เทวทูตที่รัก
เปลือยกายล่อนจ้อน !

ประโยคท้ายวิ่งวนอยู่ในความคิด ภาพของราฟาเอลในสภาพเปลือยเปล่าผุดขึ้นมาในหัวเหมือนภาพยนต์ที่ฉายซ้ำไปมา หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความแกร่งของแผ่นอกหรือมัดกล้ามอันงดงามบนหน้าท้อง หากแต่เป็นตำแหน่งประจำกายที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของลำตัว น้ำทิพย์นึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ศึกษาค้นคว้ามาไม่ว่าจะเป็นตำรา นิยายหรือแม้แต่กระทั่งสิ่งที่อาจารย์เพิ่งบอกไปเมื่อวันวาน ทุกคนล้วนกล่าวตรงกันว่าเทวดาทางฝั่งตะวันตกนั้นไม่มีเพศ

โกหกชัดๆ แล้วสิ่งที่เธอเห็นเมื่อครู่ล่ะ มันคืออะไร !

Tags: ราฟาเอล

ตอน: บทที่ 2 ขนนกที่ร่วงลงจากสวรรค์

บทที่ 2 ขนนกที่ร่วงลงจากสวรรค์

แสงแดดอันสดใสของยามเช้าสาดส่องลงบนพื้นล่างสร้างความชื่นบานให้กับผู้คนจนสามารถทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง แต่ความแจ่มใสก็ดำเนินไปได้เพียงครึ่งวันเพราะจู่ๆท้องฟ้าก็พลันมืดมิดลง เมื่อทุกคนเงยหน้าขึ้นดูก็ต้องพบกับความฉงนที่เห็นเมฆทะมึนกลุ่มใหญ่เคลื่อนเข้ามาครอบคลุมทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว แสงสว่างวาบจากสายอสนีบาตพาดผ่านไปมาระหว่างกลุ่มเมฆสีเทาทึบบังเกิดเสียงลั่นครืนคล้ายกลองศึกดังกึกก้อง สายฟ้าบางเส้นพุ่งลงมายังด้านล่างระเบิดต้นไม้ใหญ่จนฉีกกระจุย เสียงกัมปนาทกับเปลวเพลิงที่ปะทุขึ้นสร้างความอลหม่านทันที ผู้คนในบริเวณนั้นต่างพากันส่งเสียงกรีดร้องและวิ่งเข้าไปหลบในอาคาร พวกเขาพากันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากำลังปั่นป่วนอย่างกะทันหันด้วยความแปลกใจเพราะแม้จะมีทั้งลมพายุและฟ้าผ่าแต่กลับไม่มีฝนตกลงมาแม้สักหยด หลายคนพึมพำว่าอาจจะเป็นแค่พายุฤดูร้อนธรรมดาแต่บางคนเชื่อว่ามันคือลางแห่งหายนะที่ปิศาจชั่วร้ายบันดาลขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเตือนพวกมนุษย์

ซึ่งก็เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะหากมีใครสักคนสามารถมองผ่านทะลุกลุ่มเมฆขึ้นไปยังด้านบน เขาก็จะเห็นว่าแท้จริงแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือผลจากการรบระหว่างแสงสว่างกับความมืด เมฆสีเทาทึบคือกองทัพอันเกรียงไกรของทั้งสองฝ่ายที่ยกกำลังเข้าประจันหน้ากัน นักรบที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตนับแต่อดีตและเป็นเช่นนี้ไปจนตลอดกาล

เทวดากับปิศาจ

เสียงดาบกระทบกันดังบาดแก้วหูสลับกับแสงไฟอันเกิดจากพลังของทั้งสองฝ่ายที่พุ่งเข้าใส่กันอย่างสับสน เสียงร้องตะโกนสาปแช่งด้วยถ้อยคำอันหยาบคายของพวกปิศาจดังลั่น ต่างจากคำพูดของฝ่ายเทวดาที่ดังก้องกระตุ้นความฮึกเหิมของทหารชาวสวรรค์ให้โหมเข้าปะทะกับศัตรูอย่างไร้ความเกรงกลัว

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติและยิ่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ในตอนแรกเทวดาเป็นฝ่ายได้เปรียบในเชิงรุกตีทหารปิศาจจนแตกพ่ายถอยร่นไม่เป็นกระบวน จนเมื่อ
เบลเซบับ จอมปิศาจจ้าวแห่งแมลง หนึ่งในแม่ทัพชั้นเอกซึ่งประจำการอยู่ในทัพหลวงก้าวออกมา พลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมาโดยรอบระเบิดร่างนักรบเทพจนแหลกเป็นผุยผงสร้างความตระหนกต่อกองทัพของชาวสวรรค์เป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อเบลเซบับวาดมือเพียงข้างหนึ่งก็สามารถสร้างเพลิงโลกันต์เผาผลาญทหารเทพจนดับดิ้นนับร้อยคน การปรากฏตัวของจอมมารจ้าวแห่งแมลงสร้างความระส่ำระสายให้กับกองทัพชาวสวรรค์ จากที่เคยรุกไล่ก็กลับกลายเป็นฝ่ายถอยร่นจนไม่เป็นกระบวน ไม่ช้าทหารแห่งแสงสว่างก็ถูกทำลายจนเหลือกำลังพลเพียงน้อยนิดและตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของฝูงปิศาจไปในที่สุด

แม้จะตกอยู่ในวงล้อมของศัตรู นักรบชาวสวรรค์ทุกคนยังคงมีใจสู้ไม่แปรเปลี่ยนโดยเฉพาะผู้นำทัพซึ่งอยู่ในชุดเกราะสีทองงามสง่า เขากวาดตามองนักรบเทวดาที่กำลังยืนประจันหน้ากับข้าศึกอย่างปราศจากความกลัวเกรง ถึงจะเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในความกล้าหาญของพวกเขาแต่สภาพร่างกายที่บอบช้ำจนสุดที่จะใช้พลังแห่งทวยเทพรักษาทำให้จอมทัพเทวดารู้ดีว่าเวลานี้ทุกคนอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีแรงสู้ ทางรอดของพวกเขามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือการปลิดชีพเบลเซบับ จอมปิศาสผู้เป็นหัวหอกสำคัญ ผู้นำกองทัพชาวสวรรค์ขมวดคิ้วด้วยความหนักใจเพราะหากเป็นเวลาปรกติ พลังของเขาสามารถดับชีวิตจ้าวแห่งแมลงได้ไม่ยากแต่หลังจากการต่อสู้อันหนักหน่วงและยาวนานทำให้เขาต้องสูญเสียพลังวิญญาณไปมากาเกินควร ยิ่งประกอบกับอาการบาดเจ็บจากบาดแผลที่มีอยู่ทั่วกายแล้วเขาแทบมองไม่เห็นบานประตูแห่งชัยชนะ ขณะที่กำลังครุ่นคิดหาวิธีนำกองทัพแหวกวงล้อมข้าศึกออกไปอยู่นั้น เบลเซบับก็เคลื่อนเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า ดวงตาปูดโปนคล้ายแมลงวันกวาดมองนักรบเทวดาทุกคนอย่างดูแคลนก่อนจะหยุดลงที่แม่ทัพเกราะสีทอง

“ราฟาเอล” เสียงคำรามดังก้อง เบลเซบับแสยะยิ้ม “ถ้าเดาไม่ผิดเจ้ากำลังคิดหาวิธีหนีอยู่ใช่หรือไม่”

“ข้ากำลังหาวิธีส่งวิญญาณเจ้ากลับไปยังนรกต่างหาก เบลเซบับ”

ราฟาเอลตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางกางปีกสีขาวขนาดใหญ่ออกเป็นเชิงข่มขู่ ผู้นำทัพปิศาจบดเขี้ยวด้วยความโกรธ

“ความตายอยู่ตรงหน้ายังกล้าทำปากดี ข้าจะจับเจ้าตีตรึงเอาไว้กับแผ่นไม้และกรีดเปลือกตาออกเพื่อจะได้ดูพวกข้าสังหารเทวดาทีละคน”

“เจ้าไม่มีวันได้ทำเช่นนั้นแน่”

ราเฟาเอลพูดพร้อมกับชูดาบในมือขึ้น ใบมีดสีเงินเปล่งแสงสว่างเรืองรองออกมา ชั่วพริบตามันก็แปรเปลี่ยนเป็นเพลิงเจิดจ้าเผาปิศาจจำนวนครึ่งหนึ่งให้มอดมลายกลายเป็นผุยผง เมื่อเขาลดดาบลงจึงพบว่าพลังทำลายที่ปลดปล่อยออกไปแม้ไม่สามารถคร่าชีวิตของเบลเซบับแต่ก็ทำให้มันได้รอยแผลสาหัส จอมทัพปิศาจพยายามยกดาบขึ้นเพื่อเรียกพลังฟื้นตัวแต่บาดแผลทั่วร่างนั่นมากเกินกว่าจะเยียวยา เจ้าแห่งแมลงวันจึงคำรามด้วยความแค้นใจ

“ไม่น่าเชื่อว่าเจ้ายังมีพลังหลงเหลืออยู่” มันพูดพลางจ้องราฟาเอลเขม็ง อีกฝ่ายขยับเข้าไปหาพร้อมกับใช้ปลายดาบวางจรดบนลำคอ

“พระผู้สร้างคือพลังของข้า ตราบใดที่พระองค์ทรงเมตตา ข้าก็มีพลังสำหรับสังหารความชั่วได้อย่างไม่มีวันหมด”

เบลเซบับยิ้มและเชิดหน้าขึ้นประสานตากับผู้ที่เหนือกว่าอย่างปราศจากความเกรงกลัว

“ถ้าอย่างนั้นจะมัวรออะไรอยู่ ดับลมหายใจของข้าเลยสิ”

“คุณธรรมมีไว้เพื่อปกป้อง มิใช่เพื่อปลิดชีวิตผู้คน”ราฟาเอลพูดเสียงเรียบ”ความชั่วร้ายของเจ้าอาจจะเหมาะสมกับความตาย ตัวข้าถึงจะเป็นอัครเทวดาแต่ก็ไม่มีสิทธิ์ปลิดชีวิตผู้ใดได้ตามใจ ดังนั้นจึงจะลงโทษเจ้าด้วยการตัดแขนทั้งสองข้างและส่งกลับไปหาจอมปิศาจเพื่อเตือนให้เขาสำนึกและเลิกทำร้ายพวกมนุษย์”

“มีแต่คนโง่ที่ทำแบบนั้น” เบลเซบับพูดและแผดเสียงร้องดังลั่นเมื่อคมดาบของราฟาเอลฟันฉับลงบนแขนทั้งสองข้าง เลือดสีเขียวเข้มไหลทะลักพรั่งพรูออกจากบาดแผลฉกรรจ์ เจ้าแมลงวันรีบลอยตัวถอยออกห่างจากผู้ลงดาบอย่างรวดเร็ว

“เจ้ายังไม่ชนะข้าหรอก ราฟาเอล” มันตะโกนและหายวูบเข้าไปในกลุ่มเมฆ
ราฟาเอลเก็บดาบกลับเข้าฝักและหันกลับไปยังกลุ่มนักรบ หนึ่งในนั้นรีบเอ่ยปากถาม

“จะดีหรือท่านราฟาเอลที่ปล่อยเบลเซบับไปแบบนั้น”

“เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินชีวิตใคร อีกอย่างในสภาพเช่นนั้น เขาคงไม่มีวันทำร้ายผู้ได้อีก”

แม่ทัพเทวดาตอบ นักรบคนเดิมจึงขยับเตรียมจะแย้งแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อมีคลื่นพลังบางอย่างพุ่งเข้ามากระทบ แรงปะทะของมันทำให้นักรบสวรรค์ถึงกับล้มกลิ้ง ส่วนราฟาเอลรีบยกดาบขึ้นตั้งรับแต่ก็ต้านไว้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อคลื่นลึกลับมีแรงกระแทกเพิ่มมากขึ้น แรงอัดของมันทำให้แม่ทัพของเหล่าเทวดาถึงกับเซถอยหลังไปสองสามก้าวและทรุดตัวนั่งลงอย่างสิ้นแรง ทันทีที่ราฟาเอลล้มลง เสียงหัวเราะก็ดังก้องออกมาจากกลุ่มก้อนเมฆอันหนาทึบ มันม้วนตัวหมุนเป็นวงกลมราวกับลูกข่างกระทั่งมีเงาเลือนลางของใครบางคนปรากฏขึ้น พลังอันมหาศาลของผู้มาใหม่สร้างความตระหนกต่อราฟาเอลจนเขาถึงกับเบิกตากว้าง อำนาจทำลายล้างอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากกลุ่มก้อนเมฆแทบจะบดขยี้หัวใจของผู้นำทัพฝ่ายเทพให้แหลกกระจุย เสียงหัวเราะต่ำทุ้มทรงพลังดังกึกก้อง บุรุษสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิทภายใต้ผ้าคลุมสักหลาดผืนใหญ่สีเดียวกันก้าวออกมาจากกลุ่มเมฆและหยุดยืนนิ่ง ดวงตาสีฟ้าเข้มคมกริบจ้องแม่ทัพแห่งทวยเทพเขม็งขณะที่ริมฝีปากเหยียดรอยยิ้มแสนเย็นชา

“ราฟาเอล” เสียงทุ้มเอ่ยทัก อีกฝ่ายรีบลุกยืนขึ้นพร้อมกับหมุนดาบในท่าเตรียมรับการจู่โจม

“ลูซิเฟอร์”

ราฟาเอลขานนามจ้าวปิศาจด้วยน้ำเสียงที่ฟังเหมือนจะราบเรียบ แต่หากนักรบสวรรค์คนไหนฟังออกก็จะพบกับความวิตกที่แฝงเอาไว้อย่างเจือจาง ลูซิเฟอร์มองเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าและเผยอยิ้ม

“ถึงจะจัดการเบลเซบับได้แต่เจ้าก็บาดเจ็บไม่น้อย คิดว่าสภาพแบบนี้จะรับมือข้าได้หรือ”

“อยากรู้ก็เข้ามา” ราฟาเอลพูดและขยับดาบในมือ ลูซิเฟอร์ไม่พูดอะไรแต่กลับยกมือข้างหนึ่งขึ้นโบกเปลี่ยนอากาศรอบตัวให้กลายเป็นคลื่นพุ่งเข้าโจมตีกองทัพเทวดา ราฟาเอลตวัดดาบไปข้างหน้าผ่าคลื่นจนแตกออกเป็นสองเสี่ยงก่อนจะแหลกสลายหายไป ลูซิเฟอร์เลิกคิ้วเล็กน้อย

“ยังมีพลังเหลืออยู่ แบบนี้ค่อยน่าสนุกขึ้นมาหน่อย” เขาพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มอำมหิตพลางสะบัดผ้าคลุมไปข้างหลังและยกมือขึ้นเรียกไฟพิฆาตขึ้นมาในมือ ดวงตาจ้องราฟาเอลแค่เพียงแว่บเดียวก่อนจะเหวี่ยงกลุ่มเพลิงเข้าใส่กองทัพชาวสวรรค์ ราฟาเอลรีบใช้พลังปัดมันออกและเตรียมจะพุ่งเข้าไปโจมตีจอมปิศาจแต่ต้องชะงักเมื่อไฟสีดำอีกกลุ่มวิ่งตามมา แม่ทัพหนุ่มจึงใช้ดาบปัดแต่ด้วยระยะกระชั้นเพลิงกลุ่มนั้นจึงแตกกระจายออกและพุ่งเข้าใส่นักรบที่ยืนอยู่ด้านหลังเผาผลาญพวกเขาจนมอดไหม้ไปหลายคน ราฟาเอลถึงกับขบกรามด้วยความโกรธในขณะที่ลูซิเฟอร์เปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันเสียงดังลั่น

“สีหน้าของพวกเทวดาเวลาโกรธก็น่าดูเหมือนกัน” ใบหน้าแย้มยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอย่างฉับพลัน เปลวไฟร้อนแรงระเบิดรอบร่างและพุ่งเข้าใส่ราฟาเอลอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายรีบพลิกตัวหลบพร้อมกับดีดตัวเข้าไปหา คมดาบเงื้อง่าขึ้นหมายจะฟันจอมปิศาจให้ขาดเป็นสองท่อนแต่อีกฝ่ายกลับรับมันเอาไว้ด้วยมือเปล่า เขามองแม่ทัพเทพที่กำลังยืนตกตะลึงและโน้มตัวเข้าไปหาพร้อมกับกล่าวเสียงเบาราวกระซิบ

“เจ้าไม่มีวันทำอะไรข้าได้หรอก ราฟาเอล”

มืออีกข้างเหวี่ยงกลุ่มไฟเข้าใส่นักรบเทพ ราฟาเอลเบิกตากว้างด้วยความตระหนก เขาหันกลับไปหาลูซิเฟอร์อีกครั้องพร้อมกับตะโกนห้าม

“อย่า”

เพลิงอีกกลุ่มถูกซัดเข้าใส่นักรบของเขาทันที เสียงร้องโหยหวนของผู้ที่ถูกไฟคลอกทั้งเป็นทำให้ราฟาเอลถึงกับขบกรามด้วยความแค้น เขาจ้องลูซิเฟอร์เขม็งและตัดสินใจทำบางอย่างแม้แต่จอมปิศาจเองก็คาดไม่ถึง

“เพลิงสวรรค์!”

สิ้นคำ แสงสีทองก็เปล่งประกายออกมาจากเกราะของราฟาเอลดูดกลืนพลังเพลิงปิศาจจนแตกสลาย ลูซิเฟอร์เบิกตากว้างด้วยความตระหนกเมื่อเห็นเสื้อคลุมของเขาเริ่มมอดไหม้ จอมปิศาจรีบผลักแม่ทัพเทพให้ถอยอกห่างแต่อีกฝ่ายกลับยึดร่างเขาไว้แน่น ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มแสนเย็นเยือก

“ไฟนี่เกิดจากพลังวิญญาณของข้า จงมอดไหม้ไปพร้อมกันเถิดลูซิเฟอร์”

คำพูดของราฟาเอลทำให้จอมปิศาจหัวเราะเบาๆในลำคอ

“งั้นมาดูกันว่าระหว่างไฟเทวดากับเพลิงปิศาจ สิ่งใดจะร้อนแรงกว่ากัน”

เพลิงสีแดงสดลุกโชนขึ้น มันดูดกลืนไฟสีทองของราฟาเอลให้มอดลงทีละน้อย แต่ก่อนจะมันจะดับลงผู้นำทัพของเหล่าเทวดาได้ตัดสินใจวางมือลงบนอกของจอมปิศาจ แสงสีขาวเจิดจ้าบาดตาก็สว่างวาบขึ้นตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้อง พลังของมันทำให้กลุ่มเมฆแตกกระจายออกเป็นวงกว้าง ลูซิเฟอร์ซึ่งบัดนี้เหลือร่างกายเพียงซีกเดียวมองราฟาเอลที่กำลังร่วงหล่นลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง

“เจ้าราฟาเอล” มืออีกข้างยกขึ้นแตะลำตัวขาดวิ่นขณะดวงตาจ้องร่างที่ลอยห่างออกไป จอมปิศาจขบกรามแน่นและออกคำสั่ง

“ตามไปดูว่ามันตกไปที่ไหน ถ้าพบแล้วให้รีบมารายงานข้า ห้ามปิศาจทุกตัวทำร้ายมัน”

ดวงตาสีเข้มทอประกาย

“ผู้ทำลายราฟาเอลคือข้าเพียงคนเดียว”
*/*/*/*/*

อาถรรพ์อย่างหนึ่งของชาวเมืองหลวงก็คือเมื่อมีเม็ดฝนการจราจรก็เริ่มติดขัด เหตุการณ์ที่ว่าแพร่ระบาดไปจนถึงเขตชานเมืองเพราะเพียงแค่ฝนที่โปรยปรายลงมาไม่กี่นาทีถนนที่เคยวิ่งได้คล่องกลับเคลื่อนไปได้ทีละนิดยิ่งกว่าเต่าคลาน

น้ำทิพย์ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดเพราะเธอติดอยู่บนถนนมานานกว่าหนึ่งชั่วโมง ทั้งที่อีกไม่กี่เมตรก็จะถึงทางเข้าหมู่บ้านแต่เพราะการชะลอตัวของรถทำให้การเดินทางเป็นไปได้ล่าช้า กว่าจะหลุดจากท้องถนนจนเลี้ยวเข้าบ้านได้เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบห้าโมงเย็น

เมื่อจอดรถเสร็จเรียบร้อยน้ำทิพย์ก็ต้องพบกับความแปลกใจที่จู่ๆท้องฟ้าที่เคยมืดมัวกลับสว่างไสวขึ้นมาเสียเฉยๆ พอเงยหน้าขึ้นเธอจึงได้รู้ว่าเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาอย่างมืดทะมึนเมือครู่บัดนี้สูญสลายหายไปจนหมด ไม่เหลือเค้าของพายุเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลาทำให้น้ำทิพย์ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก พอเข้าบ้านได้เธอก็รีบอาบน้ำ รับประทานอาหารเย็นจากนั้นจึงเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อทำรายงาน

นั่งร่างลายเส้นไปได้พักใหญ่น้ำทิพย์ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงโครมดังสนั่นมาจากสวนหลังบ้าน ตอนแรกเธอคิดว่าอาจจะเป็นแมวดำข้างบ้านที่มักจะชอบย่องเข้ามาจับปลาสอดที่เลี้ยงไว้ในอ่างบัวด้านหลังแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าบริเวณนั้นถูกต่อเติมเป็นเรือนสำหรับเลี้ยงกล้วยไม้ไม่มีทางที่สัตว์หรือมนุษย์คนใดจะเล็ดลอดเข้ามาได้แน่ ถึงจะคิดแบบนั้นแต่หญิงสาวก็ยังเดินลงไปยังชั้นล่างเพื่อหาที่มาของเสียงเพราะบางทีอาจจะเป็นกล่องเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทำสวนตกลงมาจากชั้นก็ได้

บ้านของน้ำทิพย์แม้จะไม่ใหญ่โตโอฬารดั่งคฤหาสถ์แต่ก็เป็นบ้านเดี่ยวที่มีขนาดกว้างขวางสมฐานะ แต่ละหลังจะอยู่ห่างกันพอสมควรชนิดหน้าต่างไม่ชนกัน บริเวณด้านหน้าและด้านหลังของบ้านจะเป็นสนามหญ้าซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม ในส่วนบ้านของน้ำทิพย์พื้นที่หน้าบ้านปลูกต้นไม้ไว้อย่างร่มรื่น ด้านหนึ่งเป็นบ่อปลาคาร์ฟซึ่งมีซุ้มไม้ดอกกับชิงช้าเอาไว้สำหรับนั่งพักผ่อน ความที่คุณพ่อของเธอเป็นคนรักธรรมชาติและชื่นชอบกล้วยไม้เป็นพิเศษจึงสร้างเรือนเลี้ยงไว้ที่สนามด้านหลังซึ่งทางเข้าออกจะมีอยู่สองทางคือจากสวนด้านหน้ากับประตูครัว

เพราะเป็นช่วงเวลากลางคืนน้ำทิพย์จึงเลือกที่จะใช้ประตูภายในบ้าน เมื่อเปิดสวิชท์ไฟเธอจึงกวาดสายตาไล่สำรวจชั้นวางของซึ่งก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดร่วงหล่นลงมา ด้วยความสงสัยน้ำทิพย์จึงเดินเข้าไปในส่วนที่เลี้ยงกล้วยไม้ ตอนแรกก็ไม่พบสิ่งใดผิดปรกติแต่พอมีสายลมพัดมากระทบตัวหญิงสาวจึงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเพราะโรงเลี้ยงกล้วยไม้ของเธอจะเป็นระบบปิด ไม่มีช่องทางที่ลมจะพัดผ่านเข้ามาได้ เธอจึงมองไปที่ประตูด้านที่เปิดออกไปยังสวนเพราะคิดว่าอาจจะเผลอเปิดทิ้งไว้แต่ก็พบว่ามันปิดสนิทเรียบร้อยดี

“แล้วลมเข้ามาในนี้ได้ยังไง”

หญิงสาวพูดพึมพำพลางเงยหน้าขึ้นมองหลังคา คิ้วสวยขมวดเข้าหากันเมื่อพบว่ามันเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่เหมือนมีอะไรทะลุผ่านลงมา ความสงสัยทำให้เธอรีบก้าวเท้าเข้าไปดูแต่ก่อนจะไปถึงเธอก็ต้องหยุดเมื่อเห็นคนในเครื่องแต่งกายแปลกตานอนกองอยู่บนพื้นท่ามกลางกระถางกล้วยไม้ที่แตกเกลื่อนกระจาย

ขโมย !

คำแรกวิ่งเข้ามาในความคิด น้ำทิพย์กำหมัดในท่าเตรียมพร้อมพลางย่องเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง และคิดว่าหากหมอนั่นลุกขึ้นมาเธอจะประเคนทั้งมือและเท้าใส่แบบไม่ยั้ง ให้มันกลับลงไปกองกับพื้นอีกครั้งก่อนจะเรียกตำรวจมาจัดการ

ขณะวางแผนอยู่เสียงร้องครางจากคนที่นอนอยู่ตรงหน้าทำให้หญิงสาวต้องขมวดคิ้วและหยุดยืนห่างจากเขาพอสมควร ดวงตาไล่สำรวจตัวบุคคลลึกลับอย่างพิจารณา เครื่องแต่งกายที่แสนประหลาดทำให้เธอล้มเลิกความคิดในเรื่องขโมยเพราะมันไม่ใช่เสื้อยืดหรือกางเกงแบบที่คนธรรมดาสวมใส่ แต่เป็นชุดเกราะนักรบที่ดูเหมือนจะเป็นโลหะสีทองอร่าม ที่สำคัญใบหน้าของคนผู้นั้นดูแตกต่างจากคำว่า คนไทย อย่างสิ้นเชิง

ถึงร่างกายจะถูกชุดเกราะห่อหุ้มอย่างมิดชิดแต่ใบหน้าที่โผล่พ้นจากหมวกเกราะบอกว่าคนผู้นี้เป็นบุรุษ แม้จะมีคราบเลือดเปรอะเปื้อนไปครึ่งหนึ่งแต่ก็พอจะดูออกว่าเขาเป็นคนที่หน้าตาดีพอสมควร น้ำทิพย์ขยับเข้าไปใกล้อีกนิดและเอื้อมมือไปสัมผัสเขาเบาๆแต่ดูเหมือนการกระทำของเธอจะสร้างความเจ็บปวดไม่ใช่น้อยเพราะอีกฝ่ายสะดุ้งสุดตัว ตอนนั้นเองที่หญิงสาวได้ยินเสียงแสกสากเหมือนเสียงไม้กวาดลากไปบนพื้น เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นไปมองเธอก็ต้องขนลุกเมื่อเห็นอะไรบางอย่างผิดไปจากธรรมดา

อะไรบางอย่างที่ว่าก็คือปีกสีขาวขนาดใหญ่ที่กางเหยียดขึ้นไปเหนือศีรษะ แม้จะซ่อนอยู่ในเงามืดแต่น้ำทิพย์ก็พอจะดูออกว่ามันมีขนาดใหญ่โตจนแทบจะหุ้มห่อร่างของคนที่เป็นเจ้าของ ตอนแรกหญิงสาวคิดว่าอาจจะเป็นปีกของปลอมที่พวกคอสเพลย์นิยมใช้แต่เมื่อเห็นว่ามันกำลังขยับไปมาอย่างเชื่องช้า เธอจึงรู้ว่าปีกที่เห็นเป็นของจริง

ถ้าเช่นนั้นชายแปลกหน้าคนนี้เป็นใคร

คำถามผุดขึ้นมาในหัว ความหวาดกลัววิ่งเข้ามาเกาะกุมจิตใจแต่ก็ชั่วครู่หนึ่งเพราะเมื่อนึกให้ดีแล้วคนมีปีกกับชุดเกราะนักรบที่มีเครื่องหมายกางเขนศักดิ์สิทธิ์อยู่กลางแผ่นอกเช่นนี้มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

เทวดา

เท้าขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าว หากเป็นเทวดาจริงแล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง น้ำทิพย์คิดพลางเงยหน้าขึ้นมองหลังคาที่ทะลุเป็นช่องโหว่และจ้องเลยขึ้นไปยังท้องฟ้าที่กลาดเกลื่อนไปด้วยดวงดาว ตอนนั้นเองที่เธอนึกถึงหัวข้องานที่กำลังทำอยู่ในเวลานี้

สงครามระหว่างเทวดากับปิศาจ

น้ำทิพย์สะบัดหน้าพลางลดสายตาลง มันจะเป็นไปได้ยังไงเพราะเท่าที่เคยเห็นในภาพยนต์ต่างประเทศ การต่อสู้ระหว่างนรกกับสวรรค์มักจะสร้างความพินาศให้กับมนุษย์อย่างใหญ่หลวง แต่เท่าที่เห็นในเวลานี้ทุกอย่างก็ยังเป็นปรกติดี ไม่มีระเบิดเพลิงพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ไม่มีเสียงโห่ร้องเอาชัย ไม่มีแสงไฟวิ่งวูบวาบให้เห็นแม้แต่นิดเดียว

คิดถึงตรงนี้น้ำทิพย์ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อตอนบ่ายมีเมฆฝนกลุ่มใหญ่ตั้งเค้าอย่างน่ากลัว หรือว่านั่นคือผลจากการสู้รบระหว่างเทพกับปิศาจ และถ้าหากเป็นสงครามที่ว่าจริงและเทวดาผู้นี้ร่วงลงมาจากสวรรค์ย่อมหมายความว่าสิ่งที่ต่อสู้กับเขาก็น่าจะติดตามลงมาด้วย ทันทีที่คิดได้หญิงสาวจึงรีบกวาดตามองไปโดยรอบอย่างหวาดระแวง นอกจากความมืดกับเสียงจั๊กจั่นแล้วเธอก็ไม่พบสิ่งใด หลังจากดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งผิดปรกติบุกรุกเข้ามาภายในบ้านแล้วเธอจึงเบนความสนใจกลับไปยังเทวดาตรงหน้าอีกครั้ง เลือดที่ไหลออกมาจากชุดเกราะกับปีกที่บิดเบี้ยวผิดรูปทำให้หญิงสาวรู้ได้ในทันทีว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสมากพอดู

“เอายังไงดี”

น้ำทิพย์พูดกับตัวเองด้วยความกลัดกลุ้ม เพราะถ้าขืนส่งเทวดาไปโรงพยาบาล มีหวังได้แตกตื่นกันทั้งประเทศ ดีไม่ดีอาจจะโดนจัดเข้าไปอยู่ในประเภทสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือวัตถุมงคลซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเขาคงจะถูกผู้มีศรัทธารุมโรยแป้งถอนขนขูดเลขขอหวยกันอย่างสนุกสนาน

เมื่อนึกถึงตรงนี้แล้วหญิงสาวต้องเบ้หน้าด้วยความสยอง แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อเสียงครืดของปีกที่ขยับไปโดนเศษกระถางดึงเธอให้กลับมาสนใจผู้ที่นอนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ในที่สุดน้ำทิพย์จึงตัดสินใจ

“เพื่อเทวดาหน้าหล่อ เป็นไงก็เป็นกัน”

หญิงสาวพูดพร้อมกับกำมือทั้งสองข้างอย่างมุ่งมั่นจากนั้นจึงเข้าไปประคองคนที่นอนอยู่ตรงหน้า ความที่อีกฝ่ายมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเธอมากกว่าจะพยุงกึ่งลากเข้าไปในบ้านได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ เมื่อจับเขานอนลงบนเก้าอี้นวมแล้วหญิงสาวจึงมองชุดเกราะของเขาอย่างหนักใจ

“ถ้าถอดชุดพวกนี้ออกจะโดนเทวดาโกรธหรือเปล่านะ”

เธอพึมพำกับตัวเองพลางไล่นิ้วสำรวจไปทั่วร่าง หญิงสาวจึงพบว่าเกราะด้านข้างของลำตัวมีรอยเปิดกว้างเหมือนถูกอะไรบางอย่างฉีกกระชากออกไป เลือดที่ไหลทะลักออกมาไม่ขาดแสดงให้เห็นว่ามันเป็นบาดแผลฉกรรจ์ ความเป็นห่วงทำให้หญิงสาวจำต้องตัดสินใจ

“เอาไว้ขอโทษเขาทีหลังก็แล้วกัน”

คิดได้ดังนั้นน้ำทิพย์จึงถอดชุดของราฟาเอลออกทีละชิ้นซึ่งค่อนข้างจะลำบากเพราะเธอไม่รู้จักวิธีสวมใส่เครื่องแต่งกายชนิดนี้และต้องคอยระวังไม่ให้กระทบกระเทือนถึงบาดแผลทำให้หญิงสาวทำงานได้ไม่เร็วนัก เมื่อเกราะชิ้นสุดท้ายหลุดออกมา น้ำทิพย์จึงมองร่างที่เหลือเพียงเสื้อผ้าเนื้อบางเบา หญิงสาวมองอย่างลังเลก่อนตัดสินใจฉีกผ้าชิ้นสุดท้ายออก แผ่นอกที่แม้จะชุ่มไปด้วยเลือดแต่ความแน่นของกล้ามเนื้อทำให้เธอต้องหยุดชะงักและกลืนน้ำลายอย่างลืมตัว เมื่อได้สติหญิงสาวจึงกลับไปให้ความสนใจกับอาการบาดเจ็บของเขาอีกครั้ง ทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอทำให้ถอนใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะอย่างน้อยนั่นก็เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่

เพราะคราบเลือดและเศษดินที่เปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งตัวทำให้น้ำทิพย์จำต้องทำความสะอาดร่างกายให้คนเจ็บก่อนทำการรักษา หญิงสาวใช้ผ้าชุดน้ำเช็ดเลือดบนตัวของเขาอย่างเบามือ เมื่อเห็นว่าสะอาดดีแล้วเธอจึงดูบาดแผลอีกครั้งเพื่อใส่ยา ตอนนั้นเองที่น้ำทิพย์เห็นว่าอาการบาดเจ็บของเขาเปลี่ยนแปลงไป บาดแผลที่เคยกว้างจนแทบจะใส่มือเข้าไปได้ตอนนี้หดเล็กลงจนมีขนาดไม่ถึงสามนิ้ว เลือดที่ไหลรินอย่างน่ากลัวเมื่อครู่แห้งเหือดไปจนหมดไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว

“หรือว่าเขาสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองได้” หญิงสาวพึมพำพลางมองใบหน้างดงามที่ยังคงหลับสนิท แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังคงใช้สำลีแต้มยาแตะลงไปบนปากแผลอย่างระมัดระวังจากนั้นก็พันผ้าทับอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าปากแผลจะไม่เปิด เมื่อทำการรักษาเสร็จเรียบร้อยแล้วน้ำทิพย์จึงเลื่อนมือไปแตะปีกที่งอพับบิดเบี้ยว

“คงต้องหาอะไรดามไว้ก่อนแต่ปีกใหญ่ขนาดนี้จะพันแผลกันยังไง”

พูดพลางมองอย่างใช้ความคิด สุดท้ายเธอจึงเดินไปหลังบ้านหยิบแผ่นพลาสติกยาวขนาดเท่าฝ่ามือกลับเข้ามาเมื่อประกบเข้าด้วยกันและพันด้วยผ้าจนแน่นมันก็กลายเป็นเฝือกยามจำเป็นที่ดูไม่เลวนัก หญิงสาวยืนมองผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจก่อนจะถอยไปนั่งเก้าอี้ด้านตรงกันข้ามและจ้องราฟาเอลไม่วางตา แม้ในหัวจะเต็มไปด้วยคำถามแต่ความเครียดผนวกกับความอ่อนล้าจากการรักษาอาการบาดเจ็บทำให้น้ำทิพย์เผลอตัวนั่งสัปหงกและผล็อยหลับไป

*/*/*/*/*
























มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 ก.ย. 2555, 08:56:31 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 ก.ย. 2555, 08:56:31 น.

จำนวนการเข้าชม : 1227





<< บทที่ 1 วันฟ้าหม่น   บทที่ 3 ราฟาเอล >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account