ภูตคราม
ภูธรา ภูตป่าที่ดำรงเผ่าพันธุ์และยังชีพด้วยการสูบพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิต
มนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลายหรือแม้แต่พืชพรรณไม้นานา
การปรากฏตัวของพิมมาดา หญิงสาวผู้มีดวงจิตอันบริสุทธิ์
รักแรกพบจึงเกิดขึ้น
ความรักของทั้งสองจะเป็นเช่นไรเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นสิ่งไร้ตัวตน
พวกเขาจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ครองคู่กัน


Tags: ภูต

ตอน: บทที่ 12 หัวใจที่โหยหา

บทที่ 12 หัวใจที่โหยหา

‘ภูตครามจะเป็นมนุษย์ได้ก็ต่อเมื่อ กลืนกินลมหายใจเฮือกสุดท้ายของคนที่ตนรัก’

คำพูดของวิษธรสะท้องก้องอยู่ในหัว ภูธราชาวาบไปทั้งตัว เขารู้สึกเหมือนร่างกายถูกตอกตรึงด้วยหมุดจนไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวหรือแม้แต่คิดสิ่งใดได้ ภูตหนุ่มยืนนิ่งเช่นนั้นอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงนกโกโรโกโสร้องขึ้น เขาจึงหลุดจากอาการตกตะลึงและเอ่ยปากถามวิษธร

“ไม่มีวิธีอื่นเลยหรือ”

ผู้นำภูตครามสั่นศีรษะ ภูธราจึงยกมือของตนเองขึ้นมาและมองด้วยความเศร้า แม้จะผิดหวังแต่ความเสียใจนั้นมีมากกว่า เพราะนั่นหมายถึงเขาไม่มีวันได้ใช้ชีวิตร่วมกับหญิงอันเป็นที่รักได้ตลอดกาล

“แล้วท่านทำเช่นใด”

เขาถามหัวหน้าภูตคราม อีกฝ่ายหลับตาลงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าเหมือนต้องการสะกดอารมณ์วิปโยคที่อัดอั้นอยู่ในทรวง

“ข้าได้แต่เฝ้ามองและคอยปกป้อง”วิษธรลืมตาขึ้น”ส่วนชบาก็ไม่ยอมครองคู่กับผู้ใด นางอยู่เป็นโสดจวบจนวันสุดท้ายของชีวิต”

เขามองภูธรา

“ความรักนั้นหวานนัก ลิ้มรสเท่าใดก็ไม่รู้จักเบื่อ แต่เมื่อใดที่ต้องพบกับความผิดหวัง มันก็จะกลายเป็นความขมขื่นจนสุดทน เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเจ้าจะยังคงปักใจกับหญิงผู้นี้อีกหรือไม่”

“ข้าไม่มีวันเปลี่ยนใจ” ภูตหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น รอยยิ้มน้อยๆผุดบนริมฝีปากของผู้นำภูตคราม

“เจ้าเป็นผู้ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวและมั่นคง หากยังคงยึดมั่นในรัก เจ้าก็จะมีความสุข” เขานิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะกล่าวต่อ

“มีบางอย่างที่ข้าอยากจะบอกเจ้า มันเป็นเรื่องที่พวกเราเคยประสบอยู่ทุกวัน แต่น้อยนักที่จะเข้าใจในความหมาย”

ผู้นำภูตครามยืดตัวขึ้น ความหมองเศร้าเมื่อครู่เลือนหายไป รัศมีแห่งผู้นำเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง

“ภูตครามไม่ได้รู้จักแค่การนำชีวิตผู้อื่นมาเป็นอาหารเท่านั้น” วิษธรพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง”หากจะว่ากันแล้วพวกเราก็ไม่ต่างไปจากต้นไม้ในผืนป่านี่เท่าไหร่นัก เพราะทุกต้นหล่อเลี้ยงลำต้นด้วยการดูดอาหารจากผืนดิน และอาหารที่ว่านั่นก็คือร่างกายที่เน่าสลายของสัตว์ป่า การซึบซับพลังวิญญาณของพวกเราก็เป็นเช่นนั้น จะต่างกันก็ตรงที่พวกเราดูดกลืนจากสิ่งมีชีวิตโดยตรง ไม่ได้รอให้พวกมันเน่าเปื่อยเหมือนต้นไม้”

เขาลดสายตาลงและหันหน้ามามองภูธรา

“แต่มีบางอย่างที่ภูตครามส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ก็คือ นอกจากจะมีพลังในการกลืนกินชิวิตสิ่งอื่นแล้วเรายังมีพลังแห่งการให้ มันก็เหมือนกับต้นไม้ที่สามารถมอบร่มเงา ผล ดอก หรือแม้กระทั่งลมหายใจให้กับสัตว์ป่าและมนุษย์ แต่พวกเขาไม่เคยสนใจหรือคิดจะรับรู้”

ผู้นำภูตครามถอนใจ

“เพราะมันเป็นพลังที่ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงเผ่าพันธุ์มากนัก พวกเราจึงไม่รู้จักวิธีที่จะนำมาใช้ อย่าว่าแต่ภูตครามทั่วไปเลย แม้ข้าซึ่งเป็นผู้นำยังไม่เคยใช้พลังที่ว่านี้เลย”

คำอธิบายทั้งหมดทำให้ภูธราต้องขมวดคิ้วด้วยความงงงัน

“ข้าไม่เข้าใจ ท่านต้องการจะบอกอะไรกันแน่”

“ที่ข้าพูดมาทั้งหมดคือหนทางที่เจ้ากำลังค้นหา มันเป็นสิ่งที่ข้าควรจะคิดออกเมื่อนานมาแล้ว”

เขาก้าวไปหยุดยืนตรงหน้าภูตหนุ่ม

“จงกลับไปหาพิมมาดาและบอกให้รู้ว่าเจ้ารักนางมากเพียงใด อย่ามัวแต่รั้งรอ รีบจัดการก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

มือที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นวางลงบนไหล่แข็งแกร่งของภูธรา

“ขอให้เจ้าโชคดี”

ภูตหนุ่มก้มศีรษะลงรับพรของผู้นำภูตครามและขยับถอยออกห่างเพื่อเตรียมจะเดินทางกลับแต่ต้องชะงักเมื่อวิษธรพูดขึ้น

“จันทร์เพ็ญหน้าข้าจะมอบตำแหน่งผู้นำให้มฤต เจ้าจะต้องอยู่ร่วมด้วยในฐานะของภูตคราม”

วิษธรส่งรอยยิ้มแสนเศร้าก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้าย

“ลาก่อนภูธรา”
*/*/*/*/*

เสียงโทรศัพท์ที่ดังติดต่อกันหลายครั้งทำให้พิมมาดาต้องพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด เพราะตั้งแต่เช้า เธอต้องตอบคำถามทั้งจากบริษัทรถยนต์ ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังและบริการด้านฟิตเนสอีกสองสามร้าน ทุกรายล้วนสอบถามเกี่ยวกับยอดค้างชำระซึ่งเป็นตัวเงินจำนวนมาก แน่นอนว่าทั้งหมดเกิดจากฝีมือของนงนภัส

“คราวนี้อะไรอีกล่ะ” หญิงสาวบ่นพลางมองโทรศัพท์อย่างเบื่อหน่าย หลังจากทนฟังไปได้สักพักเธอก็จำต้องเอื้อมมือไปรับ

“แผนกบัญชีและการเงินค่ะ”

“พิมมาดาใช่ไหม” เสียงทุ้มห้าวของผู้ชายเอ่ยถาม หญิงสาวพลิกรายการสินค้าเพื่อตรวจสอบราคาพร้อมกับกล่าวรับ

“ค่ะ ไม่ทราบว่า...”

“เลิกยุ่งกับเรื่องของคนอื่นเดี๋ยวนี้ ถ้าแกยังไม่อยากเจ็บตัว”

เสียงปลายสายขาดหายไปทันที พิมมาดาถือโทรศัพท์ค้างด้วยความงุนงง แต่เพราะเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นการเล่นสนุกของพวกโรคจิตที่สุ่มหมายเลขไปกลั่นแกล้งคนอื่นเธอจึงวางหูโทรศัพท์ลงและหันกลับไปสนใจกับงานตามเดิม ผ่านไปได้ไม่ถึงสิบนาทีโทรศัทพ์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง พิมมาดาบ่นพึมพำสองสามคำก่อนจะรับสายแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงผู้ชายก็ดังขึ้น

“ฉันจะฆ่าแก ถ้ายังไม่หยุดตามเรื่องของพวกเรา”

ครั้งแรกยังพอทน แต่เมื่อได้ยินเป็นครั้งที่สองพิมมาดาจึงรีบสวนคำกลับเสียงดังลั่น

“แกเป็นใคร ต้องการอะไร!”

คนที่อยู่ด้านนอกหันมามองด้วยความตกใจ นิลเนตรวางงานในมือของตัวเองลงและรีบเดินมาถามด้วยความเป็นห่วง

“มีอะไรเหรอพิม”

“พวกโรคจิตน่ะ”หญิงสาวตอบพร้อมกับวางหูโทรศัพท์ค่อนข้างแรง นิลเนตรขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจที่เห็นกิริยาหงุดหงิดของพิมมาดา เพราะเท่าที่ผ่านมาเพื่อนของเธอมักจะตอกพวกจิตวิปริตที่โทร.มาลวนลามด้วยถ้อยคำที่แสนธรรมดาแต่เจ็บแสบจนอีกฝ่ายหน้าหงายวางสายแทบไม่ทัน

“โรคจิตแบบไหน มันทำยังไงเธอถึงได้อารมณ์บูดขนาดนี้”

“มันบอกว่าจะฆ่าฉัน ทั้งสองครั้ง”

คำบอกของเพื่อนทำให้นิลเนตรยกมือขึ้นทาบอกพร้อมกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ

“ตายแล้วยายพิม นี่มันไม่ใช่โทรศัพท์โรคจิตธรรมดาแล้วนะ เธอไปทำอะไรมาถึงได้มีคนโทร.มาขู่ฆ่าแบบนี้ ไม่ได้แล้วล่ะฉันจะต้องบอกคุณองอาจ ไม่สิ เราต้องแจ้งตำรวจ”

พูดจบก็ขยับเตรียมจะเดินออกจากห้องแต่พิมมาดาคว้าแขนเอาไว้แล้วร้องห้าม

“เดี๋ยวก่อนยายนิล”

“ยังจะมาเดี๋ยวอะไรกันอีก โดนขู่ฆ่าขนาดนี้แล้วเธอยังจะมาทำเป็นใจเย็นอยู่อีกเหรอ พิม”

“ไม่ได้ใจเย็นแต่อยากให้เธอสงบสติอารมณ์ลงก่อน ฉันได้รับคำขู่ถึงสองครั้งก็จริงแต่ก็แค่วันนี้ บางทีคนโทร.อาจจะใช้วิธีกดเบอร์ทวนหมายเลขเดิมก็ได้”

“คิดในแง่ดีเกินไปหรือเปล่าเพื่อน”

นิลเนตรพูดแต่ก็ยอมยืนฟังแต่โดยดี พิมมาดาส่ายหน้า

“ไม่ใช่ในแง่ดี แต่ตามเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ต่างหาก เพราะถ้ามันเป็นแค่การเล่นสนุกตำรวจก็จะมองว่าเราเป็นพวกตื่นตูม ถ้าเกิดวันไหนมีเรื่องเดือดร้อนขึ้นมาจริงๆ ใครที่ไหนจะมาช่วยเหลือพวกเรา”

นิลเนตรนิ่วหน้าอย่างไม่ชอบใจในคำอธิบายของเพื่อน แต่ยังไม่ทันจะได้โต้แย้งทั้งคู่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง

“ถ้าคราวนี้เป็นไอ้โรคจิตอีก เธอต้องไปแจ้งตำรวจ”

เลขาฯสาวพูด พิมมาดาพยักหน้ารับก่อนยื่นมือไปรับสาย

“บัญชีและการเงินค่ะ”

“คุณพิมมาดาหรอครับ นี่ผมกรเทพนะ” เสียงปลายสายดังตอบกลับมา หญิงสาวระบายลมหายใจด้วยความโล่งอกพลางยกมือขึ้นป้องช่องสำหรับพูดและขยับปากบอกเพื่อน

“คุณกรเทพ”

บอกเสร็จก็หันไปคุยกับลูกค้าต่อ นิลเนตรยืนรอจนกระทั่งเพื่อนวางสายจึงถาม

“แน่ใจนะว่าจะไม่ไปแจ้งความ”

“มันไม่จำเป็นนี่”พิมมาดาพูดและสั่นศีรษะเมื่อเห็นเพื่อนยังคงยืนนิ่ง”ก็ได้ตกลง ถ้ามันโทร.มาอีกครั้งฉันจะไปหาตำรวจ”

“แน่ใจนะ”

“ฉันแน่ใจ”พิมมาดาพูดพลางพยักหน้าไปทางด้านนอก”คุณองอาจเรียกแล้วรีบไปอย่าให้ท่านต้องรอ”

นิลเนตรหันไปมองตามสายตาเพื่อนจึงเห็นนายองอาจกำลังยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าห้องพร้อมเอกสารฉบับหนึ่งในมือ ความที่กลัวว่าเจ้านายจะโกรธ เธอจึงหันกลับมาทำปากขมุบขมิบกับพิมมาดาทำนองว่า’อย่าลืมที่พูดล่ะ’จากนั้นจึงรีบก้าวไปหาเจ้านาย

เมื่อเพื่อนออกไปแล้วพิมมาดาจึงกลับมานั่งที่โต๊ะอีกครั้ง ระหว่างที่หยิบใบสั่งซื้อกองโตมาวาง หญิงสาวก็นึกถึงคำขู่ของชายลึกลับ แม้จะบอกนิลเนตรว่าไม่ต้องกังวลแต่ภายในใจแล้วเธอกลับหวาดกลัวจนแทบจะไม่มีสมาธิทำงาน ช่วงนั้นเองที่หัวใจของหญิงสาวกระหวัดถึงภูธรา หากเขาอยู่เธอคงจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยมากกว่านี้ ความคิดถึงที่มีอย่างรุนแรงทำให้เธอเกิดอุปทานว่ามีกลิ่นดอกมณฑาอบอวลอยู่ในห้อง หญิงสาวเผลอตัวเอ่ยเรียก

“ภูธรา”

ปราศจากเสียงขานรับอย่างที่เคย ไม่มีสายลมอ่อนโยนมากระทบ กระทั่งกลิ่นดอกไม้ที่สัมผัสเมื่อครู่ก็หายไป นั่นเองที่ทำให้พิมมาดารู้ว่าตนเองอยู่ตามลำพัง หญิงสาวมองช่อดอกไม้ในแจกันด้วยความเศร้าและรีบสะบัดศีรษะสองสามครั้งเพื่อไล่ความรู้สึกนั้นออกไป

“มัวคิดอะไรอยู่ได้นะเรา”

พิมมาดาบ่นพึมพำจากนั้นจึงลงมือทำงานต่อไปจนเที่ยงนิลเนตรจึงเดินเข้ามา

“ไปกินข้าวกันเถอะพิม”

“ฉันยังทำงานไม่เสร็จ”

หญิงสาวตอบโดยไม่เงยหน้า อีกฝ่ายชะโงกเข้าไปมองพร้อมกับบ่น

“อะไรกันแค่ใบสั่งซื้อเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ อิ่มแล้วค่อยกลับมาทำต่อก็ได้”

“แต่ฉันยังไม่หิวนี่นา” น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดเล็กน้อย นิลเนตรมองเพื่อนด้วยความสงสัย

“เป็นอะไรไปน่ะยายพิม ฉันว่าวันนี้เธอดูแปลกไปนะ” ไม่พูดเปล่าเธอยังหยิบใบสั่งซื้อมาคว่ำหน้าและดึงปากกาออกจากมือพิมมาดาพร้อมกับปิดสมุดที่เธอกำลังเขียน”ลุกขึ้นและออกไปกินข้าวกับฉันเดี๋ยวนี้”

“ก็บอกแล้วว่าฉันยังไม่หิว” พิมมาดาพูดอย่างไม่พอใจพลางหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้งแต่นิลเนตรกลับฉวยมันมาถือเอาไว้

“เอาปากกาของฉันคืนมา”

เสียงที่พูดห้วนจนเกือบจะกลายเป็นการตวาด แทนที่จะโกรธนิลเนตรกลับเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

“แค่นี้ก็โกรธด้วยเหรอ” พูดพลางวางปากกาลงบนโต๊ะและก้มลงมองหน้าเพื่อน”ฉันเห็นเธอหงุดหงิดมาตั้งแต่เช้า ไม่สสบายใจเรื่องอะไรพอจะเล่าให้ฉันฟังได้หรือเปล่า”

เลขาฯสาวพูดด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นพิมมาดาเหลือบไปทางโทรศัพท์เธอจึงผงกศีรษะอย่างเข้าใจ

“ถ้ากลัวเรื่องคนโรคจิตก็น่าจะไปแจ้งความ เดี๋ยวฉันจะลางานไปเป็นเพื่อน”

“ฉันไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก”หญิงสาวหยุดคำพูดไว้แค่นั้นและเม้มปากแน่นเหมือนลังเลว่าจะควรพูดต่อหรือไม่ กิริยาของเธอทำให้อีกฝ่ายฉุกคิดขึ้นมาได้ นิลเนตรหรี่ตาลงเล็กน้อย

“เกี่ยวกับภูตคนนั้นใช่ไหม เขาทำอะไรเธอเหรอ”

ถึงจะพูดออกมาไม่หมดแต่พิมมาดาก็เข้าใจความหมายของเพื่อน เธอรีบส่ายหน้า

“ภูธราไม่เคยทำอะไรอย่างที่เธอคิด”

“งั้นเรื่องอะไร”นิลเนตรซัก พิมมาดาก้มหน้าลงหมุนนิ้วหัวแม่มือของตัวเองและพูดเสียงแผ่ว

“เขากลับไปที่ป่า”

นิลเนตรเกือบจะหลุดปากแสดงความดีใจออกมาแต่เมื่อเห็นท่าทางหงอยเหงาของเพื่อนแล้วเธอจึงเปลี่ยนใจ

“แล้วเขาจะกลับมาอีกหรือเปล่า”

พิมมาดาผงกศีรษะ เลขาฯสาวจึงถอนใจพรืด

“ถ้ากลับก็ไม่เห็นจะต้องมานั่งเฉาเป็นนกเขาเหงาแบบนี้ ทำตัวให้ร่าเริงเข้าไว้ ลุกขึ้นแล้วลงไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน”

ไม่พูดเปล่านิลเนตรยังดึงแขนเพื่อนให้ลุกขึ้นยืนแต่พิมมาดากลับปัดมืออีกฝ่ายออกและทิ้งตัวไปกับพนักเก้าอี้เหมือนคนอ่อนแรง

“ฉันไม่อยากไปนี่นา”

คราวนี้นิลเนตรต้องขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ มือข้างหนึ่งยกขึ้นท้าวสะเอวและพูดด้วยน้ำเสียงเชิงดุ

“อะไรกันน่ะยายพิม เขาเพิ่งไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นทำไมเธอถึงต้องทำตัวซังกะตายแบบนี้ นี่ถ้าเกิดภูตนั่นกลับเข้าป่าไปจริงๆเธอมินอนแห้งเหี่ยวคาบ้านเหรอ”

“ฉันไม่ได้ซังกะตายแต่มันตื้อจนกินอะไรไม่ลง”

พิมมาดาพูดด้วยใบหน้าเศร้า นิลเนตรส่ายหน้าด้วยความระอาและโน้มตัวลงไปถามอย่างจริงจัง

“ถามจริงๆเถอะ เธอหลงรักภูตคนนี้แล้วใช่ไหม”

.พวงแก้มมีสีระเรื่อขึ้นมาทันที พิมมาดารีบสั่นหัวพร้อมกับปฏิเสธเป็นพัลวัน

“ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้น ก็แค่...”

“เหงาแทบบ้าตอนเขาไม่อยู่”นิลเนตรช่วยต่อประโยคให้และถอนใจออกมาเบาๆ”ถึงเธอจะไม่แน่ใจแต่ฉันฟันธงได้เลยว่าอาการที่เป็นอยู่ในตอนนี้น่ะเขาเรียกว่าตกหลุมรักเข้าเต็มเปา จะปฏิเสธยังไงก็ฟังไม่ขึ้นหรอก”

“ก็บอกแล้วไงว่า”คำพูดขาดหายไปเมื่อเห็นสายตาที่จ้องมองมาอย่างคาดคั้น พิมมาดานิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยเสียงที่เบาลงกว่าเดิม”ฉันไม่รู้นิล ฉันไม่รู้จริงๆว่าตัวเองรู้สึกยังไง จะบอกว่ารักมันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะเพิ่งเจอกันแค่ไม่กี่วันเท่านั้น ถ้าว่ากันตามเหตุผลแล้วฉันไม่ควรจะมีความรู้สึกแบบนี้ด้วยซ้ำไป”

“ความรักน่ะไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลอะไรหรอก แค่เข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ยอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อได้เห็นอีกฝ่ายมีความสุข นั่นแหละที่เรียกว่ารักและที่สำคัญ กาลเวลาไม่ใช่เครื่องกำหนด หากมีใจตรงกันแล้วแค่ไม่กี่วันความรักมันก็เกิดได้” นิลเนตรพูดด้วยท่าทางราวกับผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์มาอย่างช่ำชอง พิมมาดาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“แล้วฉันควรทำยังไงดีนิล”

“พูดกันตามตรงฉันเองก็ไม่เห็นด้วยที่เธอมีความรู้สึกแบบนั้นเพราะภูธราเป็นแค่วิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน และที่สำคัญเขาเป็นภูตกินคน ถ้าเกิดวันไหนเขาหิวจัดจนหน้ามืดจับเธอไปกินจะทำยังไง”

พิมมาดานั่งนิ่ง แม้ในใจจะค้านว่าภูธราไม่มีวันทำเช่นนั้นเพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาไม่เคยแสดงอาการหิวกระหายเลยสักครั้ง และถึงจะเข้ามาใกล้ภูตหนุ่มก็พยายามรักษาระยะห่างอย่างระมัดระวัง จนบางครั้งตัวเธอเองต่างหากที่เป็นฝ่ายอยากเข้าไปหาเขาเสียเอง

“พิม”

นิลเนตรเรียกเมื่อเห็นเพื่อนนั่งนิ่งไม่ไหวติงและส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายหันหน้ามาด้วยอาการเลื่อนลอย”เธอนี่เป็นเอามากเลยนะ”

“เธอหมายความว่ายังไง” พิมมาดาถาม นิลเนตรย่นจมูกเหมือนลำบากใจที่จะตอบ

“ก็” คำพูดชะงักค้างไว้แค่นั้นก่อนจะยกมือขึ้นโบกไปมา”ช่างเถอะ เอาเป็นว่าฉันจะไม่ก้าวก่ายความรู้สึกของเธอ ส่วนข้าวเที่ยงถ้าไม่หิวก็ไม่เป็นไร แต่ฉันซื้ออะไรมาให้เธอต้องกินนะ”

ลงท้ายประโยคเชิงบังคับ พิมมาดาพยักหน้ารับอย่างหงอยๆ

“ก็ได้”

นิลเนตรมองใบหน้าซึมเศร้าด้วยความสงสาร เธอบีบมือเพื่อนเพื่อเป็นการให้กำลังใจก่อนจะเดินออกจากห้องพร้อมกับนายองอาจที่ก้าวออกมาจากห้องทำงานพอดี พิมมาดาได้ยินเสียงเจ้านายถามอะไรนิลเนตรสองสามคำแต่เพราะความพะวงถึงภูธราทำให้หญิงสาวไม่มีจิตใจจะฟัง หลังจากนั่งจมอยู่กับความเหงาอยู่พักใหญ่เธอจึงตัดสินใจหยิบเทปวงจรปิดขึ้นมาเปิดเพื่อที่ว่าจะได้ลืมภูตหนุ่มแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลนักเพราะพอเพ่งสมาธิไปที่จอ ใบหน้าของภูตหนุ่มก็จะผุดขึ้นมาแทรกอยู่ร่ำไป สุดท้ายหญิงสาวจึงปิดเครื่องเล่นและเดินไปชงกาแฟมาดื่ม เมื่อรู้สึกว่าสมองเริ่มปลอดโปร่งเธอก็เปิดเทปดูอีกครั้ง ผ่านไปครู่ใหญ่หญิงสาวก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างของใครบางคนกำลังย่องเข้าไปในโกดังอย่างระมัดระวัง เมื่อเธอรีบหยิบเทปอีกม้วนซึ่งถูกบันทึกจากกล้องที่อยู่ภายในมาเปิดจึงเห็นว่าผู้ชายคนนั้นกำลังเปิดกระดาษกาวที่ผนึกฝากล่องอย่างคล่องแคล่วและดึงแผงยาออกไปราวหนึ่งกำมือจากนั้นจึงผนึกกล่องเอาไว้อย่างเดิมและเอื้อมไปหยิบกล่องอีกใบ หลังจากทำซ้ำเช่นนั้นอยู่ราวหนึ่งชั่วโมงชายคนนั้นจึงเดินออกจากโกดังพร้อมยาที่อัดแน่นเต็มกระเป๋า ความที่รู้กำหนดเวลาการตรวจทำให้เขาหลบยามรักษาความปลอดภัยออกไปได้อย่างง่ายดาย

“นี่มันพนักงานบริษัทเรานี่นา”

พิมมาดาพึมพำพลางกดปุ่มขยายภาพเพื่อดูใบหน้าให้ชัดแต่คุณภาพกล้องที่ค่อนข้างต่ำทำให้ไม่สามารถบอกอะไรได้ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจยกหูโทรศัพท์เพื่อเรียกสิทธิศักดิ์มาช่วยดูแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เขาลาหยุดเธอจึงวางหูกลับลงบนแคร่และบ่นพึมพำ

“เอาไงดี”

หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิดเพราะหากเธอจะโทร.ไปรายงานนายองอาจเลยก็ย่อมได้ แต่เพราะที่วันนี้เขาออกจากบริษัทเร็วกว่าทุกครั้งเพราะต้องไปเยี่ยมนงนภัสที่นอนป่วยอยู่ในห้อง พิมมาดาจึงไม่กล้าที่จะรบกวนแต่หลังจากคิดทบทวนอยู่หลายตลบผนวกกับความเป็นห่วงในทรัพย์สินของบริษัท หญิงสาวจึงคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งและกดหมายเลขลงไปอย่างรวดเร็ว

เสียงดนตรีจากโทรศัพท์มือถือทำให้นายองอาจที่กำลังก้าวลงจากรถต้องชะงัก เขามองหมายเลขที่ปรากฏบนเครื่องและนิ่วหน้าก่อนจะยกขึ้นมารับ

“มีอะไร”

คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินเสียงรายงาน เมื่อปลายสายหยุดพูดเขาจึงถาม

“รู้หรือเปล่าว่าเป็นใคร” นายองอาจถามเสียงเครียดผงกศีรษะ “เข้าใจแล้ว ผมจะรีบกลับไปดู อ้อ นอกจากนิลเนตรกับสิทธิศักดิ์แล้วอย่าให้ใครรู้เรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ผมต้องการจับเจ้าหัวขโมยนั่นให้ได้คาหนังคาเขา”

พูดจบก็ปิดโทรศัพท์และมองอาคารสูงตรงหน้าอย่างใช้ความคิด ความตั้งใจแรกของนายองอาจก็คือแวะมาเยี่ยมนงนภัสที่นอนป่วยอยู่ในห้องและอยู่เป็นเพื่อนเธอหนึ่งคืน แต่ข่าวที่ได้รับจากพิมมาดาทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจ

“เข้าไปดูซักหน่อยถ้าไม่เป็นอะไรมากค่อยกลับบริษัทจะได้จัดการเจ้าหัวขโมยให้สิ้นเรื่องสิ้นราว”

คิดแล้วก็ก้าวเข้าข้างใน ระหว่างที่รอลิฟต์สมองของนายองอาจก็ครุ่นคิดถึงรายงานที่ได้ฟังจากพิมมาดา ความกังวลทำให้เขากดปุ่มชั้นโดยไม่ได้มองจนเมื่อเดินออกจากลิฟต์นั่นแหละเขาถึงได้รู้ว่ามาผิดชั้น ครั้นจะกลับเข้าไปในลิฟต์อีกครั้งก็พบว่ามันเลื่อนลงไปยังด้านล่างแล้ว เจ้าของบริษัทเกียรติตระกูลเจริญกระแทกลมหายใจด้วยความหงุดหงิด

“อีกแค่ชั้นเดียว ขึ้นบันไดไปก็ได้”

บ่นพลางเดินไปยังบันไดที่อยู่ด้านข้างเพื่อขึ้นไปยังชั้นบน ขณะที่กำลังจะเลี้ยวเข้าโถงทางเดินเขาก็ต้องหยดเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนพูดเบาๆ

“บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาตอนกลางวัน”

นายองอาจขมวดคิ้วเพราะจำได้ว่านั่นคือเสียงของนงนภัส ตอนแรกเขาคิดจะโผล่หน้าออกไปทันทีแต่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้หยุด เขาจึงยืนอยู่กับที่แต่ชะโงกหน้าออกไปมองและต้องชาไปทั้งร่างเมื่อเห็นนงนภัสกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผู้ชายอีกคนแต่เพราะเห็นเพียงแค่ด้านหลัง เขาจึงไม่รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร

“ก็ฉันคิดถึงเธอนี่นา” ฝ่ายชายพูดพลางไซ้จมูกลงบนซอกคอของหญิงสาว นงนภัสเปล่งเสียงหัวเราะระรื่น

“ก็รู้ว่าคิดถึง แต่มาตอนนี้มันไม่เหมาะ ถ้าคุณองอาจมาเห็นเข้าจะทำยังไง”

“ตอนออกมาเขายังยุ่งอยู่ที่ทำงานอยู่เลย” เสียงพูดงึมงำ หญิงสาวตีแขนเขาเบาๆ

“พอได้แล้วเดี๋ยวใครมาเห็นเข้าก็เป็นเรื่องหรอก” พูดพลางขยับออกห่างจากชายหนุ่ม “แล้วเรื่องนั้นล่ะว่ายังไง”

“เรียบร้อยทุกอย่าง”

อีกฝ่ายตอบ นงนภัสผงกศีรษะช้าๆ

“ก็ดี แต่หมดชุดนี้คุณต้องหยุดมือก่อนเพราะฉันได้ข่าวว่าพวกเขาเริ่มรู้ตัวแล้ว”

“ช่างปะไร ใครแส่ก็เก็บมันซะ” ผู้ชายพูดอย่างดุดัน นงนภัสจึงตีแขนเขาค่อนข้างแรง

“นึกว่าตัวเองเป็นผู้ร้ายในหนังหรือไง คิดอยากทำอะไรก็ทำ” หล่อนสะบัดหน้าเมินไปอีกด้าน ฝ่ายชายรีบสวมกอดพร้อมกับพูดอย่างเอาใจ

“แหมแค่พูดเล่นเท่านั้น ผมไม่ทำอะไรโง่ๆอย่างนั้นหรอก”

“ก็ดี”นงนภัสพูดพลางบิดตัวออกจากอ้อมแขนของชายหนุ่ม”รีบกลับไปทำงานได้แล้ว หายไปนานเดี๋ยวคนอื่นจะสงสัย”

“ขอสักนิดก่อนไม่ได้หรือไง” อีกฝ่ายพูดอย่างออดอ้อนพลางเลื่อนสายตามองประตูห้องอย่างมีความหมาย นงนภัสฉีกยิ้มอย่างยั่วยวน

“อดใจไว้ก่อน ถ้าคืนนี้ปลอดโปร่งแล้วจะโทร.เรียก”

ชายหนุ่มทำท่าฮึดฮัดอย่างขัดใจแต่ก็สงบลงเมื่อหญิงสาวโน้มใบหน้าเขาลงมาจุมพิต กิริยาฉอเลาะของหล่อนทำให้นายองอาจถึงกับบดกราม แต่ความที่อยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครเขาจึงจำต้องข่มโทสะและแอบดูการกระทำของทั้งคู่อยู่เงียบๆ หลังจากพร่ำพรอดกันอีกพักใหญ่นงนภัสจึงเดินไปที่ลิฟต์

“แน่ใจหรือว่านายองอาจจะมาวันนี้”

“ทุกครั้งที่ไม่สบายเขาจะมาเฝ้า” หญิงสาวตอบพลางมองไฟบอกหมายเลขชั้นที่เลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ “ฉันคงส่งคุณได้แค่นี้”

“จะไม่ลงไปข้างล่างด้วยกันหน่อยเหรอ” ฝ่ายชายพูด นงนภัสค้อนใส่เขาและพยักเพยิดไปที่ลิฟต์

“เกิดคุณองอาจโผล่มาตอนนี้ล่ะ จะทำยังไง”

อีกฝ่ายเงียบไม่ตอบแต่กลับดึงเธอเข้าไปจูบอย่างกระหายและคลายอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว

“งั้นก็กลับเข้าห้อง เหงาเมื่อไหร่ก็โทร.ไปหา สำหรับคุณผมว่างเสมอ”

ไม่พูดเปล่าแถมยังทำตาหวานตบท้าย นงนภัสผลักอกเขาเบาๆเป็นเชิงเย้าจากนั้นจึงเดินกลับไปที่ห้อง บั้นท้ายที่ส่ายยักย้ายอย่างยั่วยวนทำให้คนมองตามถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคอและแทบจะกระโจนตามเธอเข้าไปในห้องเมื่อเห็นดวงตาหยาดเยิ้มที่ชม้ายมองมาก่อนจะก้าวหายไปหลังประตู

“คืนนี้ฉันจะกระหน่ำเธอให้หนำใจเลย”

เสียงพูดพึมพำอย่างหื่นกระหายก่อนจะก้าวเข้าไปในลิฟต์ เมื่อเห็นว่าทั้งสองแยกย้ายกันไปแล้วนายองอาจจึงก้าวออกจากที่ซ่อนและเดินไปหยุดยืนหน้าห้องของนงนภัส มือยกขึ้นหมายจะเคาะประตูแต่แล้วก็เปลี่ยนใจหมุนตัวไปที่ลิฟต์และกลับลงมาชั้นล่าง เมื่อขึ้นรถแล้วเขาจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“โทร.ตามสิทธิศักดิ์บอกว่ามีเรื่องด่วน แล้วให้พิมเอาเทปที่มีภาพคนร้ายไปรอที่ห้องทำงานผม อีกหนึ่งชั่วโมงค่อยคุยกัน”

สั่งเสร็จก็ติดเครื่องรถ เมื่อเหยียบคันเร่งเก๋งคันงามพุ่งพรวดออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานนายองอาจก็มาถึงบริษัท ทันทีที่ลงจากรถเขาก็ก้าวขึ้นไปยังชั้นบนตรงไปยังห้องทำงานของตัวเองทันที

“สิทธิศักดิ์มาแล้วหรือยัง”

เขาถามนิลเนตรเป็นประโยคแรก เลขาฯสาวรีบคว้าสมุดบันทึกประจำตัวและรีบเดินตามพร้อมกับตอบ

“มาแล้วค่ะ ตอนนี้พวกเขากำลังรอคุณองอาจอยู่ในห้อง”

“บอกทุกคนว่าผมมีธุระสำคัญ ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนจริงห้ามรบกวน”

นายองอาจสั่งพลางนั่งลงและมองกองเทปที่วางรวมอยู่ตรงหน้าก่อนจะถามพิมมาดา

“ม้วนไหน”

หญิงสาวหยิบเทปที่อยู่ด้านบนสุดขึ้นมา นางองอาจจึงพยักหน้าไปทางเครื่องเล่นวิดิโอที่ถูกเตรียมเอาไว้ ภาพคนร้ายที่ทำงานอย่างใจเย็นและคล่องแคล่วทำให้นายองอาจถึงกับบดกราม

“มันทำเหมือนเป็นมืออาชีพ” เขาหันไปทางสิทธิศักดิ์”พอจะดูออกไหมว่าเป็นใคร”

“ผมไม่แจ่ใจครับ” หัวหน้าแผนกสินค้าตอบและพยายามเพ่งมองภาพที่พร่ามัว”ภาพมันไม่ค่อยชัด ดูยากจริงๆ”

พูดพลางขยับตัวเข้าไปจนเกือบชิด ขณะที่ทุกคนกำลังตั้งสมาธิอยู่กับภาพอยู่ๆเขาก็โพล่งขึ้น

“หยุดภาพตรงนี้ไว้ก่อนครับคุณพิม”

หญิงสาวรีบกดปุ่มตามสั่ง นายองอาจจึงถามด้วยความสงสัย

“มีอะไรหรือสิทธิศักดิ์”

“ลองย้อนกลับไปข้างหน้านิดนึง นั่นแหละพอแล้วครับ”เขาพูดพลางชี้ไปที่ข้อมือของคนร้าย ไม่ภาพจะไม่ชัดนักแต่ก็พอดูออกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังสะท้อนแสงแวววาว พิมมาดาเพ่งสายตามองพร้อมกับพูดพึมพำ

“อะไรน่ะ นาฬิกาข้อมือเหรอ”

“ลูกน้องของผมทุกคนใช้แต่นาฬิกาสายหนัง” สมศํกดิ์พูดพลางเคาะหน้าจอสองสามครั้ง”มีอยู่คนเดียวเท่านั้นที่ใส่ของแบบนี้”

นิลเนตรพยายามก้มลงไปมองจนหน้าแทบจะจิ้มลงไปที่จอ แต่ก็ดูไม่ออกว่าสิ่งที่สิทธิศักดิ์พูดคืออะไร

“สร้อยข้อมือ” นายองอาจพูดทันทีที่นึกขึ้นได้ หัวหน้าฝ่ายสินค้าผงกศีรษะรับ

“ใช่ครับ คนเดียวที่ใส่สร้อยเส้นนี้คือคมกริช พนักงานขับรถที่เข้ามาทำงานกับเราเมื่อครึ่งปีก่อน”

แม้จะได้ยินสิ่งที่สิทธิศักดิ์อธิบายแต่นายองอาจกลับให้ความสนใจต่อวัตถุสีเงินที่ปรากฏอยู่ในจอมากกว่า ประกายแวววาวของมันทำให้เขาย้อนนึกไปถึงเหตการณ์ที่เจอเมื่อตอนบ่าย แม้จะเห็นหน้าไม่ชัดนักแต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คือสร้อยข้อมือเงินเส้นใหญ่บนแขนข้างซ้ายของชายคนที่เป็นชู้รักกับนงนภัส

“หลักฐานครบแบบนี้เราจับตัวเขาได้แน่”

เสียงนิลเนตรดึงความคิดกลับมาอีกครั้ง นายองอาจจึงหันไปถามหัวหน้าแผนกสินค้า

“แล้วตอนนี้นายคมกริชอยู่ที่ไหน”

“ออกไปส่งของแถวรังสิต แต่ตอนนี้ก็น่าจะกลับมาแล้วล่ะครับ” สิทธิศักดิ์ตอบ นิลเนตรจึงถามเจ้านาย

“จะให้โทร.แจ้งตำรวจเลยไหมคะ”

“อย่าเพิ่งเพราะหลักฐานแค่นี้ยังไม่แน่นพอ ผมอยากให้เขาเห็นภาพเผื่อจะใจอ่อนยอมรับสารภาพ แต่เพื่อความไม่ประมาทคุณช่วยลงไปแจ้งยามให้เตรียมตัวเอาไว้เพราะถ้าเกิดเขาไหวตัวเราจะได้จับทัน”

นิลเนตรรับคำและก้าวออกจากห้องทันที นายองอาจเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิดสองสามครั้งก่อนจะหันไปสั่งพิมมาดา

“ก็อบปี้เทปเอาไว้อีกม้วนเพราะเราไม่รู้ว่ามีใครร่วมมือกับนายคมกริชนี่บ้าง”

“ค่ะ” พิมมาดารับคำและรีบจัดการตามสั่งอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่คัดสำเนาลงบนวิดิโออีกม้วน เธอยังแปลงไฟล์เก็บไว้ในแผ่นซีดีและโน้ตบุคเครื่องที่ใช้ประจำอีกด้วย ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงรถที่คมกริชเป็นผู้ขับก็วิ่งเข้ามาในบริษัท นายสิทธิศักดิ์เดินไปรับใบรับของพร้อมกับบอก

“เจ้านายเรียกพบแน่ะ”

คมกริชชะงักและขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

“มีอะไรหรือครับ”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รีบขึ้นไปเถอะเดี๋ยวก็รู้เอง”

สิทธิศักดิ์บอกปัดเชิงรำคาญก่อนจะเดินหนีไป แม้ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่เรืองสำคัญนักแต่ลางสังหรณ์บางอย่างร้องเตือนให้นายคมกริชระวังตัว เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและกุมมีดพกแน่นก่อนตัดสินใจก้าวขึ้นไปยังห้องทำงานของเจ้านาย

เสียงเคาะประตูทำให้นายองอาจละสายตาจากเอกสารที่กำลังอ่านและเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นนิลเนตรก้าวเข้ามาพร้อมชายคนหนึ่ง

“นายคมกริชมาตามที่ท่านเรียกแล้วค่ะ”

“อ้องั้นเหรอ ขอบใจ”นายองอาจพูดพลางโบกมือเป็นเชิงให้นิลเนตรออกจากห้องและผายมือไปยังเก้าอี้ที่อยู่ด้านตรงข้าม”นั่งก่อนสิ”

คมกริชหย่อนตัวลงนั่งอย่างระวัง ดวงตากวาดมองไปรอบห้องก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

“ท่านเรียกผมมาด้วยเรื่องอะไรหรือครับ”

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกแค่อยากให้ดูอะไรนิดหน่อย” พูดพลางกดปุ่มเครื่องติดต่อภายใน
”ให้คุณพิมเข้ามาได้”

ชื่อของหัวหน้าการเงินสาวทำให้สีหน้าของคมกริชแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อเห็นนายองอาจกำลังจ้องเหมือนต้องการจับพิรุธเขาจึงรีบปรับให้ราบเรียบเป็นปรกติและหันไปมอง
พิมมาดาที่กำลังก้าวเข้ามาพร้อมของบางอย่างในมือ

“มีบางเรื่องที่ผมสงสัย” เสียงนายองอาจพูดขึ้นพลางส่งสัญญาณให้พิมมาดาใส่เทปลงในเครื่องเล่น “บริษัทเราทำการค้ามานานไม่เคยมีปัญหาเลยสักครั้ง แต่เมื่อครึ่งปีที่ผ่านมากลับมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น”

เขาหยุดและมองหน้าคนที่กำลังนั่งหน้าเผือดตรงหน้า

“ผมให้คุณลองเดาว่าเป็นเรื่องอะไร”

“ผมรู้แต่เรื่องรถ”

คมกริชตอบไม่เต็มเสียงนัก นายองอาจเลิกคิ้วก่อนเอนตัวพิงเก้าอี้

“นั่นสินะ งั้นคุณคงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยใช่ไหม” พูดพลางชี้ไปที่หน้าจอ คมกริชอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพของใครบางคนกำลังขนยาภายในโกดัง เสียงกระแอมของนายองอาจทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว

“ผ...ผมไม่เข้าใจ”

“ยาบางชนิดของเราถูกขโมย แน่นอนว่ามันเป็นยาที่มีราคาแพงที่สุด ผมตรวจสอบย้อนหลังไปหกเดือนมูลค่าที่สูญหายไปเป็ฯจำนวนเงินไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาท”

นายองอาจอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาต่างจากใบหน้าของคมกริชที่ซีดลงทุกขณะ

“คุณพูดเหมือนผมเป็นคนขโมย”

“แล้วใช่หรือเปล่าล่ะ” นายองอาจถามตามตรงพลางพยักหน้าให้อีกฝ่ายหันกลับไปดูภาพบนจออีกครั้ง เขารีบสั่นศีรษะบอกกับกล่าวปฏิเสธ

“นั่นไม่ใช่ผม”

“แน่ใจหรือ” น้ำเสียงที่ถามบ่งชัดว่าไร้ความเชื่อถือ คมกริชขบกรามแน่นก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงและกิริยาผิดไปจากครั้งแรก

“กรุณาอย่ามากล่าวหากันลอยๆแบบนี้” เขาใช้นิ้วจิ้มลงไปบนจอโทรทัศน์”ภาพคนร้ายก็ไม่ชัด จะมาชี้เฉพาะว่าเป็นผมได้ยังไง”

นายองอาจไม่ตอบแต่กลับหยุดภาพที่กำลังฉายและขยายบริเวณข้อมือของคนร้ายให้ใหญ่ขึ้น

“งั้นช่วยบอกหน่อยว่านั่นคืออะไร”

คมกริชหันไปมองและชะงักเล็กน้อย มือข้างที่ใส่สร้อยเงินถูกกระตุกไปซ่อนไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว กระนั้นเขาก็ยังทำใจกล้าหาข้อโต้แย้ง

“คงเป็นนาฬิกาหรืออะไรสักอย่าง”

“ผมถามสิทธิศักดิ์แล้วเขาบอกว่าพนักงานที่ทำงานในโกดังใส่นาฬิกาสายหนังทุกคน และนอกจากคุณแล้วไม่เคยมีใครทำงานล่วงเวลา”

ดวงตาของคมกริชทอประกายกร้าว มือข้างหนึ่งล้วงลงไปในกระเป๋าแต่ยังไม่ทันได้ขยับยามรักษาความปลอดภัยสองคนก็ก้าวเข้ามา

“ที่ยังไม่แจ้งตำรวจเพราะผมอยากได้ยินคำสารภาพจากคุณ”นายองอาจพูดเสียงเรียบ “โทษลักทรัพย์หนักถึงติดคุก แต่ถ้าคุณยังเป็นคนมีจิตสำนึกที่ดีอยู่บ้างผมก็จะลงโทษแค่ไล่ออก จะเอายังไงคุณคมกริช”

ผู้เป็นนายจ้องคนกระทำผิดแน่วนิ่ง นายคมกริชทำท่าฮึดฮัดสองสามครั้งแต่สุดท้ายก็นั่งคอตกเหมือนยอมจำนนพร้อมกับพูดเบาๆ

“ก็ได้ผมยอมรับ”

นายองอาจยิ้มด้วยความพอใจและโบกมือเป็นเชิงบอกให้ยามทั้งสองถอยออกไปเล็กน้อย ช่วงจังหวะนั้นเองคมกริชก็ดึงมีดพกออกจากกระเป๋าและลุกพรวดขึ้นคว้าพิมมาดามาเป็นตัวประกัน มีดในมือกวาดไปข้างหน้าเพื่อไล่ยามให้ห่างจากตัวพร้อมกับตะคอก

“ถอยออกไปไม่งั้นนังนี่ตาย”

เสียงที่ได้ยินทำให้พิมมาดาเย็นวาบไปทั้งร่างเพราะมันเสียงเสียงเดียวกับคนที่โทร.มาขู่เธอในตอนเช้า หญิงสาวเหลือบตามองมีดที่กำลังจ่ออยู่บนลำคอด้วยความหวาดกลัว ในตอนนั้นเองที่หัวใของเธอกระหวัดถึงภูธรา เพราะหากเขาอยู่เหตุการณ์เช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น คิดพลางน้ำตาก็รื้นขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาของหญิงสาวกลอกไปทางนายองอาจที่กำลังยกมือขึ้นห้ามยามไม่ให้เข้าใกล้คมกริชและพูดด้วยความตระหนก

“อย่าทำอะไรเธอ”

“ก็ได้ แต่แกต้องปล่อยฉันไป”คมกริชพูดเสียงเหี้ยมพลางพยักหน้าไปทางเครื่องเล่นวิดิโอ”ก่อนอื่นส่งเทปม้วนนั้นมาให้ฉัน”

นายองอาจหันไปผงกศีรษะให้กับยาม เขารีบจัดการตามที่คมกริชสั่งอย่างเร็ว เมื่อได้สิ่งที่ต้องการพนักงานตัวร้ายก็ลากพิมมาดาออกไปนอกห้อง เสียงพูดกับเสียงร้องอุทานของพนักงานที่ยืนอยู่รายรอบสร้างความขุ่นเคืองให้กับเขาจนต้องหันไปตวาด

“หุบปาก!”

เมื่อทุกคนเงียบเขาจึงกวาดตามองไปรอบห้องโดยไม่ทันเห็นนิลเนตรที่ยืนแอบอยู่ข้างตู้กดน้ำ เมื่อได้จังหวะเธอจึงเหวี่ยงแฟ้มขนาดใหญ่เข้าใส่ท้ายทอยคมกริช เขาร้องลั่นแต่ยังไม่ทันเต็มเสียงก็โดนแฟ้มอันเดียวกันเหวี่ยงซ้ำเข้าที่ปากจนหน้าหงาย แขนข้างที่รัดพิมมาดาไว้คลายออก หญิงสาวรีบดิ้นอย่างแรงจนหลุดและเตรียมจะวิ่งแต่กลับถูกคมกริชกระชากผมจนหน้าหงาย

“นังตัวแสบ”

มีดในมือเงื้อขึ้นหมายจะแทงอีกฝ่ายให้หนำใจแต่ต้องชะงักค้างเมื่อถูกนิลเนตรใช้แฟ้มกระหน่ำตีอย่างไม่ยั้งมือ

“ปล่อยพิมเดี๋ยวนี้นะไอ้คนชั่ว”

คมกริชคำราญลั่นด้วยความโกรธและกวัดแกว่งมีดเข้าใส่เลขาฯสาว พิมมาดาจึงฉวยจังหวะนั้นเหวี่ยงศอกเข้าใส่และวิ่งออกมาแต่ยังไม้พ้นคมมีดที่ตวัดตามหลัง มันปาดไหล่ของหญิงสาวแม้จะไม่ลึกนัก แต่ก็ทำให้เธอตกใจจนถึงขนาดสะดุดขาตัวเองล้มลง เสียงนิลเนตรร้องเรียกด้วยความตกใจ

“พิม”

คมกริชอาศัยโอกาสนั้นวิ่งผ่านพนักงานทุกคนลงไปยังด้านล่างและขับรถของบริษัทหนีไป ส่วนนิลเนตรเมื่อเห็นคนร้ายไปแล้วจึงทิ้งแฟ้มและวิ่งไปหาพิมมาดา

“เป็นยังไงบ้างพิม”

เธอถามพลางประคองร่างของเพื่อนให้ลุกขึ้น เลือดที่เปื้อนเต็มสองมือทำให้เธอต้องอุทานเสียงดัง

“เธอบาดเจ็บ”ไม่พูดเปล่ายังหันไปสั่งเพื่อนพนักงาน “เรียกรถพยาบาลเร็ว พิมบาดเจ็บ”

“ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก”พิมมาดาพูดเสียงแผ่วและมองนายองอาจที่กำลังสั่งให้ฤธิ์แจ้งตำรวจ “เขาหนีไปได้ใช่ไหม”

หญิงสาวถาม นิลเนตรพยักหน้ารับแต่เจ้านายของเธอกลับพูดเสียงเรียบ

“เราจับเขาได้แน่”

“หมายความว่ายังไงคะ”พิมมาดาถามแต่เมื่อสีหน้าของนายองอาจเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้”ท่านรู้หรือคะว่าเขาจะไปไหน”

“คิดว่ารู้” ผู้เป็นนายตอบเสียงเรียบพลางมองผ่านกระจกออกไปด้านนอก”ไม่สิ แน่ใจเลยต่างหาก”

เขาพูดพึมพำก่อนหันกลับมามองพิมมาดาด้วยสายตาเป็นห่วง

“รีบพาคุณพิมไปโรงพยาบาลทำแผลเสร็จแล้วขับรถไปส่งเธอที่บ้าน”ประโยคท้ายเขาหันไปสั่งฤทธิ์และเบนสายตากลับมาที่พิมมาดาอีกครั้ง”ยังไม่ต้องมาทำงานจนกว่าจะหาย”

“แล้วเรื่องของคมกริชล่ะคะ”

หญิงสาวถามด้วยความกังวล นายองอาจจึงตอบเสียงหนัก

“ไม่ต้องกังวล เขาโดนจับแน่”


*/*/*/*/*/*


ขออภัยที่ทิ้งห่างไปนานค่ะ ต้องดูแลคุณแม่ที่เข้าผ่าตัดกะทันหัน เลยห่างเน็ตไปหลายวัน
คุณดารานิล – เง่อ งานนี้พี่ช่วยอะไรไม่ได้ค่ะ ต้องให้ภูธราหาทางอื่นเอาเอง
คุณใบบัวน่ารัก – ภูธราก็คงไม่ทำแบบนั้นแน่ค่ะ T.T
คุณpat – ด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้ภูตครามมีจำนวนจำกัด และยากที่จะเกิดความรักข้ามเผ่าพันธุ์ค่ะ
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามผลงานของมูนนี่ค่ะ

















มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 6 ต.ค. 2555, 18:34:25 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 6 ต.ค. 2555, 18:34:25 น.

จำนวนการเข้าชม : 1239





<< บทที่ 11 หวนคืนสู่ป่า   บทที่ 13 เหตุร้าย >>
ดารานิล 8 ต.ค. 2555, 12:21:25 น.
เอาล่ะสิ คนร้ายออกโรงแล้ว คราวนี้ทำไงต่ออ่ะคะพี่ ภูธราก็ยังหาทางไม่ได้ หรือจะให้นางเอกมาเป็นภูตเหมือนกัน


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account