ความทรงจำในผืนทราย(My Last Memory)
บทสวดแห่งความตายนำวิญญาณของฟาโรห์หนุ่มให้คืนชีพ
ทว่า แผ่นดินที่เขายืนอยู่หลังจากมีชีวิตอีกครั้ง กลับไม่ใช่อาณาจักรของตน
หากเป็นห้องพักของนักศึกษาสาวคนหนึ่ง
ความอลเวง วุ่นวายและภยันตราย
สร้างรักแท้ร้อยรัดมัดคุณหนูผู้เอาแต่ใจและฟาโรห์หนุ่มไว้ด้วยกัน
แต่เมื่อความทรงจำเริ่มเรียกหาบุรุษจากอดีตกาล
เธอจะทำเช่นไรเพื่อรักษาความรักนี้ไว้
ไม่ให้หายไปกับ....ผืนทราย
Tags: รัก,ฟาโรหื

ตอน: บทที่ 11 ราตรีที่เงียบเหงา

บทที่ 11

ราตรีที่เงียบเหงา

“คืนนี้ฉันต้องอยู่ช่วยเพื่อนทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย กว่าจะกลับก็คงเป็นตอนเย็นของอีกวัน นายอยู่คนเดียวได้ไหมคาเฟร”

คำพูดของแป้งที่กล่าวขึ้นในตอนเช้าก่อนออกจากห้องหวนกลับเข้ามาในความคิดของชายหนุ่มซึ่งยืนกอดอกมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ในตอนแรกคาเฟรคิดว่าค่ำคืนนี้คงเป็นคืนที่สบายที่สุดเพราะไม่มีเสียงบ่นจู้จี้จากหญิงสาวเจ้าของห้อง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขากลับพบว่าการอยู่ในห้องกว้างเพียงลำพังยามค่ำคืนโดยปราศจากเสียงของแป้งนั้นช่างเงียบเหงาเต็มทน

“ทำไมฉันต้องคิดถึงยายนั่นด้วย” ฟาโรห์หนุ่มบ่นพึมพำพลางถอนหายใจ “เราน่าจะดีใจที่ไม่ต้องได้ยินเสียงบ่นน่ารำคาญของเขามากกว่า”

ร่างสูงสง่าเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ และกดปุ่มรีโมตเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปเรื่อยๆซึ่งในช่วงเวลานั้นมักจะเป็นละครหลังข่าว คาเฟรนิ่วหน้าด้วยความรู้สึกรำคาญใจเมื่อได้ยินเสียงแหลมสูงของหญิงสาวสองคนกำลังทะเลาะเบาะแว้งกันต่อหน้าชายหนุ่มคนหนึ่ง แม้จะไม่เข้าใจคำพูดทุกคำแต่ฟาโรห์หนุ่มก็พอจะเดาออกว่าทั้งคู่กำลังทำศึกแย่งชิงผู้ชาย

“ทาสในยุคฉันยังไม่ทำถึงขนาดนี้เลย”

เขาบ่นพึมพำพลางเปลี่ยนช่อง หลังจากเลือกรายการไปได้สักพักคาเฟรก็โยนรีโมตไปอีกด้านพร้อมกับเอนกายพิงพนักและหลับตาลง

“ทำไมวันนี้มันน่าเบื่อแบบนี้นะ” เขาลุกขึ้นและเดินไปยังตู้เย็นและเปิดมันออกเพื่อสำรวจดูของที่อยู่ภายใน หลังจากหยิบโน่นหยิบนี่อยู่พักใหญ่ฟาโรห์หนุ่มจึงปิดมันเหมือนเดิม

“ไม่เห็นมีอะไรน่ากินเลยสักนิด” เขาเคาะนิ้วสองสามครั้งก่อนจะเดินไปที่มุมห้องสมุดและจัดแจงรื้อหนังสือต่างๆของแป้งออกมากาง คาเฟรมองภาพวิหารเก่าแก่ของอียิปต์ด้วยสายตาเศร้า
“เราจากบ้านมาไกลเหลือเกิน” มือเลื่อนไปแตะบนรูปอย่างแผ่วเบา “คงไม่ได้กลับไปอีกแล้ว”

ดวงตาสีทองแดงฉายความอ้างว้าง ในที่สุดคาเฟรจึงปิดหนังสือและเอนกายพิงผนังห้องพร้อมกับหลับตาลงด้วยความรู้สึกเดียวดาย

*/*/*/*/*

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น แป้งสาละวนอยู่กับพิธีการรับน้องจนแทบไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่น หญิงสาวรู้สึกโชคดีที่ได้เป็นเจ้าแม่ประจำซุ้มคอยป้อนคำถามแปลกๆให้กับน้องซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่มีคำตอบ น้องส่วนใหญ่มักจะยิ้มด้วยความเขินอายแม้จะมีบ้างที่ทำท่ากร่าง
หรืออวดภูมิว่าเก่งเหนือใคร แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องยอมจำนนให้กับคำพูดเชือดเฉือนชนิดสิ้นชีวิตคาที่ทันทีของดาว

ตกบ่ายหลังจากพักทานอาหารเที่ยงเป็นที่เรียบร้อยจะเป็นพิธีกรรมรับขวัญน้องพร้อมกับผูกข้อไม้ข้อมือ แก้วและมนใช้กระพรวนข้อมือที่พวกเธอซื้อมาเมื่อหลายวันก่อนผูกให้กับน้องรหัสซึ่งดูท่าทางอีกฝ่ายจะชอบมากจนถึงขนาดเขย่ามือเล่นเพื่อให้เกิดเสียงอยู่ตลอดเวลา แป้งมองแล้วยิ้มด้วยความรู้สึกเอ็นดูก่อนจะหันไปมองน้องรหัสทั้งคู่ของเธอและจัดแจงดึงเชือกสีขาวขนาดเล็กออกมา

“นั่นเชือกอะไรน่ะพี่” นทีถามขณะที่ยื่นข้อมือออกไปให้รุ่นพี่สาว แป้งยิ้มและตอบเสียงไม่ดังนัก

“สายสิญจน์”

“ผมไม่ผูก” นทีพูดพลางดึงข้อมือกลับในขณะที่นกยืนกะพริบตาปริบๆ

“นกก็เหมือนกัน” รุ่นน้องสาวบอก “นกไม่ผูกสายสิญจน์นี่หรอก”

“ทำไมล่ะ พี่อุตส่าห์ไปหามาให้เชียวนะ”

“พวกเราไม่ชอบสายสิญจน์” นทีพูดเสียงเรียบ “มันจะทำให้ผีออกจากร่าง เราสองคนอาจจะกลายเป็นคนปรกติได้”

แป้งอ้าปากค้างและมองสีหน้าที่ดูจริงจังของน้องทั้งสอง หลังจากอึ้งในคำตอบไปชั่วสองวินาทีหญิงสาวจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ก็ได้” เธอเก็บเชือกสีขาวกลับเข้าไปในกระเป๋าแล้วดึงเชือกพลาสติกสีขาวขุ่นออกมาแทน

“เชือกฟางเจ็ดป่าช้า เก็บได้จากท้ายรถสิบล้อ รับรองนอกจากผีจะไม่ออกจากร่างน้องแล้วยังมีพลังเพิ่มขึ้นอีกร้อยเท่า”

“สุดยอด” นทีรีบยื่นมือออกไป “ผูกแน่นๆนะพี่” เขายิ้มกว้างละหันไปหลิ่วตาให้กับนกที่กำลังทำหน้าระรื่นขณะที่มองแป้งผูกข้อมือให้

“เสร็จแล้ว” แป้งยิ้มหวาน “ไปรวมกลุ่มกับเพื่อนเพื่อร้องเพลงสามัคคีชุมนุมได้”

นกกับนทีโค้งให้กับพี่รหัสของพวกเขาก่อนจะเดินไปหาเพื่อนร่วมชั้นปี แป้งมองน้องทั้งสองที่กำลังส่งเสียงหัวเราะอย่างร่าเริง

“ยังเพิ่งปีหนึ่งแท้ๆแต่ทำไมแสบเหลือเกิน”

*/*/*/*/*
เสียงเพลงสามัคคีชุมนุมที่ดังกระหึ่มก้องมหาวิทยาลัยดึงความสนใจจากนักศึกษาคณะอื่นรวมไปถึงเหล่าอาจารย์ให้หันมามอง ภาพนักศึกษาทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องช่วยกันเก็บข้าวของจนสะอาดเรียบร้อยสร้างความพึงพอใจให้กับคณาจารย์จนบางท่านถึงกับเอ่ยปากชม แป้งมัดถุงขยะใบโตและลากไปกองไว้ในที่ทิ้งก่อนจะเดินกลับไปรวมกับเพื่อนๆ มนหันมาทางเธอแล้วถามเสียงดัง

“พวกเราตกลงจะไปหาอะไรกินกันก่อนกลับ เธอจะไปด้วยกันไหม”

“คือ” แป้งทำท่าลังเลเมื่อคิดถึงผู้ที่กำลังรออยู่ในห้อง “ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะคงต้องขอตัว”

“พี่ปานเป็นอะไรไปคะ” นกถามเสียงใส “แล้วจะกลับคนเดียวไหวเหรอ ให้พวกนกไปส่งไหม”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ ขอบคุณมาก” หญิงสาวยิ้มหวาน “แค่ปวดท้องนิดหน่อยเอง น้องๆไปเที่ยวกับพวกพี่มนเขาเถอะ”

“สงสัยปวดประจำเดือน” นทีพูดหน้าตาย แก้วเขกหัวเขาไม่แรงนัก

“ทำเป็นรู้ดี เคยเป็นมาก่อนหรือเราน่ะ”

“ครับ” เด็กหนุ่มตอบสั้นๆ แก้วส่ายหน้าด้วยความรู้สึกระอาในความกวนประสาทของเขาก่อนจะหันไปทางแป้ง

“กลับคนเดียวได้แน่นะ”

เพื่อนสาวของเธอพยักหน้ารับ มนจึงตัดบท

“งั้นเราไปส่งยายปานขึ้นรถแล้วค่อยพาเจ้าพวกนี้ไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน”

นายผันยามรักษาความปลอดภัยของคอนโดมองรถแท็กซี่วิ่งมาหยุดที่ลานจอดรถด้านหน้า เขามองแป้งกำลังเปิดประตูเดินเข้ามาด้วยท่าทางอิดโรย

“เหนื่อยจากรับน้องหรือรับ” เขาทักและกุลีกุจอไปกดลิฟท์ให้ แป้งยิ้มพลางกล่าวขอบคุณ

“ค่ะ ปีนี้น้องแต่ละคนร้ายเหลือรับจริงๆ”

“เด็กรุ่นใหม่ก็แบบนี้แหละครับ” นายผันพูดแล้วหัวเราะ “กล้าคิดกล้าทำจนบางทีลืมคิดไปว่าคนอื่นเขาก็มีความรู้เหมือนตน”

“ที่ร้ายแบบน่ารักก็มีนะคะลุงผัน” หญิงสาวพูดขณะที่คิดถึงตอนที่นทีกับนกเข้ามาช่วยตนให้พ้นจากการก่อกวนของภาคภูมิ นายผันพยักหน้า

“แต่ละคนก็มีนิสัยแตกต่างกันไปละครับ” เขามองแป้งที่กำลังเดินเข้าไปในลิฟท์ “พักผ่อนให้มากๆนะครับคุณปาน”

“ขอบคุณมากค่ะลุงผัน” หญิงสาวส่งยิ้มให้กับยามผู้สูงวัยก่อนประตูลิฟท์จะเลื่อนปิดลง แป้งมองแสงไฟแสดงหมายเลขชั้นที่กะพริบอยู่บนแผงขณะที่เพิ่มระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

“หวังว่าห้องเราคงไม่เละนะ” เธอบ่นพึมพำด้วยความรู้สึกกังวล เสียงกระดิ่งดังขึ้นเมื่อลิฟท์ขึ้นมาถึงชั้นสูงสุด แป้งก้าวออกมาและเปิดประตูห้อง

“กลับมาแล้วหรือ”

เสียงทุ้มน่าฟังร้องทัก หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบห้องแล้วเลิกคิ้วด้วยความรู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าข้าวของทุกอย่างยังคงเป็นระเบียบเหมือนเดิม ที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือเธอไม่พบจานชามหรือถ้วยที่ใช้แล้วในอ่างล้างจาน

“นายทำความสะอาดบ้านหรือ” แป้งถามขณะที่วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ คาเฟรยักไหล่เล็กน้อยก่อนตอบ

“แค่เก็บของที่รื้อออกมาให้เข้าที่เท่านั้น” เขามองแป้ง “ไม่อยากได้ยินเสียงเธอบ่นตอนกลับมา”

“ตอบแบบนี้น่าชมหรือน่าบ่นดีนะ” หญิงสาวเปิดตู้เย็นและหยิบขวดน้ำออกมา เธอนิ่วหน้าเมื่อเห็นอาหารกล่องที่ยังคงอยู่ในช่องแช่แข็ง

“ไม่ชอบอาหารกล่องเหรอ” แป้งหันมาถาม

“แค่กินไม่ลง” คาเฟรตอบ “ไม่รู้ว่ามันไม่อร่อยหรือเพราะต้องนั่งกินคนเดียว”

คำพูดของเขาทำให้แป้งต้องอึ้ง เธอรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่กระจายไปบนใบหน้า หญิงสาวเบือนหน้าหนีไปอีกด้านแทบจะทันที

“นึกว่านายจะดีใจเสียอีกที่ไม่มีฉันมาคอยบ่น”

“เหงามากกว่า” ฟาโรห์หนุ่มพูด “มันความรู้สึกเหมือนนั่งในสวนแล้วไม่ได้ยินเสียงนก”

“นายพูดเหมือนฉันเป็นพวกเสียงนกเสียงกา” แป้งประชด คาเฟรพยักหน้ารับ

“ก็ทำนองนั้น”

“ถ้ามันทำให้นายรู้สึกรำคาญ ฉันก็จะพยายามไม่พูดอะไร!” หญิงสาวกระแทกเสียงพูดก่อนจะเดินลงเท้าตึงตังไปที่มุมสวนหย่อมท่ามกลางสายตาที่แสดงความงงงันของอีกฝ่าย

“เธอโกรธอะไร” เขาถามขณะเดินตามหญิงสาว เธอตอบเสียงห้วน

“ไม่ได้โกรธ แต่จะทำตัวให้เงียบไม่ส่งเสียงหนวกหูให้นายหงุดหงิดใจ”

“ฉันไม่เคยหงุดหงิดรำคาญใจเธอ”

“แล้วที่บอกว่าเสียงฉันเมือนเสียงนกเสียงกาล่ะ” แป้งย้อนถาม คาเฟรเลิกคิ้วด้วยความรู้สึกแปลกใจ

“นั่นเป็นคำชม” เขมมองหน้าหญิงสาว “ฉันแค่อยากบอกว่ารู้สึกเพลินเวลาที่ได้ยินเสียงของเธอเหมือนตอนที่นั่งในสวนแล้วฟังเสียงนกร้อง”

“นั่นเป็นคำชมแน่นะ” แป้งมองหน้าเขา “ไม่ใช่ประชดหรือแดกดัน”

“ฉันไม่เข้าใจว่าแดกดันคืออะไร แต่ที่พูดมาทั้งหมดนั่นคือการชม”

“เหรอ” หญิงสาวพูดด้วยท่าทางเก้อเขิน “ขอบใจ” เธอก้มหน้าลงและรู้สึกแปลกใจที่อยู่ๆหัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อถูกดวงตาคมของฟาโรห์หนุ่มจ้อง

“วันนี้ฉันเหนื่อยมาก” แป้งพูดและลุกขึ้น “ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ”

“ฉันจะอุ่นอาหารรอ” คาเฟรยิ้มออกมาเมื่อเห็นท่าทางขวยเขินของอีกฝ่าย เขาเดินไปเปิดตู้เย็นและหยิบข้าวกล่องออกมา

“ผู้หญิง” ชายหนุ่มพึมพำและยิ้มให้กับตัวเองเมื่อนึกถึงท่าทางเขินอายของแป้ง “น่ามองเหลือเกินเวลาหน้าแดง”

เสียงประตูห้องน้ำเปิดออก คาเฟรวางกล่องอาหารที่อุ่นเรียบร้อยแล้วลงบนโต๊ะและมองแป้งซึ่งอยู่ในชุดนอนกำลังโยนเสื้อผ้าใช้แล้วลงในตะกร้า

“อาบน้ำเสร็จแล้วหรือ” ชายหนุ่มถาม “หิวไหม”

“หิวไส้แทบขาดเลย” แป้งตอบขณะนั่งลงบนเก้าอี้ที่คาเฟรเลื่อนให้ ชายหนุ่มรู้สึกใจเต้นเมื่อปลายผมเปียกชื้นของเธอปัดผ่านจมูกจนเขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆของสบู่ที่หญิงสาวใช้

“หอมจัง” แป้งพูดเมื่อเปิดฝากล่องออกพร้อมกับสูดกลิ่นข้าวพะแนงไก่ที่ลอยขึ้นมา
คาเฟรยิ้มขณะที่นั่งลงด้านตรงข้ามเธอ

“ใช่” ดวงตาชำเลืองมองหญิงสาว “หอมมาก”

แป้งมองอีกฝ่ายที่ยังคงถือช้อนนิ่ง เธอตักข้าวคำโตใส่ปากและถาม

“เป็นอะไรไป ต้องให้ฉันบ่นก่อนถึงจะกินลงเหรอ”

“เปล่า” คาเฟรรีบปฏิเสธก่อนจะก้มหน้าก้มตาตักข้าวเขาปาก แป้งมองชายหนุ่มนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงยิ้มออกมา

“วันนี้นายดูแปลกๆไปนะคาเฟร” เธอยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม “อย่าบอกนะว่าไปเจออะไรประหลาดในละครมาอีก”

“ไม่มี” เขาตอบเสียงอู้อี้เพราะข้าวเต็มปาก “ฉันไม่ได้ดูเรื่องพวกนั้นตอนที่ต้องอยู่คนเดียว”

คาเฟรไม่พูดอะไรอีกเลยและกินอาหารจนหมดภายในเวลาไม่นาน แป้งจัดแจงเก็บกล่องเปล่าใส่ถุงขยะและเดินไปนั่งพักที่เก้าอี้นวม เธอมองชายหนุ่มที่เดินวนไปวนมาอยู่ข้างๆ

“นายจะเดินหาอะไรกันน่ะคาเฟร”

“เปล่า”

“งั้นก็มานั่งด้วยกันสิ เดินไปเดินมาแบบนี้ฉันเห็นแล้วเวียนหัว” แป้งพูดเสียงดุพลางตบมือลงบนเก้าอี้สองสามครั้ง คาเฟรมองหญิงสาวแล้วถอนหายใจก่อนจะยอมหย่อนตัวนั่งลงข้างตัวเธอ

“วันนี้มีสารคดีอารยธรรมชาวมายาด้วย” แป้งพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นขณะที่จ้องจอโทรทัศน์ตาไม่กระพริบ “กำลังบรรยายถึงเทพเจ้าสำคัญพอดีเดี๋ยววันต้องจดเอาไว้บ้างแล้ว”

เธอรีบลุกขึ้นไปหยิบสมุดกับปากกามานั่งบันทึกเรื่องที่กำลังดูอย่างตั้งอกตั้งใจ คาเฟรมองกิริยาของหญิงสาวด้วยความรู้สึกชื่นชม

“ยิ่งมองยิ่งสวย” เขาพึมพำ แป้งหันมาทางเขาทันที

“อะไรหรือ”

“เอ้อ....ฉันหมายถึงวังในจอนั่น” คาเฟรชี้นิ้วไปที่จอโทรทัศน์ “มันเป็นวังที่สวยมาก”

“นั่นไม่ใช่วังสักหน่อย เขาเรียกวิหารต่างหาก”

“วิหาร” คาเฟรทวนคำ แป้งยิ้มหวานขณะอธิบาย

“วิหารก็คืออาคารที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาไง วิหารที่เธอเห็นเมื่อครู่เป็นวิหารบูชาเทพเจ้าเช็คของชาวมายา มันอยู่ที่เมืองชิเชน อิทซาประเทศเปรู”

“ชาวมายาหรือ” ฟาโรห์หนุ่มทวนคำแล้วขมวดคิ้ว “ไม่เคยได้ยินมาก่อน”

“ประเทศของเขาอยู่ไกลจากอียิปต์มาก แถมยังเกิดกันคนละยุคสมัยอีกด้วย ไม่แปลกหรอกที่เธอจะไม่รู้จักน่ะ” เธอหยุดไปเล็กน้อย “จริงสิฉันมีหนังสือภาพชาวมายาด้วยนี่นา เดี๋ยวจะไปหยิบมาให้เธอดู”

แป้งลุกพรวดขึ้นทันทีที่พูดจบ อารามรีบร้อนประกอบกับความเหน็ดเหนื่อยที่มีมาทั้งวันทำให้หญิงสาวเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมาอย่างกระทันหัน ร่างเล็กบางซวนเซและคงจะล้มลงถ้าคาเฟรไม่รีบลุกขึ้นและยื่นมือออกไปประคอง

“เป็นอะไรไป”

“ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆก็หมดแรงขึ้นมาเฉยๆ” แป้งตอบเสียงแผ่ว “สงสัยฉันคงเหนื่อยเกินไป”

“งั้นเธอควรพัก” ชายหนุ่มพูดและเปลี่ยนจากการประคองมาเป็นอุ้มร่างของหญิงสาวเอาไว้ แป้งสะดุ้งและร้องโวยวายเสียงดัง

“จะทำอะไรน่ะคาเฟร!”

“พาเธอไปนอน” เขาตอบเสียงเรียบโดยไม่สนใจร่างในอ้อมแขนที่กำลังดิ้นไปมา

“ฉันเดินเองได้” แป้งทุบอกเขา “วางฉันลงเดี๋ยวนี้”

“แค่ลุกขึ้นยังล้ม” คาเฟรพูดขณะใช้ไหล่ดันประตูห้องนอนให้เปิดออก เขาวางแป้งงบนที่
นอนอย่างสุภาพและใช้มือดันหัวของหญิงสาวเอาไว้เมื่อเธอทำท่าจะลุกขึ้น

“นอน” ชายหนุ่มพูดเสียงดุก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมตัวแป้ง “ห้ามลุกจนกว่าจะเช้า”

“แต่....” หญิงสาวทำท่าจะเถียงแต่ต้องหยุดเมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่าย

“จะนอนดีๆหรือให้ฉันมัดเธอไว้กับเตียง”

“ฉันนอนเองได้” แป้งพูดเสียงห้วน “ปิดประตูให้สนิทด้วยก่อนจะออกจากห้อง”

คาเฟรหัวเราะออกมาไม่ดังนักขณะที่มองร่างเล็กที่ดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงลำคอ

“ฉันไม่ชอบนั่งเฝ้าใคร” เขาเดินไปที่ประตูและหันหน้ากลับมายิ้มให้กับแป้ง

“ขอให้ฝันดี”

ร่างสูงก้าวออกไปพร้อมกับบานประตูที่ปิดสนิทลง แป้งจ้องประตูห้องของเธอด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจแต่ทุกอย่างก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงบไม่มีวี่แววว่าฟาโรห์หนุ่มจะเปิดประตูเข้ามาอีก หญิงสาวอ้าปากหาวและหรี่ตาลง

“เราคงคิดมากไป” แป้งพึมพำและอ้าปากหาวอีกครั้ง ความอ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อยที่มีมาตลอดทั้งวันทำให้หญิงสาวหลับสนิทลงภายในเวลาไม่นาน

*/*/*/*/*

ก่อนปิดเรื่องมูนนี่ขอแจ้งให้ผู้อ่านได้ทราบว่านิยายเรื่องความทรงจำในผืนทรายวางจำหน่ายในงานหนังสือที่บูทเคล็ดไทยแล้วนะคะ โดยภายในงานจะได้รับส่วนลดถึง 20%
ขอฝากนิยายเรื่องนี้กับทุกท่านด้วยนะคะ

http://www.facebook.com/moonychada.moony#!/suewannagum




มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 14 ต.ค. 2555, 12:22:54 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 14 ต.ค. 2555, 12:57:16 น.

จำนวนการเข้าชม : 902





<< บทที่ 10 ความร้ายกาจของน้องใหม่   บทที่ 12 สู่โลกภายนอก >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account