หัวใจใกล้เกินเอื้อม by น้ำจันทร์
“เธอคิดว่านอนกับฉันแค่ครั้งเดียว มันจะพอรึเมธาวี คิดผิดกระมัง!...เพราะว่า...อย่างเธอ ต่อให้ นอนแบ ให้ฉันจนวันตายมันก็ไม่พอ!”
ฉาด!!! แก้มซีกขวาชาไปทั้งแถบ เขาหันกลับมาจะเอาเรื่อง แต่เจ้าหล่อนรู้ทางวิ่งไปที่ประตูเสียก่อน
“วาจาของคุณมัน ด้อยพัฒนา เหลือเกิน คุณภัทร ฝรั่งมังค่ามันสอนแต่ความรู้ในตำราหรืออย่างไร มันลืมสอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผู้มีใจสูงให้คุณหรือเปล่า จิตใจของคุณมันถึงได้ สกปรก โสมม ต่ำเตี้ย จนเรี่ยดิน” หล่อนวางระเบิดลูกย่อมๆ เอาไว้ภายในห้องก่อนจะก้าวออกมา ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกพ่นออกมาตามด้วยรอยยิ้มสาใจที่ได้เอาคืนแม้จะเล็กน้อย
ธีรภัทรมองประตูบานใหญ่ตาขวางเขาจะทำอย่างไรถึงจะปราบพยศยัยตัวแสบได้สักทีขนาดโดนเขาจัดชุดใหญ่ให้ยังไม่สำนึก‘พรุ่งนี้เธอเสร็จฉันแน่ยัยตัวแสบ’
ฉาด!!! แก้มซีกขวาชาไปทั้งแถบ เขาหันกลับมาจะเอาเรื่อง แต่เจ้าหล่อนรู้ทางวิ่งไปที่ประตูเสียก่อน
“วาจาของคุณมัน ด้อยพัฒนา เหลือเกิน คุณภัทร ฝรั่งมังค่ามันสอนแต่ความรู้ในตำราหรืออย่างไร มันลืมสอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผู้มีใจสูงให้คุณหรือเปล่า จิตใจของคุณมันถึงได้ สกปรก โสมม ต่ำเตี้ย จนเรี่ยดิน” หล่อนวางระเบิดลูกย่อมๆ เอาไว้ภายในห้องก่อนจะก้าวออกมา ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกพ่นออกมาตามด้วยรอยยิ้มสาใจที่ได้เอาคืนแม้จะเล็กน้อย
ธีรภัทรมองประตูบานใหญ่ตาขวางเขาจะทำอย่างไรถึงจะปราบพยศยัยตัวแสบได้สักทีขนาดโดนเขาจัดชุดใหญ่ให้ยังไม่สำนึก‘พรุ่งนี้เธอเสร็จฉันแน่ยัยตัวแสบ’
Tags: Touch Publishing (Viva)
ตอน: 1 จุดเริ่มต้นของความแค้น 100%
บทที่1 จุดเริ่มต้นของความแค้น
ใต้ร่มเงาของพิกุลต้นสูงใหญ่ที่ขึ้นอยู่ริมบึงบัว เด็กหญิงเมธาวี ศศิกานต์ หนูน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังกำลังนั่งแคะขนมครกดินเหนียวของเธออย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีลูกค้าจำเป็นหนึ่งรายมานั่ง (หมอบ) รอท่า
เจ้าตูบสี่ขาหน้าย่นชะเง้อคอขึ้นมามองอย่างกระตือรือร้น แต่ต้องผิดหวังอย่างแรงฟุบตัวลงไปนอนเกลือกกลิ้งกับต้นไม้ใบหญ้าเช่นเดิม “เชอะ! เจ้าด่างหน้าโง่ ไม่รู้จักของดี”
แม่ค้าหน้าหวานค้อนให้ลูกค้าจำเป็นไปหนึ่งวงใหญ่ โทษฐานที่ เมิน ขนมของเธอ มือน้อยๆ ยังสาละวนอยู่กับการหยิบโน่น ล้วงนี่ แคะนั่น กระทั่งมีลูกค้ามิได้รับเชิญมาเยี่ยมเยียน
“คุณใหญ่กับพี่ณพจะมาอุดหนุนน้องเล็กหรือคะ” ใบหน้าเรียวเล็กเงยขึ้นรอคอยคำตอบจากพี่ชาย ถ้าคราวนี้ไม่โดนเอ็ดเหมือนเคยก็คงไม่ใช่คุณใหญ่ แต่เป็นมนุษย์ต่างดาวปลอมตัวมา ชัวร์
“อี๋ ไม่มีทาง เล่นอะไรของเธอฮะยัยเล็ก สกปรกโสโครก สุดๆ” พี่ชายทำหน้าสะอิดสะเอียนจนน่าหมั่นไส้ ใบหน้างามของแม่ค้าเริ่มบูดบึ้ง เดือดร้อนคนข้างบ้านต้องเสนอหน้าเจรจาอย่าศึกเหมือนเช่นเคย
“ไอ้ภัทร ฉันว่าเรารีบไปดีกว่า ใกล้เที่ยงแล้วเดี๋ยวแดดร้อน ปลามันจะไม่กินเบ็ดนะโว้ย!” เหตุผลข้างๆ คูๆ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าถูกยกขึ้นมาอ้างเพียงเพราะไม่อยากให้เพื่อนรักหาเรื่องน้องสาว แต่ดูท่าว่าน้องสาวก็เตรียมมีเรื่องเต็มที่เพราะเจ้าตัวลุกขึ้นมายืนเท้าสะเอว สองตาจ้องหน้าพี่ชายเขม็ง
“คุณใหญ่ อย่ามาหาเรื่องน้องเล็กนะ ไม่เล่นด้วยก็อย่ามาว่าสิ” แม่ค้าตัวน้อยวัยแปดขวบต่อว่าพี่ชาย
“ไม่ได้ว่า แค่พูดความจริง” หนุ่มน้อยวัยสิบสี่ใบหน้าคมคาย ยักไหล่เถียงต่อไม่ยอมลงให้น้องสาว
“เอ่อ ฉันว่าอย่าไปกวนน้องเล็กเลยนะไอ้ภัทร เรารีบไปกันดีกว่า” หนุ่มน้อยอีกคนทักท้วง
“ไม่ แกไม่เห็นหรือไอ้ณพ ยัยเล็กยืนขวางทางฉันอยู่” ‘ตรงไหน?’ หนุ่มน้อยคิดอยู่ในใจ มือซ้ายขยับแว่นตาหนาเตอะของตัวเองให้เข้าที่บนสันจมูก ขณะที่เพื่อนรักลงมือ สั่งสอน น้องสาว
“คุณใหญ่! ทำแบบนี้ได้ยังไง น้องเล็กจะฟ้องแม่ทิพย์” หนูน้อยตะเบ็งเสียงร้องออกมาข่มขู่แล้ววิ่งหนีกลับไปหามารดา “ฮ่าๆ สนุกจริงๆ วะไอ้ณพ ดูสิวิ่งหางจุกตูดไปโน่นแล้ว ชิ ยัยเด็กขี้ฟ้อง”
ธีรภัทร เอวะโยธิน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “เดี๋ยวได้โดนคุณป้าเอ็ดกันพอดี” อรรณพ กิติกุลทักท้วงเพื่อนรัก แต่ธีรภัทรยักไหล่ไม่ใส่ใจ ‘ถ้ามารดากล้าว่าเขาล่ะก็ เขาจะอาละวาดให้บ้านแตกเลยคอยดู!’
ห้องรับแขกบนเรือน หกปีต่อมา
“คุณพี่...ช่วยวีอีกสักนิดนะคะ คือว่า...วี...วียังพาลูกไปอยู่ด้วยไม่ได้” ใบหน้าของ วีรดา ศศิกานต์ หม่นหมองไร้ความสุขยามเอ่ยประโยคนั้น แต่ใบหน้าสวยคมของ คุณหญิงทิพย์อาภา เอวะโยธิน กลับตรงกันข้าม
“จริงรึ! แม่วี แม่วีอย่าล้อฉันเล่นเชียว ฉันดีใจเหลือเกิน หมายความว่าพรุ่งนี้ฉันยังมีโอกาสได้เลี้ยงดูอุ้มชูน้องเล็กเหมือนที่เป็นมาใช่ไหม ขอบใจมากแม่วี ขอบใจเหลือเกินในความจำเป็นของเธอ ฉันจะดูแลลูกของเราให้ดีที่สุดวางใจฉันนะแม่วี” คุณหญิงทิพย์อาภายืนยันน้ำคำแน่นหนัก น้ำตาใสๆ ซึมเอ่อที่หัวตาไม่แพ้น้องสะใภ้ “ขอบพระคุณนะคะคุณพี่ วีจะไม่มีวันลืมพระคุณของคุณพี่เลย ขอบคุณจริงๆค่ะ”
ในเวลาที่มารดาทั้งสองกำลังปรึกษาหารือกันด้วยความเห็นอกเห็นใจกันนั้น ร่างเพรียวบางของสาวน้อยที่ชื่อเมธาวี กำลังโยกไหวเพราะแรงสะอื้น กระโปรงผ้านิ่มสีเขียวมะนาวถูกใช้ต่างผ้าเช็ดหน้าเมื่อยามที่เจ้าตัวงอเข่าคู้ซุกใบหน้าชุ่มน้ำตาลงไปบนนั้น ‘แม่ไม่ต้องการเธอแล้ว เมธาวี!’
ความคิดถึงแสนทรมานไม่เจ็บปวดเท่าการพบพานแล้วจากลา สาวน้อยเวทนาตัวเองยิ่งนัก เมื่อมารดาที่จากกันนานแสนนานท่านกลับมาเพื่อจะบอกว่า ท่านไม่ต้องการเธอ ความเศร้าเสียใจถูกระบายผ่านหยาดน้ำตา แม้เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมงสาวน้อยก็ยังกักตัวเองนอนร้องไห้อยู่แต่ในห้อง กระทั่งเสียงรถยนต์แปลกหูเคลื่อนตัวออกห่างเรือนไทยหลังงามไปในที่สุด สาวน้อยยกมือขึ้นปาดน้ำหูน้ำตาแรงๆ ใจจะขาดรอนๆ เมื่อสำนึกว่าแม้แต่มารดาแท้ๆ ท่านยังเห็นเธอเป็นเพียงส่วนเกิน
ประตูห้องนอนถูกเปิดเข้ามาอีกหน สาวน้อยคาดว่าถ้าไม่ใช่คุณแม่ทิพย์ก็คงจะเป็นคุณป้าแขแน่ๆ แต่การคาดเดาของเธอผิดพลาดอย่างมหันต์ ‘คุณใหญ่ เข้ามาห้องของเธอทำไม?’
“มัวแต่มานอนร้องไห้ พิรี้พิไรน่ารำคาญ ทำไมไม่กลับไปพร้อมกับแม่ของเธอฮะ!” ดวงตาคมเข้มใต้เลนส์บางใสของพี่ชายวัยสิบเก้าไม่เคยมีแววเอื้ออาทรให้น้องสาวแม้แต่น้อย ทั้งน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวที่ตะคอกใส่หน้า เมธาวีมั่นใจว่าวันนี้คงได้เจ็บตัวอีกหน “พี่ใหญ่มีอะไรจะใช้น้องเล็กหรือคะ” สาวน้อยทำใจดีสู้เสือ
“ฉัน ไม่เคยมีน้อง!” เสียงตวาดฉุนเฉียวโต้กลับมาจนคนฟังหน้าหงาย ธีรภัทรมองใบหน้าซีดเผือดด้วยความสะใจ “แม่วี...ไม่ยอมให้เมย์ไปอยู่ด้วย คุณใหญ่ให้เมย์อยู่ด้วยนะคะ” สาวน้อยทั้งกริ่งเกรงทั้งประหม่า แต่ก็กัดฟันร้องขอจนจบประโยค
“ฉันไม่เชื่อ! เธอโกหก! เธอคิดจะแย่งทุกๆ อย่างที่เป็นของฉันใช่ไหม ฉันให้แม่ไปคนหนึ่งแล้วยังไม่พอรึไง หน้าด้านสิ้นดี! ถึงว่า...แม้แต่น้าวียังไม่เอาเธอเลยเมธาวี!” ธีรภัทรไม่ใส่ใจว่าใครจะมองว่าตัวเองนั้นพาลแบบเด็กๆ ขอเพียงได้เห็นน้ำตายัยกาฝากเขา ยอม
“เมย์ไม่ได้โกหก...แม่วีพูดอย่างนั้นจริงๆ” สาวน้อยยืนยันเสียงอ่อย นึกถึงบทสนทนาระหว่างมารดากับคุณแม่ทิพย์ “พี่ใหญ่เชื่อเมย์นะคะ เมย์ไม่เคยคิดแย่งของของพี่เลย พี่ใหญ่เชื่อน้องเล็กนะคะ”
อารามที่อยากให้เขาสงสารเห็นใจ ทำให้เมธาวีเผลอใช้คำต้องห้ามสำหรับเขาโดยไม่รู้ตัว
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เคยมีน้อง! โดยเฉพาะน้องอย่างเธอ!” “พี่ใหญ่....”
เมธาวีร้องครางออกมาอย่างสุดจะทน ทำไมเขาถึงได้จงเกลียดจงชังเธอมากขนาดนี้
“ถ้าเธอยังไม่เข้าใจ ฉันจะพิสูจน์ให้ดู!” ร่างสูงของธีรภัทรกระโจนขึ้นไปคร่อมร่างบางของเมธาวีบนเตียงนอน ใบหน้าสาวน้อยไร้สีเลือดแววตาตื่นตระหนก สร้างความสะใจให้หนุ่มน้อยเป็นล้นพ้น
“จำเอาไว้นะเมธาวี คนที่เป็นพี่น้องกันเขาไม่มีทางทำแบบนี้!” พูดจบก็ฉกจุมพิตลงทัณฑ์บนริมฝีปากแดงระเรื่อของเมธาวี อย่างจาบจ้วง รุนแรง และป่าเถื่อนที่สุด ร่างบอบบางดิ้นรนขัดขืนสุดกำลังแต่ไม่เป็นผล เรี่ยวแรงที่มีถูกฤทธิ์จุมพิตของซาตานสูบออกจากร่างจนหมดสิ้น เมธาวีอยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก กระแสไฟวูบวาบที่วิ่งวนไปทั่วร่างทำเอาสมองของเธอมึนงงสับสน ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาเพียงอยากสั่งสอนเด็กโง่อย่างเธอให้รู้สำนึก แต่ใจเจ้ากรรมก็อดหวั่นไหวไปกับจูบแรกในวัยย่างสิบห้าปีไม่ได้
‘อย่ามัวแต่นิ่งเฉยเมธาวีลุกขึ้นมาสิ ลุกขึ้นมาสู้กับหัวใจของเธอเอง’ สำนึกด้านดีฉุดดึงเมธาวีให้ตั้งสติอีกครั้ง มือเรียวรีบไขว่คว้าหาบางอย่างที่ข้างหัวเตียง...เธอจำได้ดีว่ามันวางอยู่ตรงนี้ เพล้ง!!!
โต๊ะเครื่องแป้งราบเป็นหน้ากลอง ข้าวของที่วางอยู่บนนั้นตกแตกเกลื่อนพื้น โคมไฟ ลายสวยที่สาวน้อยใช้เป็นอาวุธบัดนี้เหลือเพียงเศษซาก เธอปาพลาด! ธีรภัทรฉุนจัดจำต้องถอดถอนจุมพิต
“นี่เธอจะฆ่าฉันรึไงฮะ ยัยบ้า!” ถ้าเขาหลบไม่ทันคงได้เลือดสมใจแม่ตัวดี อย่างนี้มันต้องเอาคืน!
“กรี๊ด!!!” ทิพย์อาภาวิ่งถลาไปที่ประตูห้องของบุตรสาว ด้านหลังมีแสงแขที่เร่งฝีเท้าตามมาติดๆ เสียงกรีดร้องของบุตรสาวบีบคั้นหัวใจนางจนจะขาดอยู่รอนๆ แล้วประตูไม้สักบานหนาหนักก็ถูกทิพย์อาภาผลักออกราวกับปุยนุ่น ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาหัวอกคนเป็นแม่แหลกสลาย ร่างทั้งร่างชาดิกมิอาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว พี่ชายตัวดีกำลังจะขืนใจน้องสาว!
“คุณใหญ่!...” แสงแขร้องครางออกมาอย่างคาดไม่ถึง เมื่อตั้งสติได้ก็ปราดเข้าไปดึงพ่อหลานชายตัวดีให้ลุกขึ้นจากร่างของหลานสาว “คุณแม่ทิพย์! ช่วยเล็กด้วย ฮือๆๆ” เมื่อได้อิสระเมธาวีก็พาร่างสั่นเทาโผเข้ากอดมารดาแนบแน่น ร่างอรชรสั่นระริกหวาดผวา ทิพย์อาภาตั้งสติ นางโอบกอดปลอบโยนสาวน้อยให้หายหวาดกลัว ก่อนจะผลักร่างบุตรสาวไปหาอ้อมกอดของพี่เลี้ยงกิ่งแก้ว แล้วเดินเข้าไปเอาเรื่องบุตรชาย
เผียะ! เผียะ! เผียะ! เนื้อกระทบเนื้อเป็นจังหวะเสียงดังลั่น คุณหญิงบันดาลโทสะใส่ซีกแก้มของบุตรชายเสียเต็มรัก เกิดปื้นแดงเป็นรอยนิ้วทั้งห้าชัดเจน
“ทำอะไร! ตาใหญ่! ทำอะไร นั่นน้องนะ ทำไมลูกถึงทำได้ลงคอ...ทำไม!” ทิพย์อาภาโอดครวญทั้งน้ำตา นางจดจ้องนัยน์ตาสีนิลของบุตรชายไม่ลดละ ทำไมลูกชายถึงทำร้ายลูกสาวของนางได้ถึงเพียงนี้
น้ำตาลูกผู้ชายไหลซึมออกมาด้วยความผิดหวังระคนน้อยใจ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยสักครั้งที่มารดาจะลงไม้ลงมือกับเขาเหมือนครั้งนี้ “คุณทิพย์ใจเย็นๆ นะคะ ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากันก็ได้พี่ขอล่ะ” แสงแขเตือนญาติผู้น้อง เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี นางตรงเข้าไปโอบกอดปลอบหลานชายที่ยืนร้องไห้อยู่เงียบๆ
“ทำไมไม่พูดล่ะลูก...ฮึกๆๆ แม่เลี้ยงลูกมาโตจนป่านนี้สักนิดเดียวก็ไม่เคยขัดใจ...ฮึกๆๆ อยากได้อยากมีอะไร ก็...หามาให้ ฮือๆ แม่ขอลูกแค่อย่างเดียว อย่างเดียวเท่านั้น ให้ไม่ได้เชียวหรือ ฮึกๆ ช่วย รักน้อง เหมือนที่แม่รักไม่ได้หรืออย่างไร ตาใหญ่...ฮือๆๆๆ” ทิพย์อาภาปล่อยโฮสุดจะกลั้น อ่อนล้าทั้งแรงกายแรงใจ เมธาวีเห็นดังนั้นก็เข้าไปหามารดาเพียรเช็ดน้ำตาของท่านมิหยุดหย่อน มารดาที่รักเสียน้ำตาเพราะเธอจนได้
“คุณแม่ทิพย์อย่าร้องนะคะ ฮึกๆ...คุณใหญ่ไม่ได้ทำอะไรน้องเล็กเลย ฮึกๆ คุณใหญ่แค่แกล้งน้องเล็กให้ตกใจเล่นเท่านั้นเอง ฮึกๆ จริงๆ ค่ะ” คำพูดของ หลานสาว ที่เอ่ยแก้ตัวให้กับ บุตรชาย นางได้ฟังก็ยิ่งช้ำใจปล่อยเสียงร้องไห้โฮหนักยิ่งกว่าเดิม สองแขนรวบตัวคนดีของนางมากอดไว้แน่น
ธีรภัทรยืนตัวสั่นน้อยๆ กับภาพตรงหน้า มันเหมือนตอกย้ำว่าเขาเป็นเพียงส่วนเกินของแม่ลูกคู่นี้ มือทั้งสองข้างกำหมัดเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน กรามแกร่งบดเบียดกันเสียงดังกรอดๆ นัยน์ตาสีนิลบัดนี้ไร้ซึ่งน้ำตา มันมีแต่ความเคียดแค้น และชิงชัง ฉายชัดออกมาจนน่ากลัว!
“พี่ใหญ่บอกคุณแม่ทิพย์สิคะ ว่าพี่ใหญ่แกล้งน้องเล็ก ฮึกๆ เล่น เท่านั้น” เมธาวียังไม่ละความพยายาม การได้เห็นบุคคลที่รักเจ็บปวดเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุ มันทำให้เธอรู้สึกผิดบาปมากเหลือเกิน
“ฉัน-ไม่-ใช่-พี่-เธอ!” เขาเน้นทีละคำเสียงดังฟังชัด ยัยกาฝากทำไมไม่ยอมเข้าใจ
“คุณใหญ่ใจเย็นๆ นะคะ” แสงแขปรามหลานชายนางฟังจากน้ำเสียง เขาเริ่มคุมอารมณ์ไม่ได้แล้ว
“แม่ระวังไว้ให้ดีเถอะ ใหญ่จะทำยิ่งกว่านี้คอยดู!” น้ำเสียงกดต่ำจนกระด้างของธีรภัทรข่มขู่มารดา ก่อนจะสะบัดตัวให้พ้นจากอ้อมแขนของคนเป็นป้า แสงแขเซเล็กน้อยนางรีบตามหลานชายออกไปทันที
ปัง!!! เสียงปิดประตูดังสนั่นลั่นเรือน ตามด้วยเสียงร่วงกราวของข้าวของเครื่องใช้ที่วางอยู่บนโต๊ะบนชั้น ธีรภัทรเหนื่อยหอบมีเหงื่อเม็ดเป้งๆ ผุดพรายทั่ววงหน้าหลังจากทำลายข้าวของจนเละสมใจ
แสงแขค่อยๆ เดินออกมาจากซอกเล็กๆ ระหว่างประตูกับตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ นางนั่งลงข้างหลานชาย กอดเขาหลวมๆ แล้วลูบหลังลูบไหล่ปลอบประโลม ไออุ่นส่งผ่านฝ่ามือที่เริ่มเหี่ยวย่นของแสงแข เหมือนน้ำทิพย์ที่พร่างพรมลงบนหัวใจที่แห้งผากของธีรภัทร
‘นานเท่าไรแล้วหนอที่เขาไม่ได้กอดมารดา อ้อมแขนของท่านจะอุ่นเท่าคุณป้าแขหรือเปล่า’
“แม่ไม่รักใหญ่แล้วครับป้าแข แม่รักแต่เด็กคนนั้น ใหญ่ไม่ใช่ลูกแม่รึเปล่า” น้ำเสียงสั่นเครือเจือแววตัดพ้อระคนน้อยใจ “หือ...อย่าพูดอย่างนั้นสิคะเดี๋ยวคุณแม่มาได้ยินก็เสียใจแย่ คุณทิพย์น่ะเธอรักคุณใหญ่มากนะคะ รักมากจนไม่อยากเห็นคุณทำผิด คุณน้องเล็กเองตามศักดิ์แล้วก็เป็นพี่น้องกัน คุณแม่คงไม่อยากให้คุณทำอะไรลงไปแล้วมานั่งเสียใจทีหลัง ท่านถึงได้อบรมคุณบ้าง อย่าโกรธคุณแม่เลยนะคะ”
“ใหญ่ไม่ได้โกรธ ใหญ่แค่เสียใจ...คุณแม่ไม่เคยตบตีใหญ่ แต่วันนี้คุณแม่ทำเพราะมัน ใหญ่จะจำเอาไว้ไม่มีวันลืม ถ้ามีโอกาสใหญ่จะเอาคืนให้สาสมทีเดียว” ธีรภัทรกล่าวด้วยอารมณ์โกรธแค้น สาบานกับตัวเองว่าต้องมีสักวัน เขาสะสางบัญชีแค้นครั้งนี้กับเมธาวีให้จงได้
“โธ่เอ๊ย คุณใหญ่อย่าได้คิดทำอะไรเลยนะคะ คุณน้องเล็กน่าสงสารออก แม่พ่อก็ไม่...”
“ใหญ่ก็ไม่มีพ่อเหมือนกัน” ธีรภัทรสวนทันควัน
“แต่คุณใหญ่ยังมีคุณแม่นะคะ มีป้า มีเพื่อนดีๆ อย่างคุณณพ แต่ดูคุณน้องเล็กสิคะมีแม่ก็เหมือนไม่มี คนเราอยู่แปลกที่แปลกทางไม่มีอะไรเลยที่เป็นของเราอย่างแท้จริง มันไม่ได้มีความสุขเหมือนอย่างที่คุณใหญ่คิดหรอกนะคะ ให้โอกาสคุณน้องเล็กเธอสักนิด ป้ารับรองคะว่าเธอจะเป็นน้องสาวที่รักแน่ๆ”
‘ได้สิครับป้าแข แต่ใหญ่คงให้ได้แค่ น้องสาวแสนชัง เท่านั้น’
หลายอาทิตย์ผ่านไปนับจากวันที่เกิดเรื่อง ธีรภัทรเดาว่ามารดาคงจะเคืองเขามิใช่น้อย สังเกตได้จากสงครามจิตวิทยาที่ถูกก่อขึ้นเนืองๆ โดยการหลีกเลี่ยงไม่พบหน้าหรือแม้แต่การประหยัดคำพูดเมื่อสนทนากัน แต่ธีรภัทรก็มิได้แยแสแต่อย่างใด เขาฝังใจไปแล้วว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดจึงยังดำเนินชีวิตประจำวันไปตามปกติ ราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องใดๆ เกิดขึ้น
“ฉันจะทำอย่างไรดีพี่แข” คุณหญิงทิพย์เอ่ยปรึกษากับลูกพี่ลูกน้อง ในค่ำวันหนึ่งด้วยความหนักใจ
“เรื่องคุณใหญ่กับคุณน้องเล็กหรือคะ” สาวใหญ่วัยสี่สิบปลายๆ ถามกลับ ซึ่งก็ได้คำตอบเป็นการพยักหน้าน้อยๆ ของญาติผู้น้อง “เด็กๆ เขาก็ทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา...คุณอย่ากังวลนักเลยค่ะ”
แสงแขเอ่ยขึ้นตามทัศนะของคนที่มองโลกในแง่ดี
“โธ่...พี่แข พี่ก็รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันธรรมดาที่ไหน พี่นั่นล่ะรู้จักตาใหญ่ดีกว่าคนที่เป็นแม่อย่างฉันเสียอีก แม้ปกติทั้งสองคนจะมีเรื่องไม่ลงรอยกันบ้างแต่นั่นมันก็อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่อย่างเรา แต่ครั้งล่าสุดมันไม่ใช่ ฉันกลัว...พี่แข ฉันกลัวว่าความเจ้าคิดเจ้าแค้นมันจะทำลายหัวใจบริสุทธิ์ของลูกฉัน ฉันกลัวว่าจิตใจตาใหญ่จะหยาบกระด้างเกินเยียวยาจนกล้าทำเรื่องที่เราไม่คาดคิด ฉันสังหรณ์ใจอย่างไรก็ไม่รู้พี่”
“มันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกค่ะ เด็กๆ ยังเล็ก ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มีมากเป็นธรรมดา พี่ว่าคุณหญิงน่าจะคุยกับลูกบ้าง อย่าห่างเหินกับลูกมากนักเลย” แสงแขตักเตือน
“บางทีเด็กผู้ชายก็ขี้ใจน้อยนะคะยิ่งวัยหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนี้ คุณหญิงกังวลแต่ว่าคุณน้องเล็กจะขาดความอบอุ่นเพราะเธอขาดทั้งพ่อและแม่ แต่คุณคงลืม ว่าคุณใหญ่ก็ขาดพ่อและตอนนี้ เธอคงคิดว่ากำลังจะขาดแม่ เพราะเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นมาแย่งแม่ของเธอไป...”
“ตาใหญ่จะคิดแบบนั้นได้ยังไงกัน อยากได้อะไรๆ ฉันก็แทบจะประเคนให้จนจะเสียนิสัยอยู่แล้ว อายุก็มากกว่าน้องตั้งหลายปี แทนที่จะรักใคร่ปรองดอง เห็นอกเห็นใจกันตามประสาพี่น้อง แต่นี่อะไรหาเรื่องมาให้ฉันกลุ้มใจไม่เว้นแต่ละวัน”
“บางทีข้าวของก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีนะคะ เวลาคนเรามีปัญหา มีความสุขความทุกข์ ก็ย่อมอยากแบ่งปันกับคนที่รัก แต่คุณลองนึกๆ ดูนะคะว่าหลายปีมานี้ คุณเคยมีช่วงเวลานั้นร่วมกับคุณใหญ่บ้างไหม พี่เห็นคุณอยู่กับคุณน้องเล็กตลอดเวลา อีกหน่อยคุณใหญ่คงเรียกคุณว่า แม่ เพราะความเคยชินเท่านั้น”
แสงแขทิ้งระเบิดลูกย่อมๆ เอาไว้ให้อีกฝ่ายได้คิด ก่อนผละจากไปเมื่อเห็นญาติผู้น้องจ่อมจมอยู่กับความคิดของตน ‘ถ้าจะถามหาคนผิดจริงๆ คนคนนั้นก็คงเป็นคุณนั่นล่ะคะ คุณหญิง’
หนึ่งเดือนต่อมา คุณหญิงทิพย์อาภาตัดสินใจส่งธีรภัทรไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ทั้งๆ ที่บุตรชายเพิ่งเข้าเป็นบัณฑิตใหม่ของมหาวิทยาลัยมีชื่อได้ไม่ถึงอาทิตย์ สร้างความขุ่นข้องหมองใจแก่ธีรภัทรมากล้น มิหนำซ้ำในวันที่ต้องขึ้นเครื่องจากแผ่นดินบ้านเกิด กลับมีเพียงคุณป้าแขมายืนน้ำตาซึมคอยส่งหลานชาย
ธีรภัทรจากไปด้วยหัวใจอัดแน่นด้วยไฟแค้น เพื่อรอเวลากลับมาสะสางกับ เมธาวี!
คุณหญิงเองก็รู้สึกผิดต่อบุตรชายเป็นล้นพ้น บุตรสาวสุดที่รักป่วยเป็นไข้ทับระดูอาการน่าเป็นห่วง นางจึงไม่อาจทอดทิ้ง ความจำเป็นแท้ๆ ที่บีบบังคับให้นางต้องเลือกทางนี้
‘ขอให้ลูกของแม่เดินทางปลอดภัยด้วยเถิด คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองตาใหญ่ของดิฉันด้วยเถิดสาธุ’
ใต้ร่มเงาของพิกุลต้นสูงใหญ่ที่ขึ้นอยู่ริมบึงบัว เด็กหญิงเมธาวี ศศิกานต์ หนูน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังกำลังนั่งแคะขนมครกดินเหนียวของเธออย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีลูกค้าจำเป็นหนึ่งรายมานั่ง (หมอบ) รอท่า
เจ้าตูบสี่ขาหน้าย่นชะเง้อคอขึ้นมามองอย่างกระตือรือร้น แต่ต้องผิดหวังอย่างแรงฟุบตัวลงไปนอนเกลือกกลิ้งกับต้นไม้ใบหญ้าเช่นเดิม “เชอะ! เจ้าด่างหน้าโง่ ไม่รู้จักของดี”
แม่ค้าหน้าหวานค้อนให้ลูกค้าจำเป็นไปหนึ่งวงใหญ่ โทษฐานที่ เมิน ขนมของเธอ มือน้อยๆ ยังสาละวนอยู่กับการหยิบโน่น ล้วงนี่ แคะนั่น กระทั่งมีลูกค้ามิได้รับเชิญมาเยี่ยมเยียน
“คุณใหญ่กับพี่ณพจะมาอุดหนุนน้องเล็กหรือคะ” ใบหน้าเรียวเล็กเงยขึ้นรอคอยคำตอบจากพี่ชาย ถ้าคราวนี้ไม่โดนเอ็ดเหมือนเคยก็คงไม่ใช่คุณใหญ่ แต่เป็นมนุษย์ต่างดาวปลอมตัวมา ชัวร์
“อี๋ ไม่มีทาง เล่นอะไรของเธอฮะยัยเล็ก สกปรกโสโครก สุดๆ” พี่ชายทำหน้าสะอิดสะเอียนจนน่าหมั่นไส้ ใบหน้างามของแม่ค้าเริ่มบูดบึ้ง เดือดร้อนคนข้างบ้านต้องเสนอหน้าเจรจาอย่าศึกเหมือนเช่นเคย
“ไอ้ภัทร ฉันว่าเรารีบไปดีกว่า ใกล้เที่ยงแล้วเดี๋ยวแดดร้อน ปลามันจะไม่กินเบ็ดนะโว้ย!” เหตุผลข้างๆ คูๆ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าถูกยกขึ้นมาอ้างเพียงเพราะไม่อยากให้เพื่อนรักหาเรื่องน้องสาว แต่ดูท่าว่าน้องสาวก็เตรียมมีเรื่องเต็มที่เพราะเจ้าตัวลุกขึ้นมายืนเท้าสะเอว สองตาจ้องหน้าพี่ชายเขม็ง
“คุณใหญ่ อย่ามาหาเรื่องน้องเล็กนะ ไม่เล่นด้วยก็อย่ามาว่าสิ” แม่ค้าตัวน้อยวัยแปดขวบต่อว่าพี่ชาย
“ไม่ได้ว่า แค่พูดความจริง” หนุ่มน้อยวัยสิบสี่ใบหน้าคมคาย ยักไหล่เถียงต่อไม่ยอมลงให้น้องสาว
“เอ่อ ฉันว่าอย่าไปกวนน้องเล็กเลยนะไอ้ภัทร เรารีบไปกันดีกว่า” หนุ่มน้อยอีกคนทักท้วง
“ไม่ แกไม่เห็นหรือไอ้ณพ ยัยเล็กยืนขวางทางฉันอยู่” ‘ตรงไหน?’ หนุ่มน้อยคิดอยู่ในใจ มือซ้ายขยับแว่นตาหนาเตอะของตัวเองให้เข้าที่บนสันจมูก ขณะที่เพื่อนรักลงมือ สั่งสอน น้องสาว
“คุณใหญ่! ทำแบบนี้ได้ยังไง น้องเล็กจะฟ้องแม่ทิพย์” หนูน้อยตะเบ็งเสียงร้องออกมาข่มขู่แล้ววิ่งหนีกลับไปหามารดา “ฮ่าๆ สนุกจริงๆ วะไอ้ณพ ดูสิวิ่งหางจุกตูดไปโน่นแล้ว ชิ ยัยเด็กขี้ฟ้อง”
ธีรภัทร เอวะโยธิน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “เดี๋ยวได้โดนคุณป้าเอ็ดกันพอดี” อรรณพ กิติกุลทักท้วงเพื่อนรัก แต่ธีรภัทรยักไหล่ไม่ใส่ใจ ‘ถ้ามารดากล้าว่าเขาล่ะก็ เขาจะอาละวาดให้บ้านแตกเลยคอยดู!’
ห้องรับแขกบนเรือน หกปีต่อมา
“คุณพี่...ช่วยวีอีกสักนิดนะคะ คือว่า...วี...วียังพาลูกไปอยู่ด้วยไม่ได้” ใบหน้าของ วีรดา ศศิกานต์ หม่นหมองไร้ความสุขยามเอ่ยประโยคนั้น แต่ใบหน้าสวยคมของ คุณหญิงทิพย์อาภา เอวะโยธิน กลับตรงกันข้าม
“จริงรึ! แม่วี แม่วีอย่าล้อฉันเล่นเชียว ฉันดีใจเหลือเกิน หมายความว่าพรุ่งนี้ฉันยังมีโอกาสได้เลี้ยงดูอุ้มชูน้องเล็กเหมือนที่เป็นมาใช่ไหม ขอบใจมากแม่วี ขอบใจเหลือเกินในความจำเป็นของเธอ ฉันจะดูแลลูกของเราให้ดีที่สุดวางใจฉันนะแม่วี” คุณหญิงทิพย์อาภายืนยันน้ำคำแน่นหนัก น้ำตาใสๆ ซึมเอ่อที่หัวตาไม่แพ้น้องสะใภ้ “ขอบพระคุณนะคะคุณพี่ วีจะไม่มีวันลืมพระคุณของคุณพี่เลย ขอบคุณจริงๆค่ะ”
ในเวลาที่มารดาทั้งสองกำลังปรึกษาหารือกันด้วยความเห็นอกเห็นใจกันนั้น ร่างเพรียวบางของสาวน้อยที่ชื่อเมธาวี กำลังโยกไหวเพราะแรงสะอื้น กระโปรงผ้านิ่มสีเขียวมะนาวถูกใช้ต่างผ้าเช็ดหน้าเมื่อยามที่เจ้าตัวงอเข่าคู้ซุกใบหน้าชุ่มน้ำตาลงไปบนนั้น ‘แม่ไม่ต้องการเธอแล้ว เมธาวี!’
ความคิดถึงแสนทรมานไม่เจ็บปวดเท่าการพบพานแล้วจากลา สาวน้อยเวทนาตัวเองยิ่งนัก เมื่อมารดาที่จากกันนานแสนนานท่านกลับมาเพื่อจะบอกว่า ท่านไม่ต้องการเธอ ความเศร้าเสียใจถูกระบายผ่านหยาดน้ำตา แม้เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมงสาวน้อยก็ยังกักตัวเองนอนร้องไห้อยู่แต่ในห้อง กระทั่งเสียงรถยนต์แปลกหูเคลื่อนตัวออกห่างเรือนไทยหลังงามไปในที่สุด สาวน้อยยกมือขึ้นปาดน้ำหูน้ำตาแรงๆ ใจจะขาดรอนๆ เมื่อสำนึกว่าแม้แต่มารดาแท้ๆ ท่านยังเห็นเธอเป็นเพียงส่วนเกิน
ประตูห้องนอนถูกเปิดเข้ามาอีกหน สาวน้อยคาดว่าถ้าไม่ใช่คุณแม่ทิพย์ก็คงจะเป็นคุณป้าแขแน่ๆ แต่การคาดเดาของเธอผิดพลาดอย่างมหันต์ ‘คุณใหญ่ เข้ามาห้องของเธอทำไม?’
“มัวแต่มานอนร้องไห้ พิรี้พิไรน่ารำคาญ ทำไมไม่กลับไปพร้อมกับแม่ของเธอฮะ!” ดวงตาคมเข้มใต้เลนส์บางใสของพี่ชายวัยสิบเก้าไม่เคยมีแววเอื้ออาทรให้น้องสาวแม้แต่น้อย ทั้งน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวที่ตะคอกใส่หน้า เมธาวีมั่นใจว่าวันนี้คงได้เจ็บตัวอีกหน “พี่ใหญ่มีอะไรจะใช้น้องเล็กหรือคะ” สาวน้อยทำใจดีสู้เสือ
“ฉัน ไม่เคยมีน้อง!” เสียงตวาดฉุนเฉียวโต้กลับมาจนคนฟังหน้าหงาย ธีรภัทรมองใบหน้าซีดเผือดด้วยความสะใจ “แม่วี...ไม่ยอมให้เมย์ไปอยู่ด้วย คุณใหญ่ให้เมย์อยู่ด้วยนะคะ” สาวน้อยทั้งกริ่งเกรงทั้งประหม่า แต่ก็กัดฟันร้องขอจนจบประโยค
“ฉันไม่เชื่อ! เธอโกหก! เธอคิดจะแย่งทุกๆ อย่างที่เป็นของฉันใช่ไหม ฉันให้แม่ไปคนหนึ่งแล้วยังไม่พอรึไง หน้าด้านสิ้นดี! ถึงว่า...แม้แต่น้าวียังไม่เอาเธอเลยเมธาวี!” ธีรภัทรไม่ใส่ใจว่าใครจะมองว่าตัวเองนั้นพาลแบบเด็กๆ ขอเพียงได้เห็นน้ำตายัยกาฝากเขา ยอม
“เมย์ไม่ได้โกหก...แม่วีพูดอย่างนั้นจริงๆ” สาวน้อยยืนยันเสียงอ่อย นึกถึงบทสนทนาระหว่างมารดากับคุณแม่ทิพย์ “พี่ใหญ่เชื่อเมย์นะคะ เมย์ไม่เคยคิดแย่งของของพี่เลย พี่ใหญ่เชื่อน้องเล็กนะคะ”
อารามที่อยากให้เขาสงสารเห็นใจ ทำให้เมธาวีเผลอใช้คำต้องห้ามสำหรับเขาโดยไม่รู้ตัว
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เคยมีน้อง! โดยเฉพาะน้องอย่างเธอ!” “พี่ใหญ่....”
เมธาวีร้องครางออกมาอย่างสุดจะทน ทำไมเขาถึงได้จงเกลียดจงชังเธอมากขนาดนี้
“ถ้าเธอยังไม่เข้าใจ ฉันจะพิสูจน์ให้ดู!” ร่างสูงของธีรภัทรกระโจนขึ้นไปคร่อมร่างบางของเมธาวีบนเตียงนอน ใบหน้าสาวน้อยไร้สีเลือดแววตาตื่นตระหนก สร้างความสะใจให้หนุ่มน้อยเป็นล้นพ้น
“จำเอาไว้นะเมธาวี คนที่เป็นพี่น้องกันเขาไม่มีทางทำแบบนี้!” พูดจบก็ฉกจุมพิตลงทัณฑ์บนริมฝีปากแดงระเรื่อของเมธาวี อย่างจาบจ้วง รุนแรง และป่าเถื่อนที่สุด ร่างบอบบางดิ้นรนขัดขืนสุดกำลังแต่ไม่เป็นผล เรี่ยวแรงที่มีถูกฤทธิ์จุมพิตของซาตานสูบออกจากร่างจนหมดสิ้น เมธาวีอยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก กระแสไฟวูบวาบที่วิ่งวนไปทั่วร่างทำเอาสมองของเธอมึนงงสับสน ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาเพียงอยากสั่งสอนเด็กโง่อย่างเธอให้รู้สำนึก แต่ใจเจ้ากรรมก็อดหวั่นไหวไปกับจูบแรกในวัยย่างสิบห้าปีไม่ได้
‘อย่ามัวแต่นิ่งเฉยเมธาวีลุกขึ้นมาสิ ลุกขึ้นมาสู้กับหัวใจของเธอเอง’ สำนึกด้านดีฉุดดึงเมธาวีให้ตั้งสติอีกครั้ง มือเรียวรีบไขว่คว้าหาบางอย่างที่ข้างหัวเตียง...เธอจำได้ดีว่ามันวางอยู่ตรงนี้ เพล้ง!!!
โต๊ะเครื่องแป้งราบเป็นหน้ากลอง ข้าวของที่วางอยู่บนนั้นตกแตกเกลื่อนพื้น โคมไฟ ลายสวยที่สาวน้อยใช้เป็นอาวุธบัดนี้เหลือเพียงเศษซาก เธอปาพลาด! ธีรภัทรฉุนจัดจำต้องถอดถอนจุมพิต
“นี่เธอจะฆ่าฉันรึไงฮะ ยัยบ้า!” ถ้าเขาหลบไม่ทันคงได้เลือดสมใจแม่ตัวดี อย่างนี้มันต้องเอาคืน!
“กรี๊ด!!!” ทิพย์อาภาวิ่งถลาไปที่ประตูห้องของบุตรสาว ด้านหลังมีแสงแขที่เร่งฝีเท้าตามมาติดๆ เสียงกรีดร้องของบุตรสาวบีบคั้นหัวใจนางจนจะขาดอยู่รอนๆ แล้วประตูไม้สักบานหนาหนักก็ถูกทิพย์อาภาผลักออกราวกับปุยนุ่น ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาหัวอกคนเป็นแม่แหลกสลาย ร่างทั้งร่างชาดิกมิอาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว พี่ชายตัวดีกำลังจะขืนใจน้องสาว!
“คุณใหญ่!...” แสงแขร้องครางออกมาอย่างคาดไม่ถึง เมื่อตั้งสติได้ก็ปราดเข้าไปดึงพ่อหลานชายตัวดีให้ลุกขึ้นจากร่างของหลานสาว “คุณแม่ทิพย์! ช่วยเล็กด้วย ฮือๆๆ” เมื่อได้อิสระเมธาวีก็พาร่างสั่นเทาโผเข้ากอดมารดาแนบแน่น ร่างอรชรสั่นระริกหวาดผวา ทิพย์อาภาตั้งสติ นางโอบกอดปลอบโยนสาวน้อยให้หายหวาดกลัว ก่อนจะผลักร่างบุตรสาวไปหาอ้อมกอดของพี่เลี้ยงกิ่งแก้ว แล้วเดินเข้าไปเอาเรื่องบุตรชาย
เผียะ! เผียะ! เผียะ! เนื้อกระทบเนื้อเป็นจังหวะเสียงดังลั่น คุณหญิงบันดาลโทสะใส่ซีกแก้มของบุตรชายเสียเต็มรัก เกิดปื้นแดงเป็นรอยนิ้วทั้งห้าชัดเจน
“ทำอะไร! ตาใหญ่! ทำอะไร นั่นน้องนะ ทำไมลูกถึงทำได้ลงคอ...ทำไม!” ทิพย์อาภาโอดครวญทั้งน้ำตา นางจดจ้องนัยน์ตาสีนิลของบุตรชายไม่ลดละ ทำไมลูกชายถึงทำร้ายลูกสาวของนางได้ถึงเพียงนี้
น้ำตาลูกผู้ชายไหลซึมออกมาด้วยความผิดหวังระคนน้อยใจ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยสักครั้งที่มารดาจะลงไม้ลงมือกับเขาเหมือนครั้งนี้ “คุณทิพย์ใจเย็นๆ นะคะ ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากันก็ได้พี่ขอล่ะ” แสงแขเตือนญาติผู้น้อง เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี นางตรงเข้าไปโอบกอดปลอบหลานชายที่ยืนร้องไห้อยู่เงียบๆ
“ทำไมไม่พูดล่ะลูก...ฮึกๆๆ แม่เลี้ยงลูกมาโตจนป่านนี้สักนิดเดียวก็ไม่เคยขัดใจ...ฮึกๆๆ อยากได้อยากมีอะไร ก็...หามาให้ ฮือๆ แม่ขอลูกแค่อย่างเดียว อย่างเดียวเท่านั้น ให้ไม่ได้เชียวหรือ ฮึกๆ ช่วย รักน้อง เหมือนที่แม่รักไม่ได้หรืออย่างไร ตาใหญ่...ฮือๆๆๆ” ทิพย์อาภาปล่อยโฮสุดจะกลั้น อ่อนล้าทั้งแรงกายแรงใจ เมธาวีเห็นดังนั้นก็เข้าไปหามารดาเพียรเช็ดน้ำตาของท่านมิหยุดหย่อน มารดาที่รักเสียน้ำตาเพราะเธอจนได้
“คุณแม่ทิพย์อย่าร้องนะคะ ฮึกๆ...คุณใหญ่ไม่ได้ทำอะไรน้องเล็กเลย ฮึกๆ คุณใหญ่แค่แกล้งน้องเล็กให้ตกใจเล่นเท่านั้นเอง ฮึกๆ จริงๆ ค่ะ” คำพูดของ หลานสาว ที่เอ่ยแก้ตัวให้กับ บุตรชาย นางได้ฟังก็ยิ่งช้ำใจปล่อยเสียงร้องไห้โฮหนักยิ่งกว่าเดิม สองแขนรวบตัวคนดีของนางมากอดไว้แน่น
ธีรภัทรยืนตัวสั่นน้อยๆ กับภาพตรงหน้า มันเหมือนตอกย้ำว่าเขาเป็นเพียงส่วนเกินของแม่ลูกคู่นี้ มือทั้งสองข้างกำหมัดเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน กรามแกร่งบดเบียดกันเสียงดังกรอดๆ นัยน์ตาสีนิลบัดนี้ไร้ซึ่งน้ำตา มันมีแต่ความเคียดแค้น และชิงชัง ฉายชัดออกมาจนน่ากลัว!
“พี่ใหญ่บอกคุณแม่ทิพย์สิคะ ว่าพี่ใหญ่แกล้งน้องเล็ก ฮึกๆ เล่น เท่านั้น” เมธาวียังไม่ละความพยายาม การได้เห็นบุคคลที่รักเจ็บปวดเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุ มันทำให้เธอรู้สึกผิดบาปมากเหลือเกิน
“ฉัน-ไม่-ใช่-พี่-เธอ!” เขาเน้นทีละคำเสียงดังฟังชัด ยัยกาฝากทำไมไม่ยอมเข้าใจ
“คุณใหญ่ใจเย็นๆ นะคะ” แสงแขปรามหลานชายนางฟังจากน้ำเสียง เขาเริ่มคุมอารมณ์ไม่ได้แล้ว
“แม่ระวังไว้ให้ดีเถอะ ใหญ่จะทำยิ่งกว่านี้คอยดู!” น้ำเสียงกดต่ำจนกระด้างของธีรภัทรข่มขู่มารดา ก่อนจะสะบัดตัวให้พ้นจากอ้อมแขนของคนเป็นป้า แสงแขเซเล็กน้อยนางรีบตามหลานชายออกไปทันที
ปัง!!! เสียงปิดประตูดังสนั่นลั่นเรือน ตามด้วยเสียงร่วงกราวของข้าวของเครื่องใช้ที่วางอยู่บนโต๊ะบนชั้น ธีรภัทรเหนื่อยหอบมีเหงื่อเม็ดเป้งๆ ผุดพรายทั่ววงหน้าหลังจากทำลายข้าวของจนเละสมใจ
แสงแขค่อยๆ เดินออกมาจากซอกเล็กๆ ระหว่างประตูกับตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ นางนั่งลงข้างหลานชาย กอดเขาหลวมๆ แล้วลูบหลังลูบไหล่ปลอบประโลม ไออุ่นส่งผ่านฝ่ามือที่เริ่มเหี่ยวย่นของแสงแข เหมือนน้ำทิพย์ที่พร่างพรมลงบนหัวใจที่แห้งผากของธีรภัทร
‘นานเท่าไรแล้วหนอที่เขาไม่ได้กอดมารดา อ้อมแขนของท่านจะอุ่นเท่าคุณป้าแขหรือเปล่า’
“แม่ไม่รักใหญ่แล้วครับป้าแข แม่รักแต่เด็กคนนั้น ใหญ่ไม่ใช่ลูกแม่รึเปล่า” น้ำเสียงสั่นเครือเจือแววตัดพ้อระคนน้อยใจ “หือ...อย่าพูดอย่างนั้นสิคะเดี๋ยวคุณแม่มาได้ยินก็เสียใจแย่ คุณทิพย์น่ะเธอรักคุณใหญ่มากนะคะ รักมากจนไม่อยากเห็นคุณทำผิด คุณน้องเล็กเองตามศักดิ์แล้วก็เป็นพี่น้องกัน คุณแม่คงไม่อยากให้คุณทำอะไรลงไปแล้วมานั่งเสียใจทีหลัง ท่านถึงได้อบรมคุณบ้าง อย่าโกรธคุณแม่เลยนะคะ”
“ใหญ่ไม่ได้โกรธ ใหญ่แค่เสียใจ...คุณแม่ไม่เคยตบตีใหญ่ แต่วันนี้คุณแม่ทำเพราะมัน ใหญ่จะจำเอาไว้ไม่มีวันลืม ถ้ามีโอกาสใหญ่จะเอาคืนให้สาสมทีเดียว” ธีรภัทรกล่าวด้วยอารมณ์โกรธแค้น สาบานกับตัวเองว่าต้องมีสักวัน เขาสะสางบัญชีแค้นครั้งนี้กับเมธาวีให้จงได้
“โธ่เอ๊ย คุณใหญ่อย่าได้คิดทำอะไรเลยนะคะ คุณน้องเล็กน่าสงสารออก แม่พ่อก็ไม่...”
“ใหญ่ก็ไม่มีพ่อเหมือนกัน” ธีรภัทรสวนทันควัน
“แต่คุณใหญ่ยังมีคุณแม่นะคะ มีป้า มีเพื่อนดีๆ อย่างคุณณพ แต่ดูคุณน้องเล็กสิคะมีแม่ก็เหมือนไม่มี คนเราอยู่แปลกที่แปลกทางไม่มีอะไรเลยที่เป็นของเราอย่างแท้จริง มันไม่ได้มีความสุขเหมือนอย่างที่คุณใหญ่คิดหรอกนะคะ ให้โอกาสคุณน้องเล็กเธอสักนิด ป้ารับรองคะว่าเธอจะเป็นน้องสาวที่รักแน่ๆ”
‘ได้สิครับป้าแข แต่ใหญ่คงให้ได้แค่ น้องสาวแสนชัง เท่านั้น’
หลายอาทิตย์ผ่านไปนับจากวันที่เกิดเรื่อง ธีรภัทรเดาว่ามารดาคงจะเคืองเขามิใช่น้อย สังเกตได้จากสงครามจิตวิทยาที่ถูกก่อขึ้นเนืองๆ โดยการหลีกเลี่ยงไม่พบหน้าหรือแม้แต่การประหยัดคำพูดเมื่อสนทนากัน แต่ธีรภัทรก็มิได้แยแสแต่อย่างใด เขาฝังใจไปแล้วว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดจึงยังดำเนินชีวิตประจำวันไปตามปกติ ราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องใดๆ เกิดขึ้น
“ฉันจะทำอย่างไรดีพี่แข” คุณหญิงทิพย์เอ่ยปรึกษากับลูกพี่ลูกน้อง ในค่ำวันหนึ่งด้วยความหนักใจ
“เรื่องคุณใหญ่กับคุณน้องเล็กหรือคะ” สาวใหญ่วัยสี่สิบปลายๆ ถามกลับ ซึ่งก็ได้คำตอบเป็นการพยักหน้าน้อยๆ ของญาติผู้น้อง “เด็กๆ เขาก็ทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา...คุณอย่ากังวลนักเลยค่ะ”
แสงแขเอ่ยขึ้นตามทัศนะของคนที่มองโลกในแง่ดี
“โธ่...พี่แข พี่ก็รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันธรรมดาที่ไหน พี่นั่นล่ะรู้จักตาใหญ่ดีกว่าคนที่เป็นแม่อย่างฉันเสียอีก แม้ปกติทั้งสองคนจะมีเรื่องไม่ลงรอยกันบ้างแต่นั่นมันก็อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่อย่างเรา แต่ครั้งล่าสุดมันไม่ใช่ ฉันกลัว...พี่แข ฉันกลัวว่าความเจ้าคิดเจ้าแค้นมันจะทำลายหัวใจบริสุทธิ์ของลูกฉัน ฉันกลัวว่าจิตใจตาใหญ่จะหยาบกระด้างเกินเยียวยาจนกล้าทำเรื่องที่เราไม่คาดคิด ฉันสังหรณ์ใจอย่างไรก็ไม่รู้พี่”
“มันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกค่ะ เด็กๆ ยังเล็ก ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มีมากเป็นธรรมดา พี่ว่าคุณหญิงน่าจะคุยกับลูกบ้าง อย่าห่างเหินกับลูกมากนักเลย” แสงแขตักเตือน
“บางทีเด็กผู้ชายก็ขี้ใจน้อยนะคะยิ่งวัยหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนี้ คุณหญิงกังวลแต่ว่าคุณน้องเล็กจะขาดความอบอุ่นเพราะเธอขาดทั้งพ่อและแม่ แต่คุณคงลืม ว่าคุณใหญ่ก็ขาดพ่อและตอนนี้ เธอคงคิดว่ากำลังจะขาดแม่ เพราะเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นมาแย่งแม่ของเธอไป...”
“ตาใหญ่จะคิดแบบนั้นได้ยังไงกัน อยากได้อะไรๆ ฉันก็แทบจะประเคนให้จนจะเสียนิสัยอยู่แล้ว อายุก็มากกว่าน้องตั้งหลายปี แทนที่จะรักใคร่ปรองดอง เห็นอกเห็นใจกันตามประสาพี่น้อง แต่นี่อะไรหาเรื่องมาให้ฉันกลุ้มใจไม่เว้นแต่ละวัน”
“บางทีข้าวของก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีนะคะ เวลาคนเรามีปัญหา มีความสุขความทุกข์ ก็ย่อมอยากแบ่งปันกับคนที่รัก แต่คุณลองนึกๆ ดูนะคะว่าหลายปีมานี้ คุณเคยมีช่วงเวลานั้นร่วมกับคุณใหญ่บ้างไหม พี่เห็นคุณอยู่กับคุณน้องเล็กตลอดเวลา อีกหน่อยคุณใหญ่คงเรียกคุณว่า แม่ เพราะความเคยชินเท่านั้น”
แสงแขทิ้งระเบิดลูกย่อมๆ เอาไว้ให้อีกฝ่ายได้คิด ก่อนผละจากไปเมื่อเห็นญาติผู้น้องจ่อมจมอยู่กับความคิดของตน ‘ถ้าจะถามหาคนผิดจริงๆ คนคนนั้นก็คงเป็นคุณนั่นล่ะคะ คุณหญิง’
หนึ่งเดือนต่อมา คุณหญิงทิพย์อาภาตัดสินใจส่งธีรภัทรไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ทั้งๆ ที่บุตรชายเพิ่งเข้าเป็นบัณฑิตใหม่ของมหาวิทยาลัยมีชื่อได้ไม่ถึงอาทิตย์ สร้างความขุ่นข้องหมองใจแก่ธีรภัทรมากล้น มิหนำซ้ำในวันที่ต้องขึ้นเครื่องจากแผ่นดินบ้านเกิด กลับมีเพียงคุณป้าแขมายืนน้ำตาซึมคอยส่งหลานชาย
ธีรภัทรจากไปด้วยหัวใจอัดแน่นด้วยไฟแค้น เพื่อรอเวลากลับมาสะสางกับ เมธาวี!
คุณหญิงเองก็รู้สึกผิดต่อบุตรชายเป็นล้นพ้น บุตรสาวสุดที่รักป่วยเป็นไข้ทับระดูอาการน่าเป็นห่วง นางจึงไม่อาจทอดทิ้ง ความจำเป็นแท้ๆ ที่บีบบังคับให้นางต้องเลือกทางนี้
‘ขอให้ลูกของแม่เดินทางปลอดภัยด้วยเถิด คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองตาใหญ่ของดิฉันด้วยเถิดสาธุ’

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 26 ก.ค. 2555, 02:02:02 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 26 ก.ค. 2555, 02:02:02 น.
จำนวนการเข้าชม : 2515
2 กาลเวลาไม่อาจเปลี่ยนใจ 100% >> |

nutcha 26 ก.ค. 2555, 11:28:35 น.
คุณใหญ่แรงตั้งแต่เปิดเรื่องเลย
คุณใหญ่แรงตั้งแต่เปิดเรื่องเลย

Lilly 26 ก.ค. 2555, 13:13:07 น.
^_^ แรงตามชื่อ คุณใหญ่
^_^ แรงตามชื่อ คุณใหญ่