เทวทูตที่รัก
เปลือยกายล่อนจ้อน !

ประโยคท้ายวิ่งวนอยู่ในความคิด ภาพของราฟาเอลในสภาพเปลือยเปล่าผุดขึ้นมาในหัวเหมือนภาพยนต์ที่ฉายซ้ำไปมา หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความแกร่งของแผ่นอกหรือมัดกล้ามอันงดงามบนหน้าท้อง หากแต่เป็นตำแหน่งประจำกายที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของลำตัว น้ำทิพย์นึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ศึกษาค้นคว้ามาไม่ว่าจะเป็นตำรา นิยายหรือแม้แต่กระทั่งสิ่งที่อาจารย์เพิ่งบอกไปเมื่อวันวาน ทุกคนล้วนกล่าวตรงกันว่าเทวดาทางฝั่งตะวันตกนั้นไม่มีเพศ

โกหกชัดๆ แล้วสิ่งที่เธอเห็นเมื่อครู่ล่ะ มันคืออะไร !

Tags: ราฟาเอล

ตอน: บทที่ 1 วันฟ้าหม่น

สงครามครั้งใหญ่ระหว่างเทวดากับปิศาจ
เป็นเหตุให้ราฟาเอลปีกหักร่วงลงจากสวรรค์
จะเป็นโชคชะตาหรือเหตุบังอิญก็สุดจะเดา ที่เขาตกมายังสวนหลังบ้านของน้ำทิพย์
เทวดาหนุ่มรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องอยู่ร่วมกับมนุษย์
แต่เพราะต้องการที่ปลอดภัยเพื่อซ่อนตัวให้พ้นจากการตามล่าของเหล่าปิศาจ
เขาจึงจำต้องอาศัยอยู่กับเธอ
ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีกระทั่งลูซิเฟอร์ปรากฏตัว
การต่อสู้เพื่อปกป้องมนุษย์และหญิงอันเป็นที่รักจึงเกิดขึ้น

*/*/*/*/*/*

เทวทูตที่รัก

บทที่ 1 วันฟ้าหม่น

เสียงเชียร์ของกลุ่มนักศึกษาดังลอดออกมาจากอาคารกีฬาขนาดใหญ่ภายในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หากเป็นวันปรกติคงไม่ได้รับความสนใจจากนักศึกษาเท่าใดนักแต่เนื่องจากเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างมหาวิทยาลัย ผู้คนจึงแห่แหนกันเข้ามาให้กำลังใจนักกีฬาของตัวเองอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะการแข่งขันเทควันโดซึ่งเป็นรอบชิงชนะเลิศ

การแข่งขันในรอบนี้ได้รับความสนใจจากนักศึกษาและเหล่าคณาจารย์เป็นพิเศษเพราะผู้เข้ารอบเป็นดาวกีฬามหาวิทยาลัยผู้ครองเหรียญและถ้วยรางวัลมานับไม่ถ้วน ยิ่งเมื่อการแข่งขันรอบแรกซึ่งเป็นการแข่งของนักกีฬาชายฝ่ายเจ้าภาพแต่กลับประเมินกำลังของคู่ต่อสู้ผิดพลาด เหรียญทองที่ควรจะได้จึงหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย ทุกคนจึงเฝ้ารอดาวเด่นออกมาวาดลวดลายด้วยใจจดจ่อ ก่อนการประกาศชื่อผู้เข้าชิงรอบสุดท้าย ผู้เข้าชมทุกคนพร้อมใจกันเงียบกริบจนเมื่อคณะกรรมการขานชื่อผู้เข้าแข่งขัน เสียงโห่ร้องก็ดังกึกก้องไปทั้งอาคาร

“น้ำทิพย์ น้ำทิพย์ น้ำทิพย์”

กองเชียร์ตะโกนชื่อของเธอเพื่อเป็นการให้กำลังใจ เมื่อสัญญาณการแข่งดังขึ้นหัวหน้ากลุ่มจึงรีบยกมือบอกให้ทั้งหมดจึงหยุดการส่งเสียง ทุกคนต่างลุ้นระทึกเมื่อนักกีฬาทั้งสองประจันหน้ากัน รอบแรกทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกรับเหมือนต้องการหยั่งฝีมือของคู่ต่อสู้ คะแนนจึงห่างกันไม่มากนัก แต่พอรอบต่อมาน้ำทิพย์จึงเริ่มบุก ความว่องไวกับลีลาที่เหนือชั้นกว่าทำให้เธอสามารถล้มคู่แข่งขันได้ด้วยเวลาเพียงนาทีเดียว

หลังพิธีมอบเหรียญรางวัลเพื่อนนักศึกษาต่างเข้ามากลุ้มรุมน้ำทิพย์เพื่อแสดงความยินดีกับชัยชนะ บ้างก็ขอถ่ายรูปคู่กับเธอเพื่อเป็นที่ระลึก แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการแข่งขันแต่หญิงสาวก็ส่งยิ้มพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณกับทุกคนซึ่งก็เล่นเอาเธอแทบหมดแรงกว่าคนสุดท้ายจะยอมปล่อยให้กลับเข้าห้องพักนักกีฬา

เมื่อเข้าไปในห้องก็ปรากฏว่านักกีฬาคนอื่นทะยอยกลับไปจนเกือบหมด เหลือเพียงนักกีฬารุ่นน้องเพียงคนเดียวที่กำลังเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ความเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์เธอจึงเอ่ยทัก

“ยังไม่กลับอีกหรือคะเนย”

คนถูกเรียกหันมาส่งยิ้มให้

“รอห้องอาบน้ำว่างค่ะเลยช้า”เธอตอบขณะกำลังสวมเสื้อจากนั้นจึงหันไปหยิบเครื่องดื่มเกลือแร่ในกระติกน้ำแข็งแล้วยื่นส่งให้น้ำทิพย์

“เนยเก็บน้ำกระป๋องนี้ไว้ให้พี่โดยเฉพาะ เพราะตั้งแต่แข่งเสร็จคนก็เข้ามารุมกันไม่หยุด คิดว่าพี่คงทั้งคอแห้งและเหนื่อย เพราะตั้งแต่แข่งเสร็จก็ยังไม่ได้พักเลย”

สาวเนยจ้อไม่หยุด น้ำทิพย์ยิ้มด้วยความดีใจเพราะอย่างน้อยก็ยังมีคนเป็นห่วงเป็นใยเธอในเรื่องอื่นนอกจากการแข่งขัน หากไม่ชนะก็คงไม่มีใครมารุมล้อมเธอแน่

“ขอบใจจ้ะ” พูดพลางรับกระป๋องมาเปิดแล้วดื่มอย่างกระหาย อีกฝ่ายมองเธอด้วยสายตาชื่นชม

“พี่ทิพย์เก่งจังเลย”

เด็กสาวพูดจากใจจริง น้ำทิพย์ชะงักและส่งยิ้มให้

“น้องเนยก็ฝีมือไม่เลว แข่งคราวหน้ามีหวังคว้าเหรียญทองได้แน่”

เนยสั่นศีรษะพลางหยิบกระเป๋าขึ้นมาคล้องไหล่

“ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ยังสู้พี่ทิพย์ไม่ได้หรอกค่ะ แต่เนยไม่ท้อหรอกต้องพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้นสักวันจะได้เก่งเหมือนพี่”

เธอยื่นหน้าเข้าไปหาน้ำทิพย์

“พี่ทิพย์คือขวัญใจของเนยตลอดกาลค่ะ”

พูดจบก็เดินออกจากห้อง น้ำทิพย์จึงดื่มเกลือแร่ที่เหลือจนหมดจากนั้นจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักศึกษา ตอนที่กำลังหยิบกระเป๋าเสียงร้องทักของเพื่อนร่วมสถาบันก็ดังขึ้น

“เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จหรือยังแชมป์”

สาวแว่นท่าทางขี้เล่นเดินเข้ามาในห้องพร้อมสาวหน้าหวานตามด้วยหนุ่มแว่นหน้าทะเล้น น้ำทิพย์ส่งยิ้มให้เพื่อนก่อนตอบ

“เสร็จแล้ว”

“งั้นไปกันเถอะ” ไม่พูดเปล่าเพื่อนนักศึกษาที่สวมแว่นคว้าแขนของเธอแล้วลากให้เดินตามไปทันที น้ำทิพย์จึงถามด้วยความแปลกใจ

“ไปไหน”

“ร้านราเม็งแถวสุขุมวิท” สาวหน้าหวานตอบพลางพยักเพยิดไปทางเพื่อน”เป็นความคิดของยายกุ้ง”

ยายกุ้งก็คือนักศึกษาสาวแว่นที่มีชื่อจริงว่าจันทรนิภา ภายนอกเหมือนคนหาเรื่องสนุกไปวันๆแต่แท้จริงแล้วเธอเป็นหนอนหนังสือตัวยง ส่วนสาวหน้าหวานมีชื่อตรงกันข้ามกับใบหน้าว่าเสือนั้นชื่อพิณพร อันที่จริงเธอเป็นนักศึกษาแพทย์แต่ความที่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมทำให้เธอมักจะมารวมกลุ่มกับน้ำทิพย์เสมอ ด้านหนุ่มแว่นหน้าทะเล้นมีนามว่าจรายุทธชื่อเล่นที่แท้จริงของเขาไม่มีใครจำได้เพราะทุกคนมักจะเรียกเขาว่าเต่าอันเนื่องมาจากเป็นคนที่ทำอะไรค่อนข้างช้า แต่งานทุกอย่างที่เขาทำมักจะออกมาดีกว่าใคร

“ทำไมต้องไปถึงที่นั่นด้วยล่ะ”น้ำทิพย์ซักด้วยความสงสัยเพราะมหาวิทยาลัยของเธอกับทำเลที่ตั้งร้านที่เพื่อนสาวพูดอยู่ไกลกันมาก จันทรนิภาจึงหันมาตอบ

“ฉลองที่เธอได้แชมป์เทควันโดไง อีกอย่างยายเสือเจอร้านราเม็งใหม่เลยอยากลองไปชิม”

พิณพรยิ้มกว้างพร้อมกับทำตาระยิบระยับ

“ไม่ใช่แค่อร่อยเท่านั้นนะ พนักงานเสริฟที่นั่นน่ากินทุกคน”

“แต่ผมสนแค่ราเม็งเท่านั้น”จรายุทธรีบพูดอย่างเคร่งขรึม จันทรนิภาหันไปมองเขาด้วยความหมั่นไส้

“แล้วฉันจะคอยดู ถ้าเห็นนายทำตาหวานใส่พนักงานสาวเมื่อไหร่จะเอาตะเกียบทิ่มตาให้ทะลุเลย”

ได้ยินแบบนั้นจรายุทธถึงกับทำคอย่นเหมือนเต่าหดหัวเข้าไปในกระดอง ระหว่างที่เดินหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงร้องทัก

“จะรีบไปไหนกันหรือครับคุณน้ำทิพย์”

ไม่ต้องหันไปมองหญิงสาวก็รู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร น้ำทิพย์เบ้หน้าอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะหันกลับไปมองนักศึกษาหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่กำลังเดินตรงเข้ามา

“คุณคริส”เธอกล่าวทักทาย”ทิพย์กำลังจะไปเลี้ยงฉลองกับเพื่อนค่ะ”

ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอพูดไปตามตรง อาจจะเพราะต้องการดักความคิดที่เขามักจะหาเรื่องชวนเธอไปเที่ยวสองต่องสองอยู่เสมอซึ่งหญิงสาวเข้าใจดีว่าจุดประสงค์ของเขาไม่ได้มาจากความหวังดีหรืออะไรที่หวานเลี่ยนอย่างคำว่าความรัก แต่เป็นทรัพย์สมบัติมหาศาลของคุณพ่อคุณแม่ของเธอต่างหาก

คริสหรือชื่อจริงตามทะเบียนบ้านว่ากฤตชัย ว่องไวสัมพันธ์ฉีกยิ้มที่ไม่จริงใจสักนิด เขากวาดตามองเพื่อนทั้งสามของน้ำทิพย์อย่างดูถูก

“จะไปฉลองกันที่ไหนหรือครับ ร้านหมูกะทะหรือส้มตำในตลาดหน้ามหาวิทยาลัย”เขาทำเป็นยกนาฬิกาข้อมือราคาแพงขึ้นมาดู”อ้อ เย็นป่านนี้ร้านส้มตำคงปิดแล้ว งั้นก็น่าจะเป็นจุ่มแซ่บรอบดึก”

น้ำเสียงดูแคลนจนจรายุทธเกิดอาการคันปากขึ้นมาตะหงิดๆ

“ตอนแรกก็ว่าจะไปอยู่เหมือนกันแต่ยังลังเลเรื่องรสชาติว่าจะถูกปากพวกเราหรือเปล่า คุณกฤตชัยพูดแบบนี้แสดงว่าเคยกินมาแล้วทั้งหมด พอจะแนะนำได้ไหมครับว่าร้านไหนอร่อย”

คำพูดที่เหมือนจะเป็นการบอกว่า นายก็ไม่ได้สูงส่งมาจากไหน ทำให้กฤตชัยขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่พอใจ

“ผมไม่เคยกินของพวกนั้น” เขาพูดเสียงห้วน จรายุทธส่งยิ้มกวน

“อ้าวเหรอครับ งั้นผมคงเข้าใจผิด เห็นคุณรู้ดีกระทั่งเวลาปิดเปิดเลยนึกว่าเป็นร้านอาหารโปรด”

ชายหนุ่มลอยหน้าลอยตาพูดจนเพื่อนที่มาด้วยกันอดยิ้มอย่างขบขันไม่ได้ น้ำทิพย์กลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เพราะถึงกฤตชัยจะมีฐานะไม่เทียบเท่าจรายุทธแต่ก็ขึ้นชื่อในด้านอันธพาล

“ทิพย์จะไปร้านราเม็งแถวสุขุมวิทค่ะ คุณคริสสนใจจะไปด้วยกันไหมคะ”

เธอหยอดท้ายด้วยคำชวนเพราะแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ยินดีที่จะไปด้วยแน่ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นเพราะกฤตชัยรีบวางท่าให้ดูภูมิฐานพร้อมกับกล่าวด้วยมาดที่คิดว่าเท่เสียเหลือเกิน

“พอดีผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อน คงไปด้วยไม่ได้หรอกครับ”

จรายุทธแอบเบ้ปากในขณะที่สองสาวหันไปมองหน้ากัน น้ำทิพย์จึงยิ้มตามมารยาท

“น่าเสียดาย ไว้วันหลังถ้าคุณคริสว่างค่อยไปทานด้วยกัน”

“ถ้าเป็นคำเชิญของคุณน้ำทิพย์ ผมยินดี” กฤตชัยฉีกยิ้มที่คิดว่าหล่อที่สุดก่อนจะหันไปส่งสายตาอาฆาตกับจรายุทธ “ขอตัวก่อนนะครับ”

พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป จรายุทธจึงเลียนแบบท่าทางของอีกฝ่ายพร้อมกับพูด

“ถ้าเป็นคำเชิญของคุณน้ำทิพย์ผมยินดี” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและประสานมือในท่าสวดอ้อนวอน”ช่างเป็นคำพูดที่ฟังแล้วน่าวิ่งหนีไปจนถึงขั้วโลก”

จันทรนิภาฟาดไหล่เขาดังเผียะ

“มากไปนายเต่า เห็นเขาหล่อกว่าเลยอิจฉาใช่หรือเปล่า”

“อิจฉานายคริส ว่องไวผมสมพันธุ์เนี่ยนะ”เต่าย้อนถามเสียงสูงพร้อมกับทำตาเหลือก “ผมขอเกิดเป็นเต่าแบบนี้ไปอีกร้อยชาติดีกว่าเกิดมามีหน้าตาเกย์เรียกหาแบบหมอนี่แค่ชาติเดียว”

“ช่างว่านักนะ”พิณพรพูด”แต่อย่าเอาคนแบบนั้นไปเปรียบกับหนุ่มเส้นทางสายม่วงได้ไหม ฟังแล้วจินตนาการด้านวายของฉันเสื่อมถอยหมด”

วายของพิณพรก็คือกลุ่มนิยมการ์ตูนญี่ปุ่นแนวยาโออิหรือชายรักชายที่เธอชื่นชอบ
จรายุทธขยับปากทำท่าจะโต้แต่น้ำทิพย์กลับพูดขัดขึ้น

“จะไปกันได้หรือยัง”

สงครามน้ำลายจึงยุติลงแค่นั้น เมื่อทั้งหมดไปถึงลานจอดรถพิณพรซึ่งเป็นคนเดียวที่ไม่มียานพาหนะของตัวเองจึงถาม

“จะขับไปพร้อมกันหมดนี่เลยเหรอ”

“ขืนทำแบบนั้นมีหวังได้หลงกันตาย”น้ำทิพย์พูดพลางทำท่าคิด”เอาอย่างนี้ดีกว่า พวกเราขับรถไปจอดไว้ที่หมอชิตแล้วขึ้นรถไฟฟ้าไปพร้อมกันขากลับจะได้ไม่ลำบาก”

ตกลงกันได้แล้วทั้งสามจึงแยกย้ายกันไปประจำรถของตัวเองโดยเสือนั่งไปกับน้ำทิพย์ แม้จะเป็นช่วงที่การจราจรไม่ติดขัดนักแต่กว่าจะไปถึงจุดหมายก็ใช้เวลานานพอดู หลังจากจอดรถกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วสหายที่สี่จึงขึ้นรถไฟฟ้ามุ่งหน้าตรงไปยังร้านราเม็งย่านธุรกิจซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะราเม็งของที่นั่นเสริฟมาในชามหินอังไฟจนต้องเติมน้ำถึงสองครั้งเพื่อให้น้ำซุปช่วยลดระดับความร้อนลง หลังอิ่มอร่อยกับอาหารญี่ปุ่นแล้วทั้งหมดจึงล้างปากด้วยช็อคโกแลตลาวาในร้านกาแฟใกล้สถานีรถไฟฟ้าและพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานโดยจะเน้นหนักไปในเรื่องการแข่งขันในวันนี้เป็นส่วนมาก

“ฝีมือน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ลูกทีมมหาวิทยาลัยนั้นหน้าตาดีทุกคนเลยโดยเฉพาะกัปตัน ฉันเห็นทีแรกแทบกรี๊ดเลย”

จันทรนิภาสาธยายพร้อมกับทำท่าเพ้อฝัน พิณพรเบ้หน้า

“แบบนั้นเรียกว่าหล่อแล้วเหรอ ฉันเห็นแต่ละคนถึกอย่างกับนักมวย”

“เขาเป็นนักกีฬานะยะ จะให้สะโอดสะองเหมือนพระเอกการ์ตูนญี่ปุ่นที่เธอชอบได้ยังไง”

สาวแว่นลอยหน้าลอยตาพูดอีกฝ่ายยักไหล่พลางจิ้มช็อคโกแลตส่งเข้าปาก

“จะพูดยังไงฉันก็ไม่สน ถ้าหนุ่มตาคมผมยาวละก็ว่าไปอย่าง ใช่ไหมทิพย์” ประโยคสุดท้ายเธอหันไปหาเพื่อนที่นั่งดื่มกาแฟเฉย น้ำทิพย์แค่ยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร จันทรนิภาจึงเป็นฝ่ายพูดเสียเอง

“หนุ่มแถวนี้ไม่ใช่สเป็คของยายทิพย์เขาหรอก ถ้าเป็นฝรั่งผมทองหน้าสวยอย่างกับเทวดาก็ว่าไปอย่าง”

น้ำทิพย์ไม่ตอบแต่กลับยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่ม ความจริงเธอก็ไม่ได้คลั่งไคล้ผู้ชายอย่างที่จันทรนิภาพูดเพียงแต่รู้สึกคุ้นเคยมากกว่าชนชาติอื่นเท่านั้น เพราะธุรกิจของคุณพ่อคุณแม่ซึ่งมีการติดต่อกับชาวตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ทำให้เธอเห็นคนกลุ่มนั้นจนชินตามาตั้งแต่เด็ก

“งั้นทิพย์ก็ต้องพกพริกกับเกลือตลอดเวลาเลยสิ”จรายุทธพูดขึ้นมาบ้างและยิ้มกว้างเมื่อเห็นทุกคนหันมามองด้วยสายตาคำถาม”อ้าวก็เอาไว้จิ้มฝรั่งกินไงหรือจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลปี๊บกับเกลือเติมพริกอีกนิดหน่อยก็ไม่เลว”

“คิดได้ยังไงเนี่ยนายเต่า”พิณพรพูดอย่างเหลืออดส่วนจันทรนิภาใช้ส้อมปักลงไปบนท่อนแขนของเพื่อนชายค่อนข้างแรง

“ขอให้รางวัลความเสื่อมสักทีเถอะ”เธอพูดด้วยความหมั่นไส้ จรายุทธคลำแขนป้อยพร้อมกับบ่น

“เสื่อมที่ไหน เรื่องจริงทั้งนั้น”

ยังไม่ทันจบประโยคชายหนุ่มก็ร้องลั่นเมื่อโดนส้อมจิ้มเข้าที่เดิม

“อยากโดนฆาตกรรมใช่ไหมนายเต่า” หญิงสาวพูดลอดไรฟัน อีกฝ่ายรีบส่ายหน้า

“แค่นี้ก็เกือบตายแล้วครับ” ไม่พูดเปล่าเขายังทำเป็นนั่งคอตกเหมือนสำนึกผิด จันทรนิภาจึงฉีกรอยยิ้มเหี้ยม

“ดี”เธอวางส้อมลงบนโต๊ะและยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น น้ำทิพย์มองเพื่อนทั้งสองคนแล้วสั่นศีรษะอย่างเอือมระอาจากนั้นจึงยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู

“จะสามทุ่มแล้วหรือนี่ กลับกันดีกว่านะพวกเรา”

“ดีเหมือนกันฉันจะได้กลับไปอ่านหนังสือ พรุ่งนี้มีสอบน่ะ”พิณพรพูดพลางคว้ากระเป๋าขึ้นมาคล้องไหล่ หลังจากชำระค่าอาหารแล้วทั้งสี่จึงขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีหมอชิตและกล่างร่ำลากันอีกครั้งก่อนจะแยกย้ายกันไปที่รถ เพราะพิณพรเพียงคนเดียวที่อยู่หอพักมหาวิทยาลัยและอยู่ในเส้นทางเดียวกันน้ำทิพย์จึงขับรถย้อนไปส่งเพื่อนก่อน จากนั้นจึงมุ่งหน้ากลับบ้านของเธอ

เมื่อนำรถเข้าที่จอดแล้วน้ำทิพย์จึงแวะทักทายปลาคาร์ฟที่เธอเลี้ยงเอาไว้จากนั้นจึงเปิดระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติเสร็จแล้วจึงไขกุญแจเข้าบ้าน ระหว่างที่วางกระเป๋าลงบนโต๊ะเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เมื่อดูหมายเลขว่าเป็นของใครแล้วหญิงสาวจึงเปิดรับ

“สวัสดีค่ะคุณพ่อ”

น้ำทิพย์พูดเสียงหวาน และเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อรินน้ำดื่ม เมื่อฟังอีกฝ่ายพูดจนจบเธอจึงกล่าวตอบ”วันนี้หนูมีแข่งเทควันโดเลยกลับบ้านช้าไปหน่อยค่ะ”

เธอยิ้มเมื่อได้ยินคำถามถึงชัยชนะ

“หนูได้เหรียญทองค่ะพ่อ ทางมหาวิทยาลัยเลยอยากให้หนูเข้าแข่งขันระดับประเทศ แต่หนูกลัวเสียเวลาเรียนเลยบอกปฏิเสธไป”

หญิงสาวพูดพลางเดินไปปิดระบบน้ำและกลับเข้าบ้านอีกครั้ง ระหว่างนั้นเธอได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ก่อนวางสายบิดาของเธอได้กล่าวตักเตือนด้วยความเป็นห่วงและบอกด้วยว่าได้เตรียมตำแหน่งงานไว้ให้หลังเรียนจบซึ่งข้อนี้เป็นสิ่งเดียวที่น้ำทิพย์ไม่เห็นด้วยกับท่านเพราะเธออยากทำงานด้านอนิเมชั่นมากกว่างานเขียนโปรแกรม

หลังวางสายของบิดา น้ำทิพย์จึงหยิบภาพถ่ายครอบครัวขึ้นมาดูอย่างคิดถึง แม้จะไปอยู่ต่างประเทศนานถึงห้าปีแต่ท่านทั้งสองก็ยังคงติดต่อกับเธออยู่เสมอ และในช่วงคริสมาสต์คุณพ่อคุณแม่ของเธอก็จะบินกลับประเทศไทยเพื่อจะได้อยู่ร่วมฉลองปีใหม่กับลูกสาวสุดที่รัก แม้จะแค่ปีละครั้งและเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่น้ำทิพย์ก็มีความสุข สาเหตุที่พวกท่านจำต้องไปอยู่แดนไกลก็เพราะตระกูลจิตเกื้อการุณย์ของนายทรงเกียรติผู้เป็นพ่อประกอบธุรกิจทางด้านคอมพิวเตอร์ ครอบคลุมทั้งด้านอุปกรณ์และการเขียนโปรแกรม ความที่มีสาขากระจายอยู่หลายประเทศทำให้ต้องมีบุคลากรระดับมันสมองคอยดูแลซึ่งผู้ที่มีความสามารถดังกล่าวมีเพียงคุณพ่อคุณแม่ของเธอเท่านั้น ความเฉลียวฉลาดระดับอัจฉริยะของท่านทั้งสองเป็นที่ยอมรับของชาวตะวันตก แม้ในบริษัทจะมีผู้ชำนาญการอยู่หลายคนแต่ก็มีเพียงพวกท่านเท่านั้นที่ต่างชาติไว้วางใจ

สมองอันล้ำเลิศได้ถ่ายทอดมาถึงน้ำทิพย์ ถึงเธอจะมีความสามารถในการเขียนโปรแกรมแต่สิ่งที่สนใจกลับเป็นการทำงานด้านกราฟฟิคจำพวกภาพเคลื่อนไหว น้ำทิพย์มีความใฝ่ฝันที่จะสร้างภาพยนต์อนิเมชั่นให้โด่งดังระดับโลกแต่ติดอยู่ที่ว่าประเทศไทยในเวลานี้ยังขาดคนที่มีความคิดสร้างสรร เพราะส่วนใหญ่แล้วงานที่ออกมาทั้งหมดล้วนมาจากโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยชาวตะวันตก เธอจึงคิดว่าสักวันหนึ่งจะสร้างงานที่ออกมาจากมันสมองของตัวเอง

ความสนใจในด้านนี้ส่งผลให้เธอเลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่มีการสอนในด้านกราฟฟิก
อนิเมชั่นโดยเฉพาะซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะอาจารย์ของที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นระดับหัวกะทิ ความเอาใจใส่งานผนวกกับความเฉลียวฉลาดแม้จะอยู่แค่ปีสองแต่ผลงานของเธอก็โดดเด่นเป็นที่จับตามองจนกลายนักศึกษาระดับหัวแถวของคณะ จะเป็นรองก็แค่จรายุทธเพราะรายนี้มักมีความคิดผิดแผกแตกต่างไปจากคนอื่นอยู่เสมอ

เมื่อคิดถึงจรายุทธน้ำทิพย์จึงนึกขึ้นได้ว่ามีการบ้านที่จะต้องส่งอาทิตย์หน้า หญิงสาวจึงรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเตรียมทำงาน สำหรับนักศึกษาทั่วไปก็คงไม่ต้องเร่งร้อนมากนักแต่ในคณะของเธอแล้วทุกนาทีคือสิ่งสำคัญ เพราะกว่างานแต่ละชิ้นจะเสร็จต้องใช้เวลามากพอสมควร ซึ่งการบ้านของเธอในครั้งนี้ก็คือการออกแบบตัวละครสำหรับเกมส์ อาจารย์ได้กำหนดหัวข้อว่าเป็นสงครามระหว่างเทวดากับปิศาจ อันที่จริงแล้วงานออกแบบตัวละครไม่ใช่ปัญหาสำคัญอะไรนักเพราะน้ำทิพย์ถนัดในเรื่องวาดรูปอยู่แล้ว ยิ่งคาแรคเตอร์ที่สามารถหาข้อมูลได้ทั่วไปอย่างเทวดา แค่นั่งดูแบบแล้ววาดตามก็ย่อมได้แต่เพราะเธอต้องการลักษณะพิเศษเฉพาะเพื่อให้ดูเด่นเป็นเอกลักษณ์จึงพยายามออกแบบอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ถูกใจ วันนี้ก็เช่นกัน นอกจากวงกลมกับภาพร่างแบบหยาบแล้วเธอยังไม่สามารถวาดอะไรได้อีกเลย

หลังจากนั่งลากเมาท์ปากกาไปได้ครึ่งคืนหญิงสาวก็ยังไม่ได้รูปที่ถูกใจ เธอจึงจัดการลบภาพร่างที่เขียนมาทั้งหมดและเปลี่ยนเป็นนั่งวาดภาพการ์ตูนแนวนักรบหนุ่มผมยาวหน้าตาหล่อเหลาและมีร่างกายกำยำล่ำสันขึ้นมาแทนโดยคิดว่าจะนำไปยั่วจันทรนิภาเล่น ถึงจะเป็นเพียงลายเส้นแต่กว่าเธอจะเก็บรายละเอียดได้ทั้งหมดเวลาก็ผ่านไปจนกระทั่งถึงตีสอง ความจริงหญิงสาวอยากจะทำให้เสร็จแต่ความเหนื่อยล้าจากการแข่งขันทำให้เธอง่วงจนไม่อาจฝืนตาทนทำงานต่อได้ น้ำทิพย์จึงจัดการเก็บไฟล์ข้อมูลทั้งหมดจากนั้นจึงปิดคอมพิวเตอร์และตั้งนาฬิกาปลุกจากนั้นล้มตัวลงนอน

เช้าวันรุ่งขึ้นน้ำทิพย์ได้ขับรถไปมหาวิทยาลัยตามปรกติ หลังจากเอ่ยปากทักทายเพื่อนรักทั้งสามแล้วเธอจึงเข้าห้องเรียนซึ่งการเรียนในวันนี้ส่วนใหญ่เป็นวิชาทั่วไป ครึ่งวันแรกเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ วันนี้บรรดานักศึกษาต่างสนุกสนานกับการผสมยาสระผมหลายกลิ่นหลากสี โดยเฉพาะจรายุทธซึ่งคิดส่วนผสมจากมะม่วงน้ำดอกไม้โดยให้เหตุผลว่าจะผลิตไปจำหน่ายต่างประเทศเพื่อโฆษณาข้าวเหนียวมะม่วงให้โด่งดังไปทั่วโลก

โชคดีที่อาจารย์มองในแง่ความคิดสร้างสรร เขาจึงได้คะแนนค่อนข้างสูง

ช่วงบ่ายเป็นการเรียนเรื่องศาสนา ซึ่งในวันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทวดาในความเชื่อของศาสนาต่าง ๆ เพราะต้องนำไปประกอบกับวิชาการออกแบบน้ำทิพย์จึงนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจต่างจากจันทรนิภาที่ตั้งหน้าตั้งตาหาภาพวาดเทวดาด้วยเหตุผลว่า หล่อดี

“ผมว่าหญิงกุ้งจะจับไปจิ้นวายมากกว่า” จรายุทธเหน็บ คำว่าจิ้นถือเป็นศัพท์เฉพาะกลุ่มหมายถึงจินตนาการ เพราะภาพเทวดาแต่ละองค์ที่จันทรนิภาหามานั้นถ้าไม่หน้าสวยหวานกระเดียดไปในทางผู้หญิงมีรูปทรงสูงโปร่งเอวบางร่างน้อยก็จะมาในแนวหนุ่มหล่อหน้าตาคมสันอกล่ำกล้ามใหญ่ใส่ชุดเกราะ เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนเธอจึงคว้าปากกาที่วางไว้ด้านข้างมาปักแขนของเขาค่อนข้างแรง

“พูดอีกทีสินายเต่า”

จรายุทธทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“ผมบอกว่าหญิงกุ้งตาถึง รู้จักเก็บภาพสวยๆเอาไว้ประกอบการเรียน”

“ดีมาก” จันทรนิภาพูดอย่างพอใจและวางปากกาลง น้ำทิพย์มองเพื่อนทั้งสองและยิ้มด้วยความขบขัน จะว่าไปเธอก็เคยนึกเหมือนกันว่าถ้าเทวดามีจริงหน้าตาของเขาจะเป็นยังไง นิสัย การพูดจากิริยาท่าทางและการกระทำจะเหมือนอย่างที่เธอเคยอ่านในหนังสือหรือเปล่า แล้วเทวดาแบบไทยจะสู้กับเทวดาฝั่งตะวันตกได้ไหม ไม่ใช่ว่าจะดูถูกหรือคิดว่าทางฝั่งเราด้อยกว่าแต่เพราะเทวดาตามความเชื่อของคนไทยเทวดาส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์ที่สั่งสมแต่ความดี และจะดำรงความเป็นเทวาอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งหมดบุญ เทวดาเหล่านี้มักจะรักสงบไม่สู้รบกับใคร ทั้งนี้ไม่นับรวมเหล่าทวยเทพที่ได้คติมาจากอินเดียเพราะทางนั้นอลังการทั้งสรรพาวุธและเครื่องแต่งกายในขณะที่เทวดาฝ่ายไทยมีเครื่องประดับน้อยชิ้นเสียเหลือเกิน ส่วนเทวดาฝรั่งนั้นพร้อมพรักทั้งชุดเกราะ อาวุธ ยังไม่นับพลังงานที่ดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัดอีกด้วย ไม่ต้องถึงระดับกลุ่มเทพเซราฟีม
หรอก แค่อาร์คแองเจิลหรือทูตสวรรค์เจ็ดพระองค์ก็สู้ไม่ไหวแล้ว

ตอนที่นึกถึงทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดพระองค์เป็นจังหวะที่อาจารย์ได้กล่าวถึงอัครเทวทูตทั้งเจ็ดพอดี น้ำทิพย์จึงนั่งฟังและคิดทบทวนถึงหนังสือที่เธอเคยอ่าน เพราะเทวทูตแห่งสรวงสวรรค์ทั้งเจ็ดล้วนแล้วแต่มีจุดเด่นเฉพาะตัว อย่างมิคาเอลผู้นำทัพสวรรค์ ในจินตนาการของเธอเขาจะต้องเป็นผู้ชายหน้าตาหล่อคมเข้มรูปร่างสูงใหญ่นิสัยก็น่าจะเป็นประเภทพูดน้อยต่อยหนัก ส่วนกาบีเอลผู้นำข่าวก็น่าจะมีบุคลิกน่าเชื่อถือ หน้าตาสะสวยผอมเพรียวไปไหนมาไหนได้ว่องไว ส่วนราฟาเอลเท่าที่เธอรู้ท่านเป็นเทพแห่งการรักษา หน้าตาก็ควรจะอ่อนโยน

แล้วเทพอีกสี่องค์ที่เหลือล่ะ น้ำทิพย์พยายามนึกทบทวนขณะที่ดวงตาจ้องอาจารย์ที่กำลังสอนหน้าชั้น ชื่อหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในความคิด

อูรีเอล

คิ้วสวยขมวดเข้าหากันเมื่อนึกถึงหน้าที่ของพระองค์เพราะเทวทูตทั้งสี่ไม่ค่อยเป็นที่กล่าวถึงเท่าใดนัก ขณะที่กำลังจมอยู่ในความคิดหญิงสาวก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงลั่นเปรี้ยงคล้ายประทัดสักร้อยตับ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างเธอจึงพบว่าท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสเมื่อตอนกลางวันบัดนี้ครึ้มไปด้วยเมฆฝน เสียงระเบิดเมื่อครู่มาจากสายอสนีบาติที่กำลังส่องแสงแลบแปลบปลาบไปมาอย่างน่ากลัว เมฆสีเทาหม่นเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็วดุจคลื่นวิ่งกระทบฝั่ง มันแผ่ขยายปกคลุมไปจนทั่วทำให้พื้นที่บริเวณนั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน เสียงลั่นเปรียะเมื่อสายฟ้าขนาดใหญ่วิ่งผ่านเข้าไปในกลุ่มเมฆ ขั่วอึดใจก็มีเสียงคำรามกึกก้องราวกับคนประโคมกลองร้อยใบพร้อมกัน

“สงสัยพายุจะเข้า”

จรายุทธเปรยขึ้นมาเบาๆแต่ก็ไม่ใส่ใจอะไรมากนักเพราะเขาหันไปหน้าชั้นเพื่อฟังคำบรรยายของอาจารย์ต่อ เมื่อเสียงสัญญาณหมดคาบเรียนดังขึ้นนักศึกษาทั้งหมดจึงรีบเก็บตำราเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน น้ำทิพย์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเธอลงมายังชั้นล่างของอาคารและเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าซึ่งบัดนี้มืดดำอย่างน่าพรั่นพรึงและนิ่วหน้าเมื่อกระแสลมเริ่มพัดปั่นป่วนรุนแรงขึ้นทุกที

“มัวเหม่ออะไรอยู่” จันทรนิภาร้องถามเมื่อเห็นเพื่อนยืนนิ่ง น้ำทิพย์ลดสายตากลับลงมายังเพื่อนทั้งสอง

“ฉันรู้สึกกังวลนิดหน่อย”เธอตอบด้วยสีหน้าเดียวกับคำพูดและแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าอีกครั้ง จรายุทธมองตามและยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“ก็แค่พายุ ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว” เขาลดสายตาลงและขยับตัว”รีบไปที่รถก่อนฝนจะเทลงมาดีกว่า”

พูดจบเขาก็เดินนำออกไป จันทรนิภารีบก้าวตามทันทีแต่น้ำทิพย์ยังคงยืนนิ่งเฉยและมองเมฆสองกลุ่มที่กำลังม้วนตัวเข้าหากัน ลางสังหรณ์ร้องเตือนว่านั่นไม่ใช่เมฆฝนธรรมดาแต่หญิงสาวก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร

“ฉันกลัวว่ามันจะไม่ได้เป็นแค่พายุเท่านั้นนะสิ”

เธอพึมพำด้วยสีหน้าไม่สู้ดีก่อนจะวิ่งตามเพื่อนทั้งสองไปยังลานจอดรถที่อยู่ไม่ไกล

*/*/*/*/*










มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 ก.ย. 2555, 13:00:19 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 ก.ย. 2555, 13:00:19 น.

จำนวนการเข้าชม : 1229





   บทที่ 2 ขนนกที่ร่วงลงจากสวรรค์ >>
lookAme 4 ก.ย. 2555, 19:14:19 น.
ติดตามค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account