ภูตคราม
ภูธรา ภูตป่าที่ดำรงเผ่าพันธุ์และยังชีพด้วยการสูบพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิต
มนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลายหรือแม้แต่พืชพรรณไม้นานา
การปรากฏตัวของพิมมาดา หญิงสาวผู้มีดวงจิตอันบริสุทธิ์
รักแรกพบจึงเกิดขึ้น
ความรักของทั้งสองจะเป็นเช่นไรเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นสิ่งไร้ตัวตน
พวกเขาจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ครองคู่กัน


Tags: ภูต

ตอน: บทที่ 13 เหตุร้าย

บทที่ 13 เหตุร้าย

เสียงเคาะประตูทำลายความเงียบกลางดึกทำให้นงนภัสที่กำลังนอนหลับต้องสะดุ้งสุดตัว เธอหันไปมองนาฬิกาบนโต๊ะและสบถออกมาสองสามคำเมื่อเห็นว่ามันเป็นเวลาเกือบห้าทุ่ม มือคว้าเสื้อคลุมที่พาดไว้ข้างเตียงก่อนจะลุกขึ้นเดินงัวเงียไปหน้าห้อง ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูผู้ที่อยู่ด้านนอกก็เปิดผลัวะเข้ามา

“คุณองอาจ”

นงนภัสอุทานด้วยความตกใจและเตรียมจะเข้าไปกอดแต่อีกฝ่ายกลับดันเธอออกห่างจากตัวพร้อมกับถาม

“มันอยู่ไหน”

“ใครกันคะ”

หญิงสาวถามพลางมองฝ่ายชายที่กำลังเดินเข้าไปด้านใน เขาหันซ้ายหันขวาเหมือนกำลังมองหาใครบางคนแต่ไม่พบ สุดท้ายจึงเบนสายตากลับมาที่นงนภัสอีกครั้ง

“ผมถามว่ามันอยู่ที่ไหน”

เขาถามทวนซ้ำอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังมากกว่าตอนแรก อีกฝ่ายขมวดคิ้ว

“คุณพูดถึงใคร”

สีหน้าที่ทำให้ดูเหมือนไร้เดียงสากลับยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดให้กับนายองอาจมากยิ่งขึ้น เขาเดินไปยืนจ้องหน้านงนภัสและพูดเสียงห้วน

“อย่ามาทำเป็นตีหน้าเซ่อ หรือจะต้องบอกให้ละเอียดว่าผมกำลังตามหาชู้รักของคุณที่ชื่อคมกริช”

ใบหน้างามเผือดลงทันใด นงนภัสรีบสั่นศีรษะพร้อมกับปฏิเสธ

“คุณกำลังพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เคย”

“ผมมาหาคุณเมื่อตอนบ่าย” นายองอาจชะงักคำพูดค้างไว้เช่นนั้นและจ้องหน้าของหญิงสาวที่ซีดลงกว่าเดิม”ใช่ ผมเห็นพวกคุณกำลังพรอดรักกัน”

ดวงตาลุกวาวด้วยความโกรธ

“ความจริงผมก็ไม่ได้หงุดหงิดอะไรกับเรื่องนั้นเพราะเคยบอกไว้แล้วว่าถ้าพบคนที่ถูกใจ ผมก็จะหลีกทางให้ ที่ทนไม่ได้ก็คือทำไมคุณต้องโกหก เห็นผมเป็นแค่ไอ้แก่โง่ๆที่มีไว้ให้ผลาญเงินเล่นเท่านั้นใช่ไหม”

“ฉันไม่ได้”นงนภัสพยายามปฏิเสธปากคอสั่นแต่ต้องหุบปากนิ่งเมื่อถูกนายองอาจบีบแขนอย่างแรง

“แต่สิ่งที่ทำให้ผมโกรธมากที่สุดก็คือการที่ชู้รักของคุณขโมยของในบริษัทแถมยังทำร้าย
พิมมาดาจนได้รับบาดเจ็บ”

น้ำหนักมือเพิ่มขึ้นจนแทบจะป่นกระดูกของนงนภัสจนแหลกละเอียด

“คุณรู้เรื่องพวกนี้มาตลอดใช่ไหม”

“คุณเข้าใจผิดแล้วนะคะฉันไม่ได้...”หญิงสาวร้องลั่นเมื่อถูกนายองอาจผลักไปกระแทกกับผนังห้อง

“อย่ามาโกหก ผมได้ยินสิ่งที่คุณพูดกับมันทุกคำ จะสารภาพแต่โดยดีหรือจะให้ผมลากคอคุณเข้าตะราง”

คำขู่ของเขาทำให้นงนภัสร้องไห้โฮ เธอโผเข้ากอดขาของนายองอาจพร้อมกับพร่ำพูดอย่างน่าสงสาร

“ก็ได้ค่ะฉันยอมรับว่ารู้เรื่องที่เขาทำมานาน แต่สาบานว่าไม่เคยมีส่วนร่วมเลยสักครั้ง”หญิงสาวพูดพลางสะอื้นฮัก”อย่าจับฉันส่งตำรวจเลยนะคะ”

เธออ้อนวอนอย่างน่าสงสาร นายองอาจมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาด้วยความรู้สึกสมเพชพลางขยับขาให้หลุดจากการเกาะกุมและเอ่ยถามอย่างเฉยชา

“ตกลง แต่เธอต้องบอกมาก่อนว่าตอนนี้ไอ้คมกริชมันไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน”

“ฉันไม่รู้”นงนภัสตอบและผวาเข้าไปดึงชายกางเกงอีกฝ่ายทันทีเมื่อเห็นเขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา”สาบานได้ว่าฉันไม่รู้จริงๆ ตั้งแต่แยกกันตอนบ่ายก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย”

นายองอาจมองเธออย่างชั่งใจ ตอนแรกเขาคิดจะจับเธอส่งตำรวจเพื่อลงโทษให้สาสมกับสิ่งที่กระทำแต่เมื่อย้อนนึกถึงตอนที่ตนนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องโดยมีหญิงสาวคอยเฝ้าเอาอกเอาใจแล้วเขาจึงยัดโทรศัพท์กลับลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม

“เอาเป็นว่าฉันจะเชื่อเธอ” พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเดินไปเปิดประตู ก่อนออกจากห้องนายองอาจหันกลับมามองนงนภัสอีกครั้ง

“ฉันยกคอนโดนี่กับรถให้ นับแต่นี้ต่อไปเราจบกัน”

พูดแค่นั้นเขาก็เดินจากไปโดยไม่สนใจทั้งเสียงร้องเรียกและร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจของ
นงนภัสเลยแม้แต่น้อย

*/*/*/*/*

กลิ่นฉุนรุนแรงของยาฆ่าเชื้อกับแรงกดของพยาบาลขณะแตะสำลีลงบนแผลทำให้พิมมาดาถึงกับสะดุ้ง นิลเนตรรีบถามด้วยความเป็นห่วง

“เจ็บมากเหรอ”

“นิดหน่อยน่ะ” อีกฝ่ายตอบพลางนิ่วหน้าเมื่อถูกยาสมานแผลราดซ้ำแต่ก็ยังคงนั่งนิ่งจนกระทั่งการรักษาเสร็จเรียบร้อย หลังจากรับยาแก้ไข้และยาแก้อักเสบแล้วฤทธิ์จึงขับรถพา
พิมมาดาไปส่งถึงที่บ้านตามคำสั่งที่ได้รับจากนายองอาจ

“โห ต้นไม้เยอะจังเลยครับคุณพิม” พนักงานหนุ่มพูดทันทีที่ลงจากรถ นิลเนตรไล่สายตามองไปตามต้นไม้อย่างหวาดระแวงและกระซิบถามเพื่อน

“เขาไม่อยู่จริงๆน่ะ”

พิมมาดาผงกศีรษะ ฤทธิ์ซึ่งดูจะตื่นเต้นกับความรกครึ้มของบ้านกวาดตามองไปโดยรอบและอุทานเสียงดังจนนิลเนตรสะดุ้ง

“อะไรเหรอ”

เธอถามพลางขยับถอยในท่าเตรียมวิ่ง ฤทธิ์ชี้มือไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ทางด้านหลัง

“ทุเรียนครับ กำลังออกลูกด้วย” พนักงานหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและหันหน้าไปทางเจ้าของบ้าน “สุกเมื่อไหร่บอกได้เลยนะครับคุณพิมผมจะมาช่วยเก็บ”

“จะมาช่วยกินล่ะไม่ว่า” นิลเนตรพูดอย่างนึกฉุนก่อนจะหันไปทางเพื่อน”ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่า”

พิมมาดาสั่นศีรษะ

“ไม่แล้วล่ะ” พูดพลางเปิดประตู “เข้ามาข้างในกันก่อนสิ นั่งพักกินน้ำกินท่าให้หายเหนื่อยแล้วค่อยกลับ”

“จะให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนก็ได้นะ” นิลเนตรรีบเสนอ พิมมาดายิ้มขณะยื่นแก้วน้ำส่งให้คนทั้งสอง

“ไม่ต้องหรอก ฉันอยู่คนเดียวได้”

“แน่ใจนะ” อีกฝ่ายถามซ้ำ หญิงสาวพยักหน้า

“ฉันแน่ใจ ขอบใจเธอทั้งสองคนมาก”

“สำหรับคุณพิมผมเต็มใจเสมอ”ฤทธิ์รีบพูดและทำท่าเบ่งกล้าม”ถ้าใครหน้าไหนเข้ามาทำร้ายอีกขอให้บอกผมจะรีบมาช่วย”

“ทำเป็นอวดเก่ง ตอนเกิดเรื่องฉันเห็นนายหน้าซีดทำอะไรไม่ถูกยืนซุกอยู่ตรงประตูห้อง” นิลเนตรพูดขัดด้วยความหมั่นไส้ ฤทธิ์ส่งยิ้มแห้ง

“ก็ตอนนั้นผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวนี่ครับ”

“จะตอนนั้นหรือตอนไหนนายก็ไม่มีทางสู้ใครเขาได้หรอก ผอมแห้งแบบนี้เข้าไปก็ถูกฆ่าตายเปล่าๆ”

นิลเนตรกระเซ้าอย่างเอ็นดู พนักงานหนุ่มลูบท้ายทอยด้วยใบหน้าทะเล้น

“แหมเล่นดักคอกันแบบนี้ผมก็ไม่ได้บทพระเอกสิครับ”

“หมั่นไส้ อย่างนายน่ะเป็นได้แค่ตัวประกอบอดทนค่าตัววันละห้าสิบบาทเท่านั้นแหละ”

ไม่พูดเปล่านิลเนตรยังเคาะศีรษะฤทธิ์เบาๆเป็นการตบท้ายแต่อีกฝ่ายรู้ตัวก้มหลบได้ทัน เขาแยกเขี้ยวยิ้มล้อเลียน

“ไม่ได้กินผมหรอกครับคุณนิล”

“เจ้าตัวแสบ” หญิงสาวพึมพำแต่ก็ไม่ได้คิดที่จะเล่นต่อ เธอหันไปทางพิมมาดาที่ยืนนิ่งเงียบและถามด้วยความเป็นห่วง

“เจ็บแผลเหรอพิม”

อีกฝ่ายส่งยิ้มให้พร้อมกับสั่นศีรษะ

“เปล่าหรอก แค่คิดอะไรนิดหน่อยเท่านั้น”

“คิดอะไรนักหนา ถ้ากลัวนายคมกริชละก็ฉันจะอยู่เป็นเพื่อน”นิลเนตรพูดพลางกระเถิบเข้าไปใกล้เพื่อนและลดเสียงลง “ฉันหมายถึงตอนที่เขาไม่อยู่น่ะ”

เขาในความหมายของเธอคือภูธรา พิมมาดายิ้มอย่างหงอยเหงา

“ฉันอยู่คนเดียวได้ เธอรีบกลับบ้านเถอะเดี๋ยวมืดค่ำจะลำบาก” พูดพลางมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงทุกขณะ นิลเนตรมองอีกฝ่ายด้วยความกังวล แม้จะไม่ชอบใจนักที่ต้องปล่อยให้เพื่อนอยู่ตามลำพังแต่เพราะรู้นิสัยกันดีว่าเป็นคนอย่างไรเธอจึงผงกศีรษะ

“งั้นก็ตามใจ”หญิงสาวหันไปร้องเรียกฤทธิ์ที่กำลังให้ความสนอกสนใจต้นทุเรียนริมรั้วที่กำลังออกผลเต็มต้นและหันมาที่พิมมาดาอีกครั้ง

“แล้วฉันจะโทร.มาคุย”

“ได้ ขอบใจมากนะนิล” พิมมาดาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามนิสัย นิลเนตรจึงดึงมือเพื่อนมากุมและบีบเบาๆ

“ทำใจให้สบายอย่าคิดมาก ฉันคิดว่าเขาต้องกลับมาแน่”

“นิล” พิมมาดาเรียกเพื่อนเสียงเครือ อีกฝ่ายจึงยิ้มเพื่อให้กำลังใจเธออีกครั้งก่อนจะเดินไปขึ้นรถที่ฤทธิ์ติดเครื่องรอเอาไว้ เมื่อกล่าวขอบคุณและล่ำลากันแล้วรถของทั้งคู่จึงเคลื่อนออกไป

พอทุกคนไปกันหมดพิมมาดาจึงเดินเข้าบ้านและจัดแจงชำระล้างร่างกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดกับฝุ่น ถึงบาดแผลจะไม่ลึกนักแต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้กับเธอทุกครั้งยามขยับตัว ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จหญิงสาวจึงจัดแจงอุ่นกับข้าว เมื่อทุกอย่างพร้อมเธอจึงนั่งลงที่โต๊ะเพื่อรับประทาน เมื่อตักข้าวเข้าปากเธอก็เริ่มรู้สึกว่ามื้อค่ำวันนี้ต่างไปจากทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะความตระหนกจากเหตุการณ์ในช่วงบ่ายหากแต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่ตัวเธอเองก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร จนเมื่อหันมองไปรอบบ้านและพบแต่ความว่างเปล่านั่นแหละหญิงสาวจึงเข้าใจว่ามันคือความอ้างว้างเดียวดาย

เงาไหววูบที่เคยสร้างความหวาดหวั่นยามนี้กลับเป็นสิ่งที่เธอคิดถึงมากที่สุด เสียงทุ้มแสนอ่อนโยนของภูตหนุ่มเป็นสิ่งเดียวที่เธอถวิลหา แม้แต่ดอกไม้ที่เคยชูช่อส่งกลิ่นหอมละมุนเวลานี้กลับเหี่ยวเฉาราวไร้ชีวิต สิ่งที่พิมมาดาปรารถนาจะเห็นมากที่สุดก็คือดวงตาสีน้ำตาลคมกริบที่เฝ้ามองเธออย่างอาทรตลอดเวลา

ท้องที่หิวโหยเมื่อครู่กลับอิ่มตื้ออย่างฉับพลัน หญิงสาวรวบช้อนและยกน้ำขึ้นดื่มจากนั้นจึงเดินออกไปด้านนอกกระทั่งถึงต้นมณฑาจึงยืนนิ่ง กลิ่นที่เคยหอมรวยรินลงมาไม่ขาดสายบัดนี้กลับขาดหายไปดุจเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าภูตผู้มีพลังแห่งป่ามิได้สถิตอยู่ในที่นี้

ภูธรา

พิมมาดาพึมพำเรียกเสียงแผ่วด้วยหวังว่าจะได้ยินเสียงขานรับกลับมา แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นเพียงเสียงซู่ซ่าของสายลมกระทบกับใบไม้ หัวใจของหญิงสาวห่อเหี่ยวด้วยความเศร้า ความผิดหวังที่ภูตหนุ่มยังไม่กลับกอรปกับความคิดคำนึงที่อัดแน่นอยู่เต็มอกดึงอัสสุชลให้ไหลท่วมท้นขึ้นจนเอ่อล้นอยู่ในดวงตา เธอรีบเงยหน้าขึ้นเพื่อสะกดกลั้นมิให้มันไหลพรากลงมาอาบหน้าและกลืนก้อนสะอื้นเข้าไปในคอก่อนจะตัดใจหมุนตัวเดินเข้าบ้าน ตอนนั้นเองที่มีกระแสลมเย็นพัดผ่านยอดต้นมณฑาลงมาด้านล่างนำพากลิ่นหอมเย็นมากระทบจมูก หัวใจของพิมมาดาเต้นแรงจนแทบไม่เป็นจังหวะ เธอหันหลังกลับพร้อมกับเรียก

“ภูธรา”

ไม่มีแม้แต่เสียงหรือเงาของคนที่คิดถึง เธอจึงรู้ว่ามันเป็นเพียงกลิ่นหอมของดอกไม้ตามธรรมดา หญิงสาวถอนใจออกมาอย่างผิดหวังและเตรียมจะเดินเข้าบ้านอีกครั้งแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อเสียงทุ้มคุ้นหูดังมาจากโคนต้นมณฑา

“เจ้าเรียกข้าหรือ”

ความหดหู่เมื่อครู่มลายหายไป หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวกลับเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก แต่ถึงกระนั้นพิมมาดาก็ยังไม่กล้าหันกลับไปมองเพราะกลัวว่ามันจะเป็นเพียงเสียงแว่วจากสายลมหรือแค่ใบไม้กระทบกัน หญิงสาวยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเสียงเดิมเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ฟังชัดมากขึ้นกว่าเดิม

“พิมมาดา”

หญิงสาวหมุนตัวหันกลับไปมอง ภาพของภูตหนุ่มที่กำลังยืนส่งรอยยิ้มแสนอบอุ่นภายใต้ต้นมณฑาทำให้หัวใจของพิมมาดาเต็มตื้นไปด้วยความยินดี เธอแทบจะวิ่งถลาเข้าไปสวมกอดเขาให้สมกับความคิดถึงแต่สำนึกที่ว่าภูธราไม่อาจแตะต้องตัวสิ่งมีชีวิตใดได้ทำให้หญิงสาวจำต้องหยุดความคิดนั้นเอาไว้แต่ถึงอย่างนั้นขาทั้งคู่ยังพาเธอเดินไปหนุดยืนตรงหน้าภูตหนุ่มโดยไม่รู้ตัว

“ภูธรา”

พูดได้แค่นั้นก้อนสะอื้นก็แล่นขึ้นมาจุกบนลำคอ ความปลื้มปิติที่เพิ่มทวีอย่างเปี่ยมล้นทำให้หญิงสาวถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง ภูธรามองเธอด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

“ข้ากลับมาแล้ว”

น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไหลพรากอาบใบหน้า ภูตหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“เจ้าร้องไห้ทำไม”

มือยื่นมาข้างหน้าหมายจะซับน้ำตาให้แห้งเหือดแต่สิ่งที่สัมผัสกลับเป็นเพียงสายลมอุ่น พิมมาดารีบยกมือขึ้นเช็ดอย่างรวดเร็วพร้อมกับพูด

“ทำไมถึงมาช้านักล่ะ”

น้ำเสียงเชิงต่อว่า ภูธราทำหน้าเจื่อน

“ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องรอ ข้ามีธุระที่ต้องทำนิดหน่อย ถ้าอยากรู้ก็จะเล่าให้ฟัง”

เขารีบพูดเพื่อเอาใจและเตรียมจะเล่าถึงเรื่องราวทั้งหมด โดยตั้งใจจะข้ามเรื่องวิธีทำให้ภูตครามเป็นมนุษย์แต่พิมมาดากลับส่ายหน้า

“ไม่ต้อง แค่นายกลับมาก็พอแล้ว”เธอมองหน้าภูธรา”ตอนนายไม่อยู่อะไรก็ดูแย่ไปหมด ต้นไม้ก็ไม่ยอมออกดอก เสียงจั๊กจั่นที่ชอบร้องตอนหัวค่ำก็เงียบ ถึงจะแค่วันเดียวแต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวตามลำพัง”

ดวงตาสีสวยมองภูตหนุ่มแน่วนิ่งเหมือนต้องการบอกบางสิ่งที่อยู่ในใจ

“มันเหงาเหลือเกิน”

น้ำเสียงเศร้าจนภูธราใจหาย แขนทั้งสองข้างยื่นไปข้างหน้าด้วยปรารถนาที่จะรั้งร่างของหญิงสาวเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แต่สิ่งที่เขาทำได้เป็นเพียงส่งสายลมโอบล้อมรอบกายของเธอ

“ข้าขอโทษ”

ลมอุ่นเลื่อนขึ้นไปบนใบหน้า ไล้พวงแก้มปลั่งอย่างอ่อนโยน ความนุ่มนวลที่เปรียบประดุจสัมผัสจากอุ้งมือของภูตหนุ่มสร้างความสุขใจอย่างเปี่ยมล้นจนหญิงสาวเผลอตัวพริ้มตาหลับลงและเผยอริมฝีปากราวรอคอย ถึงจะเป็นภูตครามแต่ภูธราก็เข้าใจดีว่าอาการเช่นนั้นหมายถึงสิ่งใด ใบหน้างามสง่าโน้มลง แม้จะไม่ได้แตะต้องโดยตรงแต่ความอ่อนโยนของลมที่ลูบไล้บนเรียวปากสร้างความปั่นป่วนให้กับหญิงสาวจนแทบจะอ่อนระทวย

“อย่าทิ้งฉันไปไหนอีกนะภูธรา”

พิมมาดาพูดเสียงแผ่ว ภูตหนุ่มกระซิบริมใบหู

“นับแต่นี้ต่อไปข้าจะไม่อยู่ห่างกายเจ้าอีก”

“สัญญานะ”

หญิงสาวย้ำ ภูธรายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน

“ข้าสัญญา”

เขาสูดกลิ่นหอมจากกายของหญิงสาวเข้าไปจนเต็มปอดและต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นผ้าพันแผลบนต้นคอของเธอ

“เจ้าบาดเจ็บ”

หญิงสาวสะดุ้งและรีบแตะบาดแผลของตัวเองพร้อมกับพูด

“แค่หกล้มเท่านั้นไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก”

ดูเหมือนภูธราจะไม่เชื่อคำอธิบายนั่นเลยสักนิดเพราะเขาสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งและพูดเสียงเรียบ

“ข้าได้กลิ่นความชิงชังอาฆาตอยู่ในรอยแผล” เขามองหน้าเธอเขม็ง “ใครทำร้ายเจ้า”

“ถ้าบอกแล้วนายจะทำยังไง” พิมมาดาแทบจะกลั้นใจถามและเย็นวาบไปทั้งร่างเมื่อได้ยินคำตอบ

“โทษของการทำให้คนที่ข้ารักต้องบาดเจ็บคือตาย”

“นายจะทำอย่างนั้นไม่ได้นะ”หญิงสาวร้องห้ามและรีบอธิบายเมื่อเห็นสายตาฉงนของภูตหนุ่ม”คนที่ทำคือโจรขโมยยา ตอนนี้ตำรวจกำลังตามจับเขาอยู่ เราต้องดำเนินคดีคนร้ายตามกฏหมายไม่ใช่เที่ยวไล่ฆ่ากันตามอำเภอใจ”

“เคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าภูตครามไม่ฆ่าคน ที่ข้าทำก็คือกลืนกินชีวิตของเขาเท่านั้น” ภูธราพูดแต่พิมมาดากลับส่ายหน้า

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ รับปากฉันได้ไหมว่านายจะไม่ฆ่าใครอีก”

“ข้าไม่ได้”ภูตหนุ่มแย้งและชะงักคำพูดไว้แค่นั้นเมื่อเห็นสายตาอ้อนวอนเชิงบังคับ เขาระบายลมหายใจออกมาเบาๆก่อนจะรับปากอย่างไม่เต็มใจนัก “ตกลง”

“สัญญานะ” พิมมาดาย้ำเพื่อความมั่นใจแต่อีกฝ่ายกลับยิ้ม

“เจ้าพูดเป็นอยู่คำเดียวหรือไง”ภูตหนุ่มหยุดเมื่อเห็นดวงตาดุของเธอ”ก็ได้ข้าสัญญา”

พิมมาดายิ้มกว้างด้วยความดีใจ เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์สีนวลบนท้องฟ้าอย่างชื่นชม

“พระจันทร์วันนี้สวยนะ”

ภูธราเงยหน้าขึ้นมองตามและพูดไปตามความรู้สึก

“ข้าก็เห็นมันเป็นแบบนี้เหมือนกันทุกวัน จะต่างกันก็ตรงข้างขึ้นหรือข้างแรมเท่านั้น”

คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวหน้าง้ำ เธอค้อนภูตหนุ่มด้วยกิริยาเง้างอน

“ไม่มีความโรแมนติกเอาซะเลย”

พูดจบก็หมุนตัวเดินเข้าบ้าน ภูธรารีบเลื่อนตัวตามพร้อมกับถาม

“เจ้าโกรธอะไรอีก”

“เปล่า” พิมมาดาตอบพลางเดินขึ้นไปยังชั้นบน ร่างของภูตหนุ่มจึงลอยสูงขึ้นและไปหยุดยืนรออยู่ริมหน้าต่างห้องนอนของเธอ

“จะนอนแล้วหรือ” เขาถามเมื่อเห็นหญิงสาวเอนตัวลงนอนพร้อมกับดึงผ้าห่มคลุมร่าง อีกฝ่ายตอบอย่างงัวเงีย

“วันนี้เจองานหนักมาทั้งวัน ฉันง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว”

“งั้นก็นอนหลับให้สบาย”ภูตหนุ่มพูดและยืนกอดอกนิ่งอยู่เช่นนั้น พิมมาดานอนพลิกตัวไปมาอย่างหงุดหงิดเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง ผ่านไปได้พักใหญ่เธอจึงพูดขึ้น

“ลืมอะไรหรือเปล่า”

ภูธราไม่ตอบแต่กลับส่งรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมกับโบกมือ อากาศที่สงบนิ่งก็บังเกิดการเคลื่อนไหว ต้นไม้ภายในสวนเริ่มโยกตัวไหวโอนเอนเมื่อสายลมเย็นโชยพัดผ่าน ลมบางกลุ่มนำพากลิ่นของดอกมณฑาฟุ้งกระจายเข้ามาให้ห้อง ความหอมละมุนของมันทำให้หญิงสาวยิ้มอย่างเป็นสุข

“ราตรีสวัสดิ์ภูธรา”

“ราตรีสวัสดิ์ดวงใจของข้า” ภูตหนุ่มกล่าวขณะเลื่อนกายมายืนเคียงข้างและโน้มตัวลงเหนือใบหน้างาม

“ขอให้เจ้าฝันดี”

*/*/*/*/*/*

เสียงนกร้องทำให้พิมมาดารู้สึกตัวตื่นขึ้น แต่ความอ่อนเพลียจากเหตุการณ์ของเมื่อวานทำให้เธอไม่อยากแม้จะแต่จะลืมตา หญิงสาวบิดตัวเล็กน้อยและทำท่าจะนอนต่อแต่ความเย็นจัดของน้ำที่หยดลงมาโดนจมูกทำให้เธอต้องสะดุ้งลืมตาโพลง

“อรุณสวัสดิ์”

ภูธราเอ่ยทักพร้อมกับยืดตัวขึ้น หญิงสาวจึงรู้ว่าหยดน้ำเมื่อครู่เกิดจากฝีมือของเขา

“ไม่ยักรู้ว่าภูตก็เล่นอะไรแบบนี้เป็นด้วย”

เธอพูดอย่างงอนเง้าพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง ภูตหนุ่มส่งยิ้มให้พร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ข้าทำเฉพาะแต่กับเจ้าเท่านั้น”

ใบหน้างามเข้มขึ้นในทันที พิมมาดารีบเบือนหน้าหนีไปอีกด้านเพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนกำลังเขินอาย

“พูดเก่งขึ้นเยอะเลยนะ”

เธอพึมพำพร้อมกับเดินไปหยิบผ้าขนหนู ภูตหนุ่มมองอาการเนิบนาบไม่เร่งร้อนเหมือนทุกวันด้วยความแปลกใจ

“เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก”

พิมมาดาอมยิ้มอย่างนึกขันและตอบข้อสงสัยของอีกฝ่ายโดยไม่หันไปมอง

“วันนี้หยุดจ้ะ”

พูดจบก็ก้าวลงไปยังชั้นล่างและหายเข้าไปในห้องน้ำราวครึ่งชั่วโมงจึงกลับออกมาโดยมีผ้าขนหนูผืนเล็กพันรอบศีรษะ ตอนที่กำลังเดินไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อหยิบเครื่องเป่าผม จมูกของเธอก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟโชยมาจากห้องครัว พิมมาดายิ้มอย่างเป็นสุขเพราะนั่นแสดงว่าภูธราได้จัดเตรียมเครื่องดื่มรสเข้มของโปรดเอาไว้ให้ แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็อดที่จะหยอกเขาไม่ได้

“คงไม่หวานเจี๊ยบเหมือนครั้งก่อนนะ”

“ข้าแน่ใจว่าไม่”เสียงภูธราดังข้างตัว พิมมาดาหันไปมองเขาพร้อมกับถาม

“รู้ได้ยังไง ภูตรู้รสชาติของอาหารด้วยเหรอ”

“ข้าดูตอนเจ้าทำ”ภูตหนุ่มตอบและเอียงคอเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาววุ่นวายอยู่กับการเป่าผมเหมือนไม่สนใจของที่เขาเตรียมไว้ให้แม้แต่น้อย”เจ้าไม่ดื่มเหรอ”

เขาถามสั้นๆแต่พิมมาดาตีความเอาว่านั่นคืออาการของคนน้อยใจ ด้วยความที่นึกสนุกเธอจึงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน หลังจากอ้อยอิ่งอยู่กับเรือนผมสีดำสลวยอยู่ครู่ใหญ่หญิงสาวจึงเดินไปหยิบถ้วยกาแฟแต่เมื่อดื่มเข้าไปแล้วเธอกลับเบ้หน้าพร้อมกับบ่น

“ไม่เห็นร้อนเลย”

“ก็เจ้ามัวแต่ไปทำโน่นทำนี่กาแฟมันเลยเย็นหมด”

ภูธราพูด หญิงสาวจึงยื่นถ้วยไปข้างหน้า

“งั้นช่วยทำให้มันร้อนหน่อย”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างหนักใจ ภูตหนุ่มมองถ้วยและใบหน้าของพิมมาดาสลับกันก่อนจะพูด

“ข้าทำแบบนั้นไม่ได้หรอก”

หญิงสาวแกล้งทำเป็นถอนใจและเตรียมจะพูดอะไรต่อแต่เสียงดนตรีจากโทรศัพท์มือถือดังแทรกขึ้นมา เมื่อเห็นหมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอเธอจึงรีบเปิดรับ

“เป็นไงบ้างพิม”

เสียงนิลเนตรถามด้วยความเป็นห่วง พิมมาดาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่ก็ยังคงตอบ

“สบายดี แผลก็ไม่เจ็บแล้ว”เธอนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงอื้ออึงดังมาจากปลายสาย
”ทำไมถึงเสียงดังแบบนี้ เธอไม่ได้อยู่บ้านเหรอ”

“ฉันออกมาข้างนอกน่ะ”อีกฝ่ายตอบเสียงระรื่นตามด้วยคำพูดอะไรบางอย่างเหมือนกำลังคุยอยู่กับใครบางคน”ไปบ้านลุงสวนค่ะ”

ประโยคสุดท้ายทำเอาพิมมาดาต้องเบิกตาโพลง เพราะบ้านลุงสวนคือชื่อเฉพาะที่คนแถบนี้ใช้เรียกบ้านของเธอ

“เดี๋ยว อย่าบอกนะว่า...”

“ใช่แล้วเพื่อนตอนนี้ฉันกำลังอยู่ปากซอย เดี๋ยวค่อยเจอกันนะ”

พูดแค่นั้นสายก็ถูกตัดฉับ พิมมาดายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่ภูธราเพราะเข้าใจดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเพื่อนของเธอรู้ว่าเขากลับมาแล้ว

“ยายนิลมีหวังได้กรี๊ดบ้านแตกแน่”หญิงสาวพึมพำพลางบอกภูตหนุ่ม”เพื่อนฉันกำลังมาที่นี่และเขาก็กลัวนายมาก คงไม่ต้องบอกนะว่าจะต้องทำตัวยังไง”

“ข้าเข้าใจ” ภูธราตอบพร้อมกับมองออกไปด้านนอกเมื่อได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์วิ่งมาจอดที่หน้าบ้าน”ดูเหมือนเพื่อนของเจ้าจะมาแล้ว”

พิมมาดาชี้นิ้วเหมือนจะย้ำคำพูดเมื่อครู่อีกครั้งก่อนจะเดินออกไปด้านนอก เสียงนิลเนตรร้องทักดังลั่น

“ไงยายพิม”

“ยังจะมาไงอีก นึกยังไงถึงได้บุกมาหาฉันถึงที่บ้าน” พิมมาดาถามขณะเปิดประตูรั้วให้ อีกฝ่ายแกล้งทำท่าเป็นน้อยใจ

“แหม พูดแบบนี้ได้ยังไง ไอ้เรารึอุตส่าห์เป็นห่วง น่าจะขอบใจกันสักนิด”

“จ้า ขอบใจ แต่ทีหลังโทร.มาบอกล่วงหน้ากันก่อนฉันจะได้เตรียมขนมไว้รอรับ”

พูดพลางเดินนำเข้าบ้านและรินน้ำเย็นส่งให้ นิลเนตรรับมาดื่มด้วยความกระหายจากนั้นจึงหันมองไม้ผลที่ขึ้นรกครึ้มรอบบ้าน

“ของกินมีตั้งเยอะไม่ต้องเตรียมอะไรหรอก อีกอย่างวันนี้ฉันตั้งใจชวนเธอออกไปข้างนอกเดินห้าง หาของอร่อยแล้วค่อยไปซื้อต้นไม้ด้วยกัน ว่าแต่แผลเธอเป็นยังไงบ้าง”

ถามพลางมองแถวไหล่ของเพื่อน พิมมาดายกมือขึ้นแตะผ้าปิดแผลพร้อมกับตอบ

“ยังเจ็บอยู่บ้างนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับต้องนอนแกร่วอยู่กับบ้าน”

“งั้นก็ดี”นิลเนตรพูดอย่างโล่งอก”ฉันจะได้พาเธอเที่ยวได้อย่างสบายใจ”

นิลเนตรพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง พิมมาดาแอบชำเลืองไปทางภูธราที่ยืนกอดอกอยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง ความจริงแล้ววันนี้เธออยากจะอยู่กับเขามากกว่าแต่ก็เข้าใจดีว่าที่นิลเนตรทำเช่นนี้เพราะความเป็นห่วง ความหวังดีของเพื่อนทำให้หญิงสาวไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธได้

“เอ้ามัวยืนเหม่ออยู่ได้รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็ว”

นิลเนตรพูดขึ้นเมื่อเห็นพิมมาดายืนนิ่งอยู่นาน หญิงสาวได้แต่พยักหน้าหงึกๆและเดินขึ้นชั้นสองแต่โดยดี ชั่วเวลาไม่ถึงอึดใจเธอก็กลับลงมาใหม่พร้อมเสื้อผ้าที่ดูกระฉับกระเฉงมากกว่าเดิม

“ค่อยดูดีขึ้นมาหน่อย”นิลเนตรพูดอย่างพอใจพร้อมกับคว้ากระเป๋าขึ้นมาคล้องไหล่”ไปกันเถอะ”

พูดพลางรุนพิมมาดาออกจากบ้าน จุดหมายแรกของนิลเนตรก็คือห้างสรรพสินค้าดังในแถบนั้น ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศกับร้านรวงที่ประดับประดากันอย่างวิจิตรสร้างความเบิกบานให้กับหญิงสาวทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง หลังจากเพลิดเพลินกับการชมสินค้าอยู่นานท้องของทั้งคู่ก็เริ่มส่งเสียงอุทธรณ์ ตอนแรกพิมมาดาจะเข้าฟาสต์ฟูดของห้างแต่นิลเนตรกลับลากเธอเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง

“นานๆเดินห้างทีก็ต้องกินอะไรที่มันหรูหน่อย”

นิลเนตรให้เหตุผลพลางเริ่มสั่งอาหารซึ่งดูเหมือนจะเน้นซาชิมิเป็นพิเศษ ส่วนพิมมาดากลับเลือกเมนูข้าวปั้นกับสลัดผักแบบญี่ปุ่น เมื่ออิ่มหนำกับมื้อเที่ยงแสนอร่อยแล้วทั้งสองจึงเดินรอบห้างอีกครั้งจากนั้นจึงนั่งรถออกไปยังถนนเส้นที่มีร้านขายต้นไม้ตั้งเรียงรายไปตลอดทาง

“เธออยากได้ต้นอะไรล่ะ” พิมมาดาถามหลังจากเดินเลือกอยู่หลายร้าน นิลเนตรตอบทั้งที่ตายังคงมองไม้พุ่มหนึ่งอยู่

“หอมเจ็ดชั้น แฮบปี้เนสกับกุหลาบสีส้ม”

“หอมเจ็ดชั้นบ้านฉันก็มี” พิมมาดาพูดพลางหันไปมองต้นชบาที่มีดอกสีชมพูปูนขนาดใหญ่กว่าจานข้าว นิลเนตรส่ายหน้า

“ขืนหอบมาด้วยก็เที่ยวไม่สนุกน่ะสิ อีกอย่างฉันอยากซื้อไปปลูกด้วยตัวเอง”

พูดจบก็หันไปต่อรองราคากับคนขาย เมื่อได้เป็นที่น่าพอใจแล้วเธอจึงฝากเอาไว้ที่ร้านก่อนโดยให้เหตุผลว่าไม่อยากถือให้มันรุงรัง จากนั้นทั้งคู่จึงช่วยกันเลือกต้นกุหลาบอย่างเพลิดเพลินโดยไม่รู้ว่ากำลังมีสายตาของใครบางคนเฝ้ามอง

คมกริชบังคับรถที่เขาขโมยมาจากบริษัทวิ่งตามคนทั้งสองในระยะห่างพอสมควร ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตจ้องพิมมาดาตลอดเวลา ความจริงแล้วเขารู้เรื่องราวหลายอย่างของเธอจากนงนภัสซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องการขัดขวางด้านการเงิน ในความคิดของชายหนุ่มหัวหน้าการเงินสาวผู้นี้คือก้างชิ้นใหญ่ที่สมควรกำจัด เขาคิดจะเริ่มต้นด้วยการขู่แต่เหตุการณ์กลับบานปลายเมื่อนายองอาจรู้ความจริงเรื่องการขโมยยา คมกริชเลยเหมาเอาว่าเป็นฝีมือของพิมมาดา จากความชิงชังจึงกลายเป็นความแค้น ตอนแรกเขาคิดจะยิงเธอให้ตายเหมือนหมาข้างถนนแต่เพราะความสะเพร่าที่ลืมปืนไว้ในห้องของนงนภัสทำให้เขาไม่มีโอกาสย้อนกลับไปเอาได้ เมื่อไม่มีอาวุธแผนต่อไปของเขาก็คือ หาโอกาสฆ่าเธอไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

โอกาสที่ว่ามาเร็วกว่าที่คิดเมื่อคมกริชพบหญิงสาวทั้งสองคนกำลังเดินออกจากห้าง เขาสะกดรอยตามพวกเธอมาอย่างระวัง หัวใจที่อัดแน่นไปด้วยความแค้นเต้นอย่างลิงโลดเมื่อทั้งคู่เดินเลือกต้นไม้อยู่ริมข้างทาง เหลือแค่รอจังหวะดีๆเท่านั้น เจ้าคนใจชั่วคิดพลางภาวนาให้คนที่เดินอยู่ตรงหน้าย่างเท้าลงมาบนถนน เขาจะได้ขับรถวิ่งเข้าชนและบดขยี้ให้แหลกเละยิ่งกว่าเศษเนื้อในเครื่องปั่น

เหมือนคำอธิษฐานของคนเลวจะสำเร็จผลเมื่อนิลเนตรเห็นดอกกุหลาบสีส้มสดในร้านที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน อารามดีใจเธอหันไปคว้าแขนของพิมมาดาพร้อมกับพูด

“นั่นไงพิมกุหลาบสีที่ฉันอยากได้”

ไม่รอช้าเธอก้าวลงจากทางเท้าและมองรถที่แล่นผ่านไปมาแทบจะไม่ขาดสาย เมื่อได้จังหวะนิลเนตรจึงรีบเดินข้ามโดยไม่ทันสังเกตว่ามีรถคันหนึ่งกำลังวิ่งตรงเข้ามาหาพวกเธอมาอย่างเร็ว

“ระวัง!”

เสียงคนในร้านต้นไม้ตะโกนดังลั่นเมื่อรถคันนั้นตรงดิ่งไปที่หญิงสาวทั้งสอง นิลเนตรหันไปมองและเบิกตากว้างในขณะที่พิมมาดายืนตกตะลึงตัวแข็ง ในช่วงคับขันนิลเนตรยังมีสติพอที่จะหันไปผลักเพื่อนให้พ้นทางแต่ก่อนที่รถจะวิ่งเข้าไปถึงตัวเธอต้นประดู่ข้างทางก็เกิดเสียงเปรียะดังลั่น กิ่งขนาดใหญ่ถูกฉีกออกจากลำต้นพุ่งทะลุผ่านกระจกแทงร่างของคนที่อยู่ในรถจนมือเลื่อนหลุดจากพวงมาลัย ถึงจะทำให้มันเบี่ยงออกจากเส้นทางแต่กระนั้นก็ยังเฉี่ยวร่างของนิลเนตรให้ลอยหวือขึ้นไปในอากาศและตกลงมากระแทกกับพื้นห่างจากจุดที่ถูกชนราวห้าเมตร ส่วนรถต้นเหตุเสียหลักพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้ากลางถนนและจอดสิ้นฤทธิ์อยู่ตรงนั้น

เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลงพิมมาดาจึงรีบวิ่งไปหานิลเนตร สภาพที่ยับเยินของเพื่อนทำให้สติของหญิงสาวแทบจะแตกกระเจิง เธอโผเข้าไปประคองร่างที่โชกไปด้วยเลือดขึ้นมาพร้อมกับกรีดร้อง

“นิล!”

ผู้คนที่ทยอยเข้ามามุงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ พวกที่เข้าไปดูรถกระบะรีบเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นคนขับถูกกิ่งประดู่เสียบทะลุจนหน้ายุบไปทั้งแถบ บางคนบันทึกภาพเหตุกาณ์อย่างเมามันในขณะที่หลายคนรีบโทร.แจ้งตำรวจ พิมมาดาน้ำตาไหลพรากขณะมองนิลเนตรที่กำลังนอนหายใจรวยริน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสักคนที่จะสนใจเข้ามาช่วยเธอจึงเงยหน้าขึ้นและกรีดเสียงตะโกน

“ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลที”

“ผมเรียกแล้ว พวกเขากำลังมา”เจ้าของร้านต้นไม้พูดพลางตรวจดูนิลเนตรอย่างเร่งรีบ”ผมเคยทำงานอยู่กับพวกมูลนิธิ พอจะรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาบ้าง”

เขาออกตัวขณะตรวจชีพจรและบาดแผลบนร่างกายของหญิงสาว พิมมาดามองอย่างมีความหวัง

“เป็นยังไงบ้างคะ”

“ไม่ค่อยดี กระดูกหักหลายแห่งแถมยังเสียเลือดมาก”เจ้าของร้านต้นไม้พูดอย่างวิตกพลางยืดตัวขึ้นมองการจราจรที่เริ่มติดขัด”รถติดแบบนี้มีหวังอีกนานกว่ารถพยาบาลจะมาถึง ให้ตายเถอะทำไมคนถึงชอบชะลอดูเวลาเกิดอุบัติเหตุกันนัก ไม่รู้หรือไงว่ามันกีดขวางการทำงาน”

เขาบ่นอย่างหัวเสียและก้มหน้าก้มตาทำบาดแผลให้นิลเนตรเท่าที่สามารถจะทำได้ ผ่านไปเกือบสิบห้านาทีรถพยาบาลก็มาถึง ส่วนพิมมาดาหลังจากให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วจึงรีบตามเพื่อนไปที่โรงพยาบาล

เสียงฝีเท้าที่ก้าวอย่างเร่งร้อนบ่งบอกถึงอารมณ์ของผู้เดินว่าอยู่ในความร้อนใจ หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่จนรู้ว่าห้องฉุกเฉินอยู่ที่ไหนแล้วนายองอาจจึงเดินไปหยุดยืนหน้าห้องและพบกับพิมมาดาที่กำลังนั่งคอตกอยู่ที่นั่น

“คุณพิม”

เขาเรียกไม่ดังนัก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นและยิ้มด้วยความดีใจ

“คุณองอาจ”เธอมองไปข้างหลัง น้ำตาเอ่อเบ้าเมื่อเห็นคนที่ตามมา”คุณนวลศรี”

“หนูนิลเป็นยังไงบ้าง”คุณนายนวลศรีถามพลางมองผ่านช่องกระจกเข้าไปด้านใน ภาพของแพทย์ที่กำลังเดินกันอย่างวุ่นวายทำให้เธอรู้สึกกังวลจนต้องหันหน้าหนีและมองมาที่พิมมาดาอีกครั้ง

“หมอยังไม่ได้บอกอะไรเลยค่ะ” หญิงสาวพูดเสียงเครือ นายองอาจถึงกับถอนใจและพูดอย่างเคร่งเครียด

“นึกไม่ถึงเลยว่าคมกริชจะตามไปทำร้ายพวกคุณ” เขากำมือแน่น คุณนายนวลศรีแตะแขนเขาเบาๆ

“ถึงยังไงเขาก็ตายไปแล้ว อย่าไปคิดถึงมันอีกเลย เฮ้อ แต่จะว่าไปเวรกรรมมันก็ตามทันได้เร็วจริงๆ คิดฆ่าคนอื่นแต่กลับต้องมาตายเสียเอง”

พูดพลางส่ายศีรษะอย่างนึกเวทนา พิมมาดาซึ่งเสียใจจนพูดอะไรไม่ออกได้แต่ยืนสะอื้น เธอหันไปมองภูธราที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักพร้อมกับพูดพึมพำ

“ทำไมถึงไม่ช่วยให้เร็วกว่านี้”

น้ำตาไหลพรากลงมาเป็นทาง คุณนายนวลศรีเห็นดังนั้นจึงบีบมือเธอและพูดปลอบ

“ทำใจดีๆเอาไว้ หนูนิลต้องไม่เป็นอะไรแน่จ้ะ”

พิมมาดาได้แต่พยักหน้ารับ เธอหันไปมองภูตหนุ่มด้วยแววตาแทบจะทำให้เขาต้องคุกเข่าและพร่ำกล่าวคำขอโทษที่ไม่อาจปกป้องเธอได้สมดังวาจา แต่สิ่งที่ภูธราทำได้ในเวลานี้ก็คือยืนมองหญิงสาวด้วยสำนึกแห่งความเสียใจ

ตลอดทั้งวันพิมมาดายืนรอจนกระทั่งนิลเนตรพ้นขีดอันตรายและแพทย์ได้ย้ายเธอไปยังห้องพักผู้ป่วยซึ่งนายองอาจระบุว่าให้เป็นห้องพิเศษและมีพยาบาลคอยเฝ้าดูแลตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นข้อดีเพราะญาติสามารถเฝ้าคนไข้ได้ เมื่อรู้ดังนั้นพิมมาดาจึงรีบกลับบ้านเพื่อจัดเตรียมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการนอนค้างในโรงพยาบาล

“เจ้าเองก็ยังไม่หายดี น่าจะนอนพักอยู่กับบ้าน”

ภูธราพูดขณะมองหญิงสาวยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าถือใบย่อม เธอจึงตอบทั้งที่ไม่มองหน้า

“ฉันไม่ได้เป็นอะไร”

“แต่เจ้าบาดเจ็บ” ภูตหนุ่มพูด อีกฝ่ายจึงชะงักมือที่กำลังจัดของและหันไปจ้องหน้าเขม็ง

“แผลฉันมันเทียบไม่ได้กับของยายนิล ว่ากันตามจริงแล้ววันนี้คนที่เจ็บมันควรจะเป็นฉันมากกว่า”

ประโยคท้ายเธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ไม่สิ ความจริงแล้วเราสองคนไม่ควรมีใครเป็นอะไร” น้ำใสๆปริ่มอยู่ขอบตาขณะที่มองภูตหนุ่ม”ทำไมนายไม่ช่วยให้เร็วกว่านี้ภูธรา”

ภูธราถึงกับพูดไม่ออก เขาได้แต่ก้มหน้าลงหลบสายตาของหญิงสาวอย่างสำนึกผิด ส่วนพิมมาดาเมื่อเห็นภูตหนุ่มไม่พูดอะไรเธอจึงหันกลับไปจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าจนเสร็จ ตอนที่กำลังจะออกจากบ้านหญิงสาวจึงพูดขึ้น

“อย่าตามมานะ”

ภูตหนุ่มหยุดยืนนิ่ง ความจริงแล้วเขาตั้งใจจะบอกพิมมาดาว่าคืนนี้จำต้องเดินทางกลับป่าอีกครั้งแต่เมื่อเธอยังมีอารมณ์โกรธอยู่เช่นนี้คงไม่สนใจที่จะรับฟัง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตามหญิงสาวไปจนถึงโรงพยาบาล เมื่อแน่ใจว่าพิมมาดาอยู่ในสถานที่ปลอดภัยแล้วภูธราจึงเลื่อนตัวออกไปยืนบนดาดฟ้าของอาคารและเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์กลมโตที่กำลังส่องแสงนวลสว่างอยู่กลางเวหาด้วยความกังวล ความเป็นห่วงทำให้เขาไม่อยากละสายตาไปจากหญิงสาวแต่จิตสำนึกของป่าที่กำลังวิ่งพล่านอยู่ในกายกับเสียงพร่ำเรียกของชนภูตครามที่แว่วมาตามลมทำให้ภูธรารู้ดีว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้ได้ ร่างของภูตหนุ่มลอยเลื่อนไปหยุดอยู่กลางอากาศ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองพิมมาดาอย่างห่วงใย เขาดึงกลิ่นดอกไม้ยามราตรีขึ้นมาไว้ในฝ่ามือและส่งไปหาหญิงสาวพร้อมกับสายลม เสร็จแล้วภูตหนุ่มจึงไหววูบไปตามกระแสลมผ่านต้นไม้ตรงไปยังไพรทึบอันเป็นที่สถิตย์ของเหล่าภูตคราม



มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 14 ต.ค. 2555, 12:36:55 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 14 ต.ค. 2555, 12:36:55 น.

จำนวนการเข้าชม : 1155





<< บทที่ 12 หัวใจที่โหยหา   บทที่ 14 คำเตือนของมฤต >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account