สื่อกามเทพ
เรื่องราว...จุดเริ่มต้นในการผูกพันทางหัวใจ โดยการชัดนำ ของเจ้าสี่ขาหางฟู
ที่เราๆ ท่านๆ ต่างรู้จักในนาม ว่า...แมวเหมียว
Tags: กุ๊กกิ๊ก น่ารัก และแอบเจ็บนิดๆค่ะ

ตอน: ตอนที่ 2


นาฬิกาปลุกข้างเตียงส่งเสียงดังกังวานไปทั่วห้อง มือบางของลันตาคว้านเปะปะก่อนจะตบเจ้าเสียงน่ารำคาญนั้นให้เงียบลง อากาศยามเช้าต้นเดือนพฤศจิกายน ช่างเย็นสบายดีเหลือเกิน เตียงนุ่มและอบอุ่นจนไม่อยากลุกหนีไปไหน หญิงสาวเคลิ้มหลับไปอีกพักใหญ่ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัว เมื่อมะโนสำนึกของงานที่ฝัง
แน่นอยู่ในหัวกระตุ้นเตือน

“ตายแล้ว..ตื่นสาย!”

เมื่อได้สติลันตาล้นลานลุกจากที่นอนในทันที หญิงสาวรีบจัดการธุระส่วนตัว
ภายในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที ยังโชคดีดีที่กระเป๋าเสื้อผ้าและอุปกรณ์กล้อง
ทั้งหลายถูกเตรียมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

“นินู..อยู่ไหนเอ่ย”

ลันตาวิ่งพล่านตามหาแมวสุดรัก เช้าๆแบบนี้ไม่รู้เจ้าหล่อน ไปนั่งแอบอยู่มุม
ไหนของห้อง เจ้าเหมียวตัวขาวส่งเสียงครางเบาๆดังมาจากข้างโซฟา เจ้านาย
สาวก็รีบปราดเข้าไปหา พร้อมกับตระกร้าสำหรับใส่แมว มันมีท่าทางตื่นตกใจ
ไม่น้อย เมื่ออยู่ดีๆก็ถูกจับยัดลงในที่อันแสนจะคับแคบ..พร้อมกับแรงเหวี่ยง
เมื่อเจ้าของเดินแกมวิ่งออกไปจากห้อง

...................................................
หญิงสาวขับรถมาถึงโรงพยาบาลสัตว์ ด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที ประโยชน์ของ
‘ขาเหยียบ’ คงอยู่ตรงนี้นี่เอง มันใช้ได้ผลเสมอยามเมื่อเวลาเร่งรีบ เธอเป็น
ลูกค้ารายแรกของวันนี้ด้วยซ้ำไป เมื่อพนักงานสาวหน้าเคาน์เตอร์กล่าวคำว่า
‘อรุณสวัสดิ์’

“เอาแมวมาฝากไว้สามวันค่ะ” ลันตาบอกความต้องการของเธอเร็วปรื๊อ

“ขอทราบชื่อเจ้าของ กับน้องแมวด้วยนะคะ”

พนักงานหลังเคาน์เตอร์โปรยยิ้มหวาน สำหรับลูกค้ารายแรกของวันนี้โดย
เฉพาะ ก่อนจะอธิบายถึงขั้นตอนการรับฝากสัตว์เลี้ยงของโรงพยาบาล ด้วย
น้ำเสียงเนิบนาบชวนง่วงนอน พร้อมกับยื่นกระดาษแข็งสีขาวส่งให้ ลันตา
กรอกข้อมูลลงไปอย่างรวดเร็ว ใจเธอกลับเร็วยิ่งกว่าตอนนี้มันแล่นไปถึง
สนามบินแล้ว ไอ้ข้อมูลบ้าๆพวกนี้ทำไมมันมีหลายข้อนักนะ

“ไม่ทันแล้ว ฝากแมวด้วยค่ะ”

หญิงสาวทิ้งปากกาอย่างหมดความอดทนที่จะเขียนให้ครบ ยกตระกร้าใส่
แมววางบนเคาน์เตอร์ ลันตาก้าวเร็วแทบจะเป็นวิ่งออกจากโรงพยาบาล
ไม่ฟังเสียงร้องเรียกของพนักงานสาวแม้แต่น้อย อารามรีบร้อนทำให้เธอ
เกือบชนปะทะกับร่างสูงใหญ่ที่เดินสวนเข้ามา ดีว่าฝ่ายคนมาใหม่เบี่ยงตัว
หลบทัน

“จะรีบไปไหนนักหนา”

ธันว์พูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก เขามองตามร่างระหงที่กำลังก้าวขึ้นรถ
ก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็ว

“หมอคะ.ผู้หญิงคนเมื่อกี้ เอาแมวมาฝากไว้ แล้วก็รีบร้อนออกไปเบอร์
โทรศัพท์อะไรก็ไม่ได้ทิ้งไว้ให้ค่ะ”

วิมลพนักงานประจำหน้าเคาน์เตอร์รีบรายงานชายหนุ่ม เพราะกลัวโดนตำหนิ
ที่รับฝากสัตว์เลี้ยงสุ่มสี่สุ่มห้า หล่อนเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้แค่สองวัน ยังไม่รู้
ว่าคุณหมอรูปหล่อคนนี้ จะใจดีหรือเปล่า

“เขาให้ข้อมูลอะไรไว้มั้ง” ธันว์เอ่ยถามเสียงเรียบ

“ก็...บอกชื่อตัวเองกับชื่อแมว...แล้วก็ที่อยู่ค่ะ”

ธันว์หยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาอ่าน เจ้าของสัตว์ ลันตา สัตว์เลี้ยงชื่อ นินู ชายหนุ่ม
ทรุดตัวลงนั่งยองๆก้มมองเจ้าเหมียวตัวใหญ่สีขาวสวมเสื้อไหมพรมสีชมพูชายระบายลูกไม้ ดวงตาสีฟ้าของมันขยายใหญ่เพราะความตื่นกลัว แมวเป็นสัตว์
ที่ไม่ชอบการผจญภัย ไม่ชอบเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มันชอบชีวิตสงบเงียบ
เมื่อมาอยู่ในสถานที่แปลกตาแปลกกลิ่นแบบนี้ มันคงจะคิดหนักไม่น้อย

“เอาแมวขึ้นไปเก็บบนชั้นสองแล้วกันครับ เดี๋ยวเจ้าของเขาคงติดต่อมาเองแหละ”

ชายหนุ่มสั่งเพียงเท่านั้น ก็เดินเข้าไปด้านหลัง ซึ่งถูกแบ่งเป็นห้องตรวจรักษา
และห้องทำงานส่วนตัวเล็กๆของเขากับหุ้นส่วนรุ่นพี่ที่เป็นสัตวแพทย์เหมือนกัน ชีวิตการเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ภายใต้กฏเกณฑ์หยุมหยิม ทำให้ชายหนุ่มอึดอัด จึงตัดสินใจเกษียณตัวเองก่อนเวลาอันควร นำเงินก้อนหนึ่งของครอบ
ครัวมาลงทุนทำโรงพยาบาลสัตว์

ธันว์นั่งทำงานเอกสารบนโต๊ะ ตรวจดูรายงานการรักษาของสัตว์ป่วยหลาย
ตัวของโรงพยาบาล เขาทอดสายตามองสนัขพันธุ์ไทยสีน้ำตาล มันขาหัก
จากการถูกรถมอเตอร์ไซค์เหยียบ เจ้าของเป็นคุณป้าแก่ๆคนหนึ่งที่ขายพวง
มาลัย กับดอกไม้ไม่ห่างจากโรงพยาบาลของเขาเท่าไรนัก

“หมอช่วยไอ้โดโด้มันหน่อยเถอะค่า ป้าสงสารมัน ต้องใช้เงินสักเท่าไรคะหมอ
ถ้ามันแพงนักป้าก็จะไปกู้เขามาให้”

คุณป้าเจ้าของสุนัขอายุประมาณสี่เดือน ร้องห่มร้องไห้เมื่ออุ้มร่างของมันมาที่
โรงพยาบาล

“ป้าไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษาหรอกครับ ผมคิดไม่แพง”

ชายหนุ่มให้คำรับรอง แม้จะย้ำเตือนตัวเองว่าเขากำลังทำธุรกิจ แต่อีกด้านหนึ่ง
ของความคิดก็ไม่อยากเอาเปรียบคนที่เขามีใจรักสัตว์ เสียงโทรศัพท์บนเคาน์
เตอร์ประชาสัมพันธ์ดังขึ้นหลายครั้ง ชายหนุ่มชโงกหน้าออกมาดู วิมลคงออกไปพักเพราะเป็นเวลาเที่ยงพอดี เขาจึงเดินเข้าไปรับแทน

“โรงพยาบาลสัตว์ผาตูบครับ”

ธันว์กรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์เมื่อคว้ามันขึ้นมาจากแป้น

“ฉันเอาแมวมาฝากไว้เมื่อเช้า ตอนนี้ยังอยู่ไหมคะ?”

เสียงนุ่มจากปลายสายรัวเร็ว ทำให้เขานึกถึงเคสฝากแมวสีขาวเมื่อเช้า และ
เจ้าของแมวก็คงเป็นผู้หญิงร่างระหงในชุดกางเกงยีนส์สีซีดกับท่าทางอันรีบร้อนของเธอ

“แมวคุณชื่ออะไรครับ”

เขาย้อนถามเพื่อความแน่ใจ ว่าไม่ได้ทักญาติสัตว์ป่วยผิดคน

“นินู… ตัวใหญ่สีขาวใส่เสื้อไหมพรมสีชมพู...มี”

“ผมรู้แล้วครับ ไม่ต้องอธิบายเยอะขนาดนั้น แมวคุณปลอดภัยดีจะเข้ามารับวันไหน?”

ปลายสายนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาลงเล็กน้อย

“วันศุกร์ค่ะ...”

“โรงพยาบาลปิดสองทุ่ม มาให้ตรงเวลาด้วยนะครับ”

“ฉันจะพยายามไปให้ตรงเวลาค่ะ”

ปลายสายบอกอย่างไม่แน่ใจนัก ธันว์วางสายลง ตั้งแต่เปิดกิจการโรงพยาบาล
มาลูกค้าที่เขาพบเจอมักมีหลายแบบ ประเภทมาถึงก็ออกคำสั่งจะเอาโน้นเอา
นี้ให้ได้ดังใจตัวเอง โดยลืมคิดไปว่า เขาเป็นหมอไม่ใช่เทวดาที่จะเนรมิต
ทุกสิ่งให้กับใครได้

......................................................................
ลำแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันเลือนหายไปนานแล้ว ภายในตัวอาคารผู้โดยสารสว่างไสวด้วยแสงไฟ ลันตายกกระเป๋าเป้ที่บรรจุอุปกรณ์ถ่ายภาพจำพวกเลนส์
และขาตั้งกล้องแบกขึ้นหลัง ทันทีที่หลุดจากฝูงชนในสนามบิน หล่อนก็ตรงดิ่ง
ไปยังรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้เมื่อสามวันก่อน ขับมุ่งตรงสู่โรงพยาบาลสัตว์ผาตูบ
ลันตาจำชื่อนี้ได้ขึ้นใจ...เมื่อครั้งโทรศัพท์มาถามไถ่ ถึงเจ้าแมวแสนรัก
สุ้มเสียงทุ้มของผู้ชายที่รับสายกับคำตอบของเขา ช่างกวนกระแสอารมณ์ดีแท้…

“มารับแมวค่ะ”

ลันตาพูดขึ้นเมื่อเธอก้าวเข้าไปในโรงพยาบาลสัตว์ ร่างสูงใหญ่ของผู้ชาย
คนหนึ่งในชุดเสื้อกาวน์สีเขียว กำลังก้มๆเงยๆอยู่กับกรงกระต่ายตัวจ้อย
โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยกับมารดา คอยบอกเล่าอาการป่วยไข้ของมัน

“แมวชื่ออะไรครับ?” เขาหันมาถาม ดวงหน้าคมเข้มดูเรียบเฉย

“นินูค่ะ”

หญิงสาวชักสะดุดหูกับน้ำเสียงของคนถาม จึงเหลือบมองตัวอักษรที่ปัก
อยู่บนอกเสื้อนั้น น.ส.พ ธันว์ บุญยะวารี

“อ๋อ...แมวของคุณเองเหรอ ตัวนี้ร้องเสียงดังกว่าใครเพื่อนเลยนะ
เด็กที่พักอยู่ที่นี้แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลย”

เขาฟ้องหล่อนตรงๆ ลันตานึกเคืองสัตวแพทย์คนนี้ขึ้นมาทันที เขากล้าดียังไง
นะ มาวิจารณ์แมวของเธอแบบนี้ สัตว์เลี้ยงถูกนำมาอยู่ในสถานที่ ที่มันไม่คุ้น
จะนอนนิ่งเป็นหุ่นยนต์เลยหรือยังนะ ถ้อยคำต่อว่ากำลังแล่นขึ้นมาถึงริมฝีปาก
แต่คนตัวโตกลับเดินลับหายเข้าไปในห้องด้านหลัง อีกไม่นานเขาก็กลับออกมาพร้อมด้วยตะกร้าสีหวานข้างในมีเจ้าเหมียวนินู ที่กำลังส่งเสียงร้องอันแหบแห้ง
เมื่อมันมองเห็นเจ้าของ

“นินูทำไมเสียงแหบอย่างงี้ล่ะลูก มีใครทำอะไรหนูหรือเปล่า”

หญิงสาวพูดพลางปรายตามองคนในเสื้อกาวน์ ที่ยืนเขียนอะไรบางอย่างบนเคาน์เตอร์ และเขาเหมือนจะรู้ตัว นัยแห่งน้ำเสียงนั้น

“ไม่มีใครทำอะไรเขาเหรอครับ แมวคุณคงถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจจนชิน
เลยปรับตัวไม่ได้เวลาอยู่ในที่จำกัด”

ธันว์บอกเสียงกระด้าง ก่อนจะปรับโทนเสียงให้นุ่มลงทันที เมื่อบอกให้เด็ก
หญิงเจ้าของกระต่ายป่วย เดินเข้าไปในห้องตรวจที่มีคุณหมออีกท่านหนึ่ง
รออยู่

“แมวฉันไม่ได้ถูกเลี้ยงมาให้เสียแมวหรอกนะ แต่เขาจะร้องโวยวายทุกครั้ง
เวลาเจอคนเสียงดังเข้าใส่ หรือไม่ก็... พวกคนไม่รักสัตว์!”

ลันตายังไม่ลดละที่จะโต้วาทีกับ ‘คุณหมอแมว’ แววของน้ำเสียงจึงบ่งบอก
ถึงริ้วอารมณ์คนพูดชัดเจน ด้วยเจ้าตัวยึดถือว่า เธอนำแมวมาฝากไว้กับโรงพยาบาล ไม่ใช่นำมาฝากไว้กับโรงฆ่าสัตว์!

“โดยธรรมชาติของคนเป็นสัตวแพทย์ รักสัตว์กันทุกคนแหละครับ
แล้วเด็กที่เรารับมาดูแลสัตว์ เราก็เลือก...ไม่ได้รับคนเข้ามามั่ว!”

เขาบอกเสียงเย็นลงกว่าเมื่อครู่…ชายหนุ่มมองว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงพวกนี้ล้วน
แต่เรื่องมาก วุ่นวาย การเข้ามาเป็นสัตวแพทย์ในเมืองกรุง มันช่างแตกต่าง
จากการเป็นปศุสัตว์ที่สระบุรีหลายเท่าตัวนัก…ที่นั้นเขาแทบไม่ต้องเอาใจใคร
ทำทุกอย่างตามหน้าที่ของตัวเอง

“คงไม่เสมอไปมั้งคะ สมัยนี้อะไรก็เป็นธุรกิจกันทั้งนั้น แม้แต่การรักษา!”

ลันตายังค้าน เธอเชื่อมั่นในความความคิดและสิ่งที่ตัวเองเห็น ธันว์ส่งใบแสดง
ค่าใช้จ่ายให้กับหญิงสาว เสมือนเป็นการตัดบทข้อขัดแย้งเมื่อครู่

“จ่ายเงินที่แคชเชียร์ได้เลยครับ”

ลันตารับมาอย่างเสียไม่ได้ ความจริงหล่อนก็ไม่ได้ติดใจอะไร กับเรื่องพวกนี้
นักหรอก เพียงแต่นึกเคืองคนหน้านิ่งๆพูดจาไม่เข้าหูขึ้นมาก็แค่นั้นเอง
................................................................

หลังเลิกงานจากโรงพยาบาลธันว์ก็ขับรถกลับบ้านทันที วันนี้ชายหนุ่มไม่มีนัด
ที่ไหน เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปในบริเวณบ้านสองชั้นสไตล์ไทยประยุกต์หลังใหญ่
ด้านหน้าจัดแต่งสวนแบบสมัยใหม่ ดูเรียบง่ายโปร่งตาเน้นต้นไม้ไทย
จำพวกไม้ดอกอย่างชบาที่กำลังแข่งกันบาน อวดสีสรรอันสดใส

“ธันว์คะ...”

เสียงใสๆร้องเรียกมาจากศาลาริมสระน้ำหน้าบ้าน เมื่อชายหนุ่มจอดรถและ
เปิดประตูก้าวออกมา ร่างบอบบางในชุดเดรสสีหวานของอธิชาก็เดินเร็วๆ
เข้ามา

“แพร์มานั่งรอธันว์ตั้งแต่หกโมงแล้วนะคะ โทรหาก็ไม่ยอมรับสาย”

เมื่อเดินมาถึงตัวอธิชาก็เริ่มตัดพ้อ ดวงหน้าที่ตกแต่งด้วยเครื่องสำอางอย่าง
ปราณีตดูเง้างอนเช่นเคย หล่อนคบหาดูใจกับชายหนุ่มมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน จนต่างคนต่างทำงานแต่ความสัมพันธ์ก็ดำเนินเรื่อยมา
แม้จะไม่หวือหวาเฉกเช่นคู่รักคนอื่นโดยทั่วไป

“วันนี้ผมมีเคสเยอะมากไม่ได้พักเลย แพร์มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ

“เสาร์นี้คุณพ่อคุณแม่จะขึ้นไปพักผ่อนที่ไร่ค่ะ แพร์อยากชวนธันว์ไปด้วยกัน
นานแล้วนะคะที่เราสองคนไม่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน”

หญิงสาวพูดพลางแนบแก้มนวลกับต้นแขนแข็งแรงของชายหนุ่ม ดูออดอ้อน
อ่อนหวาน

“คงไปไม่ได้หรอกแพร์ โรงพยาบาลเพิ่งเปิดได้ไม่นานแล้วงานผมก็เยอะ”

เขาปฎิเสธ นั้นเป็นผลทำให้ดวงหน้าขาวผละออก… เพราะถูก ‘ขัดใจ’

“ทำไมล่ะคะ...ธันว์ล่ะก็เป็นแบบนี้อีกแล้วนะคะ”

อธิชาพูดเสียงแข็งขึ้นมาทันทีไม่ต่างจากสีหน้าที่เริ่มกระด้าง เธอรู้ว่าทุกครั้งเมื่อเกิดปัญหาแง่งอนระหว่างกัน ไม่ว่าเธอจะผิดหรือเขาจะผิด...ธันว์ต้องเป็นฝ่าย
โอนอ่อนให้เสมอ

“เสาร์นี้ไปไม่ได้ เสาร์หน้าผมอาจจะว่างก็ได้ ไม่เอาน่าแพร์...
แค่เรื่องไปเที่ยวเอง” เขาปลอบโยน พลางโอบร่างเล็กบางเข้ามาใกล้

“ธันว์แน่ใจนะคะว่าคราวหน้าจะไปกับแพร์ได้”

น้ำเสียงของอธิชายังไม่คลายอาการเอาแต่ใจ

“แน่สิ!”

ชายหนุ่มยืนยัน แม้จะคบกันมาหลายปีแต่อธิชามักจะกระเง้ากระงอนกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ บ่อยครั้งตามประสาบุตรสาวคนเล็กของครอบครัวข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
ที่ไม่เคยมีใครขัดใจเธอได้

“งานแพร์เป็นไงบ้าง เห็นบอกว่ายุ่งมาก” ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุย

“เบาลงแล้วค่ะ ช่วงนี้ออเดอร์เข้ามาต่อเนื่อง”

อธิชาดูแลเรื่องการตลาด ของบริษัทธุรกิจบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ งานของ
หญิงสาวบางครั้งต้องออกไปพบปะกับลูกค้าซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ

“เย็นนี้แพร์อยู่ทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ผมนะครับ ท่านถามถึงแพร์หลายครั้งอยู่เหมือนกัน”

ธันว์เอ่ยชวนพลางจูงมือเธอเดินไปตามแนวหินที่ปูลาดเข้าสู่ตัวบ้าน อธิชาทักทายและพูดคุยกับบิดาและมารดาของชายหนุ่ม อย่างสนิทสนมเมื่อพบท่านทั้งสอง
ในห้องรับแขก

“แพร์เค้ามารอธันว์ตั้งแต่เย็นน่ะลูก บอกให้เข้ามานั่งรอในบ้านก็ไม่ยอม”

คุณจริยาเอ่ยกับบุตรชายคนเดียว ดวงหน้ายังคงยิ้มแย้มเฉกเช่นทุกครั้ง

“วันนี้สัตว์ป่วยเยอะครับแม่ ตั้งแต่เช้าแทบไม่ได้หยุดกันเลย”

“เป็นอย่างงี้ทุกวันก็ดี มีเงินส่งดอกเบี้ยแบงค์”

คุณประสิทธิ์พูดขึ้นด้วยเสียงสนุก มีผลให้คุณจริยาตีแรงๆลงไปที่ต้นแขนของ
สามีอย่างนึกเคือง

“คุณก็… ลูกก็เหนื่อยแย่ไม่ได้พักเลยทำแต่งาน”

“เป็นหมอมันก็เหนื่อยกันทั้งนั้นแหละ หมอดูยังเหนื่อยเลยคุณ พอดังแล้วคน
ก็แห่กันมาดูทั้งบ้านทั้งเมือง รับทรัพย์กันอื้อซ่า”

คุณจริยาไม่ต่อประโยคอื่นใดอีก แต่ค้อนให้สามีวงใหญ่ ก่อนจะหันมาเอ่ย
ชวนบุตรชายกับอธิชาให้เดินไปห้องรับประทานอาหาร เมื่อเห็นว่าแม่บ้านจัด
โต๊ะเรียบร้อยแล้ว



เจ้าจันทร์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 21 พ.ค. 2555, 16:17:10 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 21 พ.ค. 2555, 16:17:10 น.

จำนวนการเข้าชม : 1179





<< ตอนที่ 1   
หมูอ้วน 22 พ.ค. 2555, 06:05:55 น.
พระ-นาง พบกันแบบไม่ประทับใจเลยเน๊อะ...


ปูจ้า 22 พ.ค. 2555, 09:36:30 น.
เจอหน้ากันครั้งแรกก็ ฮึ่มมๆๆใส่กันเลยนะ พระเอกเรามีแฟนแล้วหรือนี่


เจ้าจันทร์ 22 พ.ค. 2555, 13:30:02 น.
สาเหตุเพราะเจ้าเหมียวแท้ๆ...


เจ้าจันทร์ 22 พ.ค. 2555, 13:31:12 น.
พระเอกมีคนจับจองพื้นที่หัวใจ มาก่อนค่ะ...นางเอกเราจะเป็นเช่นไรหนอ...ต้องติดตามตอนต่อไปนะคะ


เทียนจันทร์ 24 พ.ค. 2555, 19:36:55 น.
ขอแอ๊บเป็นนางเอกได้ป่าว แบบว่าชอบแมวอ่ะ ที่บ้านมีเป็นโหลเลย
แต่ตอนนี้เหลือแค่เจ็ดตัวเอง ทยอยตายลงเพราะความชรา


เจ้าจันทร์ 25 พ.ค. 2555, 15:15:52 น.
เจ็ดตัวก็ยังชื่นใจนะคะ แมวของผู้เขียนมีแค่ ตัวเดียว เจ้าหล่อนก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัวทิ้งเจ้าของไปเสียนี่...ก็เลยเป็นที่มาของนิยายเรื่องนี้ค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account