้องปิ่นหรือเปล่าน่ะหลิว”

เธอหันไปสะกิดเพื่อนให้มองตาม ไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้ารถแวนคันหรู ยกมือขึ้นป้องหน้า เหมือนกำลังมองหาใครสักคน

“ไม่แน่ใจ ไกลขนาดนั้น เธอยังจำได้อีกเรอะ”

ลลิตาต้องหรี่ตามอง ถึงกับต้องถอดแว่นกันแดดอันโต เพื่อเพ่งให้แน่

“เขาน่าจะโทร...”

ไม่ทันขาดคำ เสียงโทรศัพท์ของอินทุอรก็ดังขึ้น

“คะ... อ๋อค่ะ พี่น่าจะเห็นน้องปิ่นแล้วนะคะ อยู่ตรงสุดสะพานนี่ไง... นี่ไงคะเห็นพี่ไหม กำลังโบกมือให้อยู่นี่คะ”

อินทุอรไม่ได้เอะใจเลยว่าปิ่นปรียามีเบอร์มือถือของตนได้อย่างไร ครั้นเมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นกันถนัดชัดเจนแล้วนั่นละ เธอถึงรู้สาเหตุ

ที่เห็นแต่ไกลคือ หญิงสาวบนชายฝั่ง กดวางสายแล้วหันไปปิดประตูรถ น่าจะหยิบสัมภาระ แต่แล้วกลับมีอีกคนก้าวลงมาสมทบ

คนที่แต่งชุดเที่ยวทะเลสีสด มีท่าทางสบายใจยิ่งกับการได้ก้าวลงมาบิดขี้เกียจอยู่ข้างๆ กับปิ่นปรียา คือพี่ชายของหล่อนนั่นเอง

ปริยัติ...

********************



นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 22 เม.ย. 2555, 16:06:29 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 เม.ย. 2555, 16:07:01 น.

จำนวนการเข้าชม : 1630





<< บทที่ ๐๒๓   
นวลชมพู 22 เม.ย. 2555, 16:45:49 น.
เหอๆๆ ในที่สุดก็ตัดสินใจกลับมาเข็น "น้ำค้างฯ" ต่อจนได้ ฝากให้ช่วยกันอ่านด้วยนะขะรับ


เดิมเดิม 22 เม.ย. 2555, 19:57:48 น.
รออยู่คะเรื่องนี้ ชอบนางเอกมากๆ


Edelweiss 23 เม.ย. 2555, 00:58:53 น.
ชอบเรื่องนี้ค่ะ


อริสา 24 เม.ย. 2555, 00:08:58 น.
ดีใจจังค่ะ ชอบเรื่องนี้มากๆ ชอบนางเอกกะพระเอกค่ะแต่ดูขวากหนามเยอะเหมือนกันนะคะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account