เทศกาลวรรณกรรมขนาดสั้นของสร้อยดอกหมาก
รวมเรื่องสั้น บทความ บทกวีและตอนพิเศษของนวนิยายเรื่องยาวของสร้อยดอกหมากค่ะ ^ ^
Tags: สร้อยดอกหมาก เรื่องสั้น ตอนพิเศษ

ตอน: เรื่องสั้น : นิยายรัก 17 หน้า

นิยายรัก 17 หน้า

หน้าที่ 1

เวลาหกโมงเย็น ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเหงาแทบเป็นบ้า

มันถูกห้องเล็กๆขังรวมไว้กับความว่างเปล่า สิ่งที่ประทังความหิวของมันมีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้มน้ำ พฤติกรรมของมันเหมือนมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ นั่นคือวันๆมันไม่ได้ทำ(ห่า)อะไรนอกจากนอน

แต่..มันก็ใช่ว่าจะรักการนอนไปชั่วนิจนิรันดร์ในเมื่อสันดานเดิมมันเบื่อง่ายเอาขนาดนั้น

เมื่อไม่มีอารมณ์นอน มันก็หันมา..ฉีก ฉีก ฉีก ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันสามารถฉีกได้ โดยเฉพาะนิตยสารความงามที่มีรูปนางแบบกำลังยิ้มหวานอย่างมีความสุข มันฉีกแทบแยกโมเลกุล

มันเกลียด..มันอิจฉาคนที่มีความสุข เกลียดแม่งมันทุกคน!

หลังจากมันหาอะไรมาฉีกระบายอารมณ์อีกไม่ได้ มันก็ยัดวีชีดีหนังเอ็กซ์ส่งตรงจากญี่ปุ่นลงเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วนั่งดู เสียงครวญครางของนางเอกหนังทำให้มันคิดอะไรขึ้นมาได้ มันลุกขึ้นจัดแจงแต่งตัวเป็นโกธเกิร์ลเต็มยศ ปิดเครื่องคอมฯก่อนที่เสียงครางวาบหวามจะทำให้อารมณ์อันราบเรียบของผู้ชายในห้องข้างๆเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มันไม่อยากจะนึกถึง งมหารองเท้าบู๊ตในกองกระดาษเจอแล้วก็วิ่งออกจากห้องไป มันไม่สนใจสายตาของใครที่มองว่ามันเป็นตัวประหลาด เมืองไทยกลัวอะไรกับสีดำ นักหนา(วะ)เห็นคนใส่สีดำตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นต้องมองเสียไม่ได้ โดยเฉพาะผู้หญิงสองตัวที่มองแล้วหัวเราะมันทั้งที่สองหล่อนนั้นใส่กางเกงขาสั้นแทบปิดแก้มก้นไม่มิด มัน “แรง” มัน “ไม่มีวัฒนธรรม” แต่นังสองหล่อนนี่ กะหรี่ชัดๆ

เออ..แต่ผู้ชายผู้สร้างศิลปวัฒนธรรมการแต่งกายมาแต่ครั้งโบราณกาลชอบมองกะหรี่มากกว่าโกธเกิร์ลอยู่แล้วล่ะ ผู้ชายที่ไม่ชอบผู้หญิงแก้ผ้าน่ะหายากเหมือนหามนุษย์ที่ไม่มีไมโตคอนเดรียอยู่ในเซลล์

เพราะคิดอย่างนี้แหละ มันจึงถ่อออกจากห้อง ตรงไปหาเพศตรงข้ามที่เป็นพวกเดียวกัน(เพราะถ้าต่างพวกต่างกลุ่ม เจ้าหนุ่มอาจโกยแน่บได้) ตบป้าบลงบนไหล่ของผู้ชายคนแรกที่มันเจอ แล้วพูดว่า

“เฮ้ย..กูจะเอากับมึง”







หน้าที่ 2

ผู้ชาย..ซึ่งไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย หันหลังกลับมา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาขนาดสามารถทำให้สาวๆกรี๊ดแตกได้ภายในสามวินาที ดวงตาเรียวยาวดำจัดตั้งคำถามกับคำพูดอันอาจหาญของสตรีแปลกหน้าบ่งบอกถึงอารมณ์ประมาณทองปลอมทั้งภูเขาถล่มทับ

ท่าทีของ “เธอ” ไม่ใช่ผู้หญิงบ้ากามอย่างที่เขาเคยโกยหนี แต่ใกล้เคียงกับผู้หญิงสิ้นคิด

และแววตา..เหมือนคนอยากประชดชีวิตอย่างรุนแรง

“อะไรของเธอ?”

“โอเค ไม่เข้าใจใช่มะ? ไม่ยาก..กูหาคนใหม่”

เออ..แปลกดี นานๆทีจะเจอผู้หญิงกล้าทำอะไรแบบนี้ แต่ยัยนี่น่ารักเป็นบ้า(ความหมาย :น่ารักที่เป็นบ้า) ตัวเล็กๆขาวๆ อ้อนแอ้นบอบบางเอาขนาดนั้นแต่วางท่ากร่างเป็นเสืออันธพาลในหนังไทย

“เข้าใจสิ” ต้องรีบตอบรับไว้ก่อนที่เธอจะมองหาคนใหม่ แต่ขอด่าแทนแม่หล่อนหน่อยเถอะ “เธอมาชวนผู้ชายทำอะไรอย่างนี้ ขอโทษที เอาหัวสมองหรือหัวแม่เท้าคิด”

“กูจะร่านแล้วก็ยังต้องคิดอีกเรอะ!”

คนรอบข้างหันมามอง พวกผู้ชายเริ่มมีท่าทางสนใจแต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจทันควันเพื่อเห็นแววเพชฌฆาตของผู้ชายที่กำลังคุยกับเธอตรงหน้า

“ใช่สิ มันเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผลนี่นะ แต่ว่า..” ตอนมองหน้าเธอ เห็นแก้มเนียนๆ แดงก่ำ น่ารักแต่ว่า “ โกธเกิร์ลไม่ใช้บรัชออน ว่าแต่เธอปัดแก้มมาทำไม?”

“ไม่ได้แต่งหน้าโว้ย!”

“ทำไม?”

“ไม่มีตังค์ แค่ซื้อชุดก็กินแกลบแล้ว”

เหตุผลง่ายๆ เข้าใจไม่ยากแต่ทำให้เขาตกตะลึงกับผิวหน้าขาวใสของจริง ขนตางามงอนนั่นไม่ใช่เพราะมาสคาร่าและริมฝีปากสีแดงสดเงางามก็ไม่ใช่เพราะลิปสติกและลิปกลอส

“ถ้าอย่างนั้น อาการนี้ไม่ใช่หื่นหรือร่านแล้วล่ะ”

มือกว้างฉกลงมาทาบหน้าผากกลมมน ข้อสันนิษฐานเป็นจริง เธอตัวร้อนเป็นไฟ

“เขาเรียกว่าไข้ขึ้นต่างหาก”







หน้าที่ 3

“แค่กๆ แค่กๆ”

โอเค..มันยอมรับว่าไข้ขึ้นจริงๆ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและเป็นปีมันกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ร่างกายไม่แข็งแรงก็นับว่าไม่แปลก

มันเดินได้สิบก้าว อีกห้าก้าวมันคลาน นอกเหนือจากนั้นมันขึ้นไปอยู่บนหลังผู้ชายที่มันว่า..มันจะ “เอา”ด้วย

“สภาพอย่างนี้นี่นะ..อยากมีเซ็กส์”

“ก็คนมันไม่มีอะไรทำนี่”

พอหมดฤทธิ์เพราะไข้หวัด มันดูเรียบร้อยขึ้นมาก

“สิ้นคิด”

“ไม่คิดต่างหาก!”

เออ..จริง

“ไปหาหมอดีกว่า” คนแบกแนะนำ

คนถูกแบกส่ายหน้า “หมอไม่รักษาอีบ้าตัวนี้หรอก”

“หมอรักษาทุกคนทุกโรค”

“ไม่ไป!”

จบ....

“มียากินไหม?”

“มีพาราเซมาเซไป”

“ทำไมเซมาเซไป?”

“ก็กินแล้วไม่เห็นหายซักที”

มันพาผู้ชายของมันมาถึงห้องเช่าแคบๆ บนพื้นเกลื่อนกลาดไปด้วยเศษกระดาษ บางแผ่นเขียนไว้ว่าทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต บางแผ่นคือปรัชญาการเมือง อีกแผ่นคือไวยากรณ์ภาษาไทย อีกแผ่นคือภาพวาดการแต่งกายของสตรีในยุควิคตอเรียน อีกแผ่นกล่าวถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส อีกแผ่นทฤษฏีการวิจารณ์วรรณกรรม ท้ายสุดที่เขาเหลือบแลเห็นคือคณิตศาสตร์แคลคูลัสเคียงคู่อยู่กับฟิสิกส์กลศาสตร์!
ตกลงเดาไม่ถูกว่ายัยนี่เรียนอะไร

“อ๋อย”

เสียงครางเบาๆของร่างที่นอนขดอยู่บนเตียงขนาดสามฟุตทำให้เขาเลิกสนใจเศษกระดาษบนพื้น

“ฉันชื่อควีน”

เพิ่งแนะนำตัว แล้วถาม

“ก่อนกินยา เธออยากกินอะไร?”

“กินควีน”

“ตลก เดี๋ยวก็ปล้ำซะหรอก”

“กินมาม่าก็ได้”

“กินมาเป็นชาติแล้ว ไม่เบื่อบ้างหรือไง?”

“รู้ได้ไงวะ?”

“ไอ้ที่กองตรงมุมห้อง น่าจะถึงร้อยถุงนะนั่น”

มันหน้าเจื่อน

“งั้นกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย”

“เอาอะไรก็สั่งมา เดี๋ยวไปซื้อให้”

“เอาก๋วยเตี๋ยว ไม่น้ำ ไม่เส้น ไม่ชิ้น ไม่งอก”

เขาพยักหน้ารับและจะเดินออกไป แต่แล้วชะงัก กลับมาเอาหัวยัยนี่ฟาดพื้นดีกว่า!

“จะกินอะไร กวนอีกทีเดียว จับหักคอจิ้มน้ำพริกแน่”

มันกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา แต่คำพูดคำจาไม่น่าล้อเล่นด้วยเลย

“อะไรก็ได้ ยาพิษได้ยิ่งดี”







หน้าที่ 14

เวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วนะ หลังจากวันที่เธอกลับตัวกลับใจและเลิกคิดฆ่าตัวตาย?..

“มิสโรสคะ ชุดฟินนาเร่ในงานนี้ คุณอยากให้นางแบบคนไหนเดินให้คะ?”

“มิสโรส” เงยหน้าขึ้นจากสมุดภาพที่เธอออกแบบเสื้อผ้าให้กับห้องเสื้อชื่อดังระดับโลกแห่งหนึ่ง เธอหันไปมองผลงานที่เป็นไฮไลท์ของงานและตัดสินใจเอ่ยชื่อนางแบบที่รู้ดีว่าเป็นหนึ่งในทีมนางแบบระดับโลกที่ถูกคัดตัวอย่างเข้มงวดเพื่อมาสวมใส่เสื้อผ้าที่เธอทุ่มเทแรงกาย แรงใจและแรงสมองคิดค้นออกแบบ

“อืม ชุดนี้เหรอ? ฉันต้องขอแรงมิเชล ลาโกนาเร่ ผิวสวยๆของเธอจะทำให้ชุดของฉันสวยขึ้น”

“มิสอย่าถ่อมตัวเลยค่ะ ผู้หญิงทั้งโลกอยากจะใส่ชุดที่มิสออกแบบกันทั้งนั้น”

“มิสโรส” ยิ้มหวาน ไม่ได้ใส่ใจกับคำเยินยอนั้น เพราะความไม่ใส่ใจต่อลาภยศสรรเสริญ หรือต่อความสำเร็จที่ได้ ทำให้เธอเป็นคนถ่อมตนและมีสันถวะไมตรีกับผู้อื่นด้วยความอ่อนน้อมมาตลอด

แม้ว่าเธอจะนับว่าเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาคนหนึ่งของโลก ทั้งสวย ทั้งเก่ง และผู้ชายผู้เพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติและทรัพย์สมบัติรุมล้อมหน้าล้อมหลัง

เธอยังโสด เหตุผล...เธอบอกว่า “มีอะไรให้ทำเยอะเหลือเกิน”

แต่ความจริงเธอตกหลุมรัก..ผู้ชายอ่อนโยนคนหนึ่ง

จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังรอคอยความเมตตาจากพระเจ้า ขอให้เธอได้พบเขาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้ไหมนะ? ในเมื่อเธอไม่เคยรู้ชื่อจริงของเขา รู้เพียงแค่เขาชื่อ “ควีน” เท่านั้น






หน้าที่ 4

สำหรับมันที่นี่คือสวรรค์ ข้าวคือสวรรค์! อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เส้นล้วนมีค่าไม่ต่างจากอาหารที่ลอยลงมาจากสรวงสวรรค์!

มันตื้นตันจนน้ำตาไหลพราก

แล้วเนื้อนุ่มๆของกุ้งสุก บวกกับกลิ่นของไข่ไก่ที่เคลือบเมล็ดข้าวเอาไว้ ต่อให้ได้กินแล้วมันต้องลงนรกมันก็ยอม

สำหรับควีน นี่คือนรก

คนป่วยไข้ขึ้นจนหน้าแดงก่ำไปทั้งหน้าแล้ว คอก็แทบจะจับหัวตั้งไม่อยู่รังแต่จะทิ่มลงไปในจานข้าว เขาต้องเอามือซ้ายยันหน้าผากยัยคนที่เคี้ยวข้าวอย่างซาบซึ้งสุดชีวิตไว้ ขณะที่มือขวาตักข้าวเข้าปากตัวเอง คนหัวเราะคิกคักกันทั้งร้าน แต่ยัยตัวยุ่งหูดับ

เขาไม่เคยมากินข้าวที่นี่ หลังจากที่ตัดสินใจพายัยนี่ไปหาหมอก็คิดจะหาร้านอาหารดีๆสำหรับอาหารมื้อเย็น แต่ยัยนี่ร่ำร้องจะกินข้าวผัดกุ้งของที่นี่ แต่หลังจากนั้นมันก็ร่ำร้องว่าข้าวติดคอ ต้องซดน้ำต้มยำทะเล ต้มยำเผ็ดต้องกินกับผัดเปรี้ยวหวานและไข่เจียวทรงเครื่อง อาหารยังไม่ครบห้าหมู่ มันขอแกงสับปะรดกับหมูอีก กับข้าวทั้งหมดเย็นไป อยากได้สุกี้ไก่อุ่นๆ ตบท้ายด้วยไอศกรีมกะทิกับข้าวเหนียว หลังจากนั้นเขาสาบานว่าเขาต้องหยุดปากเจ้าหล่อนให้ได้เพราะไม่อยากเห็นใครตายอย่างชูชก

แปลกแท้ๆที่เขาสนใจผู้หญิงคนนี้ สนใจจนกลัวว่าจะมีใครเอาวิธีการของยัยนี่มาตีสนิทกับเขาอีก

“กินข้าว กินยาแล้วกลับห้องนะ”

“ไม่..”

คำปฏิเสธ มันชี้มือชี้ไม้อย่างหงอยๆ

“ไปตรงนั้นก่อนได้ไหม?”






หน้าที่ 5

ตรงนั้น’เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ลมโกรกสบายและพื้นน้ำล้อมรอบด้วยเนินหญ้าและภูเขาเขียวขจี สำหรับมัน ‘ตรงนั้น’ เป็นสถานที่อันตรายและสบายใจพอกัน อันตรายเพราะเมื่อถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว ไม่ว่าความทุกข์หรือความเครียดที่ถูกเก็บกดอัดแน่นเพียงไรเป็นอันต้องระเบิดออกมาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง มันอาจจะนั่งซุกหน้ากับเข่าร้องไห้เบาๆ กรีดร้องสุดเสียง อาจจะร้องไห้และอันตรายที่สุด ถ้ามีใครมากับมันด้วย มันจะเล่าให้เขาฟังหมดเปลือก

มันทิ้งตัวนอนลงบนพรมหญ้า มดเข้าหูไปสองสามตัวจะเป็นไรไป

“นายทิ้งฉันไว้ที่นี่ก็ได้นะ”

“ไม่ได้”

“อะไรวะ?” นี่คือการถามเหตุผล

“ที่นี่ลมแรง อากาศเย็น เธอยิ่งไม่สบายอยู่”

คำก็เธอ สองคำก็เธอ ว่าไป หมอนี่เป็นผู้ชายแท้ๆแต่ยังพูดจาดูดีมีอารยธรรมกว่ามันเยอะเลย

“ฉันชื่อโรส”

มันเหยียบประโยค”กูชื่อโรส”อันเคยชินไว้แทบตาย

“นายอาจคิดว่ามันไม่เข้ากับฉันเลยก็ได้”

“เปล่าหรอก มันก็ดูเหมาะสมกับเธอดี”

“นายคิดถึงอนาคตไหม?”

มันว่าแล้ว ตรงนี้มันอาถรรพณ์ชัดๆ

หมู่ดาวแย้มพรายเมื่อไร้แสงจันทร์กลบรัศมี ควีนเอนกายนอนเคียงข้างร่างของมัน

“คิดสิ คิดตลอดเวลาเลยด้วย แต่ก็ไม่ได้หวังอะไรมากหรอกนะ”

“ฉันอยากเป็นดีไซน์เนอร์ว่ะ”

คอยดู..ถ้าคุยไปสามชั่วโมง มันได้บอกเขาแน่ว่ามันใส่กางเกงในสีเขียว

“ความฝันหรือ?”

“ใช่..ความฝันที่อยู่บนดาวดวงนู้นนนนน”

นู้น...แบบไกลมากๆ ไกลลิบ

“ก็ดีนี่ที่รู้ ปีนไปเอาเสียสิ”

“มันยากว่ะ”

“อยากได้มะม่วงหวานก็ต้องต่อสู้กับกองทัพมดแดง ในโลกนี้ไม่เคยมีของดีที่ได้มาง่ายๆ”

“ไม่มีกำลังใจ”

“ตัวเองไง”

“ใครวะให้กำลังใจตัวเอง?”

“คนที่ไม่ให้กำลังใจตัวเองน่ะสิแปลก”






หน้าที่ 6

“แง่งๆ”

ได้ฤกษ์กัดกันเสียกระมัง?

“คนเราน่ะ ถ้ามองว่าตัวเองตกต่ำ คนอื่นก็มองว่าเราตกต่ำด้วยล่ะ”

“ไม่ใช่คนหลงตัวเองนี่”

“น่าจะหลงไว้บ้าง เอาแค่มั่นใจตัวเอง”

“ฉันทำไม่ได้หรอก!”

“ที่พูดว่าทำไม่ได้นี่ ทำหรือยัง?”

เงียบ.คราวนี้ถึงขั้นเงียบสนิทไปสามนาที แล้วต่อมาคือเสียงโป๊ก! ตามด้วยเสียงร้องของผู้หญิง

“โอ๊ย! เจ็บนะ เจ็บกะโหลกแตก”

“ถ้าแตกก็ได้เปลี่ยนใหม่ไง เปลี่ยนสมองไปด้วยเลย”

“สมองไหลออกมาข้างนอกก็ตายแล้ว” มันยังเถียง

“ถ้าไม่อยากเปลี่ยนสมองก็เปลี่ยนทัศนคติซะ”

“ทำมาสั่งสอนเขา ตัวเองทำอะไรได้เชียว”

ควีนถอนหายใจ นอนตามสบาย น้ำเสียงอ่อนโยนลง

“ใช่ ฉันเองก็ทำอะไรไม่ได้ เธอยังดีกว่าฉันตรงที่ยังมีอิสระมากกว่า อนาคตของฉันถูกกำหนดไว้แล้ว”

คนฟังส่ายหน้า

“ไม่หรอก อาจไม่ดีกว่ากันก็ได้”

“ทำไม?”

“ตั้งแต่ฉันเลือกเรียนออกแบบเสื้อผ้า ฉันก็โดนไล่ออกจากบ้านแล้วง่า”

“เธอเรียนออกแบบ?”

“ใช่”

“ทำไมอ่านหนังสือเยอะขนาดนั้น?”

คงเห็นที่ฉีกกองไว้บนพื้นแล้วสิ ชริ..

“ก็ฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และหนังสือนี่แหละที่ทำให้ฉันอยู่มาได้”

“นิสัยดีจัง”

“นี่แหละ นิสัยเลวสุดๆ ผู้หญิงฉลาดมากไปก็โดนคนเกลียด”

“ใครว่า..สติปัญญาอันเฉลียวฉลาดจะขับความงามในดวงตาอันรอบรู้ของเจ้าให้เปล่งประกาย”

“เว่อร์!”

“พูดจริงๆ ถึงสำนวนอิงนิยายไปหน่อยก็เถอะ”

มันอายม้วนไปสามตลบ

“นี่นายจะทำยังไงกับชีวิต?”

“เธอล่ะ?”

“นายตอบก่อนสิ ฉันจะได้ลอก”

“ชีวิตไม่ใช่ข้อสอบ” ถึงกระนั้นก็ตอบ “ฉันจะกลับไปที่ X แล้วเรียนให้จบ ออกมาทำงานกับพ่อ”

“X? ที่ไหนอ่ะ?”

“Ecole Polytechnigue ที่ฝรั่งเศส”

เหวอ..นี่คือนามของ 1 ใน 10 สถาบันอุดมศึกษาระดับโลกนี่นา!

“ฉันอยากเป็นดีไซน์เนอร์ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง มันไม่ง่ายเลยนะ”

“ใช่ ไม่ง่ายหรอก ถึงในโลกแห่งความเป็นจริงจะมีอะไรเลวทรามไปบ้าง แต่เราจะงดงามอย่างแท้จริงในโลก
แห่งความเป็นจริงเท่านั้น”

มันลุกขึ้นมานั่ง อารมณ์อยู่ระหว่างหมดหวังกับมีหวัง แต่หมดหวังเท่าฟ้ามืด มีหวังเท่าหิ่งห้อย

“นี่ฉันสวยไหม?”

“ทำไมถามยังงี้ล่ะ?”

“ก็..ฉันไม่เคยมีแฟนเลยอ่ะ”

เสียงหัวเราะเป็นคำตอบ

“ไม่เคยมีแฟน แล้วอยากมีเซ็กซ์เนี่ยนะ”

“ก็.. คิดว่ามันอาจจะทำให้ลืมโลกได้”

“ดีจริง..”

มันโกรธจนหน้าแดง ย้ำว่าโกรธ!

“นายไม่ต้องมาหัวเราะเยาะฉันนะ!”

“ไม่หัวเราะก็ได้ แต่อย่าลืมว่าเรายังไม่ได้เอากันเลย”








หน้าที่ 15

เป็นครั้งแรกที่เธอสนใจดูละครหลังข่าวช่อง 3 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยดูมาก่อน

อาจเป็นเพราะว่าเคยตึงเครียด มองโลกในความเป็นจริงมากเกินไป และโลกเองก็ใช่ว่าจะสวยงาม ปัญหาหลาย
อย่างต่างเทลงมาให้เธอสูญเสียกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่บ่อยๆ ทำให้เธอกลายเป็นคนไม่น่าคบไปโดยปริยาย
และด้วยจิตใจที่แคร์สายตาคนอื่นมากเกินไป ทำให้เธอเจ็บปวดและท้ายที่สุดก็เลือกที่จะปฏิเสธทุกอย่างโดยการประกาศว่าคนอย่างฉันไม่แคร์อะไร ไม่สนใจใครทั้งสิ้น

แล้วก็กลับไปร้องไห้คนเดียวในห้องแคบๆ

แต่นับตั้งแต่วันที่ได้พบกับเขาคนนั้น เธอรู้สึกว่าโลกทั้งโลกมันเปลี่ยนไปจริงๆ เขาทำให้เธอเข้าใจว่าความจริงโลกนี้ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรและคนเราพร้อมจะหาความสุขได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องอาศัยอะไรนอกจาก..หัวใจ

“คนเรา..ต่อให้รู้ว่าตัวเองกำลังตาย ต่อให้ไม่มีใครเลย เราก็มีความสุขได้”

ละครหลังข่าว ถูกเรียกว่าละครน้ำเน่า แต่เธอไม่สนใจหรอกว่ามันจะน้ำเน่าหรือน้ำดี รู้แต่เพียงว่า ละครพวกนี้มอบความฝันให้ผู้คน ซึ่งความฝันที่ได้รับจากมันอาจมีทั้งผลดีผลร้ายก็ตามแต่ระดับสติปัญญาและวิจารณญาณของคนดูละคร

พระเอกที่รักนางเอกมาก สารภาพรักกับนางเอกด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม เธอดูแล้วยิ้มน้อยๆ พลางลุกไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบกล่องพลาสติกแข็งสีดำเงาวับลงมาจากชั้นบน นำมายังโซฟาหน้าโทรทัศน์ วางลงบนตักและเปิดออก
ข้างในคือบางสิ่งซึ่งห่อด้วยผ้าบางสีดำ...เส้นผมสีทองปอยเท่าข้อมือถูกรัดด้วยเชือก เธอค่อยๆคลี่ออกพลางลูบไล้เส้นผมสีทองนั้นด้วยความรัก

“จะตัดผมล่ะ”

ในยามนั้น เขาบอกกับเธอไว้อย่างนั้น และเธอก็พยายามห้ามปรามเลยเถิดไปจนกระทั่งงอแงแต่เขาก็ไม่ฟัง
เขาตัดผมสีทองยาวสลวยของตัวเองและย้อมผมที่เหลือกลับเป็นสีดำ สลัดเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับแบบโกธิคออกจากตัวเก็บลง”กล่องแห่งความทรงจำ”ในขณะที่เธอร้องไห้ดิ้นพราดๆ

“ควีนบ้าๆ ควีนบ้าๆ แงๆ”

“บ้าไม่บ้าก็ไม่รู้แหละ” มือของเขาขยี้ผมของเธอจนเสียทรง ควีนในตอนนี้หล่อเรียบร้อยเหมือนหนุ่มเกาหลีไม่ได้หล่อเหมือนนักร้องวงร็อกญี่ปุ่นอีกแล้ว”ฉันจะกลับไปเรียน ไปทำงาน ไปเก็บเงิน ไปสร้างบ้าน ไปหาลูกหมามาเลี้ยง แล้วจะไปขอเธอแต่งงาน”

พอมาถึงบัดนี้แล้ว เธอไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหนหรือบางทีอาจจะแต่งงานไปกับผู้หญิงบางคนไปแล้วก็ได้

เธอไม่ได้เสียใจหรือคิดถึงเขาหรอก เพราะเพียงแค่รักเขา นั่นก็คือความสุขที่คุ้มค่าต่อการมีชีวิตแล้ว

เขาทำให้เธอเติบโต ทำให้เธอค้นพบความรักที่แท้จริง ความรักที่ทำให้เธอสามารถอยู่บนโลกนี้ได้อย่างสดใสและมีความสุขไปชั่วชีวิต

ละครอาจจบอย่างแฮบปี้เอนดิ้ง พระเอกกับนางเอกครองคู่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครเป็นพระเอกหรือนางเอก มีเพียงชีวิตของคนหนึ่งคนที่ต่อไปไม่รู้..จะต้องพบเจอกับอะไรบ้างก็เท่านั้น








หน้าที่ 7

กำลังหลับอยู่ ใครเปิดน้ำ?

พอมันตื่นขึ้นมาตอนแปดโมงเช้า ก็เจอกับโจ๊กหมูใส่ใข่อุ่นๆอยู่ในชามและหน้าหล่อๆของใครบางคนอยู่ข้างเตียง

“กินข้าวเช้าเสียสิ จะได้กินยา”

ชามลูกนี้เป็นชามลูกเดียวภายในห้อง แต่เดิมใช้ใส่มาม่ากินแล้วยังไม่ได้ล้าง เมื่อครู่นี้ควีนคงล้างชามอยู่ละ
มั้ง?

..โอย..ขายหน้าว่ะ

“ของควีนล่ะ?”

“อยู่ในถุง เดี๋ยวค่อยใช้ชามต่อจากเธอก็ได้”

มีชามอยู่ลูกเดียว ช้อนคันเดียว แก้วหนึ่งเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างมีแค่หนึ่ง ก็มันไม่เคยอยู่กับใคร ยอมรับว่าเคย
เหงาเป็นบ้าเมื่อเห็นแปรงสีฟันอันเดียวอยู่ในแก้ว

“ชามนี้ลูกใหญ่ออก” ความจริงน่าจะเรียกว่ากะละมังใบน้อย “เอายังงี้ล่ะกัน”

มันเทโจ๊กอีกถุงลงชามมันเฉย คนๆให้ไข่แดงแตกปนกับกับข้าวขาวๆแล้วก็ตักป้อนจนอีกคนสะดุ้ง

“เฮ้ย!”

“ก็กินด้วยกันไง” พออีกฝ่ายไม่อ้าปากรับ ก็เข้าปากมันล่ะกัน “ขืนมาอายอย่างนี้ อดกินนะเออ”

มันตักป้อนอีกครั้ง และครั้งนี้เขาหัวเราะเล็กๆก่อนจะอ้าปากรับด้วยแววตาพราวระยับด้วยความขบขัน แต่ยัยนั่นก็ยังกินอย่างไม่รู้สึกรู้สา

“มา ฉันป้อนบ้างดีกว่า”

“ไม่เอา.”

“เธอเป็นคนป่วย ให้คนป่วยมาป้อนคนดีๆได้ไง”

“ไม่เอา”

“ให้เธอป้อน เธอก็กินหมูหมดสิ เอาแต่ข้าวให้ฉันกิน!”

เหตุผลนี้ค่อยฟังเข้าท่าหน่อย แต่ใครจะยอมปล่อยชามวะ!

“อ่ะ หมูๆ” มันป้อนให้อีกช้อนหนึ่งแต่เป็นข้าวบดละเอียดล้วนๆ

“ไหนหมู?”

“ก็..วิญญาณหมู”






หน้าที่ 8

แล้วมันก็อ้ำลูกชิ้นหมูไปเต็มคำอย่างสบายอกสบายใจ แต่มันไม่ได้ใจร้ายเช่นนั้น ท้ายๆก่อนหมดชามมันแบ่งหมูให้บ้างแต่ว่าไป มันกินหมูในโจ๊กของควีนไปเกือบหมด

หลังจากกินยา “นี่ๆ ไปเที่ยวกันไหม?”

“ไปไหวเหรอ?”

“ไหวสิ” มันลุกไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็หาแป้งเด็กปะหน้าบางๆ ควีนที่เก็บขยะในห้องมันไปพลางๆคว้าแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาเห็นว่าเป็นวิธีสอนแต่งหน้าสไตล์โกธิค

“เธอแต่งหน้าเป็นหรือเปล่า?”

“ไม่รู้สิ ไม่เคยลอง บอกแล้วไงว่าไม่มีตังค์ซื้อเครื่องสำอาง”

“แต่ก็รักที่จะเรียนรู้มัน?”

“ใช่” มันยักไหล่อย่างนึกสนุก”สนุกดีนะ เครื่องสำอางเป็นความสุขของฉัน อยากดูดีน่ะ เผื่อจะมีใครมาหลงรักบ้าง”

“อยากให้คนหลงรักเหรอ?”

“อือ..อยากมีความรัก เค้าบอกว่าคนมีความรักจะมีความสุข มีแรงฮึดสู้ต่ออุปสรรคของชีวิต”

“แล้วยังอยากมีเซ็กซ์อยู่ไหม?”

มันเกือบลืมไปว่าผู้ชายคนนี้มาอยู่กับมันได้ยังไง ฮ่าๆ ซวย “ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ แต่ว่าไป..”

“ว่าไป...?”

“ผู้หญิงที่ผู้ชายยอมมีเซ็กซ์ด้วยมันก็ดีกว่าผู้หญิงที่ไม่มีใครต้องการไม่ใช่หรือ? คนทั่วไปคงไม่ได้คิดเหมือนฉันหรอกมั้ง ถ้า..เขาไม่ได้เกิดมาแล้วไม่เคยมีใครเคยกอดเหมือนฉันน่ะ”

มันหมุนตัวหน้ากระจกแล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อแต่งตัวเสร็จ แต่ผู้ชายที่มันอยากจะไปเที่ยวด้วยกลับไม่มีอารมณ์อยากจะเที่ยวเสียแล้ว

“เธออยากลองมีเซ็กซ์ไหม?”






หน้าที่ 16

เธอมองเครื่องสำอางที่วางรายเรียงอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งด้วยสายตาอ่อนโยน

ผู้หญิง...ความจริงคำคำนี้เป็นคำที่เธอเคยได้ยินแล้วเกลียดมันจับใจ แต่ในวินาทีนี้ราวกับว่าในอดีต เธอเกลียดคำนี้มากเท่าไร ในปัจจุบันเธอก็ยิ่งรักคำนี้มากเท่านั้น

เธอบรรจงแตะรองพื้นและปัดแป้งลงบนใบหน้า ลงสีสันอย่างประณีตบรรจงด้วยมือที่คุ้นเคยและใจที่อ่อนโยน การปรุงแต่งภายนอกแม้เคยถูกประณามว่าคล้ายเป็นการไม่ยอมรับ ไม่ภาคภูมิใจในคุณสมบัติจริงๆของตัวเอง หรือเป็นการหลอกลวงสายตาคนอื่น แต่สำหรับเธอแล้ว การทำตัวให้ดูดีที่สุดไม่เพียงเป็นการเคารพรักตัวเองแต่ยังเป็นการให้เกียรติต่อผู้ที่เธอจะไปพบด้วย

ไม่รู้ว่าใครจะเชื่อหรือไม่ การแต่งหน้าแต่งตัวของผู้หญิง ถ้ามีใครดูเป็นล่ะก็..มันจะสะท้อนวิถีชีวิตของผู้หญิงคนนั้นทั้งหมด

ผู้หญิงที่เติบโต ผู้หญิงที่ร่าเริง ผู้หญิงที่ทรงพลัง ผู้หญิงที่อ่อนโยน ผู้หญิงที่มีความรัก พวกเธอต่างมีความงามที่แตกต่างกัน

เมื่อเธอเป็นเด็ก การแต่งตัวแต่งหน้าคือเรื่องยุ่งยากแต่เมื่อโตขึ้นกลับพบว่ามันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาตัวเอง สำหรับเธอแล้ว เธอไม่มีทางแต่งหน้าแต่งตัวสวยได้ถ้าเธอไม่ได้ค้นพบตัวเอง

เครื่องสำอางสองชิ้นแรก เธอได้จากควีน เป็นแป้งตลับกลมสวยหรูสีดำและลิปสติกดอกกุหลาบตูมของแอนนา ซุย

ถึงแม้ตอนนี้ในตลับจะไม่เหลือแป้ง และลิปสติกสีแดงมุกนั้นจะหมดไปแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังเก็บมันไว้ในกล่องเส้นผมของควีน มันเป็นสมบัติที่ทรงคุณค่ามากที่สุดในโลก มากที่สุดในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง

เธอแต่งตัวเรียบร้อยแล้วถือกระเป๋าลงไปด้านล่าง เรียกแท็กซี่ไปส่งยังสถานที่จัดงานแฟชั่นโชว์

ในรถเปิดเพลงช้าหวานๆอย่าง Pretty Boy ของ M2M

“ฉันชอบเพลงนี้ค่ะ”

“คะ..ครับ?”

“ฉันชอบเพลงนี้ค่ะ ขอฟังด้วยนะคะ”

“อ้อ..ได้ครับ”

คนขับรถเพิ่มความดังให้ ..เธอหลับตาอย่างผ่อนคลาย แอบน้ำตาซึม ถึงทุกวันนี้ผู้หญิงจะถูกค่อนขอดว่าการแต่งตัวเป็นการสร้างสรรค์ความงามแบบฉาบฉวย แต่ผู้หญิงก็อยากจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อคนที่รักมิใช่หรือ? เธอเองก็เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าชั่วชีวิตนี้อาจไม่ได้พบคนที่เป็นทั้งรักแรกและรักครั้งสุดท้าย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เขามาครอบครอง เธอก็ไม่ได้เสียใจกับทุกสิ่งที่ทำมา

แค่อยากให้สวรรค์รู้เท่านั้นว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่รักเขางดงามเพียงใด

“ฉันแค่อยากเป็นผู้หญิงที่คู่ควรกับคุณ แต่ถ้าคุณไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร ฉันภูมิใจในสิ่งที่ฉันเป็นอยู่แล้ว”






หน้าที่ 9

มีเซ็กซ์? มันนึกถึงหนังเอ็กซ์ญี่ปุ่นที่มันเคยดู มันต้องแก้ผ้าต่อหน้าผู้ชายนี่หว่า..

มันส่ายหน้าดิก

“ไม่เอา..” รูปร่างมันไม่ดี ติดจะมีห่วงยางอยู่ที่รอบเอว หน้าอกก็ไม่สวย ก้นด้าน ผิวไม่นุ่ม และที่สำคัญเกิดมาไม่เคยแก้ผ้าต่อหน้าใครนอกจากพ่อแม่และพี่เลี้ยง อีกอย่าง ถ้าพลาดขึ้นมา ท้องไม่มีพ่อจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

ถึงมันไม่ค่อยแคร์อะไร แต่ก็อ่อนไหวมากมาย ใครด่าว่า ใครนินทาก็พาลเก็บเอาไปช้ำอกช้ำใจเสียหมด

“ทำไมเปลี่ยนใจล่ะ?”

“กลัวท้อง”

“เดี๋ยวฉันใส่ถุงยาง โอเค?”

“ไม่โอเค ฉันอาย ฉันไม่สวยเหมือนนางเอกหนังเอ็กซ์”

ท่าทีของควีนคล้ายอยากจะปล่อยก๊ากในขณะที่มันแอบไปซุกตัวเศร้าอยู่แถวมุมมืด

“ทำไมกังวลเรื่องนี้ล่ะ? ผู้ชายที่อยากมีอะไรกับผู้หญิงที่ตัวเองรักไม่มัวมาคิดหรอกว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าอกเล็ก เอวใหญ่ ก้นลาย“

“นายไม่ได้รักฉันนี่”

“ไม่รักก็ชอบล่ะ ไม่งั้นจะตามมาต้อยๆอย่างนี้เหรอ?”

“พูดง่ายจนน่ากลัว”

“น่ากลัว? โอเค เอางี้..ตอนกลางคืนก็ได้ ปิดไฟให้มืดสนิทไปเลย แต่ห้ามหนีนะ ไม่งั้น..ซวย”

มันทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “ทำไมนายหาทางออกได้ดีจัง?”

“ก็ฉันใสแต่หน้า ไม่ได้ใสไปถึงสมองนี่”

มันเอียงคอทำตาปริบๆจนอีกฝ่ายเอียงตาม มันเอียงกลับมาอีกข้าง อีกคนก็เอียงตามมาแถมยังหัวเราะเล็กๆ โชว์เขี้ยวขวาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู

“มีอะไรก็ถามมาสิ เวลาเธอโง่มันไม่ไร้เดียงสานะ เหมือนลาเลยล่ะ”

โห...ปาก

“ก็ฉันไม่อยากมีเซ็กซ์ แต่อยากเมคเลิฟ”

“มันก็เครือๆกันไม่ใช่เหรอ?”

“มันต่างกันที่ความรู้สึก แล้วฉัน...ฉัน..ความจริง ถ้าฉันรักเขา ฉันก็ไม่กลัวอะไรหรอก “ มันนั่งคุกเข่าลงกับพื้นแล้วหยิบเศษกระดาษขึ้นมาฉีกเล่น “ท้องก็ไม่เป็นไร หน้าด้านไม่อายใครก็ได้ แต่กลัวอยู่อย่างเดียว”

“กลัวอะไร?”

“กลัวอกหัก กลัวว่าเขารักไม่จริง กลัวเขาฟันแล้วทิ้งอ่า”






หน้าที่ 10

ควีนหันไปหัวเราะกับลมแล้ง

“เธอกลัวเหมือนที่คนทั่วไปกลัวนั่นแหละ ฉันเองก็กลัว ถ้าฉันรักใครสักคนมากจนทุ่มเทให้ได้ทุกอย่างแล้ววันหนึ่งเขาทิ้งฉันไปหาคนอื่นทั้งที่ฉันรักเขาหมดใจ ฉันเองก็กลัวทำใจไม่ได้” เขาขยับมานั่งใกล้ๆเธอ “คนส่วนใหญ่ก็กลัวอย่างนี้กันหมด ในปัจจุบันถึงหาใครรักใครจริงแทบไม่ได้ คนเราจึงหันไปหาความฝันในละครน้ำเน่าบ้าง ในนิยายพาฝันบ้าง ที่ตกหลุมรักไปแล้วก็ไม่ยอมผ่อนปรนอะไรทั้งสิ้นถึงขั้นทำร้ายคนอื่นหรือไม่ก็ทำร้ายคนรักของตัวเองเพื่อไม่ให้ตัวเองสูญเสียเขาไป แต่ท้ายที่สุด ส่วนใหญ่ก็สูญเสียเขาไปทั้งนั้น” เขายักไหล่ตบท้าย”ใครจะทนอยู่กับคนเห็นแก่ตัวได้”

“ก็..ใครๆก็กลัวอกหักทั้งนั้นนี่นา” มันช่วยแก้ตัวให้คนทั้งโลก

“ที่กลัวๆกันนั่นแหละ อกหักจริงๆ นี่..ถ้าเธออยากเจอรักแท้ล่ะก็ เธอต้องอย่ากลัวอกหัก อย่ากลัวความผิดหวัง”

“ทำไม่ได้หรอก มันเจ็บนะ ความผิดหวังมันเจ็บ” มันรู้สึกแน่นหน้าอกและร้อนผ่าวที่ขอบตา เหมือนมีอะไรมาจุกที่คอแล้วอุดตันหัวสมองจนมันคิดอะไรไม่ออก “อย่างพ่อแม่ของฉัน ฉันรักพวกเขานะ แต่ตอนที่พ่อแม่ไม่ยอมรับฉัน ไล่ฉันออกจากบ้านน่ะ “น้ำตามันไหลออกมา”ฉันโคตรเจ็บเลย มันไม่ใครสนใจฉันจริงๆว่ะ ฉันรักเพื่อนของฉันนะเว้ย รักลงไปเต็มที่ รักแม่งทุกคนแต่ทำไมมันไม่รักฉันบ้างวะ ฉันยอมให้มันเอาเปรียบ ห่วงมันไปสารพัด เคยทิ้งงานไปหามันที่กำลังร้องไห้ ร้องไห้กับมัน แต่พอฉันจะตาย แม่งไม่เห็นมีหมาตัวไหนมาสนใจฉันเลย!”

ตามมาด้วยการปล่อยโฮขนานใหญ่ สิ่งที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจถูกปล่อยออกมาหมด

ควีนถอนหายใจพร้อมกับดึงร่างของมันมากอด “ร้องไปเถอะ ฉันเชื่อว่าเมื่อพ้นวันนี้ไป เธอคงเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วล่ะ”

“ฮือ..ฮือ..โฮ..โฮ..”

“ความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมดา ถ้ากลัวก็ไม่ยอมรัก ถ้าไม่ยอมรักก็จมอยู่กับความเดียวดายตลอดไป เธอเองก็คงรู้แล้วแหละ ไม่ว่าทางใดล้วนก็ต้องเจอกับความเจ็บปวดอยู่ดี” แววตาของเขาเศร้า “เธอทำให้ฉันคิดได้เหมือนกัน”

มันเงยหน้าขึ้นมาทั้งน้ำตา “คิดอะไรได้เหรอ?”

“ฉันชักอยากทุ่มเททุกอย่างเพื่อใครสักคน อยากรักใครสักคนโดยไม่ต้องคิดถึงตัวเอง ไม่กลัวว่าตัวเองจะต้องเจ็บปวดหรือผิดหวัง ฉันอยากรักใครสักคนหนึ่ง เบื่ออยู่คนเดียวเต็มทนแล้ว” ท้ายสุด พูดด้วยแววตาแสนซึ้ง “ฉันรักเธอได้ไหม? โรส”





หน้าที่ 17

เธอลืมตาขึ้นมา คว้าทิชชูซับน้ำตาและหยิบเงินให้คนขับรถหลังจากถึงจุดหมายปลายทาง จากนั้นก็เดินกึ่งวิ่งเข้าไปทางประตูหลังเพื่อช่วยงานพร้อมทั้งดูแลการปฏิบัติงานของฝ่ายต่างๆหลังเวทีให้เรียบร้อย

ระหว่างทางทักทายกับผู้คนมากมาย รวมถึงผู้ชายที่มาคอยเกาะแกะเธอด้วย ถึงกระนั้นเวลาส่วนใหญ่เธอก็ยังทุ่มเทให้กับงานอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนทำให้ใครหลายคนที่หวังจะพูดคุยสนทนากับเธอยาวๆห่อเหี่ยวหัวใจจนต้องเดินคอตกกลับไป

ลมหายใจของ’มิสโรส’ ดูเหมือนจะมีแต่งานจริงๆ

งานนี่เป็นงานที่ต้องลงท้ายด้วยการฉลองความสำเร็จของเธอ ดังนั้นจึงมีผู้ชายแต่งตัวโก้เก๋หลายคนมาพร้อมกับช่อดอกไม้ราคาแพง ยกเว้นผู้ชายใส่สูทดำทับเชิ้ตขาวปลดกระดุมคอคนหนึ่ง ในมือของเขาไม่ใช่ช่อดอกไม้เหมือนคนอื่น

แต่เป็นลูกหมาน่ารักตัวหนึ่ง

งานนั้นเป็นงานใหญ่ การนำลูกหมาเข้าไปในงานจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นเขาจึงได้แต่มองเห็นเธอไกลๆ ในยามที่เธอออกมาปรากฏกายหลังจากการเดินแฟชั่นของเหล่านางแบบสิ้นสุดลง
เธอได้รับช่อดอกไม้แสดงความยินดีมากมาย มีแต่คนมารุมล้อม ส่วนเขาได้แต่อุ้มลูกหมามานั่งซึมอยู่หน้าประตูหลัง

ท้ายสุดก็ปล่อยมันหลุดจากมือ มันวิ่งเข้าไปข้างในแล้วไปเกเรเห่าบ๊อกๆ จนทีมงานนางแบบเริ่มวุ่นวาย

“ตายแล้ว! ของใครเนี่ย!”

ไม่มีคำตอบเพราะไม่มีเจ้าของของมันอยู่ที่นั่น ใครคนหนึ่งจะคว้าไม้ไล่ตี พอดีมิสโรสกลับเข้ามาเห็นเสียก่อนจึงถลันเข้าไปห้าม

“อย่าจ้ะ เดี๋ยวฉันเอาไปหาเจ้าของเอง”

เธออุ้มลูกหมาเดินออกไปทางประตูหลัง ที่ที่คาดว่ามันคงหลุดเข้ามา

ที่นั่นมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่

เธอรู้สึกคล้ายความทรงจำเริ่มมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

“ควีน?”

ฉากนั้นจะเหมือนฉากในละครหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่ามันไม่ได้เป็นฉากที่นางเอกวิ่งเข้าไปกอดพระเอกด้วยความ
ดีใจหรอก เธอคุมสติได้ดีมาก จนความดีใจไม่ได้ช่วยให้ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงรู้สึกเมื่อเจ้าลูกหมาร้องงี้ดง้าด จะไปหาเจ้าของของมัน

เธอย่อตัว ปล่อยมันลงกับพื้น มันวิ่งไปพันแข้งพันขาเจ้าของของมันอย่างดีใจ

“ควีน..” เธอเอ่ยถามเสียงเบาหวิว “ควีนใช่ไหม?”

“ผมชื่อจักรรินทร์” เขายิ้ม “หรือคนที่คุณเคยรู้จักในชื่อว่าควีน”

เขาโตขึ้นมาก เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ทำให้เธอคิดว่านานเหลือเกินที่เราไม่ได้พบกัน นับตั้งแต่วันที่เขาตัดผม เปลี่ยนตัวเองใหม่ กลายเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งไม่ใช่โกธิคบอย แถมยังแย่งนิตยสารโกธิค โลลิต้า ไบเบิลจากมือของเธอไป โยนนิตยสารเรย์ให้แทน

“เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาบ้างสิ”

“ไม่เป็น เค้าชอบของเขาน๊า!”

นึกถึงวันที่เธอหัวรั้นเชื่อมโยงมาถึงวันนี้ แปลก..ที่เธอไม่รู้สึกต่อต้านเหมือนเมื่อก่อนเมื่อต้องแต่งตัวตามแบบสากลนิยม ในขณะเดียวกันก็ยังรักวิคตอเรียน โกธิค สไตล์การแต่งตัวเมื่อก่อนรักสุดสวาทขาดใจอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

เธอเดินไปหาเขาราวกับต้องมนต์สะกด แล้วยิ้ม

“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เป็นอย่างไรบ้างคะ?”

“คุณล่ะ? คุณประสบความสำเร็จแล้ว ผมยินดีด้วย” เขาก้มตัวลงอุ้มลูกหมาขึ้นมาเมื่อมันหันไปฟัดขากางเกงของเขา “ ผมเองก็...อย่างที่เคยบอกคุณไว้ เรือนหอเสร็จแล้วและผมก็ได้ลูกหมามาเลี้ยงแล้วด้วย” เขารวบรวมความกล้าแล้วพูด “ผมมาขอคุณแต่งงาน”

เธอหัวเราะ “ฉันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วค่ะ ฉันอาจจะไม่อยากแต่งงานกับใครแล้วก็ได้”

“ผมก็คิดอย่างนั้น ดูเหมือนว่าตอนนี้คุณรักงานมากกว่าอะไรทิ้งสิ้น”

เธอนั่งลงตรงขอบประตู เหม่อมองไปข้างหน้า “แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทุ่มเทไปล่ะคะ?”

เขาเงียบไป คล้ายถอนใจ คล้ายซึมเศร้าลงแล้วก็ยิ้ม “ห้าปีที่ผ่านมา ผมมีความสุขมาก คุณรู้ไหม? ผมคิดถึงคุณขณะที่ผมเรียน ขณะที่ผมทำงาน ผมมีกำลังใจเต็มที่ ผมมีความสุขกับการกังวลว่าบ้านที่ผมออกแบบให้คุณ จะถูกใจคุณไหม คุณจะชอบห้องนอนของเราไหม คุณจะชอบ..เจ้าตัวนี้ไหม ต่อให้มาพังเพราะการตัดสินใจของคุณครั้งนี้เพียงครั้งเดียว ผมก็ถือว่าคุ้มนะ”

“คุ้ม?”

“ใช่..ผมมีความสุขกับการที่ผมรักคุณ คิดถึงคุณมาตั้งห้าปี ต่อให้อกหักวันนี้ ก็ไม่เป็นไรหรอก ผมรู้ว่าช่วงเวลาที่ผมรักคุณ ผมมีความสุขที่สุดแล้ว มีความสุขชนิดไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

เธอยิ้ม น้ำตาคลอ “ฉันก็เหมือนกันค่ะ ฉันก็มีความสุขกับการคิดถึงคุณ ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะแขวนบนความไม่แน่นอนก็ตาม” เธอเหม่อมองไปบนฟ้า “บางเวลาฉันเหงา บางเวลาฉันท้อแท้ แต่ความทรงจำระหว่างเราก็ทำให้ฉันรอดพ้นทุกสิ่งทุกอย่างมาได้ ฉันคิดมาตลอดว่าจะทำให้ตัวเองเป็นผู้หญิงที่ดีพอสำหรับคุณให้ได้”

“คุณดีพอสำหรับผมเสมอ ผมยอมรับว่าผมสนใจคุณเพราะคิดว่าคุณน่ารัก แต่สิ่งที่ทำให้ผมหลงรักคุณจริงๆคือแก่นสารของคุณมากกว่า”

เจ้าลูกหมาเห่าบ๊อกๆคล้ายจะเรียกร้องความสนใจ

“คุณไม่อยากแต่งงานจริงๆหรือ? ผมอ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสารแล้วกลัวจังเลย คุณบอกว่าคุณรักงานจนเกินกว่าจะสนใจผู้ชายแล้ว”

เธอหันหน้ามาหัวเราะ “ ฉันพูดกันหนุ่มๆคนอื่นไม่ให้มากวนใจฉันเท่านั้นค่ะ เพราะว่าฉันกำลังรอการกลับมาของคุณ รอแบบไม่กลัวผิดหวังด้วย”

“ตกลงว่าคุณจะแต่งงานกับผม?”

“ฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ “

เธอพูดด้วยรอยยิ้มและแววตาเปี่ยมด้วยความจริงใจ เขาอ้าแขนออกและเธอก็โอบกอดเขาด้วยความรักทั้งหมดที่มี

<จบ>





หน้าที่ 11

แก้มของมันเป็นสีชมพูจนอีกฝ่ายหัวเราะเบาๆและนึกอยากเอาเขี้ยวฝังหัวมันสักที

“ทำไม..รักไม่ได้?”

“ฉันมันน่ารักนักเหรอ?”

“ไม่สน ความรักไม่มีเหตุผล”มือของมันถูกดึงไปแนบแก้มของเขา “ น่านะ..เรามาเป็นแฟนกัน เธอไม่เคยมี

แฟนไม่ใช่เหรอ? รับรอง..แล้วเธอจะรู้ว่ามีแฟนอย่างฉันแล้วจะสนุกขนาดไหน”

..กำลังโฆษณาอยู่ใช่ไหมเนี่ย?

“ควีนเจ้าชู้หรือเปล่า?”

“เปล่า..แต่จริงใจบ่อย”

“มีผู้หญิงอื่นอีกไหม?”

“ตอนนี้ มีแต่เธอ”

“แล้วชอบฉันตรงไหนอ่ะ?”

“ที่ถามนี่กลัวอกหักใช่ไหม?”

มันก้มหน้า เอานิ้วชี้จิ้มกัน “ก็ใช่อ่ะดิ”

“เพิ่งพูดไปเสียยาว ไม่เข้าใจอะไรเลยรึ กลัวอกหักทำไม? ถ้าเธออยากรักฉัน เราก็มีความสุขก่อนที่อะไรๆมันจะเปลี่ยนแปลงไปดีกว่า”

“ก็ฉันไม่มั่นใจตัวเองเลยนี่นา”

“ฟังนะ โรส” ควีนทำหน้าจริงจัง “เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักที่สุดในโลก และฉันเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้หลงรักเธอ ผู้ชายคนอื่นมันตาถั่วมากที่ไม่เห็นความน่ารักของเธอ ถ้างงว่าทำไม ฉันจะบอกให้ ฉันขอพระเจ้าเอาไว้ ขอให้พระเจ้าทำให้ผู้ชายคนอื่นมองข้ามเธอไปเพราะฉันไม่ปรารถนาจะไปจีบเธอแข่งกับใครทั้งสิ้น”

“นายหลอกเด็กจนชินแล้วใช่ไหม?”

“ฉันพูดจริงๆ”

“ถ้าต่อไป นายเกิดไม่รักฉันขึ้นมาล่ะ?”

“แสดงว่าผู้ชายตัวจริงของเธอไม่ใช่ฉัน และผู้ชายตัวจริงของเธอกำลังแช่งให้ความรักของเราพังพินาศน่ะสิ”

..”ฉันควรเชื่อนายไหมเนี่ย?”

“เชื่อไม่เชื่อก็ช่าง..ว่าแต่เราไปเที่ยวกันเถอะ” เขาเอามือสองมือมาบีบแก้มกลมๆของมัน “ฉันจะซื้อเครื่องสำอางให้เป็นของขวัญสำหรับวันแรกที่เราได้คบกัน”






หน้าที่ 12

..ชั่วชีวิตของมัน มันเคยชอบแต่เพลงมันระห่ำของ Luca Turilli , Judas Priest,Death Angel หรือเพลงเศร้าโหยหวนแทบขาดใจของ Evanescence มันไม่เคยรู้สึกดีกับเพลงประเภท Easy listening หรือเพลงป็อบหวานๆ

แต่มันรู้สึกซึ้งๆ หน้าร้อนผ่าวๆ หัวใจเต้นตึกตักตอนที่ได้ยินเสียงเพลง Pretty Boy ของ M2M ขณะเดินจับมือกับควีนในห้าง ลืมรสชาติหวานๆของไอศกรีมโคนในมือเสียสนิท

“อ้าว..ไข้ขึ้นเรอะ?”

มันไม่รู้ตัวหรอกว่าหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู

“กลับห้องนะ?”

“อือ..” รีบพามันไปพ้นๆตรงนี้เสียทีเถอะ

แต่โชคร้ายพอออกจากห้างมา ปรากฏว่าฟ้าไม่เป็นใจ ฝนห่าใหญ่เทลงมาราวกับว่าเทวดากำลังเล่นสงกรานต์ในตรอกถนนข้าวสารบนสวรรค์ ควีนไม่ได้เอารถมาเพราะคิดว่าห้างอยู่ใกล้หอของมันแค่นี้ ไม่น่ามาเปลืองค่าฝาก
รถ

เมื่อไม่มีร่ม ควีนก็ใช้เสื้อโค้ทของเขาทำหน้าที่กำบังหัวเขาและหัวมัน วิ่งไปติดแหงกอยู่ที่ป้ายรถเมลล์

ฝนเย็น แต่หัวใจมันหนาวยะเยือกยิ่งกว่า

หลังคาที่พักผู้โดยสารไม่ได้ช่วยอะไรเลยเมื่อฝนยังสาดอย่างบ้าระห่ำ มันกอดควีนไว้ ตัวเปียกปากซีดหนาวสั่นเหมือนลูกนก ควีนเอาโค้ทคลุมตัวมันไว้ กอดมันไว้อย่างเป็นห่วง คนรอบข้างมองแล้วยิ้มๆ บางคนทำหน้าเศร้าหรือริษยาไปเลยก็มี

แต่คนอย่างมันไม่น่าอิจฉาหรอก

มันรู้ว่าอีกไม่นาน ควีนจะออกจากกลุ่มโกธและไปดำรงชีวิตอย่างคนธรรมดา มันไม่ได้ว่าอะไรเพราะเห็นมามากแล้ว คนที่มารวมกลุ่มกับพวกมันก็มีทั้งก้าวเข้ามาแล้วก็ก้าวออกไป แทบไม่เคยเห็นใครที่อยู่อย่างนี้ไปชั่วชีวิต เหมือนกับโกธิคเป็นโรงเรียนมัธยมอย่างนั้นแหละ มีก้าวเข้ามา จบการศึกษาแล้วก็ก้าวออกไป
มันรู้ว่าสิ่งที่มันเป็นคือโลกแห่งความฝันในช่วงที่คนคนหนึ่งกำลังสับสนกับชีวิต กำลังไม่เข้าใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเองและยังหาหนทางในการดำรงชีวิตไม่ได้

โรงเรียนแห่งนี้มีแต่บทเรียน ไม่มีการสอบ จึงไม่มีใครสอบได้หรือสอบตก และทุกคนไม่ได้จบพร้อมกัน เมื่อถึงเวลา หัวใจของ”นักเรียน”จะบอกตัวเองว่าเราควรไปได้แล้ว

ควีนจบก่อนมัน..และควีนกำลังจะไป

ในเมื่อมันไม่อยากรวมทั้งไม่สามารถรั้งเขาไว้ได้ มันก็ได้แต่ขอเส้นผมของเขาไว้เป็นที่ระลึก

“เราแค่จากกัน แต่ไม่ได้เลิกกัน” ควีนบอกมันว่าอย่างนั้น “เพราะฉะนั้นเธอยังเป็นแฟนฉันเสมอ”






หน้าที่ 13

หลังจากที่มันคบกับควีนได้เดือนเดียว ควีนก็กลับไปฝรั่งเศส ส่วนมันได้แต่นั่งนิ่งเงียบอยู่ในห้อง ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้ออกไปเต้นรำแบบแม่มดรอบกองไฟ ไม่อยากทำอะไรสักอย่าง ปล่อยหูให้ฟังเพลงของ Evanescence ไปเรื่อยๆ

ช่วงนี้มันคิดหลายครั้งว่า..มันปล่อยชีวิตของมันเป็นอย่างนี้ มันหันหน้ามาที่นี่ เลือกจะเป็นอย่างนี้แล้วมันมีความสุขหรือเปล่า?

มันตอบว่า...ก็มีบ้าง ความทุกข์ก็มี แต่ถ้ามันกลับไปทางเดิมก็เหมือนเดิมอีก มันก็มีความสุข และมีความทุกข์ในบางเรื่อง มันคล้ายรู้สึกว่าชีวิตทั้งชีวิต..ไม่มีทางใดที่ดีที่สุดแต่มันจำเป็นต้องเลือกเอาสักทางหนึ่ง มันไม่อยากมีชีวิตแบบนี้ต่อไป ไม่อยากเหงา เศร้าแล้วก็ฝันเฟื่องไปเรื่อยๆ

ควีนคงคิดได้แล้วว่า ถ้าไม่สร้างความฝันให้เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง การที่เรามีความฝันมันก็ไม่มีค่าอะไรเลย

มันมองกระดาษ ดินสอ ปากกา ดินสอสี ....มันบอกว่ามันรักการดีไซน์เสื้อผ้า มันฝันจะเป็นดีไซน์เนอร์แต่มันรักจริงๆหรือเปล่า ในเมื่อทุกครั้งที่คะแนนการออกแบบออกมาตกต่ำ ในเมื่อทุกครั้งที่มันทำงานได้ไม่ดี มันก็จิตตกจนไม่อยากคิดไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว

มันหลอกตัวเองว่ามันรักการดีไซน์เสื้อผ้า มันต่อสู้กับพ่อและแม่เพื่อมาเรียนที่นี่ แต่มีใครสนใจในเมื่อความรักของมันไม่ได้ปรากฏในงานของมันเลย มีแต่ความหวาดกลัวเพราะมันรู้ สิ่งที่มันรักทำให้มันสูญเสียอะไรไปบ้าง และถ้ามันยังรักต่อไป ยังทำเพื่อสิ่งที่มันรักต่อไป มันอาจสูญเสียทุกอย่างโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา

...พระเจ้าเมตตามันที่สุดที่ส่งมันไปเจอควีนในวันนั้น ถ้ามันเจอผู้ชายคนอื่นก็ไม่รู้ว่าชีวิตของมันจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ควีนสอนมันเรื่องหนึ่ง แต่เป็นเรื่องเดียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต..ถ้าคิดจะรักก็รักให้เต็มที่ รักให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องหวาดกลัวผลลัพท์ของมัน ถึงไม่ได้สมใจ ไม่ได้ความรักนั้นมาครอบครอง แต่ระหว่างที่รักก็มีความสุขที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ?

มันปาดน้ำตาที่บังเอิญไหลออกมา หยิบดินสอขึ้นมา มันรู้แล้วว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

มันได้ค้นพบวิถีทางของมันแล้ว..

***********************************************



สร้อยดอกหมาก
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 31 พ.ค. 2555, 20:56:38 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 31 พ.ค. 2555, 20:56:38 น.

จำนวนการเข้าชม : 2588





สร้อยดอกหมาก 31 พ.ค. 2555, 21:07:26 น.
เคยอ่านนิยายที่หน้าสลับกันไหมคะ? สร้อยได้ไอเดียเรืองรูปแบบการเขียนในวันที่ทำต้นฉบับหลุดจากมือแล้วมันหล่นกระจายเกลื่อนพื้นค่ะ

แต่ชีวิตคนไม่เหมือนกับนิยายที่เราสามารถอ่านสลับหน้าได้ หรือพลิกไปอ่านตอนจบได้ บางทีถ้าเรารู้ว่าชีวิตจะจบด้วยดี เราอาจจะมีกำลังใจในการใช้ชีวิตในวันนี้ ฝ่าฟันปัญหาออกไป แต่ชีวิตไม่เคยรู้ เราจึงต้องเข้มแข็ง

และบางที จุดสำคัญที่สุดสำหรับนิยายที่ชื่อว่า ชีวิตของเรา มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตอนจบก็ได้ ใช่ไหมคะ

ปล..เรื่องสั้นเรื่องนี้เก่ามากแล้ว มาโพสต์เผื่อใครยังไม่ได้อ่าน ^ ^


Setia 31 พ.ค. 2555, 21:45:10 น.
หน้าสลับกันแปลกดีค่ะ แต่ก็อ่านรู้เรื่องนะ ตอนแรกก็งงว่าทำไมหน้ามันสลับกัน
มาอ่านของคุณสร้อยถึงเข้าใจ


Chii 31 พ.ค. 2555, 23:12:00 น.
อืมม เคยลงไว้ที่ไหนซักที่ใช่ไหมคะ?

ก็ยังอ่านสนุกอยู่ดีนะ ^^


คิมหันตุ์ 1 มิ.ย. 2555, 00:17:10 น.
สนุกดีค่ะคุณสร้อย


roseolar 1 มิ.ย. 2555, 10:21:10 น.
อ่านจบแล้วพูดได้คำเดียวค่ะว่า''ชอบ"
ต้องบอกว่าเป็นโชคดีของนางเอกมากที่มาเจอพระเอก เพราะถ้าเป็นผู้ชายคนอื่น นางเอกคงไม่มีโอกาสสัมผัสความรัก และคงต้องเจ็บปวดทรมานกับชีวิตที่หาความหมายไม่พบตลอดไป
อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความอาร์ตตามแบบฉบับนิยายของคุณสร้อย เรียบๆทว่าสามารถสะท้อนสิ่งที่เราพบเจอกันได้ทุกวัน เป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดา ได้อย่างมีนัยยะ และน่าสนใจ ที่สำคัญที่สุด..ความหวานที่แฝงมากับความเรียบง่ายธรรมดานั้น มักจะหวานประหลาดล้ำเสมอ มันกลมกล่อมและชวนให้เต็มอิ่มหลังจากเฝ้ารอมาตลอด ไม่เลี่ยนแต่หวานล้ำคงจะเป็นนิยามที่พอดีสำหรับนักเขียนคนนี้


แว่นใส 1 มิ.ย. 2555, 13:26:27 น.
เออนะ อ่านแบบสลับหน้าก็สนุกดีเหมือนกันนะ


tualek 1 มิ.ย. 2555, 15:01:16 น.
อ่านแบบสลับหน้า ก็สนุกไปอีกแบบนะคะ ชอบเนื้อเรื่องค่ะ ได้แง่คิดดี


Zephyr 2 มิ.ย. 2555, 17:39:30 น.
สั้นๆ แต่กินใจมากเลยค่ะเรื่องนี้
เหมือนเคยอ่านที่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าแปลก ตอนแรกแบบ อ่านไม่รู้เรื่อง แต่พออ่านๆไปแล้ว
ความแปลกทำให้ติดตรึงและจดจำมาจนทุกวันนี้เลยค่ะ


ณิณ 17 มิ.ย. 2555, 23:41:33 น.
แปลก และ ประทับใจค่ะ^^


ณิณ 18 มิ.ย. 2555, 01:23:20 น.
เคยอ่านมาแล้วแน่ๆค่ะ... แต่ไม่ใช่เวอร์ชั่นสลับหน้าอย่างนี้555


omelate 11 ก.ค. 2555, 20:51:37 น.
เยี่ยม เหมือนเดิม


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account