เสียงปริศนา

Tags: ลึกลับ,ฆาตกรรม,

ตอน: ตอนที่ 9

เมื่อออกมาจากห้องพักของผู้ป่วย สมภพก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เกือบไปแล้วไหมล่ะ ดีนะที่ตัดสินใจลุกขึ้นเดินหนีมา ไม่อย่างนั้น....คิดแล้ว สมภพก็กลอกตาไปมา ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนที่ไม่เคยสนใจผู้หญิงอย่างเขา จะมาหวั่นไหวกับผู้หญิงที่ชื่อนลินได้มากขนาดนี้ เพียงแค่มองสบตาของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกเหมือนถูกมนต์เสน่ห์เข้าไปอย่างจัง จนนึกอยากจะดึงร่างเล็กๆ นั่นเข้ามากอดแล้วทำอะไรต่อมิอะไรอย่างที่ผู้ชายเขาทำกัน

“ฮึ่ย! นี่เรากลายเป็นผู้ชายหื่นกามไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” สมภพทำหน้ามุ่ย นึกด่าตัวเองอยู่ในใจ ตั้งแต่เกิดมาจนโตเป็นหนุ่มอายุจะเข้าเลขสามอยู่รอมร่อ เขาไม่เคยล่วงเกินผู้หญิงเลยสักครั้ง ตรงกันข้าม กลับเป็นพวกผู้หญิงซะอีกที่พยายามหาโอกาสล่วงเกินเขาเสมอ ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง

แต่กับนลินแตกต่างออกไป ตั้งแต่ถูกนลินโผเข้ากอดครั้งแรกตรงระเบียงทางเดินในหอพัก ดูเหมือนว่า ต่อมฮอร์โมนบางอย่างในร่างกายของเขาจะทำงานผิดปกติ

สมภพถอนหายใจ เมื่อคิดถึงอาการที่เกิดขึ้นกับตนเองในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เขาคิดว่าตัวเองต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ เพราะเวลาอยู่ใกล้นลินทีไร ใจเจ้ากรรมก็นึกอยากจะดึงร่างเล็กเข้ามากอด ซึ่งอาการที่ว่านี้ ไม่เคยเกิดกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน แต่จำเพาะเจาะจงมาเป็นกับนลินคนเดียวเท่านั้น ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มีหวัง นลินคงไม่แคล้วต้องถูกเขาปล้ำเข้าให้สักวัน

“เฮ้อ สมภพนะสมภพ จะได้เสียคนก็คราวนี้แหละ” สมภพบ่นพึมพำพลางส่ายหัวไปมา แต่ต้องชะงักเมื่อสายตาไปปะทะเข้ากับร่างสูงโปร่งของผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนกอดอกพิงเสา กำลังจ้องมองตนเองอยู่

“เฮ้ย!!” สมภพอุทานพลางหันไปมองประตูห้องพักคนป่วยอย่างระแวง ก่อนหันกลับมามองผู้ชายคนนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นก็สาวเท้ายาวๆ มาฉุดมือผู้ชายคนนั้นพาเดินออกไปให้ห่างจากบริเวณห้องพักผู้ป่วย

“เบาๆ หน่อยสิ เล่นฉุดกระชากลากถูกันแบบนี้ ไม่กลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดหรือไงว่า แกกำลังคิดทำมิดีมิร้ายเฮีย” เสียงทุ้มน่าฟังดังออกมาจากปากของคนที่อ้างว่าถูกฉุดกระชาก ทำให้สมภพชะงัก หันมาแยกเขี้ยวใส่

“อย่ามาตลกร้ายแถวนี้นะเฮีย คนที่นี่เขารู้กันทั้งนั้นว่าเราเป็นอะไรกัน คงไม่มีใครคิดอกุศลอย่างที่เฮียพูดหรอก ถามจริงเถอะ มุกนี้คิดนานไหม”

คำต่อว่าของสมภพ เรียกเสียงหัวเราะของคนที่ถูกเรียกว่าเฮียดังลั่น เขามองสมภพที่เริ่มหน้าบึ้งอย่างชอบใจ เออแฮะ พูดแค่นี้ เจ้าภพถึงกับของขึ้นเชียว แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“มันก็ไม่แน่หรอก ถ้าแกยังจับแขนเฮียแน่นไม่ยอมปล่อยแบบนี้ เชื่อเถอะว่า ต้องมีคนเข้าใจผิดแน่นอน ถ้าไม่เชื่อ เรามาพนันกันไหม หนึ่งพันเอาบาทเดียว”

“พนันกับคนมากเล่ห์อย่างเฮียไปก็เท่านั้น กี่ครั้งแล้วล่ะที่เฮียแพ้พนันผม แต่เฮียก็ไม่เคยจ่ายสักบาท ขนาดทวงเช้าสายบ่ายเย็นก็ยังทำหูทวนลม คนอย่างเฮียเขี้ยวจะตาย ต่อให้เอาปืนมาจ่อหัวอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่มีทางยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้ใครง่ายๆ หรอก สู้ผมอยู่เฉยๆ ยังจะดีซะกว่า” สมภพว่ายาวเป็นหางว่าว แต่อีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะโกรธหรือไม่พอใจกับคำพูดของสมภพ ตรงกันข้ามกลับหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น

เออ ฟังมันพูดเข้าสิ ช่างแดกดันเหลือเกิน คนถูกว่าคิดอยู่ในใจ แล้วพูดขึ้น

“แกไปกินรังแตนมาจากที่ไหนเหรอ ทำไมถึงได้มาพาลเอากับเฮียแบบนี้”

สมภพหันกลับมามองนิดหนึ่งแต่ไม่ตอบ เขาลากมือของเฮียมาจนถึงเก้าอี้รับรองตรงระเบียงด้านนอก จากนั้นก็ปล่อยมืออีกฝ่ายให้เป็นอิสระแล้วหันมาถาม

“เอาล่ะ ไหนบอกผมหน่อยสิว่า เฮียมาที่นี่ทำไม”

คนถูกเรียกว่าเฮีย ไม่ตอบคำถามในทันที กลับเดินไปนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้รับรองอย่างสบายอารมณ์ ดวงตายาวรีสีน้ำตาลอ่อน ภายใต้กรอบแว่นสีชาเต้นระริกเป็นประกายขบขัน ใบหน้าคมสันที่มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกันกับสมภพแต้มยิ้มละไม แล้วตอบเนิบๆ ตามสไตล์

“เฮียก็ขับรถมาสิ ถามแปลกนะแก”

“ผมไม่ได้อยากรู้ว่าเฮียมาที่นี่ด้วยวิธีไหน ตั้งใจฟังคำถามหน่อยได้ไหม”

“อ้าวเหรอ ขอโทษที ไหนถามใหม่อีกครั้งสิว่า เมื่อกี้แกถามเฮียว่าอะไร”

สมภพนับหนึ่งถึงสิบในใจ นึกอยากจะประเคนฝ่าเท้าใส่ก้นของอีกฝ่ายสักป้าบสองป้าบ โทษฐานที่กวนประสาทเหลือเกิน แต่ติดที่ทำอย่างนั้นไม่ได้ จึงปั้นหน้าเคร่งขรึม พูดเสียงเรียบ

“ผมถามว่า เฮียมาที่นี่ทำไม ได้ยินชัดไหม หรือว่าต้องให้ผมตะโกนใส่หน้า เฮียถึงจะได้ยิน”

“ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก เฮียเพิ่งจะอายุ 32 เองนะ ประสาทหูยังดีอยู่ พูดเบาๆ แค่นี้ก็ได้ยินชัดเจน”

“ถ้าได้ยินชัดเจน แล้วทำไมต้องให้ผมถามซ้ำด้วยล่ะ”

“เฮียก็แค่แหย่เล่น ทำจริงจังไปได้ พอดีเฮียคุยเรื่องงานกับลูกค้าเพิ่งเสร็จและขับรถผ่านมาทางนี้ เลยคิดว่าน่าจะแวะเยี่ยมอาก้องสักหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะเจอแกที่นี่ ก็เท่านั้นเอง”

สมภพหรี่ตาลง มองเฮียเอกหรือเอกวิทย์ ผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่ไว้ใจ ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด เฮียเอก คือคนที่รับมือได้ยากที่สุด แม้ว่าบุคลิกภายนอกของเฮียเอกจะร่าเริงแจ่มใส ยิ้มเก่ง ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี แต่สมภพรู้ดีกว่าใครว่า เฮียเอกเป็นพวกเสือซ่อนเล็บที่พร้อมจะตะปบเหยื่อได้ทุกเมื่อถ้ามีโอกาส การที่เฮียเอกโผล่มาที่นี่ในวันนี้ แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นจะโผล่มาทำไม

“แน่ใจเหรอว่า เฮียแค่บังเอิญแวะผ่านมา”

“ก็ใช่สิ ถามแบบนี้ หมายความว่ายังไงเหรอ”

“เฮียอย่ามาเฉไฉดีกว่า อย่างเฮียน่ะหรือจะไม่รู้ว่า ผมหมายความว่ายังไง”

“อ้าว ก็เฮียไม่รู้จริงๆ นี่นา ใช่เฉไฉซะหน่อย แล้วทำไมจะต้องมองเฮียด้วยสายตาแบบนี้ หรือว่ามีอะไรที่ไม่อยากให้เฮียรู้หรือเปล่า” เอกวิทย์ถามยิ้มๆ มองน้องชายที่ทำหน้าเคร่งขรึมอย่างนึกขำ ไม่บ่อยนักหรอกที่จะได้เห็นเจ้าภพทำหน้าแบบนี้ อืม..แสดงว่าข่าวที่ได้รับมามีมูลพอสมควร

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะเฮีย ตอบคำถามของผมมาซะดีๆ”

“แกนี่ยังไงกัน เฮียก็ตอบไปแล้วไง ว่าแค่บังเอิญผ่านมา ว่าแต่แกเถอะ ทำท่าทางมีพิรุธแบบนี้ แสดงว่ามีเรื่องปิดบังเฮียอยู่ใช่ไหม”

“ไม่มี”

“แน่ใจนะว่าพูดความจริง”

“แน่ใจ”

“ร้อยเปอร์เซ็นต์ ชัวร์ป้าบใช่ไหม”

“ใช่ ชัวร์ป้าบ”

“พูดจริงเหรอที่ว่าชัวร์ป้าบ”

“เอ๊ะ ผมไม่ใช่นักโทษของเฮียนะ จะได้มาคาดคั้นเอาแบบนี้” สมภพเริ่มเสียงขุ่น มองเอกวิทย์ตาเขียว แต่เอกวิทย์กลับยิ้มกว้าง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้สมภพแล้วพูดเนิบๆ อย่างอารมณ์ดี แต่น้ำเสียงกลับคุกคามอยู่ในที

“แล้วใครบอกว่าแกเป็นนักโทษล่ะ แต่ท่าทางของแกมีพิรุธมาก เห็นแบบนี้ เฮียยิ่งแน่ใจว่าแกต้องมีเรื่องปิดบังเฮียอยู่ หึหึหึ แกน่าจะรู้ดีกว่าใครนะว่า หากเฮียอยากรู้เรื่องไหน ไม่มีอะไรที่เฮียทำไม่ได้ เลือกเอา จะเปิดปากสารภาพมาแต่โดยดี หรือว่า...จะให้เฮียเดินเข้าไปหาคนป่วยที่กำลังนอนพักฟื้นอยู่ในห้องวีไอพีโน่น”

สมภพสะดุ้ง นั่นไง นึกไว้แล้วเชียว ที่แท้เฮียเอกก็เล็งเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่แรก ถึงได้แล่นมาหาเขาถึงที่นี่ จากท่าทางที่เห็น เฮียเอกทำจริงอย่างที่พูดแน่ เขารู้จักนิสัยพี่ชายดี เสือซ่อนเล็บอย่างเฮียเอก ไม่เคยปล่อยให้เหยื่อหรือเป้าหมายที่ตนเล็งเอาไว้หลุดมือไปได้หรอก เห็นที วันนี้เขาคงโดนพี่ชายตะปบตายคามือแน่

“ว่ายังไง”

“เฮียกำลังข่มขู่ผมใช่ไหม”

“แกอย่าเรียกการยื่นข้อเสนอของเฮียว่าข่มขู่สิ เกิดใครมาได้ยินเข้า อาจเข้าใจผิดได้ว่า เฮียเป็นคนไม่ดี เสียภาพพจน์หมด” เอกวิทย์พูดด้วยสีหน้าขึงขัง แต่สมภพทำหน้าเบ้ พูดแขวะให้อย่างหมั่นไส้

“หูย..ทำอย่างกับว่าภาพพจน์เฮียดีนักล่ะ คนแถวนี้เขารู้กันทั่วแล้วว่า เฮียเป็นคนยังไง เกิดจะมาคิดรักษาภาพพจน์ตัวเองในตอนนี้ ไม่คิดช้าไปหน่อยเหรอ”

“คิดช้าก็ยังดีกว่าไม่คิดล่ะนะ แล้วที่บอกว่าคนแถวนี้รู้ว่าเฮียเป็นคนยังไงน่ะ เฮียสงสัยเหลือเกินว่า คนแถวนี้ที่แกพูดถึงเมื่อกี้ คงไม่ได้หมายถึงตัวแกเองหรอกใช่ไหม เพราะหากเป็นแบบนั้นจริงๆ เฮียคงเสียใจมาก ที่จู่ๆ น้องชายสุดที่รักกลับกลายเป็นคนตาถั่วไปซะได้”

“อ้าวๆๆ ไหงมาว่าผมตาถั่วล่ะเฮีย” สมภพโวยขึ้นมาทันที ก่อนชะงักเมื่อได้ยินเอกวิทย์หัวเราะดังลั่น

“แสดงว่าแกยอมรับใช่ไหมว่า คนแถวนี้ที่แกพูดถึงเมื่อกี้ คือตัวแกเอง”

สมภพกลอกตาไปมา เมื่อรู้ว่าหลงกลพี่ชายมากเล่ห์เข้าให้แล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้อยู่ดี

“ใครว่ายอมรับ เฮียอย่ามามั่วนิ่มสิ”

“จะมั่วนิ่มหรือไม่นั้น แกรู้อยู่แก่ใจ เอาล่ะ เรามาเข้าประเด็นกันดีกว่า ตกลงแกจะเลือกข้อเสนอข้อไหน ระหว่างหนึ่งหรือสอง ตอบมาซะดีๆ อย่าโยกโย้”

“ผมล่ะปวดหัวกับเฮียจริงๆ ข้อเสนอที่เฮียให้มา ไม่ว่าจะหนึ่งหรือสองก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน หากผมไม่เล่าให้ฟัง พนันได้เลยว่า เฮียต้องอาศัยความหน้าด้านหน้าทนที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เดินเข้าไปถามคนป่วยที่นอนในห้องอยู่ดี แล้วแบบนี้ เฮียคิดว่า ผมควรจะเลือกข้อไหนดีล่ะ” สมภพเหน็บเข้าให้

“เรื่องนี้ตอบง่ายมาก แกก็เลือกข้อที่สร้างความลำบากใจให้กับตัวเองน้อยที่สุดสิ ไม่เห็นจะยาก”

“สรุปว่า เฮียอยากได้ยินจากปากของผมเองใช่ไหม” สมภพถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ถามน้ำเสียงเซ็งๆ

“ถูกต้องนะครับ” เอกวิทย์ยิ้มแป้น เห็นแบบนั้นแล้ว สมภพก็นึกอยากจะลุกขึ้นเดินลงไปขอเชือกจากภารโรงที่อยู่ข้างล่าง เพื่อนำมามัดตัวพี่ชายแล้วจับใส่กระสอบพาไปถ่วงน้ำทิ้งจริงๆ คนอะไรกวนประสาทที่สุด

“ก็ได้ แล้วเฮียอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”

“เรื่องของคนป่วยพิเศษคนนั้น เฮียอยากรู้ว่าแกไปรู้จักเขาได้ยังไง บอกไว้ก่อนนะว่า ห้ามหมกเม็ดหรือปิดบังเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นล่ะก็” เอกวิทย์ละไว้ในฐานที่เข้าใจกันดี สมภพโคลงศีรษะกับคำขู่นั้น จำใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เอกวิทย์ฟังอย่างไม่มีทางเลือก

ระหว่างที่สมภพกำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เอกวิทย์ฟัง ด้านนลินซึ่งนั่งรอสมภพอยู่ในห้องก็เริ่มกังวลใจที่ผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว สมภพก็ยังไม่กลับมา

“ทำไมคุณสมภพหายไปนานจัง เป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้” นลินพึมพำกับตัวเองอย่างไม่สบายใจ พลางชะเง้อคอมองไปที่ประตูห้อง พลันเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสองครั้ง ก่อนประตูจะถูกผลักเข้ามา ตามด้วยคุณหมอวัยกลางคนท่าทางใจดี ซึ่งไม่ใช่คุณหมอณรงค์ที่นลินรู้จัก ด้านหลังคุณหมอมีนางพยาบาลอาวุโสสองคนเดินตามมาด้วย

“เป็นยังไงบ้างครับ เมื่อคืนนอนหลับสนิทดีไหม” คุณหมอเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม นลินมองอย่างแปลกใจ ด้วยรู้สึกคุ้นกับรอยยิ้มแบบนี้เหลือเกิน แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้จากที่ไหน ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ก่อนตอบคำถามของคุณหมอ

“นอนหลับสนิทดีค่ะ ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจะให้พยาบาลวัดความดันกับตรวจชีพจร รวมถึงขอวัดไข้ด้วยนะครับ หากทุกอย่างปกติไม่มีปัญหาอะไร คุณนลินก็กลับบ้านได้ครับ” คุณหมอบอกก่อนหันไปพยักหน้าให้พยาบาลสองคน ซึ่งรู้หน้าที่เป็นอย่างดี เดินเข้ามาที่เตียงคนไข้พลางยิ้มให้

“ขอโทษนะคะ” พยาบาลหนึ่งในสองคนพูดพลางหยิบเครื่องมือออกมา ระหว่างที่พยาบาลวัดความดันและตรวจชีพจรให้นลินอยู่นั้น คุณหมอก็ชวนนลินคุย

“วันนี้น้องสาวไม่ได้มาเฝ้าหรือครับ”

“พอดีน้องติดเรียนค่ะ เลยไม่ได้มาเฝ้า” นลินตอบ อดแปลกใจไม่ได้ว่า คุณหมอรู้ได้ยังไงว่าเธอมีน้องสาวมาเฝ้า และดูเหมือนคุณหมอจะรู้ความคิดของเธอ จึงยิ้มเล็กน้อยก่อนไขข้อข้องใจ

“พอดีตาภพ เอ่อ..ผมหมายถึงสมภพบอกน่ะครับว่าคุณนลินมีน้องสาวมานอนเฝ้า”

“คุณหมอรู้จักคุณสมภพด้วยหรือคะ”

“รู้จักครับ รู้จักดีทีเดียว” คุณหมอตอบยิ้มๆ ไม่ได้ขยายความต่อว่า รู้จักมานานแค่ไหน นลินอยากถามต่อก็ไม่กล้าเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทจึงนิ่งเฉยเสีย แต่ก็ลอบมองใบหน้าด้านข้างของคุณหมอก่อนย่นคิ้ว

จะว่าไปแล้ว คุณหมอคนนี้กับคุณสมภพมีรูปหน้าค่อนข้างคล้ายกัน ถึงจะไม่เหมือนกันซะทีเดียวแต่ก็มีส่วนคล้าย หรือว่าสองคนนี้จะเป็นญาติกัน นลินครุ่นคิดด้วยความสงสัยก่อนสะบัดหัวไปมา เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะถ้าคุณหมอเป็นญาติกับคุณสมภพจริงๆ คุณสมภพก็ต้องบอกแล้วสิว่า มีญาติเป็นหมออยู่ที่นี่

ความคิดของนลินสะดุดกึก เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ บ้าจริง ถึงคุณสมภพจะมีญาติเป็นหมอ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องบอกให้เรารู้สักหน่อย ในเมื่อเราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่กี่วัน

นลินโคลงศีรษะ เรานี่ท่าจะบ้า ทำไมจึงคิดว่าคุณสมภพจะต้องเล่าเรื่องของตัวเองให้คนที่เพิ่งจะรู้จักกันฟังด้วย หรือว่า..เรากำลังคาดหวังอะไรอยู่เหรอ ถึงคิดแบบนี้ น่าอายชะมัด คิดได้ยังไงกันนี่!

“เรียบร้อยครับ ทุกอย่างปกติดี” เสียงทุ้มกังวานของคุณหมอปลุกนลินให้ตื่นจากภวังค์ความคิด นลินยิ้มเจื่อน เมื่อเห็นสายตาของคุณหมอที่มาก่อนพูดเสียงเบา

“ขอบคุณค่ะ แสดงว่าลินกลับบ้านได้แล้วใช่ไหมคะ”

“ครับ” คุณหมอตอบสั้นๆ หันไปพยักหน้าให้นางพยาบาล ซึ่งทั้งคู่เข้าใจความหมายเป็นอย่างดี เก็บเครื่องมือเรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องไป คุณหมอหันมายิ้มให้นลิน

“เดี๋ยวผมต้องขอตัวไปตรวจคนไข้รายอื่นต่อนะครับ ถ้าวันไหนคุณนลินมีเวลาว่างและไม่รู้จะไปที่ไหน ก็ชวนสมภพมานั่งกินน้ำชาและพูดคุยกับผมที่นี่ก็ได้ ผมและบุคลากรของที่นี่ยินดีต้อนรับคุณนลินทุกเวลาครับ”

“เอ่อ..ค่ะ” นลินรับคำแบบงงๆ ไม่เข้าใจว่า ทำไมตัวเองจะต้องมากินน้ำชาถึงที่นี่ แล้วทำไมจะต้องชวนสมภพมาด้วยในเมื่อไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ยิ่งคิดก็ยิ่งงง ก่อนจะเข้าใจความหมาย เมื่อได้ยินประโยคถัดมา

“คุณนลินคงแปลกใจว่า ทำไมจู่ๆ ผมก็ชวนให้มากินน้ำชาด้วยกัน ผมลืมบอกไปครับว่า ผมชื่อก้องศักดิ์ เป็นผู้อำนวยการของที่นี่และก็เป็นอาแท้ๆ ของสมภพครับ”

คำแนะนำตัวอย่างเป็นทางการของคุณหมอ ทำให้นลินเบิกตากว้างอย่างตกใจ ไม่คิดว่าสมภพจะมีอาเป็นถึงเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุด แต่นั่นก็ยังไม่น่าตกใจเท่ากับสิ่งที่คุณหมอก้องศักดิ์พูดต่อ

“จะว่าไปแล้ว ตาภพนี่ก็แปลกคนจริงๆ มีแฟนน่ารักขนาดนี้ก็ไม่ยอมพามาแนะนำให้ที่บ้านรู้จัก นี่ถ้าคุณนลินไม่มารักษาตัวอยู่ที่นี่ ป่านนี้พวกผมก็คงยังไม่รู้ว่า ตาภพมีแฟนแล้ว เฮ้อ น่าเตะจริงๆ หลานชายคนนี้”

“อะ.อะไรนะคะ” นลินอ้าปากค้าง เมื่อรู้ว่าคุณหมอกำลังเข้าใจผิด คิดว่าเธอกับสมภพเป็นแฟนกัน

“ไม่ต้องทำหน้าตกใจแบบนั้นหรอกครับ ถึงผมจะหมั่นไส้เจ้าภพอยู่บ้างที่อุบเงียบเรื่องมีแฟน แต่ผมก็ไม่คิดจะเตะมันจริงๆ หรอก ขืนทำแบบนั้น มีหวังได้โดนยายตัวเล็กเอาตาย รายนั้นหวงพี่ชายยิ่งกว่าอะไร แตะนิดแตะหน่อยก็โวยวายไปสามบ้านแปดบ้าน” คุณหมอพูดปนหัวเราะ เมื่อพูดถึงสมฤดี หลานสาวคนเล็ก

“เอ่อ..คะ..คือว่า..ลินไม่ได้..” นลินจะปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นแฟนของสมภพ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับฟัง เพราะปักใจเชื่อไปแล้วว่า หญิงสาวหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาเจ้าหญิงที่นั่งหน้าแดงอยู่ตรงหน้า คือแฟนของหลานชาย ดังนั้น คุณหมอก้องศักดิ์จึงยกมือขึ้นขัดแล้วพูดขึ้น

“หนูลิน เอ่อ..ผมขออนุญาตเรียกหนูลินดีกว่า แล้วก็ขอให้เรียกผมว่าอาก้องเหมือนที่ตาภพเรียกด้วย จะได้ดูเป็นกันเอง ตกลงไหม” คุณหมอก้องศักดิ์บอกโดยไม่เปิดโอกาสให้นลินปฏิเสธ จากนั้นก็พูดต่อ

“อาจะบอกว่า เรื่องรักใคร่ชอบพอกันของหนุ่มสาวมันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่เห็นจะต้องอายเลย อาดีใจมาก ที่รู้ว่าตาภพมีแฟนแล้วแถมยังน่ารักซะด้วย เพราะที่ผ่านมาตาภพไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อน แม้แต่ชายตามองก็ไม่เคย จนพ่อของตาภพกับอารู้สึกหนักใจพากันวิตกกังวลว่า ตาภพจะเบี่ยงเบนหรือเปล่า” คุณหมอก้องศักดิ์ถอนหายใจแล้วเล่าต่อ

“แต่พอเห็นตาภพพาหนูลินมารักษาตัวที่นี่และอาสาจัดการเป็นธุระให้ทุกอย่าง รวมถึงยอมหยุดงานเพื่อมานั่งเฝ้าไข้ใกล้เตียงแบบนี้ทำให้พวกเรายิ้มออก ต้องขอบใจหนูลินจริงๆ ที่ทำให้ตาภพหันมาสนใจผู้หญิงเหมือนคนอื่นเขาสักที”

“เอ่อ..คือ” นลินอยากจะปฏิเสธ แต่ก็พูดไม่ทันอีกฝ่ายที่พูดเอาๆ โดยไม่เปิดช่องว่างให้เธอได้พูดเลย

“รู้ไหมว่าพ่อแม่ของตาภพ เขาอยากเจอหนูลินมาก ตอนรู้เรื่องจากอา พวกเขาตื่นเต้นกันใหญ่ ชักชวนกันจะพามาเยี่ยมว่าที่ลูกสะใภ้ถึงที่นี่ด้วยซ้ำ แต่อาห้ามเอาไว้ซะก่อน เกรงว่าหนูลินจะตกใจ ไว้รอให้ตาภพพาไปแนะนำให้รู้จักเองน่าจะดีกว่า ซึ่งอาคิดว่าคงเร็วๆ นี้แหละ ตาภพคงจะพาหนูลินไปแนะนำให้พ่อแม่และญาติพี่น้องคนอื่นๆ ได้รู้จัก หากพวกเขาได้เห็นหนูลินแล้วคงจะชอบเหมือนอย่างที่อาชอบแน่นอน” คุณหมอก้องศักดิ์เล่าอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ผิดกับนลินที่นั่งตัวแข็งทื่อกลายเป็นหินไปแล้วด้วยความตกใจ

“เอาล่ะ อาก็มัวแต่โม้เพลิน เห็นทีต้องขอตัวก่อน เมื่อกี้อาเห็นตาภพกำลังนั่งคุยอยู่กับตาเอกที่ตรงระเบียงด้านนอก ตาเอกเป็นพี่ชายของตาภพ นั่นก็เหมือนกัน อยากเห็นหน้าว่าที่น้องสะใภ้ใจจะขาด หึหึ บ้านนี้เขาบ้าเห่อน่ะ แต่หนูลินไม่ต้องกลัว ถึงตาเอกจะขี้เล่นหรือชอบแกล้งไปบ้าง แต่เป็นคนใจดีมากทีเดียว อีกสักครู่ ตาภพคงจะพาตาเอกเข้ามาแนะนำให้หนูลินรู้จัก ทำใจให้สบายนะ ไม่มีอะไรหรอก” พูดจบ คุณหมอก้องศักดิ์ก็หมุนตัวเดินจากไป แต่ยังไม่ทันจะถึงประตูห้อง คุณหมอก้องศักดิ์ก็หันมายิ้มให้นลิน

“หนูลิน อาขอฝากตาภพด้วยนะ บอกไว้ก่อนว่า อายกให้แล้วไม่รับคืน เข้าใจไหม”

“เอ่อ..ค่ะ” นลินรับคำเสียงแห้ง อยากจะร้องไห้ออกมาเต็มแก่แต่ทำไม่ได้ รู้สึกวิงเวียนจนอยากจะเป็นลมหมดสติไปอีกรอบกับเรื่องที่ได้รับรู้จากปากคุณหมอก้องศักดิ์ ถ้าเป็นวัยรุ่นสมัยนี้ จะเรียกเหตุการณ์ที่เธอเจออยู่ในขณะนี้ว่าอะไรนะ งานเข้าใช่ไหม โอ๊ย..อยากจะบ้าตาย แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปดีล่ะทีนี้

นลินคิดด้วยความกลุ้มใจ เอนหลังพิงพนักเตียงอย่างคนหมดแรง และพาลนึกโกรธไปถึงคนที่โยนปัญหาใหญ่ระดับชาติแบบนี้มาให้เธอรับผิดชอบ ฮึ! คุณสมภพนะคุณสมภพ กลับเข้ามาเมื่อไหร่ ได้เจอดีแน่! นลินนึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ มองไปที่ประตูห้องอย่างหงุดหงิด

******************************************************************
สวัสดีค่ะ น้องๆ และเพื่อนๆ นักอ่านทุกท่าน วันนี้เอาตอนใหม่มาส่งค่ะ ขอโทษนะคะที่หายไปนาน ช่วงนี้ภารกิจเยอะมาก ไม่ค่อยมีเวลาแต่งนิยายสักเท่าไหร่ หากมาช้าไปบ้างก็ต้องขออภัยค่ะ แต่จะพยายามมาให้เร็วที่สุด (ถ้าทำได้)

ขออนุญาตตอบคอมเม้นท์ของรอบก่อนนะคะ
1.คุณ siang, คุณแมวสามสี, คุณ sai และคุณ rainbowshadow - เอาตอนใหม่มาส่งแล้วค่ะ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เฮียภพจะยังน่ารักเหมือนเดิมอีกหรือเปล่า (^--^)

2.คุณ setia - เอาตอนใหม่มาส่งแล้วค่ะ หุหุ ถึงเฮียภพจะร้าย แต่คงไม่มากเท่ากับเฮียเอกหรอกค่ะ เพราะรายนี้เจ้าเล่ห์กว่ามาก (^--^)

3.คุณ nana5104 - เอาตอนใหม่มาส่งแล้วค่ะ ใจเย็นๆ นะคะ ปั่นนิยายต้องใช้เวลานิดนึง ฉะนั้นหากจะมาช้าบ้างก็ต้องขออภัยด้วย (^--^)

ไปแล้วค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านเรื่องนี้นะคะ ไว้เจอกันตอนหน้า ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะมาเร็วหรือเปล่า แต่จะพยายามค่ะ







thongyod
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 9 พ.ค. 2554, 15:39:01 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 9 พ.ค. 2554, 15:39:01 น.

จำนวนการเข้าชม : 1805





<< ตอนที่ 8   ตอนที่ 10 >>
Siang 9 พ.ค. 2554, 15:52:13 น.
รอบนี้เฮียภพก็ยังน่ารักเหมือนเดิม แต่สงสัยว่าตอนหน้างานจะเข้าซะแล้วหล่ะมั้ง ( ตอนนี้แอบนอกใจชอบเฮียเอกนิดนึงค่ะ 555)


แมวสามสี 9 พ.ค. 2554, 16:17:37 น.
เฮียเอกร้ายนะเนี่ยแต่น่ารักดีค่ะ เริ่มเป็นห่วงเฮียภพแล้ว งานเข้าของแท้เลย อิอิ ^--^


คิมหันตุ์ 9 พ.ค. 2554, 16:23:30 น.
โห..บ้านนี้เค้าเห่อกันจริงๆ ห้าห้า..


sai 9 พ.ค. 2554, 16:27:26 น.
อาก้องก็ใช้เล่นนะค่ะเนี่ย บ้านนี้มีความเจ้าเล่ห์และขี้เล่นทั้งบ้านแน่ๆ


nana5104 9 พ.ค. 2554, 16:29:32 น.
โอ้ย เลือกไม่ถูกเลย เฮียภพก็น่ารัก เฮียเอกก็เท่ เฮ้อเหนื่อยใจ


Setia 9 พ.ค. 2554, 16:40:39 น.
555+ งานนี้โดนซักฟอกจนขาวแน่ เจ้าภพเอ๊ย


Pat 10 พ.ค. 2554, 08:12:46 น.
^^ งานเข้า ไม่ค่อยเห่อกันเลยน้า ขนาดยังไม่รู้ว่าใช่จริงไหมยัง(จะ)แห่กันมาดูว่าที่...(น้อง,หลาน,ลูกสะใภ้ ) ตอนนี้ยังไม่มีการระทึกขวัญ(มีแต่ระทึกใจ..อาย ห้าห้า)


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account