ความทรงจำในผืนทราย(My Last Memory)
บทสวดแห่งความตายนำวิญญาณของฟาโรห์หนุ่มให้คืนชีพ
ทว่า แผ่นดินที่เขายืนอยู่หลังจากมีชีวิตอีกครั้ง กลับไม่ใช่อาณาจักรของตน
หากเป็นห้องพักของนักศึกษาสาวคนหนึ่ง
ความอลเวง วุ่นวายและภยันตราย
สร้างรักแท้ร้อยรัดมัดคุณหนูผู้เอาแต่ใจและฟาโรห์หนุ่มไว้ด้วยกัน
แต่เมื่อความทรงจำเริ่มเรียกหาบุรุษจากอดีตกาล
เธอจะทำเช่นไรเพื่อรักษาความรักนี้ไว้
ไม่ให้หายไปกับ....ผืนทราย
Tags: รัก,ฟาโรหื

ตอน: บทที่ 12 สู่โลกภายนอก

บทที่ 12

สู่โลกภายนอก

เสียงเพลงที่ดังมาจากเครื่องรับโทรทัศน์ซึ่งตั้งอยู่ในห้องโถงทำให้แป้งจำต้องตื่นขึ้นอย่างไม่เต็มใจ หญิงสาวบ่นพึมพำออกมาสองสามคำก่อนจะบิดตัวอย่างเกียจคร้านและลุกขึ้นนั่งตาปรือเธอทำท่าจะล้มตัวลงไปนอนอีกครั้งถ้าไม่มีของตกดังสนั่นมาจากด้านนอก

“รื้ออะไรเล่นแต่เช้านะ” แป้งบ่นอย่างหงุดหงิดก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความรู้สึกเสียดาย กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยมากระทบจมูกทันทีที่เธอเปิดประตูและก้าวออกจากห้อง หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอหันไปมองที่มุมกาแฟทันที

“ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยทักขณะวางแก้วเครื่องดื่มสีดำสนิทที่ยังมีควันลอยกรุ่นลงบนโต๊ะ แป้งเดินไปหยุดยืนดูด้วยความแปลกใจ

“นายชงกาแฟเป็นด้วย”

“นั่งดูเธอทำทุกวัน” คาเฟรยกถ้วยชาขึ้นมาเป่าเบาๆสองสามครั้งก่อนจะจิบ “แค่ตักผงสีดำใส่ถ้วยแล้วกดน้ำร้อนลงไปเท่านั้นไม่เห็นจะยากตรงไหน”

เขาเดินไปที่ห้องนั่งเล่นและมองรายการเพลงยามเช้าที่กำลังเปิดดนตรีบรรเลงแสนไพเราะ แป้งมองเขาก่อนจะยกถ้วยกาแฟตรงหน้าขึ้นมาดูอย่างไม่ไว้ใจ

“ฉันยังไม่ได้ใส่อะไรนอกจากผงสีดำในขวดนั่น” เสียงชายหนุ่มพูดขึ้น เขายิ้มเล็กน้อย “และในแก้วก็ไม่มียาพิษด้วย”

“ฉันไม่ได้กลัวเรื่องนั้น” แป้งหมุนตัวหันไปหยิบโถน้ำตาลและตักใส่ลงไปในถ้วย เธอใช้ช้อนคนสองสามครั้งก่อนจะยกขึ้นจิบ คาเฟรมองกิริยาของหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปให้ความสนใจกับภาพธรรมชาติที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์ต่อ

“นึกยังไงถึงชงกาแฟให้ฉัน”

“แค่คิดว่าเธอคงเหนื่อยมากเท่านั้น” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ “ออกไปข้างนอกทั้งคืนจนถึงเช้าแถมตอนเย็นกลับมายังหลับทั้งยืน” เขาเอี้ยวศีรษะมาทางแป้ง “ถ้าเป็นทหารของฉันจะสั่งให้พักสองวัน”

“ฉันไม่ใช่ทหารของนาย” แป้งรีบพูดและนิ่วหน้าเมื่อได้ยินเสียหัวเราะจากอีกฝ่าย

“ฉันรู้” เขาหันกลับไปยังโทรทัศน์ “ที่นี่ไม่ใช่แผ่นดินอียิปต์ ฉันไม่กล้าออกคำสั่งกับใครหรอก”

น้ำเสียงเชิงตัดพ้อจนแป้งรู้สึกใจหาย หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากถาม

“หิวไหม”

“ไม่” คาเฟรตอบและมองแป้งที่เดินมาหย่อนตัวนั่งข้างเขา “วันนี้ไม่ไปไหนหรือ”

“วันนี้หยุด” หญิงสาวตอบขณะเอนกายพิงพนักเก้าอี้ สายตาจ้องจอโทรทัศน์ที่กำลังฉายภาพน้ำตกกำลังไหลรินผ่านชั้นหินต่างๆท่ามกลางเสียงเพลงบรรเลงประกอบ “ตอนแรกก็ว่าจะไปห้องสมุดแต่อากาศมันร้อนก็เลยคิดว่านอนอยู่บ้านดีกว่า”

“ข้างนอกอากาศร้อนมากหรือ” คาเฟรถามพลางเลื่อนสายตามองผ่านหน้าต่างออกไปด้านนอก “ไม่มีทะเลทรายสักนิด ร้อนยังไงก็คงสู้ที่อียิปต์ไม่ได้”

“เธอยังไม่เคยออกไปเดินข้างนอกถึงพูดแบบนี้” แป้งพูดเชิงประชด ชายหนุ่มมองเธอนิ่ง

“ถึงอยากจะไปไหนก็คงไม่ได้เพราะต้องอยู่แต่ในห้อง” เขาหยุดคำพูดไว้แค่นั้นก่อนจะลุกขึ้น “แต่ถึงจะได้ออกไปก็คงไปไหนไม่ได้อยู่ดี เพราะฉันไม่รู้จักที่นี่เลย”

คาเฟรเดินไปหยุดยืนที่ระเบียงหน้าต่างแล้วมองลงไปยังพื้นด้านล่าง สายตาของเขาจับจ้องแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านบ้านเรือนสองฟากฝั่งแน่วนิ่ง แป้งมองเขาด้วยสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ

“ไปเที่ยวกับฉันไหม” เธอถาม ชายหนุ่มหันกลับมามองด้วยความรู้สึกแปลกใจ

“ไปไหน”

“เดินห้าง” หญิงสาวยิ้มกว้าง “แล้วไปหาของอร่อยๆกินกัน”

“แต่ว่า” คาเฟรทำสีหน้าลำบากใจ “ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลยนอกจากที่เห็นจากในจอนั่นกับหนังสือพวกนั้น”

“ของมันเรียนรู้กันได้” แป้งลุกขึ้น “นายหัวไวจะตายไป”

“หัวไว”

“หมายถึงฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว” แป้งเดินไปที่ตู้เก็บเสื้อผ้าและเริ่มต้นรื้อข้าวของข้างในออกมา “แต่นายจะนุ่งผ้าขาวม้าออกไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ถ้าเป็นกางเกงเลก็ว่าไปอย่าง” เธอดึงเสื้อยืดแขนยาวสีขาวตัวโตออกมา

“ตัวนี้น่าจะได้” หญิงสาวทาบเสื้อบนตัวของชายหนุ่ม “ป้าทัดซื้อมาฝากจากญี่ปุ่นแต่ตัวโตขนาดนี้ฉันเลยไม่เคยเอาออกมาใส่” แป้งยิ้มเมื่อเห็นความกว้างของเสื้อพอดีกับตัวของคาเฟร “อาจจะพอดีตัวไปนิด แต่ก็พอทน”

หญิงสาวพาดเสื้อไว้บนไหล่ของอีกฝ่ายก่อนจะหันกลับไปค้นลิ้นชักตู้อีกครั้ง

“เจอแล้ว” เสียงอุทานด้วยความดีใจขณะที่ดึงกางเกงยีนส์สีฟ้าหม่นตัวหนึ่งออกมา “ดีจังที่ไม่ได้โยนทิ้งไป ฉันซื้อมาตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง ตอนนั้นพวกรุ่นพี่กำลังนิยมนุ่งกางเกงตัวโตขาลากพื้นก็เลยไปหามาไว้บ้าง” เธอทาบกางเกงบนลำตัวส่วนล่างของชายหนุ่ม เขารีบถอยหนีทันที

“ถอยทำไม” แป้งพูดเสียงดัง “ไม่ลองทาบแล้วจะรู้หรือว่าใส่ได้ไหม”

“ฉันสวมเองได้” คาเฟรพูดด้วยใบหน้าสีเข้ม “ตอนนี้เธอไปแต่งตัวก่อนดีกว่า” สายตาจ้องเสื้อนอนที่ค่อนข้างบางของหญิงสาวก่อนจะเบือนหนีไปอีกด้าน แป้งมองท่าทางของเขาอย่างไม่เข้าใจขณะยื่นกางเกงส่งให้

“ก็ได้” เธอเดินหายเข้าไปในห้องและกลับออกมาในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำ “รีบแต่งตัวเร็วๆนะ เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จจะออกมาดู”

คาเฟรถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อได้ยินเสียงปิดประตูห้องน้ำ เขาก้มลงมองเสื้อผ้าที่อยู่ในมือ สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความลำบากใจ

“ฉันจะทนต่อไปได้อีกนานแค่ไหนกัน”

*/*/*/*/*

ภาพคาเฟรที่อยู่ในชุดกางเกงยีนส์สีน้ำเงินกับเสื้อยืดสีขาวสร้างความแปลกใจต่อแป้งจนเธอถึงกับตะลึงยืนอ้าปากค้างเพราะเสื้อผ้าที่หลวมโพรกกลับดูเหมาะเจาะพอดีตัวชายหนุ่มเหมือนเป็นชุดของเขาเอง

“ใส่แบบนี้ดูดีกว่านุ่งกางเกงเลตั้งแยะ” แป้งยิ้มขณะเดินวนรอบตัวของคาเฟร “นายเท่มากเลย”

“เท่”

“ก็ดูดีชนิดสาวมองจนเหลียวหลังน่ะ” แป้งอธิบายรวบรัดเพราะขี้เกียจหาคำ ชายหนุ่มพยักหน้า

“แล้ว จะลงไปจากที่นี่ยังไง” เขามองออกไปข้างนอกอีกครั้ง “อยู่สูงขนาดนี้ ไม่มีที่สำหรับปีนลงไปเสียด้วย”

“อย่าบอกนะว่านายเคยหาทางไต่ลงจากที่นี่” แป้งหรี่ตาลง คาเฟรยิ้มแทนการตอบ หญิงสาวนิ่วหน้าทันที “นายคิดหนีด้วยหรือ”

“ไม่ได้หนี แค่อยากสำรวจสถานที่เท่านั้น”

“แล้วถ้านายเกิดพลาดตกลงไปตายล่ะ” แป้งพูดเสียงดัง “ให้ตายเถอะ ฉันยังไม่อยากอ่านข่าวฟาโรห์หนีออกจากห้องแต่ก้าวพลาดตกลงไปดับอนาถนะ”

“ฉันแค่คิดเท่านั้น ไม่ได้ก้าวออกไปจากห้องนี้เลยสักนิด” คาเฟรเถียงเสียงดังไม่แพ้กัน “กระจกนั่นก็ปิดจนสนิทแค่ขยับยังไม่ได้แล้วฉันจะเปิดมันได้ยังไง”

คำพูดของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวถึงกับอึ้งเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเธอปิดตายประตูกระจกบานนั้นเพื่อป้องกันขโมย

“ขอโทษทีฉันลืมไป” แป้งพูดเสียงอ่อย คาเฟรยืนขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งจึงถามซ้ำอีกครั้ง

“ตกลงเราจะลงไปจากที่นี่ได้ยังไง”

“ลิฟท์” แป้งตอบและคว้ากระเป๋าถือของเธอขึ้นมา “ตามมาสิคาเฟร”


คาเฟรมองบานประตูที่เลื่อนออกจากกันอย่างเงียบกริบและจ้องห้องสี่เหลี่ยมแคบๆที่อยู่ด้านในอย่างไม่ไว้วางใจ เขาหันไปมองแป้งที่กำลังเดินไปหยุดยืนอยู่ในกล่องโลหะสี่เหลี่ยม เธอมองกลับที่เขาเช่นเดียวกัน

“เป็นอะไรไป เข้ามาในนี้สิ”

“ไม่” คาเฟรถอยหลัง “ฉันไม่เข้าไปในกล่องที่เหมือนเครื่องทรมานนี่เด็ดขาด”

“นี่คือลิฟท์ไม่ใช่กล่องเครื่องทรมานอะไรของเธอ” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจและก้าวออกไปคว้าแขนของชายหนุ่มจากนั้นจึงออกแรงลากเขาเข้ามา “มันจะพาเราลงไปข้างล่าง”

มือกดปุ่มขณะพูด คาเฟรมองบานประตูที่เลื่อนเข้าหากันและปิดจนสนิท สีหน้าแสดงความวิตกเมื่อกล่องสี่เหลี่ยมที่เขายืนอยู่สั่นไหวเล็กน้อย ฟาโรห์หนุ่มรู้สึกเหมือนช่องท้องของตนกำลังปั่นป่วนขณะที่ลิฟท์เคลื่อนลงไปสู่ด้านล่าง

“กลัวหรือ” เสียงหญิงสาวกระเซ้าเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนตัวแข็ง คาเฟรทำเสียงในลำคอก่อนตอบ

“เปล่า” เขากลืนน้ำลาย “แค่แปลกใจเท่านั้น”

“อ๋อเหรอ” แป้งพูดด้วยน้ำเสียงเชิงล้อเลียน เสียงกระดิ่งดังขึ้นเมื่อลิฟท์มาถึงชั้นล่างสุด ลุงผัน ยามรักษาความปลอดภัยซึ่งกำลังยืนคุยอยู่กับคนทำความสะอาดประจำคอนโดหันหน้ามามอง เขายิ้มเมื่อเห็นแป้งก้าวนำหน้าชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งออกมา

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณปานตา” เขามองหน้าคาเฟร “เอ้อ...แล้วคุณคนนี้มาหาใครไม่ทราบครับ”

“เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของญาติห่างๆที่เพิ่งมาจากต่างประเทศค่ะ” แป้งรีบตอบเมื่อเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของแม่บ้าน “คุณพ่อของเขามาทำธุรกิจเกี่ยวกับวัตถุโบราณเลยให้มาพักที่นี่สักระยะจนกว่าจะเสร็จ”

“สวัสดีครับ” ลุงผันยกมือขึ้นทำความเคารพ “แล้วมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับคุณปานตา ผมจะได้ลงบันทึกเอาไว้”

“ก็ตั้งแต่เมื่อวานตอนดึก ลุงผันออกเวรพอดีเลยไม่เจอเขา” แป้งนิ่งไปเล็กน้อย “เขาเป็นญาติคงไม่ต้องลงบันทึกก็ได้กระมังคะ”

“ตามระเบียบแล้วต้องลงนะครับ” เขาทำสีหน้าคิดและยิ้ม “แต่กรณีคุณปานตาผมจะละไว้ให้เป็นพิเศษ เพราะคิดว่าญาติของคุณคงไม่สร้างปัญหาอะไรให้ที่นี่อย่างแน่นอน”

“ขอบคุณมากค่ะลุงผัน” แป้งยกมือไหว้ผู้สูงวัยอย่างอ่อนน้อมจากนั้นจึงหันไปส่งยิ้มให้กับแม่บ้านที่ยังคงยืนจ้องคาเฟรไม่วางตา เธอรีบคว้าแขนของชายหนุ่มและก้าวออกจากคอนโดอย่างรวดเร็ว

“ญาติห่างๆจากต่างประเทศ” เสียงแม่บ้านวัยกลางคนพูดขึ้น “หน้าฝรั่งจ๋าขนาดนั้นใครเชื่อก็บ้าแล้ว”

“เรื่องของเจ้านายน่ะ” ลุงผันตัดบทด้วยความรู้สึกรำคาญแต่แม่บ้านคนนั้นกลับสะบัดหน้า

“ทำตัวเรียบร้อยน่ารักแต่ไวไฟไม่เบา เล่นเอาผู้ชายมากกถึงในห้อง...”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะลัดดา!” ลุงผันพูดเสียงเข้ม “เธอจะนินทาว่าร้ายใครที่ไหนฉันไม่สนแต่กับคุณหนูปานตาห้ามอย่างเด็ดขาด และถ้าเรื่องนี้แพร่ไปถึงหูคนอื่น” ยามชราจ้องนางลัดดาเขม็ง

“ฉันจะเอาเรื่องเธอให้ถึงที่สุด”

*/*/*/*/*

สีหน้าของคาเฟรเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นรถยนต์ที่วิ่งขวักไขว่เต็มท้องถนน แม้ว่าเขาจะเคยเห็นภาพยานพาหนะเหล่านี้มาแล้วจากในจอโทรทัศน์แต่ฟาโรห์หนุ่มไม่คิดว่าของพวกนั้นจะมีขนาดใหญ่และเคลื่อนที่ได้เร็วเช่นนี้

“เป็นอะไร” แป้งถามขึ้นหลังจากมองกิริยาชายหนุ่มอยู่สักพัก คาเฟรฝืนยิ้ม

“เปล่า” เขาถอยหลังเมื่อรถโดยสารประจำทางคันหนึ่งวิ่งเฉียดเขาไปอย่างรวดเร็วหลังชะลอให้ผู้โดยสารกระโดดลงที่ป้ายซึ่งอยู่ห่างออกไปสองสามเมตร “แค่คิดว่าของพวกนี้วิ่งเร็วเหลือเกิน”

“เขาเรียกว่ารถ” แป้งพูดพลางยกมือขึ้นเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง “เราใช้นั่งไปไหนมาไหนเหมือนม้าหรืออูฐ” เธอก้มตัวลงบอกที่หมายกับคนขับ เขาพยักหน้ารับหญิงสาวจึงเปิดประตูและหันมาทางคาเฟร

“ทำอะไรอยู่ มาขึ้นรถเร็ว!”

คนขับรถแท็กซี่ชำเลืองตามองกระจกและแอบยิ้มด้วยความรู้สึกขบขันเมื่อเห็นชายหนุ่มซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนต่างชาติหันหน้าไปมาและมองสิ่งรอบตัวด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความตื่นตะลึง

“นักท่องเที่ยวหรือครับ” เขาเอ่ยปากถาม แป้งยิ้ม

“นักศึกษาโครงการแลกเปลี่ยนค่ะ” เธอเหลือบไปยังคาเฟร “บอกว่าอยากดูเมืองหลวงของไทยว่าเจริญและสวยงามแค่ไหนเลยพามาเที่ยว”

“โอ้ดีเลยครับ” คนขับรถหัวเราะ “บอกเขาด้วยนะครับว่ากรุงเทพเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ถึงจะร้อนไปสักหน่อยก็เถอะ”

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำและสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มจากอดีตกุมมือของเธอเอาไว้แล้วบีบไม่แรงนัก

“กลัวอะไรเดี๋ยวก็ลงแล้ว” แป้งกระซิบเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าห้าง เธอมองจำนวนเงินค่าโดยสารที่ปรากฏอยู่บนมิเตอร์หน้ารถแล้วเปิดกระเป๋าหยิบธนบัตรออกมานับส่งให้

“ขอบคุณครับ” คนขับรถพูดอย่างสุภาพเขารอให้ผู้โดยสารทั้งสองลงจากรถจนเสร็จเรียบร้อยจึงขับรถออกไป แป้งมองคาเฟรที่กวาดตามองสำรวจโดยรอบอย่างสนใจสนใจ

“นั่นเขาทำอะไร” ชายหนุ่มถามพลางชี้มือไปยังตำรวจจราจรที่กำลังวางกรวยสีส้มสดบนพื้นถนน

“ตำรวจกำลังแบ่งเขตการจราจร”

“ยังไง”

“เธอเห็นกรวยสีส้มๆนั่นไหม ตำรวจจะเอากรวยนั่นมาวางขวางทางที่ไม่ให้รถเข้าเอาไว้ บางทีเขาก็จะใช้มันแทนเส้นบนถนนด้วย”

“กรวยนั่นใช้ห้ามได้เหรอ”

“โดยหลักสากลแล้วได้” แป้งอธิบาย “นอกจากสีส้มแล้วยังมีสีเหลือง สีแดง ถ้าเธอไปที่ไหนแล้วมีกรวยแบบนี้ตั้งอยู่แสดงว่าเขาห้ามเข้าไปในบริเวณนั้นจำเอาไว้นะ” หญิงสาวกำชับแล้วยิ้มเมื่อเห็นคาเฟรพยักหน้า

“เข้าไปในห้างกันเถอะ” เธอคว้าข้อมือของเขาและพาเข้าไปอาคารขนาดใหญ่ที่มีผู้คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย ชายหนุ่มกวาดตามองร้านรวงต่างๆและเงยหน้าขึ้นมองเพดานซึ่งประดับดวงไฟระยิบระยับด้วยความรู้สึกตื่นตะลึง

“วังฉันอาจจะกว้าง แต่ไม่มีแสงไฟระยิบระยับขนาดนี้”

“ก็แน่ล่ะสิ สมัยเธอยังมีแค่ตะเกียงน้ำมันเท่านั้นนี่นา” แป้งพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงและหยุดยืนที่ร้านขายเครื่องแต่งกายของบุรุษชื่อดัง “ตามฉันมา”

เธอดึงข้อมือของคาเฟรและพาเขาเข้าไปด้านในจากนั้นจึงเริ่มต้นเลือกเสื้อผ้าแล้วสั่งให้ชายหนุ่มลอง เธอมองฟาโรห์หนุ่มในชุดทันสมัยแล้วยิ้มอย่างพอใจ

“ดูดีกว่าเก่าตั้งแยะ” แป้งหันไปทางพนักงานขายที่จับกลุ่มคุยกันโดยสายตานั้นจ้องไปที่
คาเฟรอย่างหลงไหล “รับทุกชุดค่ะ”

หลังจากชำระค่าเสื้อทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้วหญิงสาวจึงพาคาเฟรเดินไปที่แผนกรองเท้า ชายหนุ่มทำท่าอิดออดไม่ยอมลองสวมรองเท้าหุ้มส้นที่พนักงานส่งให้แต่ต้องยอมจำนนในที่สุดเมื่อเห็นสายตาวาวของแป้ง

“ฉันไม่ชอบของแบบนี้” คาเฟรบ่นอุบอิบ แป้งจึงเลือกรองเท้าใส่เล่นให้เขาอีกคู่ ซึ่งดูเหมือนจะถูกอกถูกใจชายหนุ่มเป็นอย่างมาก หญิงสาวแทบจะกลั้นหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าบันไดเลื่อน เธอแกล้งผลักเขาให้เหยียบไปบนแผ่นเหล็กที่กำลังเคลื่อนที่ คาเฟรหันมาทำตาขุ่นใส่เธอจากนั้นจึงหันไปให้ความสนใจกับบันไดที่กำลังเลื่อนขึ้นไปยังชั้นบนแทน

“เหมือนมีเวทมนตร์เลย” เขาพูดพึมพำ แป้งยิ้มและตอบเบาๆ

“ไฟฟ้าต่างหาก” เธอมองชายหนุ่มที่ขยับตัวขึ้นลงตามขั้นบันไดอย่างสนุก โชคดีที่เวลานี้ยังเป็นช่วงเช้า ผู้คนที่เข้ามาเที่ยวห้างจึงยังมีไม่มากนัก หญิงสาวปรามเขาเบาๆ “ทำแบบนั้นจะรบกวนคนอื่นเขานะคาเฟร”

“อือ” ชายหนุ่มรับคำและหยุดการเล่นสนุกของตน แป้งพาเขาเดินดูหนังสือและเครื่องประดับที่เธอชอบบางชิ้น ทั้งคู่หยุดยืนดูร้านขายเครื่องตกแต่งบ้านอย่างสนใจ

“ทำไมเขาถึงนำเทพอนูบีสมาไว้ที่นี่” คาเฟรถามขึ้นเมื่อเห็นรูปปั้นสุนัขหูแหลมสีดำซึ่งตั้งไว้กลางร้าน “ห้องนี้เป็นสุสานหรือ”

“เปล่า” แป้งตอบ “นั่นเป็นเพียงเครื่องประดับบ้าน คนสมัยนี้นิยมนำศิลปะอียิปต์โบราณมาประยุกต์เพื่องานตกแต่ง”

“นำเจ้าแห่งความตายไปไว้ในบ้าน คนในยุคนี้คิดอะไรแปลกจริง” ชายหนุ่มหันหลังเดินออกจากที่นั่นทันทีโดยมีหญิงสาวก้าวตามหลังมาไม่ห่าง

“มันเป็นเรื่องของยุคสมัย แต่ละช่วงที่ผ่านไปความเชื่อลัทธิต่างๆก็เปลี่ยนตาม ในยุคของนายอนูบีสอาจจะเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย แต่ในยุคของเรานั่นคืองานศิลปะที่สวยงาม” เธอมองคาเฟรแล้วตัดสินใจถาม

“เธอเคยเจอเทพอนูบีสไหม”

“ฉันจำไม่ได้” ชายหนุ่มตอบ “แต่ถึงเคยเจอฉันก็คงไม่อยากจะจำ” เขาตอบเสียงเรียบ แป้งมองชายหนุ่มจากทางด้านหลังแล้วถอนหายใจ

“ขอโทษ”

คาเฟรชะงัก เขาหันกลับมามองเธอ

“ขอโทษฉันเรื่องอะไร”

“ที่ถามอะไรไม่เข้าท่าออกมา” หญิงสาวตอบด้วยสีหน้าแสดงความสำนึกผิด ชายหนุ่มถอนหายใจ

“ช่างเถอะ” เขาคว้าข้อมือหญิงสาวและกุมไว้หลวมๆ “ฉันไม่เคยโกรธอะไรเธอ และไม่เคยคิดจะโกรธเลยด้วยซ้ำ”

ใบหน้าของแป้งแปรเปลี่ยนเป็นสีเข้ม เธอมองมือของชายหนุ่มและดึงออกอย่างเขินอาย

“ขอบคุณ” หญิงสาวพูดเสียงเบาและมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา บางรายหยุดยืนมองคนทั้งสองแล้วอมยิ้ม “ฉันหิวแล้วล่ะ เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า”

“ได้” คาเฟรรับคำอย่างว่าง่าย แป้งเดินนำชายหนุ่มและหยุดที่ร้านหนังสือ

“ขอเข้าไปดูหนังสือสักสองสามเล่มนะ” เธอหันมาบอกเขาก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน คาเฟรมองตามหลังหญิงสาวพลางหยิบหนังสือที่วางโชว์ไว้เล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดดู

“มาคนเดียวหรือจ๊ะรูปหล่อ” เสียงร้องทักแปร่งหูดังข้างตัว ชายหนุ่มหันไปมองและนิ่วหน้าด้วยความรู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นชายคนหนึ่งกำลังยืนส่งยิ้มให้

“ไม่ตอบ สงสัยจะเป็นชาวต่างชาติ” ชายคนนั้นพูดต่อและเริ่มต้นใช้ลำตัวเบียดเข้ามา “ต้องการคนนำเที่ยวไหม”

“ไม่” คาเฟรตอบพลางขยับตัวออกด้วยความรู้สึกอึดอัด อีกฝ่ายรีบเบียดกระแซะตามโดยให้ลำตัวช่วงล่างถูไถกับชายหนุ่มอย่างจงใจ

“ต๊าย พูดไทยได้นี่นา” เสียงร้องอุทานระริกระรื่น “มาทำอะไรแถวนี้หรือพ่อเทพบุตร”

“เทพบุตร” คาเฟรทวนคำและเบ้หน้าเมื่อถูกชายผู้นั้นแตะอก “ฉันมากับเพื่อน” เขาโพล่งออกมาขณะที่พยายามหนีห่างอีกฝ่ายอย่างนึกหวาด

“เพื่อนหญิงหรือเพื่อนชายจ๊ะ” เสียงที่ถูกดัดจนเกือบเหมือนจะหวานย้อนถามแต่ยังไม่ทันที่จะตอบชายหนุ่มก็เบี่ยงตัวและเดินไปหาหญิงสาวที่กำลังยืนชำระค่าหนังสือ

“แป้ง”

“อ้าวคาเฟร มีอะไรหรือทำไมทำหน้าตาตื่นมาแบบนั้น”

“คือ” คาเฟรหันไปมองผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าร้านและหันหน้าหนีแทบจะทันทีเมื่อเห็นเขาหลิ่วตาพร้อมกับขยับปากเหมือนจะกัด

“บอย” เสียงพนักงานร้านหนังสือพูดขึ้น “กะเทยที่อยู่แถวนี้ ชอบมาล่าหนุ่มๆในห้างเรื่อยแหละ ใครโชคร้ายก็ถูกลากไปกินในห้องน้ำทางด้านหลังโน่น”

“เขากินคนด้วยกันเหรอ” คาเฟรถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจมากกว่าตระหนก พนักงานขายพากันหัวเราะ

“หน้าตาหล่อแบบนี้โดนนังบอยลากไปกินแน่” พนักงานผู้นั้นพูดเย้า แป้งรีบชำระเงินและพาคาเฟรออกจากร้าน ทั้งคู่พยายามเดินเลี่ยงคนชื่อ บอย ให้ห่างเท่าที่จะทำได้แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเพราะอีกฝ่ายจงใจเดินตาม

“ที่แท้ก็มีชะนีเกี่ยวมาด้วย” เสียงบอยดังไล่หลัง “ทำเป็นเดินเชิดหน้าคิดว่าตัวเองสวยตายแล้วหรือไง”

“เธอว่าใคร” แป้งหันมาถามเสียงห้วน บอยเหยียดยิ้มและเชิดหน้า

“ก็ไม่ได้ว่าใครโดยเฉพาะ คนไหนร้อนตัวก็เข้ามารับ”

หญิงสาวกัดฟันแน่นด้วยความรู้สึกโกรธ เธอจ้องหน้าบอยเขม็งก่อนตัดสินใจสะบัดหน้าและเดินหนี กะเทยหนุ่มมองตามหลังแป้งแล้วแสยะปากอย่างดูถูกก่อนจะพูดไล่หลัง

“ยายแรดดง!”

ใบหน้าของแป้งแดงจัดขณะที่พยายามสะกดอารมณ์ คาเฟรชำเลืองตามองบอยระหว่างสาวเท้าก้าวตามหญิงสาวซึ่งเลี้ยวเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นทำให้กะเทยหนุ่มซึ่งเดินตามหลังคนทั้งสองชะงัก

“คิดว่าหนีฉันพ้นเหรอ” บอยมองคาเฟรและยิ้มเมื่อพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องกลับมาเช่นเดียวกัน “กินให้อิ่มนะพ่อรูปหล่อ จะได้มีแรงมาเล่นกับฉัน” เขาส่งยิ้มที่คิดว่าหวานให้กับชายหนุ่มก่อนจะเดินเลยไปทางด้านหลัง แป้งเอี้ยวตัวหันไปมองแล้วถอนหายใจ

“ไปเสียที” เธอหยิบเมนูขึ้นมา “กินอะไรกันดีล่ะคาเฟร”

“อะไรก็ได้” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบแต่ดวงตายังคงจับจ้องทางที่บอยเดินหายไป “ทางนั่นไปไหน” เขาถามหญิงสาว แป้งเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนตอบ

“ห้องน้ำ” เธอยิ้ม “ปวดท้องเหรอ”

“อือ” คาเฟรรับคำในลำคอและยืนขึ้น “เดี๋ยวมา”

“ห้องน้ำชายจะอยู่ก่อนห้องน้ำหญิงนะ มันจะมีรูปผู้ชายนุ่งกางเกงอยู่ข้างหน้าเข้าให้ถูกล่ะ” แป้งรีบบอก ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเดินออกไปจากร้าน หญิงสาวส่ายหน้าและยิ้ม
“ทำอย่างกับเด็ก ต้องเข้าห้องน้ำก่อนกินข้าว” เธอเงยหน้าขึ้นและเริ่มสั่งอาหารกับบริกร

คาเฟรก้าวเดินไปตามทางแคบๆและมองผู้ชายหลายคนที่เดินสวนออกมา ทุกคนต่างมีสีหน้าตื่นตกใจตกใจในขณะที่บางคนกำลังแสยะปากคล้ายรังเกียจสิ่งที่ตนเพิ่งพบมา เขาหยุดยืนหน้าห้องน้ำและมองรอบตัวอย่างระวัง พลันสายตาสะดุดกับกรวยสีเหลืองที่ตั้งไว้ด้านข้าง คาเฟรหรี่ตาลงก่อนจะยกมันมาตั้งขวางไว้หน้าประตูทางเข้าห้องน้ำชาย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นหูดังมาจากด้านใน ชายหนุ่มก้าวเข้าไปทันที

“ตายแล้ว ตามมาจริงๆหรือนี่” เสียงร้องทักแหลมบาดหู บอยซึ่งกำลังยืนจ้องผู้ที่กำลังทำธุระส่วนตัวหัวเราะร่าขณะที่เดินเข้าไปหาคาเฟร “เบื่อยายชะนีนั่นล่ะสิ”

สายตาเลื่อนมองส่วนล่างของชายหนุ่มอย่างหยาบคาย บอยกระตุกยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่ง

“ไม่ทำธุระเหรอ” เขาหัวเราะคิก “รอฉันช่วยใช่ไหม” บอยพูดโดยไม่สนใจคนอื่นที่กำลังเดินเลี่ยงออกไปทีละคน คาเฟรชำเลืองตามองผู้คนที่หนีไปจนหมด

“นี่พ่อรูปหล่อ” บอยไล่มือไปบนอกของฟาโรห์หนุ่มแต่ต้องหยุดเมื่อถูกมือแข็งราวกับคีมคว้าเข้าที่กราม เขาร้องลั่นด้วยความตกใจ

“ทำอะไร....!”

เสียงร้องขาดหายไป ร่างของบอยถูกผลักไปกระแทกกับผนังห้องน้ำอย่างแรง เขาจ้องหน้าที่ดุดันของคาเฟร

“อย่ายุ่งกับแป้ง” ฟาโรห์หนุ่มคำราม มือที่บีบกรามบอยกระชับแน่นมากขึ้นจนร่างของอีกฝ่ายถึงกับสั่นระริก

“อื้อ” เสียงครางอย่างเจ็บปวดดังลอดออกมา บอยมองหน้าที่เต็มไปด้วยความน่ากลัวของคาเฟร ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอำมหิตจ้องเขาเขม็งดุจจะกินเลือดกินเนื้อ

“ฉันจะบีบหัวแกให้แตก ล้วงสมองควักลูกตาออกมาขยี้จนเละถ้ายังขืนไปวุ่นวายกับเธอ” นัยน์ตาดุหรี่ลง “จำเอาไว้ให้ดี”

เสียงกระดูกภายใต้ฝ่ามือดังลั่น คาเฟรมองร่างที่สั่นระริกด้วยความกลัวก่อนจะคลายมือออกปล่อยให้บอยไหลรูดลงไปนั่งกองกับพื้น ฟาโรห์หนุ่มมองของเหลวสีเหลืองจัดที่ไหลนองออกมาจากตัวของอีกฝ่าย เขาเบ้หน้าอย่างดูถูก

“คนขลาด”

เขาเปิดน้ำล้างมือที่เปื้อนคราบน้ำลายและเลือดของบอยก่อนจะก้าวออกจากห้องน้ำและตรงไปหาแป้งซึ่งนั่งรออยู่ในร้านอาหาร หญิงสาวมองเขาด้วยความสงสัย

“ทำไมไปนานนัก”

“พอดีเจอเรื่องน่าสนใจ” คาเฟรตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยและมองอาหารที่ถูกลำเลียงมาวางตรงหน้า

“อะไรน่ะ” เขาจ้องหม้อน้ำที่กำลังเดือดพล่านส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปจนทั่ว แป้งยิ้มหวานก่อนตอบ

“สุกี้ชาบู” เธอหยิบตะเกียบขึ้นมาและคีบเนื้อปลาที่หั่นเป็นชิ้นใส่ลงไป ตามด้วยผักและอะไรอีกหลายอย่าง จากนั้นจึงคีบชิ้นอาหารที่สุกแล้วใส่ลงในจานของชายหนุ่ม

“กินสิ” แป้งส่งตะเกียบให้กับเขา คาเฟรรับมาถือไว้และพยายามคีบอาหารเหมือนอย่างที่แป้งทำแต่มันหลุดตกลงไปในจานทุกครั้งที่เขายกขึ้นมา เสียงหญิงสาวหัวเราะเบาๆ

“จับตะเกียบต้องทำแบบนี้” เธอจับมือชายหนุ่ม “เวลาหยิบของต้องขยับนิ้วไปด้วยอย่าให้แน่นไปหรือหลวมไป กะกำลังให้พอดี”

แป้งสอนเหมือนผู้ใหญ่สอนเด็ก คาเฟรทำตามเธอด้วยท่าทางเก้งก้างแต่ก็สามารถคีบชิ้นปลาส่งเข้าปากได้เป็นผลสำเร็จ

“หัวไวดีนี่” หญิงสาวเอ่ยชมและจัดแจงหยิบตะเกียบของตัวเอง “รีบกินตอนกำลังร้อน ถ้าช้าฉันกินคนเดียวหมดไม่รู้นะ”

“ไม่มีทาง” ชายหนุ่มพูดและยื่นตะเกียบของเขาไปที่หม้อสุกี้ชาบูด้วยท่าทางที่สนุกมากกว่าเดิม

หลังอิ่มหนำกับอาหารมื้อเที่ยงแสนอร่อย แป้งพาคาเฟรเดินดูร้านค้าต่างๆภายในห้างอีกครั้ง หลังจากวนไปวนมาอยู่ครู่ใหญ่หญิงสาวจึงเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยความรู้สึกสงสัย

“กะเทยคนนั้นหายไปไหนแล้ว”

“คงไปที่อื่น” ชายหนุ่มตอบเสียงขรึม “ถามถึงทำไม”

“ก็แค่นึกแปลกใจที่เขาตามมาตอแยกับเธอ” แป้งตอบพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู

“เพิ่งแค่บ่ายโมงกว่าเอง” เธอถอนหายใจ “จะรีบกลับก็เสียดายเวลา เอาอย่างนี้พวกเราไปดูหนังกันดีไหม” ประโยคหลังเธอหันไปชวนคาเฟร เขาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

“ดูหนัง จะกลับบ้านแล้วหรือ”

“ไม่ใช่หนังทีวีที่บ้าน และเป็นหนังในโรงภาพยนตร์ จอมันจะใหญ่มากๆเสียงก็ดังกระหึ่มเร้าใจ สนุกกว่าดูที่บ้านเป็นไหนๆเลย”

“ตามใจเธอก็แล้วกัน” คาเฟรสรุป แป้งยิ้มกว้างและพาเขาไปขึ้นลิฟท์แก้วซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางห้าง เธอกดปุ่มเลือกชั้นที่เป็นที่ตั้งของโรงภาพยนต์ ลิฟท์หยุดและเปิดรับคนที่ขึ้นระหว่างชั้นสองสามครั้ง แป้งหันไปมองชายหนุ่มแล้วยิ้มอย่างขบขันเมื่อเห็นเขากำลังยืนนิ่วหน้าคล้ายบังเกิดความรู้สึกรำคาญที่จำนวนคนในลิฟท์ซึ่งเพิ่มมากขึ้น เสียงกริ่งสัญญาณบอกชั้นดังเตือน หญิงสาวหันไปคว้าข้อมือของคาเฟรและก้าวออกไปทันทีที่ประตูลิฟท์ปิดออกโดยไม่ทันดูให้ดีว่าเธอมาถึงชั้นที่เท่าใด

“แล้วกันผิดชั้นหรือนี่” แป้งบ่นและรีบหันกลับไปที่ลิฟท์อีกครั้ง เธอพบว่ามันเลื่อนขึ้นไปชั้นบนเสียแล้ว

“ไปบันไดเลื่อนก็ได้” หญิงสาวพูดกับคาเฟรและเดินนำเขาไปยังบันได้ห้างที่อยู่อีกด้าน เนื่องจากชั้นนี้ส่วนมากเป็นร้านขายของตกแต่งบ้านผู้คนจึงดูบางตากว่าชั้นอื่น มันทำให้แป้งสามารถเดินคุยกับชายหนุ่มด้วยความรู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องทนอึดอัดกับสายแปลกๆจากคนรอบข้าง คาเฟรเดินดูสิ่งของต่างๆอย่างสนอกสนใจจนกระทั่งถึงบันไดเลื่อนที่จะนำขึ้นไปสู่ชั้นบน

“นั่นอะไรน่ะ” เสียงหญิงสาวอุทานออกมาเบาๆขณะที่มองกระโจมผ้าขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่ตรงมุม “หมอดูโบราณ”

เธออ่านป้ายชื่อที่ตั้งอยู่หน้าร้านแล้วเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจต่างจากคาเฟรที่หยุดยืนจ้องหญิงสาวซึ่งมีผ้าสีดำสนิทคลุมหน้าอย่างมิดชิดนั่งอยู่ภายใน

“เธอสนใจพวกหมอดูด้วยหรือ” แป้งถามชายหนุ่ม เขาสั่นศีรษะแต่ไม่ได้ตอบอะไร หญิงสาวมองเขาและขมวดคิ้วเมื่อพบว่าร่างของคาเฟรกำลังสั่นน้อยๆคล้ายกำลังหวาดกลัว

“คาเฟร”

“ชื่ออาถรรพ์” น้ำเสียงนิ่งเรียบไร้อารมณ์ใดๆเจือเอ่ยขึ้น แป้งหันไปมองหมอดูสาวด้วยความรู้สึกแปลกใจ

“อะไรนะคะ” เธอถามเสียงไม่ดังนัก “คุณว่าชื่อใครอาถรรพ์”

“คาเฟร” หมอดูสาวตอบพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ชายหนุ่ม “บุรุษแห่งอดีตผู้ถือกำเนิดจากความตาย”

*/*/*/*/*

สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน
สำหรับงานหนังสือในครั้งนี้สามารถหาซ้อนิยายเรื่อง ความทรงจำในผืนทรายได้ที่
บูธสามสิบจตุจักรนะคะ พร้อมส่วนลด 15 %
ขอฝากนิยายรักแสนน่ารักเรื่องนี้ไว้ในอ้อมใจของทุกท่านด้วยนะคะ (มุขเก่าซะ)
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านมากๆค่ะ












มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 20 ต.ค. 2555, 10:13:46 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 20 ต.ค. 2555, 10:13:46 น.

จำนวนการเข้าชม : 1267





<< บทที่ 11 ราตรีที่เงียบเหงา   
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account