เล่ห์กฤษนล
เรื่องราวของนายกฤษนล ลูกชายสุดสวาทของแม่นิลและพ่อหนึ่ง จากเล่ห์ร้ายซาตาน ... เจ้าของฉายา ปิศาจหน้าหวาน กับ แม่สาวไข่มุกดำ แห่งท้องทะเลอันดามัน





Tags: รัก อบอุ่น โรแมนติก

ตอน: 1. กฤษนล


ชายร่างใหญ่ในชุดสูทสีดำราคาแพงขบกรามแน่น ขณะไล่สายตาไปตามตัวอักษรที่บรรยายใต้ภาพข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับล่าสุด มันถูกส่งเข้ามาทางแฟ็กซ์ให้เขาดูเป็นการด่วน ข่าวไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ในเครือพีเอจีที่ดำเนินมาไม่ถึงสองปี ปรากฏอยู่ในคอลัมน์ธุรกิจเพียงกรอบเล็กๆ ทั้งที่ความเสียหายนับมูลค่ามหาศาล ทั้งจากตัวโรงงานและสินค้าที่ถูกทำลายจนวอด ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเงียบกริบ ไม่มีหน่วยงานไหนให้ความสนใจสืบหาสาเหตุกันเท่าที่ควร

เขารู้เพียงว่าหลังเกิดเหตุร้ายในช่วงตีสี่ เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายสิบนายเข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุเพื่อตรวจหาหลักฐานและสอบพยานกันในเบื้องต้น และมันก็ถูกสรุปในเวลาอันรวดเร็วว่าโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่เกิดไฟไหม้เนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร

ชายหนุ่มกำมือแน่นจนเห็นเส้นเอ็นปูนโปน ... เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงงานของเขาซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดติดชายฝั่งทะเลอันดามันถูกรายงานเข้ามาตั้งแต่เช้ามืด กระทั่งถึงช่วงสาย เขารู้ดีทีเดียวว่ามันพลิกกลายมาเป็นแบบนี้เพราะอะไร แล้วทำไมถึงถูกสรุปให้เป็นอุบัติเหตุก่อนเสร็จสิ้นกระบวนการอย่างที่ควรเป็น สุดท้ายทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ถึงเมินหลักฐานในส่วนที่จะชี้นำว่าแท้จริงเหตุการณ์ไฟไหม้อาจเกิดจากการลอบวางเพลิงของกลุ่มคนไม่หวังดี

ทั้งหมดนี้กฤษนล รัชตะนานนท์ รองประธานบริหารเครือพีเอจีย่อมรู้ดี ดวงตาคู่คมฉายแสงโชนกล้า ขณะคิดว่ามันคงถึงเวลาที่พวกเลวชาติ บ่อนทำลายธุรกิจของเขาจะถูกกำจัดให้สิ้นซากกันสักที!

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สิ้นเสียงรถที่แล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์สวยงามซึ่งปลูกสร้างอยู่ชานเมืองมานานหลายสิบปี เจ้าของร่างสูงใหญ่ก็ก้าวออกมา ก่อนจะตรงเข้าไปข้างใน จุดหมายเป็นห้องทำงานใหญ่บนชั้นสองทางปีกซ้ายของตัวตึกซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของเขา ทว่าเพียงก้าวมาถึงกลางโถงกว้าง พลันเสียงหวานอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น ฉุดรั้งต้นขาแกร่งนั้นให้หยุดชะงักลง

“ทำไมกลับบ้านเร็วล่ะนล” เจ้าของเสียงเป็นหญิงวัยกลางคนที่ยังคงความงดงาม เธอทักทายลูกชายคนโตพร้อมกับสาวเท้าเข้ามาหาด้วยสีหน้าสงสัย หากคนถูกถามเพียงทักทายเธอกลับ ก่อนจะถามไปอีกทาง

“อ้อ! คุณแม่เองหรือครับ แล้วคุณพ่อไม่อยู่หรือ”

“ตอบแม่มาก่อน ทำไมนลกลับบ้านตั้งแต่เที่ยง ไหนว่าวันนี้ช่วงบ่ายมีประชุมที่บริษัทฯไงล่ะ” นิลอุบลถามพลางจับสังเกตใบหน้าหล่อเหลาที่มีเค้าหน้าของเธออยู่ไม่น้อย ทว่าบุคลิกท่าทางกลับละม้ายสามีเธอไปเสียสิ้น

“ผมให้นายตินเข้าประชุมแทนแล้ว นายนั่นกำลังขับรถตรงไปที่ออฟฟิศ คุณแม่ไม่ต้องห่วง” ชายหนุ่มหมายถึง ‘กฤติน’ น้องชายคนรอง ที่นานๆครั้งถึงจะเข้าไปนั่งทำงานในสำนักงานใหญ่ของพีเอจีกรุ๊ปซึ่งเป็นธุรกิจที่ก่อตั้งมาตั้งแต่รุ่นปู่ของพวกเขา

“นลก็รู้ว่าแม่ไม่ได้ห่วงงานมากเท่ากับลูกทั้งสามคน”

นิลอุบลส่งค้อนที่ลูกชายตีความหมายของความห่วงใยให้กลายเป็นเรื่องงานไปเสียสนิท หากสุดท้ายก็ไม่คิดติดใจอะไร ก่อนจะกระตือรือร้นบอกถึงอีกคนที่เธอรักและห่วงใยไม่แพ้กัน

“เมื่อกี้นลถามหาคุณพ่อใช่ไหม คุณพ่อพาคุณปู่กับคุณย่าไปตรวจร่างกาย เมื่อเช้าท่านทั้งสองพร้อมใจกันงอแงไม่ยอมไปพบหมอตามนัด คุณพ่อเลยต้องจัดการขับรถพาไปเอง”

“ถ้าอย่างนั้นฝากคุณแม่บอกคุณพ่อด้วยนะครับว่าผมจะไปดูโรงกลั่นน้ำมันของเราสักหน่อย พอดีตอนเช้ามืดเกิดไฟไหม้โรงงาน” กฤษนลบอกเสียงเรียบ มืออีกข้างกระชับเสื้อสูทที่พาดแขนไว้ ทำท่าจะผละแยกออกไป หากเสียงตกอกตกใจของมารดาก็ทำให้เขาต้องหยุดปลอบเธอให้หายกังวลจนเรียบร้อยกันก่อน

“ตายจริง! ทำไมถึงเกิดไฟไหม้ขึ้นได้ล่ะ แล้วมีใครเป็นอะไรหรือเปล่า คุณพ่อรู้เรื่องหรือยัง ไม่ได้การล่ะ แม่ต้องรีบบอกคุณพ่อ”

นิลอุบลออกอาการละล้าละลัง จนลูกชายต้องจับมือทั้งสองข้างของเธอไว้ พร้อมบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อย่างที่ไม่เคยปฏิบัติกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน ยกเว้นก็เพียงกฤติยา น้องสาวคนเล็กของเขาเท่านั้น

“ไม่ต้องครับ คุณพ่อรู้เรื่องนี้แล้ว คนของเราไม่มีใครเป็นอะไร เสียหายก็แต่โรงงานกับสินค้าในคลัง ตอนนี้เรายังไม่รู้รายละเอียดอื่น ผมเลยจะไปดูด้วยตัวเอง”

“จ้ะ ถ้ามีปัญหาที่นั่น นลต้องโทรมาบอกแม่หรือคุณพ่อเลยนะ”

กฤษนลรับปากมารดาก่อนจะผละขึ้นมายังห้องทำงาน วางกระเป๋าเอกสารที่ถือติดมือไว้บนโต๊ะตัวใหญ่ แล้วก้มลงเปิดลิ้นชัก ดึงซองสีน้ำตาลซึ่งบรรจุสำเนาเอกสารโรงงานกลั่นน้ำมันออกมาใส่กระเป๋า แทนที่เอกสารเดิมที่ถูกดึงออกมาวางตรงมุมหนึ่งของโต๊ะตัวนั้น

เสร็จสรรพจึงหิ้วกระเป๋าหนังสีดำเดินออกมา แล้วตรงเข้าไปในห้องนอน จัดเก็บเสื้อผ้าลงในกระเป๋าเดินทางอย่างรวดเร็ว เขาถนัดที่จะดูแลตัวเอง และยังคงชอบความเป็นส่วนตัว ไม่ยอมให้ใครเข้ามายุ่มย่ามกับพื้นที่ที่กันเอาไว้ ไม่เว้นแม้แต่บิดามารดาหรือน้องๆทั้งสองคน

กฤษนลจัดการทุกอย่างเสร็จภายในเวลาที่น่าพอใจ เขาสามารถรักษาเวลาได้อย่างเยี่ยมยอดทุกครั้งอยู่แล้ว มือหนาหยิบโทรศัพท์บนเตียงนอนมาถือไว้เป็นอันดับสุดท้าย ก่อนจะหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าและกระเป๋าเอกสาร เดินออกจากห้องนอนลงมาข้างล่าง

หลังจากกล่าวลามารดาที่ยืนรอส่งเขาขึ้นนั่งในรถยุโรปคันใหญ่ที่มีคนขับนั่งประจำเก้าอี้อย่างรู้งานตรงระเบียงหน้าบ้าน กฤษนลก็พาร่างตัวเองมานั่งตอนหลัง จากนั้นรถก็เคลื่อนออกมา

ทุกอย่างที่เขาทำ เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีอาการเร่งรีบให้เห็น หากคนคุ้นเคยจะรู้ว่าในทุกย่างก้าวที่เดินนั้น มันถูกกำหนดและวางแผนไว้อย่างมั่นคงและรัดกุมแล้วเสมอ

รถแล่นด้วยความเร็วปานกลางตรงไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ชายหนุ่มที่นั่งตอนหลังกำลังคิดทบทวนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของเขาที่ร่วมหุ้นกับลูคัส เพื่อนชาวต่างชาติที่มาแต่งงานกับลูกสาวนักธุรกิจในพื้นที่นั้น แล้วพวกเขาสองคนก็วางแผนจัดสร้างโรงกลั่นน้ำมันปาล์มขึ้นมา โดยทั้งหมดเป็นไปตามการสนับสนุนของพ่อตาลูคัส

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานเมื่อตอนรุ่งสาง ลางสังหรณ์บางอย่างบอกกฤษนลว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว หลังจากประเมินจากน้ำเสียงเคร่งเครียดของลูคัสที่สนทนากันทางโทรศัพท์ซึ่งบอกให้เขารู้เพียงว่าสถานการณ์ยังดูมืดแปดด้าน แถมยังมีสิ่งที่น่ากังวลคือรอบตัวนิ่งเงียบเกินไป ราวกับว่าไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นสักอย่าง

“ฉันไม่รู้จะบอกนายว่ายังไง นอกจากฉันจะไม่ได้รับความร่วมมือในการตรวจหาหลักฐานว่าโรงงานถูกลอบวางเพลิงแล้ว ฉันยังรู้สึกว่าพวกเขาทำเหมือนฉันบ้าคิดไปเองคนเดียว เจ้าหน้าที่หลายฝ่าย รวมถึงผู้ใหญ่บอกว่าไม่มีอะไรที่ฉันจะต้องกระโตกกระตาก มันหมายความว่ายังไง”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เครื่องบินร่อนแตะรันเวย์ของสนามบินประจำจังหวัดอันเป็นจุดหมายของกฤษนลในเวลาบ่ายสามโมงกว่า เขาเดินปะปนออกมากับกลุ่มผู้โดยสารขาออกพร้อมสัมภาระในมือไม่กี่ชิ้น เพียงก้าวเท้ามาถึงอาคารด้านหน้า สายตาก็แลเห็นชายคุ้นหน้ายืนรอรับอยู่

“รถจอดตรงนี้แล้วครับ” ชายร่างกะทัดรัด ผู้ทำหน้าที่ขับรถให้กฤษนลทุกครั้งที่มาตรวจงานโรงงานกลั่นน้ำมันบอกอย่างกระตือรือร้น พร้อมยื่นมือมารับกระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อนำไปเก็บไว้ท้ายรถ

กฤษนลกวาดสายตามองทั่วบริเวณ เห็นทุกอย่างยังคงปกติ เขาอาจระแวงมากไป เพราะหลังจากก้าวเข้ามาในอาคาร พลันก็รู้สึกเหมือนตนตกเป็นเป้าสายตาใครสักคน ชายหนุ่มพ่นลมหายใจ ตัดความหวั่นระแวงออกแล้วผลุบกายเข้าไปนั่งในรถเก๋งติดฟิล์มมืดสนิท จากนั้นรถก็เคลื่อนออกจากสนามบิน โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าก่อนพาหนะจะแล่นลับหาย ได้ปรากฏชายร่างใหญ่ในเสื้อเจ็กเก็ตยีนสีซีดกับกางเกงผ้าเนื้อเดียวกันก้าวออกจากด้านหลังเสาต้นหนึ่งที่ใช้กำบังกายขณะลอบมองเขาอยู่ตลอดเวลา

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

รถคันสีดำแล่นมาจอดหน้าบ้านพักชั้นเดียวที่ปลูกสร้างบริเวณเชิงเขา ด้านหน้าหันไปทางริมหาดที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาบังสายตาเสียกว่าครึ่ง หลังจากคนขับรถนำกระเป๋าเสื้อผ้า รวมถึงสัมภาระอื่นมาวางไว้บนโต๊ะตรงระเบียงบ้าน เขาก็บอกกับนายหนุ่ม

“มื้อเย็นนายจะให้ป้าต้อยมาอาหารส่งหรือเปล่าครับ”

“ฉันยังไม่คิด ถ้ามีอะไรฉันจะโทรบอกป้าแกเอง”

กฤษนลบอก แล้วยืนมองชายวัยกลางคนร่างสันทัดเดินตรงไปยังรถมอเตอร์ไซค์สีน้ำเงินกลางเก่ากลางใหม่ที่จอดพิงต้นไม้ ห่างจากตัวบ้านไปเกือบยี่สิบเมตร จากนั้นเสียงสตาร์ตรถ ต่อด้วยเสียงเร่งเครื่องยนต์ที่คล้ายกับเสียงไอขลุกขลักของคนชราก็ดังขึ้น ก่อนรถคันนั้นจะแล่นไปตามถนนส่วนบุคคล เส้นทางเดิมที่กฤษนลเพิ่งผ่านเข้ามาที่กว้างพอดีสำหรับรถยนต์สองคันแล่นสวนกันเท่านั้น

ครั้นได้อยู่ตามลำพัง ชายหนุ่มก็หยิบมือถือออกมากดหาใครคนหนึ่ง รอสัญญาณไม่นานฝ่ายนั้นก็รับสาย คล้ายรอท่ากันอยู่แล้ว

“ตอนนี้ฉันอยู่บ้านพักเชิงเขา นายมาหาได้หรือเปล่า มีเรื่องอยากถาม”

กฤษนลบอกอย่างไม่ต้องการให้เสียเวลา และการเลือกบ้านหลังนี้เป็นสถานที่นัดพบเพียงเพราะเขาต้องการความเป็นส่วนตัว อีกทั้งเรื่องราวที่จะคุยกัน มันก็ไม่ควรจะรู้ถึงหูบุคคลที่สามหรือสี่โดยที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจ หากเมื่อได้ยินคนปลายสายตอบกลับ นั่นก็ทำให้กฤษนลถึงกับเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

“ฉันกำลังขับรถไปหา นายอยู่ที่นั่นก็ดีแล้ว อีกไม่กี่นาทีก็จะถึง”

“นายรู้ได้ไงว่าฉันจะอยู่ที่นี่ ในวันนี้”

“รู้แล้วกันน่า อย่าเพิ่งพูดอะไร เดี๋ยวค่อยคุยกัน แค่นี้ก่อน”

ลูคัสบอกแล้วตัดสายฉับคล้ายกำลังเร่งรีบ และกระแสความตื่นเต้นที่ปนมากับน้ำเสียงก็ทำให้กฤษนลต้องขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองมือถือเหมือนจะเพ่งให้เห็นหน้าคนปลายสาย สุดท้ายเขาก็แค่ไหวไหล่ ตัดความสงสัยออกไป ด้วยคิดว่าเพื่อนหนุ่มคงไม่สะดวกรับสายในขณะขับรถเท่านั้นเอง

กฤษนลนั่งรอลูคัสตรงระเบียงบ้านนานเกือบสิบนาที เมื่อยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะมาถึง ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนใจหิ้วกระเป๋า รวมถึงข้าวของที่วางกระจัดกระจายบนโต๊ะไปเก็บไว้ข้างใน

ในเวลาบ่ายใกล้เย็นของหน้าร้อนยังคงมีแสงแดดจ้าส่องลงมา รวมถึงสายลมอ่อนๆที่พัดรินอยู่เป็นระยะ พาให้บรรยากาศของบ้านชั้นเดียวที่สร้างโดดเดี่ยวเชิงเขาไม่วังเวงเกินไป แต่ถ้ามันจะสร้างความรู้สึกเช่นนั้นขึ้นมา ก็ไม่ทำให้กฤษนลนึกหวั่นแต่อย่างใด... เขาอาจชอบใจมากว่าสิไม่ว่า

“พี่นลชอบบ้านหลังนี้ไปได้ยังไง ยังกะบ้านผีดิบ คุณแม่คุณพ่อดูสิคะ ไม่เห็นจะน่าอยู่ตรงไหน”

กฤษนลหัวเราะในลำคอขณะจัดการเปิดหน้าต่างทุกบาน เพื่อสลายบรรยากาศความเป็นบ้านผีดิบตามสายตาของกฤติยาให้คลายลง น้องสาวของเขาเคยให้นิยามไว้อย่างนั้น แต่แรกที่บิดาพาพวกเขามายังบ้านหลังนี้เมื่อเกือบสิบปีก่อน นัยว่าเจ้าของเดิมเป็นชาวต่างชาติได้ซื้อไว้พักผ่อนกับภรรยาชาวไทย หากเมื่อฝ่ายหญิงเสียชีวิตลง จึงไม่มีเหตุผลที่จะเก็บสถานที่นี้ไว้ตอกย้ำความทรงจำกันอีก

หลังจากที่รอต่ออีกเกือบครึ่งชั่วโมง กฤษนลก็เริ่มเอะใจที่ยังไร้เงาของคนที่บอกจะมาหา จึงติดต่อกลับไปอีกครั้ง หากได้ยินแต่เสียงสัญญาณว่าง เขารอจนสิ้นสัญญาณจึงวางมือถือลง

“ที่บอกกำลังขับรถมา ตกลงว่าตอนนั้นนายอยู่ที่ไหน ฉันหวังว่าจะอยู่แค่ในจังหวัดนี้นะ”

กฤษนลส่ายหน้ากับความไม่รอบคอบของตัวเองที่ไม่ได้ถามให้รู้กันเสียก่อน และระหว่างการรอ เขาจึงคิดหาอะไรทำเพื่อเป็นการผ่อนคลาย ด้วยทิวทัศน์สวยงามเบื้องหน้า เห็นผิวน้ำทะเลเรียบกว้างจรดฝืนฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มของยามเย็น สร้างความงดงามแปลกตา ยิ่งสายลมพัดเอื่อยเข้ามาแผ่วเบา สิ่งที่เขาจะนึกได้จึงมีเพียงเหล้ารสชาติดี กับแกล้มอร่อย และเพื่อนคุยถูกคอที่กำลังเดินทางมาเท่านั้นเอง
โดยไม่รอช้า มือแข็งแรงจึงหยิบมือถือขึ้นมากดอีกเบอร์ที่เขาเรียกหาเสมอยามมาพักบ้านหลังนี้

“นายหวินบอกป้าต้อยแล้วใช่ไหมว่าผมมาพักบ้านเชิงเขา” กฤษนลบอกเมื่อได้ยินเสียงหญิงชราตอบรับมาตามสาย

“บอกตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ป้าหาซื้อของสดไว้เยอะแยะ คุณอยากทานอะไร ตอนไหนบอกมาได้เลย”

“งั้นป้าจัดมาให้ตอนนี้ บอกนายหวินให้เอามาส่งนะ อย่าเรียกใช้คนอื่น”

“มันบอกว่าจะไปรับคุณตั้งแต่บ่าย จนตอนนี้ยังไม่เห็นเข้ามา มันยังอยู่กับคุณหรือเปล่าล่ะ”

“นายหวินไปรับฉันที่สนามบินมาส่งที่บ้าน แล้วกลับไปเกือบชั่วโมงแล้วนะป้าต้อย ยังไม่ถึงบ้านอีกหรือ งั้นก็โทรตามกันเองนะ อ้อ! เดี๋ยวเพื่อนฉันจะตามมาสมทบอีกคน” กฤษนลโคลงศีรษะเมื่อนึกว่าใครๆก็พร้อมใจหายกันไปหมด จนเรียกหาหรือติดต่อไม่ได้เลยจริงๆ

“เพื่อนคุณนลที่ว่าหมายถึงคุณลูคัสหรือเปล่า งั้นป้าจะเน้นกับแกล้มอร่อยๆให้แล้วกัน”

ป้าต้อยเดาถึงเพื่อนที่จะตามมาสมทบของกฤษนลได้ไม่ยาก เพราะเห็นสองหนุ่มสนิทสนมกันอยู่แล้ว และยิ่งกว่านั้นบ้านพักเชิงเขาก็ไม่ใช่ว่าใครจะมีสิทธิ์เข้าไปได้ง่ายๆ ถ้าเจ้าของสถานที่ไม่ยินยอมและไม่อนุญาตกันไว้ก่อน

แต่แม้กฤษนลจะถือเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงและเข้าถึงได้ยากคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่หญิงชรานึกขัดใจไม่น้อยเลย หากนางก็ยังพอใจจะทำงานรับใช้ เพราะเห็นถึงน้ำใจและการให้เกียรติของชายหนุ่มที่มีต่อพวกตนในฐานะคนทำงานรับจ้างอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และก่อนจะวางสาย หญิงชราก็ไม่ลืมที่จะซอกแซกถามถึงสิ่งที่นางรู้ว่าเป็นสาเหตุให้ชายหนุ่มรีบเร่งมาที่นี่

“คุณนลรู้เรื่องไฟไหม้โรงงานแล้วใช่ไหมคะ ป้าคิดว่าคุณจะแวะเข้าไปดูที่นั่นซะอีก”

“ทำไมหรือป้า ไหนข่าวว่าแค่เล็กน้อยไง ฉันเลยไม่รีบเข้าไปดู”

“อุ้ย เล็กน้อยเสียที่ไหนกัน เห็นว่าทำเอาคุณลูคัสแทบประสาทกินไปเลย คุณไปดูให้เห็นกับตาเถอะ ว่าแต่คุณลูคัสกำลังมาใช่ไหม เดี๋ยวคงเล่าให้คุณฟังเอง ป้าขอตัวไปทำกับข้าวก่อนล่ะ”

ครั้นวางสายไปแล้ว กฤษนลก็นิ่งสงบอย่างยากที่ใครจะทำได้ในช่วงเวลาที่เจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปาล์มยังมีผู้บริหารและกรรมการหลายฝ่ายดูแล อีกทั้งหุ้นใหญ่ก็ยังอยู่ในมือของลูคัส ซึ่งทำให้เขามีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจและชายคนนั้นก็กำลังเดินทางมาหาตน จากเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้กฤษนลไม่คิดจะเข้าไปแทรกกลาง ก่อนได้รู้ความจริงจากปากของคนที่เขาเลือกจะไว้ใจที่สุดเสียก่อน

กระทั่งแสงแดดอ่อนแรงลงในเวลาห้าโมงกว่า กฤษนลจึงโทรหาเพื่อนหนุ่ม คราวนี้เป็นไปด้วยใจกังวลผิดจากเดิม เสียงสัญญาณยังคงว่าง หากไม่มีคนรับสายเช่นเดิม

เรียวคิ้วหนาขมวดมุ่น ใจเริ่มกระวนกระวาย เขาโทรหาผู้หญิงที่ควรจะรู้ว่าลูคัสอยู่ที่ไหน หรือกำลังเดินทางมาจากที่ใดกันแน่

“คุณสลาลินครับ ผมกฤษนลนะครับ”

“สวัสดีค่ะคุณนล ดีใจจังที่คุณโทรมา ตั้งแต่รู้เรื่องโรงงาน ลินใจคอไม่ดีเลย” เสียงอ่อนหวานติดจะเศร้าสร้อยของคู่ชีวิตลูคัสดังขึ้น พลันก็ทำให้ชายหนุ่มต้องรู้สึกเหมือนหินหนักเคลื่อนมาทับอยู่บนอก

“ครับ ผมจะช่วยลูคัสแก้ปัญหาจนผ่านไปแน่นอน ว่าแต่ตอนนี้คุณลินรู้หรือเปล่าว่าลูคัสอยู่ที่ไหน เขาบอกว่ากำลังขับรถมาหาผม นี่ก็ผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว ยังไม่เห็นโผล่มา”

“เอ๊ะ! วันนี้เขาไม่น่าไปไหนไกลนะคะ ถึงมีนัดกับใคร ลูคัสต้องยกเลิกแน่นอน เพราะเขาจดจ่ออยู่แต่เรื่องโรงงานเท่านั้น เขาเป็นมาตั้งแต่เช้ามืดแล้ว หรือถ้าจะติดต่อผู้ใหญ่ก็คงอยู่แค่ในตัวเมือง”

ตัวเมืองของจังหวัดเล็กๆติดชายฝั่งทะเลฝั่งอันดามัน สถานที่อันสวยงามและเงียบสงบ ใช้เวลาเดินทางอย่างมากก็แค่ครึ่งชั่วโมง จากข้อเท็จจริงนี้ทำให้ชายหนุ่มเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ความห่วงใยในตัวเพื่อนสนิทเริ่มโถมเข้ามาหาเขาอย่างจัง

“คุณลินรู้แน่นอนหรือเปล่าช่วงบ่ายนี้ลูคัสอยู่ที่ไหน”

“ลินยังคิดว่าเขาจะอยู่ที่โรงงานค่ะ คุณนลนัดกับเขาที่ไหนหรือ”

ถ้าหากว่าลูคัสขับรถจากโรงกลั่นน้ำมันมาหาเขาที่บ้านพักเชิงเขา...ให้ตายยังไงก็ใช้เวลาไม่เกินสิบนาที!
“คุณลินช่วยติดต่อลูคัสให้ผมหน่อยครับ ผม เอ่อ...อยากคุยกับเขาตอนนี้ และถ้าติดต่อได้ บอกให้โทรหาผมทันที”

“มีอะไรกันคะ แล้วคุณนลติดต่อลูคัสไม่ได้หรือยังไง” ภรรยาสาวสวยของลูคัสคงจับความผิดปกติในน้ำเสียงของคู่สนทนาได้ เธอจึงละล่ำละลักถาม หากคำตอบกลับไม่มีความกระจ่างให้เธอเท่าที่ควร

“ผมติดต่อลูคัสไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาเถลไถลออกนอกทางหรือเปล่า นัดว่าจะมาหา ป่านนี้ยังมาไม่ถึง ผมจึงต้องให้คุณลินช่วยตามนี่แหละครับ”

กฤษนลใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะบอกกับสลาลินในเชิงทีเล่นทีจริง ไม่ให้เธอต้องหวั่นวิตกกับสิ่งที่เขายังไม่รู้ชัด หากก็บ่มเพาะความสงสัยและหวาดระแวงจนล้นใจแล้ว

ชายหนุ่มตัดสายสนทนาจากภรรยาเพื่อนสนิทพร้อมกับก้าวพรวดไปหยิบกุญแจรถมาเก๋งสมรรถนะดีคันสีดำติดฟิล์มมืดสนิทที่จอดอยู่หน้าระเบียงบ้าน ซึ่งเป็นพาหนะคันเดิมที่พาเขามาจากสนามบินเมื่อช่วงบ่าย
รถกระชากตัวอย่างแรง วิ่งไปตามถนนดาดคอนกรีตที่สองฝั่งมีต้นชวนชมปลูกลงดินเป็นแนวยาว สายตาคมแลเห็นชายหนุ่มผิวคล้ำเงยหน้าขึ้นจากแปลงผักที่ยังอยู่พื้นที่บ้านของเขา กฤษนลยกสัญญาณมือเพื่อบอกให้รู้ว่าตนจะกลับมายังบ้านหลังนี้อีกครั้ง

หลังจากเห็นชายซึ่งคงสถานะเป็นคนเฝ้าบ้านพัก พ่วงตำแหน่งคนสวนชั้นเยี่ยม ยกมือส่งสัญญาณตอบรับมา กฤษนลก็เร่งความเร็วรถอย่างเต็มพิกัด แม้จุดหมายปลายทางจะยังไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน หากเขาก็ตั้งใจจะตระเวนหาลูคัสจนกว่าจะเจอตัวแน่นอน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กฤษนลขับรถวนอยู่แถวบ้านพักเชิงเขา ไปตามเส้นทางต่างๆเกือบชั่วโมง ก่อนตัดสินใจตรงไปยังโรงกลั่นน้ำมันเพื่อตามเบาะแส และเมื่อไปถึงสถานที่นั้น พลันความรู้สึกหดหู่ก็จู่โจมเข้ามาในหัวใจเขา ความเงียบเหงาที่สัมผัสได้ช่างต่างกับภาพล่าสุดที่เขายังจำติดตาติดใจ โรงงานสร้างใหม่ที่ได้มาตรฐานซึ่งเคยคึกคักไปด้วยพนักงานและคนงานในส่วนต่างๆ หากตอนนี้แม้เวลาเพิ่งจะเคลื่อนมาถึงหกโมงเย็น แต่ก็เงียบร้างผู้คน เหมือนบรรยากาศตอนเที่ยงคืนไม่ผิดทีเดียว

กฤษนลจอดรถ แล้วก้าวออกมา เดินย้อนไปหายามรักษาความปลอดภัยที่เห็นนั่งคอตกเมื่อครู่ หากเวลานี้เขากำลังยืนตัวตรงอย่างเปี่ยมด้วยพลัง คล้ายต้นไม้เหี่ยวเฉายามต้องสายฝนเย็นฉ่ำ พลันก็ฟื้นคืนขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

“คุณลูคัสอยู่หรือเปล่า” คำถามแรกของชายหนุ่ม ทำให้ยามวัยกลางคนตีสีหน้างุนงง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเจือความกังขา

“คุณลูคัสกลับไปตั้งแต่บ่ายแล้วครับ”

“วันนี้ใครเข้ามาบ้าง” กฤษนลถามต่อ และเมื่อเห็นคนถูกถามนิ่วหน้าอย่างเค้นหาคำตอบ เขาจึงเจาะจงเป้าหมายให้แคบลงอีก “ในตึกสี่ชั้น มีใครมาบ้าง”

“อ้อ! มีครับ มาดูไฟไหม้กันเมื่อเช้า แต่พอสายก็กลับกันหมด” แล้วน้ำเสียงติดสำเนียงคนท้องถิ่นก็แจงรายชื่อของผู้บริหารและกรรมการควบคุมที่มีห้องทำงานในตึกสี่ชั้นซึ่งถือเป็นอาคารเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เห็นเข้ามาในวันนี้ให้ผู้เป็นนายฟังอย่างละเอียด

กฤษนลพยักหน้าพร้อมตบไหล่เจ้าของคำตอบหนักๆอย่างต้องการเสริมกำลังใจ จนอีกฝ่ายยิ้มเผล่ออกมาได้ หากเมื่อคนร่างสูงผิวขาวสาวเท้ายาวๆกลับไปยังรถที่จอดอยู่ใกล้ เสียงจากข้างหลังก็ทำให้เขาชะงักโดยพลัน

“ยังมีคุณศลิษาอีกคนครับ เธอยังไม่กลับ ผมกะว่าสักสองทุ่มจะเดินไปดูเหมือนกัน”

ชื่อนี้มีผลให้เจ้าของร่างสูงเดินกลับมายังที่เดิม พร้อมดวงตาคมหรี่ลงอย่างใช้ความคิดและคาดคะเนไปพร้อมกัน

“เมื่อกี้ว่าไงนะ ใครยังอยู่ข้างใน”

“คุณศลิษาครับ คุณหนูเพิร์ลมาทำงาน ตอนนี้ยังอยู่ข้างใน”

“ฉันจะเข้าไปดูเอง”

เพียงเท่านั้น กฤษนลก็ก้าวไปยังทิศทางตึกสี่ชั้นที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ห่างจากประตูรั้วเกือบห้าสิบเมตร ครั้นไปถึงชายหนุ่มก็วิ่งขึ้นบันไดสู่ชั้นสามอย่างรู้จุดหมาย เขากวาดสายตามองสำนักงานที่ดูเงียบสงบ มีไฟส่องเป็นจุดห่างๆตามทางเดิน หากแสงสว่างก็น้อยเกินกว่าจะรู้สึกถึงความปลอดภัยสำหรับผู้หญิงคนเดียว ซึ่งแม้แต่เขายังสัมผัสถึงความวังเวงได้อย่างคงเส้นคงวา สำนักงานสี่ชั้นที่อยู่ในสภาพร้างผู้คน หากยังมีผู้หญิงอีกคนที่ปักหลักทำงานอยู่ตรงนี้

ผู้หญิงอวดดีที่เขาไล่ยังไง หล่อนก็ยังไม่ไสหัวออกไปสักที!

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กฤษนลผลักประตูเข้าไปในห้องทำงานที่อยู่ค่อนไปเกือบริมสุด แม้จะมีกระดาษแผ่นหนามาปิดทับประตูที่กรุด้วยกระจกทั้งบาน หากเขาก็มั่นใจว่าคนที่กำลังตามหาอยู่ในห้องนี้แน่นอน ห้องทำงานที่มีเสียงไฟเปิดสว่างอยู่เพียงห้องเดียว

“คุณมาที่นี่ได้ยังไง!”

คนข้างในหันมาส่งเสียงตกใจเมื่อมีคนรุกล้ำเข้ามาในสถานที่ที่เธอครอบครองอยู่ตามลำพังมาเกือบทั้งวัน และยิ่งเห็นหน้าคนมาใหม่ชัดเจนก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกอัดแน่นทั่วทั้งอก จนแทบจะหายใจไม่ออก
หากภาพดวงหน้าตกอกตกใจของหญิงสาว กลับทำให้กฤษนลแสยะยิ้มเย็น เขากราดมองคนร่างบาง ผิวนวลลออที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแบบผู้หญิงกับกางเกงเข้ารูปสีดำซึ่งขับเน้นเรือนร่างเจ้าหล่อนให้ดูประเปรียวด้วยสายตาประเมินท่าที ก่อนจะพูดเสียงเข้ม เป็นจังหวะจะโคน

“ฉันเป็นเจ้าของคนหนึ่ง จะเข้ามาตอนไหนก็ได้ ควรจะเป็นเธอมากกว่าที่ต้องให้คำตอบว่าทำไมถึงยังเสนอหน้าอยู่ที่นี่ ในเวลานี้”

“ฉันทำงานให้กับบริษัทฯ แล้วทำไมถึงจะเข้ามาไม่ได้”

ศลิษาโต้ พลางก้าวเท้าไปยืนหลังโต๊ะทำงานตัวข้างๆ อย่างน้อยมันก็ทำให้เธออุ่นใจว่าจะช่วยขวางกั้นปิศาจตนนี้ได้ หากเขาคิดจะทำอะไรเธอ หากสิ่งที่หญิงสาวนึกกลัวก็ไม่ได้เกิดขึ้น คงมีแต่เสียงเยาะหยันที่ยังดังต่อเนื่อง เหมือนอยากจะเข่นฆ่าเธอให้ตายไปข้างหนึ่งเสียมากกว่า

“ฉันไล่เธอออกไปแล้ว ถ้าความจำเธอไม่สั้นเป็นปลาทอง มันคงหลงเหลืออยู่ในสมองให้รื้อฟื้นกันบ้าง”

“แต่เท่าที่ทราบ บริษัทนี้ เครือพีเอจีเข้ามาถือหุ้นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น และไม่ใช่ส่วนใหญ่หรือทั้งหมด ดังนั้นมันก็ไม่ใช่ลูกในเครือของคุณ คุณจะมาวางอำนาจสั่งการตามอำเภอใจไม่ได้ ไม่มีใครงี่เง่าฟังคำสั่งของคุณหรอกนะ”

“ฉลาดคิดนะยายไข่มุกดำ ฉลาดเหมือนพ่อเธอไม่มีผิด”
เสียงคำรามห้าวแม้จะดังแค่ในลำคอหนา แต่คนยืนห่างออกไปเกือบสามเมตรกลับได้ยินชัดเจน เพราะมันเป็นถ้อยคำที่เขาใช้ตอกย้ำด้วยใจเหยียดหยามมาตั้งแต่เธอเป็นเด็ก กระทั่งมาเจอกันอีกครั้งเมื่อเธอเติบใหญ่ กฤษนลก็ยังไม่คิดจะเปลี่ยนนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นเดิมๆ

“คุณจะด่าว่ายังไงฉันก็ได้ แต่ไม่มีสิทธิ์กล่าวล่วงเกินคุณพ่อของฉัน”

ศลิษาเกลียดตัวเองเหลือเกินที่ไม่สามารถบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ อีกทั้งดวงตาที่เพ่งมองเขานั้นยังเอ่อด้วยน้ำตาอย่างน่าอดสูใจ จนเห็นเรียวปากหยักสีแดงสดของคนตัวใหญ่กระตุกยิ้มหยัน หล่อนถึงได้รู้ว่าตนทำพลาดอีกแล้ว พลาดให้ปิศาจร้ายที่จำแลงกายในคราบเทพบุตรได้หัวเราะเยาะอย่างผู้กำชัยชนะเหมือนเช่นเคย

กฤษนลย่างเท้าไปหาเมื่อเห็นว่าหญิงสาวกำลังอยู่ในอารมณ์อ่อนแอ และขาดความระแวดระวังภัยเหมือนเมื่อครู่ ดวงตาคู่คมเฝ้ามองร่างกลมกลึงของเจ้าหล่อนอย่างไม่วางตา พร้อมก่นด่าตัวเองว่าไม่ว่าจะเจอกันสักกี่ครั้ง เขายังปล่อยให้อำนาจฝ่ายต่ำเข้ามาครอบงำจิตใจและความรู้สึก เบียดบังสมองจนด้านชา คล้ายจะไม่ยอมทำงานเสียอย่างนั้น และตอนนี้ก็เช่นกัน แค่เพียงเห็นเธอยืนอยู่ตามลำพังในห้องทำงาน พร้อมเสื้อผ้ารัดกุมกระชับเรือนร่าง เขาก็จินตนาการถึงไหนต่อไหนแล้ว

ศลิษาดูจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าคนร่างสูงใหญ่เคลื่อนมาใกล้จนเธอสัมผัสถึงอันตรายที่แฝงมากับกายเขา หล่อนถอยหลังกรูดด้วยอารามตกใจ หากด้านหลังมีตู้เหล็กใส่เอกสารใบมหึมาที่วางขวางอยู่ ยามปกติตู้ใบนี้ก็เป็นกำแพงกั้นพื้นที่ทำงานให้กับพนักงานอย่างเป็นสัดส่วน ทว่าในเวลานี้ มันกลับเหมือนกำแพงกักขังอิสรภาพของเธอจากคนร่างสูงใหญ่ที่เธอนึกอยากให้เขามีใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัวมากกว่าหล่อเหลาอย่างร้ายกาจเช่นนี้ ไม่ยุติธรรมเลยที่คนใจสกปรกด้านชาจะมีรูปลักษณ์ที่น่าหลงใหล และศลิษารู้เช่นกันว่าเขาไม่เคยรีรอที่จะใช้มันเป็นเครื่องมือต่อกรกับคู่ต่อสู้ เหมือนอย่างที่พยายามใช้กับหล่อนแทบทุกครั้งที่สบโอกาส

“เธอต้องกลับออกไป ไม่เห็นหรือว่าตอนนี้โรงงานเป็นยังไง”

เสียงห้าวดังแผ่วเบา แต่ใบหน้าและแววตาของเขายังดูเยือกเย็นและเย้ยหยันไม่ผิดจากเดิม จนคนฟังนึกไม่ออกคนพูดอยู่ในอารมณ์ไหน หากทุกการกระทำของเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนความตั้งใจของเธออย่างแน่นอน
“ไม่ ฉันยังทำงานไม่เสร็จ ฉันไม่ยอมปล่อยงานค้างไว้อย่างนี้ พรุ่งนี้ฉันมีนัดกับลูกค้า และฉันต้องมีรายละเอียดสินค้าล็อตใหม่ให้เขาดู”

“แล้วคนอื่นๆในทีมงานเธอ หายหัวไปไหนหมด เธอถึงต้องมาทำบ้าอยู่ที่นี่คนเดียว”

“พวกเขาถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามา”

“สั่งห้าม...ใครกัน”

“คุณวรงค์”
ชื่
อที่ศลิษาเอ่ยออกมา สามารถหยุดการวางอำนาจของกฤษนลได้พอสมควร ดังนั้นน้ำเสียงของเขาจึงเปลี่ยนจากการขู่ตะคอกถาม มาเป็นเสียงอ่อนลงจากเดิม หากก็เพียงนิดเดียว

“แล้วลูคัสล่ะ เขาว่าไง”

“ฉันไม่รู้”

“เธอคอยเกาะติดเขาแจ จนแทบจะแกะไม่ออก แล้วบอกว่าไม่รู้นี่เหรอ เชื่อยากสักหน่อยนะ”

กฤษนลเยาะขึ้นมาอีก เขาเปลี่ยนน้ำเสียงและสีหน้าในเวลาอันรวดเร็วจนศลิษาตามไม่ทัน และเพียงวินาทีต่อมา เขากลับเกิดปฏิกิริยาใหม่ เหมือนเพิ่งนึกอะไรได้ แต่นั่นมันยังไม่ร้ายกาจพอสำหรับแววตาคมกล้าที่ส่งมาทางเธอแล้วพ่นคำสบถอีกสองสามคำ คล้ายกับว่าเธอได้กลายเป็นต้นเหตุสร้างความผิดพลาดให้เขาไปแล้ว ทั้งที่ตัวเธอต่างหากควรจะประณามท่าทีคุกคามของเขา

“ลูคัส ฉันลืมลูคัสได้ยังไง” กฤษนลบ่นอย่างหัวเสีย จากนั้นก็คว้าหมับไปที่ต้นแขนหญิงสาวก่อนจะลากออกมาอย่างไม่เบาแรง

“ปล่อย ฉันเจ็บ จะทำอะไรฉัน”

“ฉันไม่คิดจะทำอะไรเธอหรอก แต่ตอนนี้ฉันปล่อยให้เธอมาเพ่นพ่านอยู่ในนี้คนเดียวไม่ได้ ถ้าคุณวรงค์สั่งห้ามใครเข้ามา เธอก็ต้องเชื่อตาม ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ พวกฉันจะลำบาก เข้าใจไหม”

เพียงเท่านั้นร่างของหญิงสาวก็เซติดมือเขาอย่างง่ายดาย และโชคดีที่ทั้งกระเป๋าและสัมภาระของหล่อนยังวางบนโต๊ะอย่างพร้อมจะกลับทุกเมื่อ ดังนั้นเธอจึงเพียงคว้าติดมือมาด้วยกัน เรื่องที่จะคัดค้านต้านแทนเรี่ยวแรงของเขานั้นอย่าหวังเลย อีกทั้งเวลานี้มีเพียงเธอที่อยู่ที่นี่ จะมองซ้ายแลขวาหาคนช่วยนั้น...โอกาสแทบเป็นศูนย์

ศลิษายอมเดินตามแรงจูงจนลงมาถึงชั้นล่างสุดของอาคาร หล่อนก็พยายามจะสะบัดแขนออก

“ปล่อยได้แล้ว รถของฉันจอดอยู่โน่น”

เพียงเท่านี้หญิงสาวก็เป็นอิสระจากการเกาะกุม หล่อนยกมือลูบเรียวแขนตัวเองเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บระบมจากแรงของเขา หากก็ไม่คิดจะเอาเรื่องหรือต่อว่ากันอีก เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร สิ่งที่หล่อนควรทำคือรีบออกห่างจากเขาต่างหากล่ะ

ทว่าเสียงโทรศัพท์ของกฤษนลที่ดังขึ้น อีกทั้งสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นเรียบตึง แววตาดูเย็นชาอย่างน่ากลัว มันน่ากลัวว่าตอนเขาแสดงความเกรี้ยวกราดหรือเย้ยหยันเธอเป็นร้อยเท่า ศลิษารู้เพียงเท่านั้น และทั้งหมดก็ฉุดให้ท่อนขาเรียวกลมกลึงชะงักอยู่กับที่ อย่างที่เธอก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน

“มีใครพบตัวนายหวินหรือยัง” ประโยคแรกที่กฤษนลเอ่ยออกมาภายใต้สีหน้าเคร่งเครียด และเสียงจากคนที่ได้รับคำสั่งให้ตามหาตัวลูคัสก็ตอบกลับมา

“หาตัวไม่เจอครับ ดูจากสภาพรถมอเตอร์ไซค์ เหมือนรถเบี่ยงลงข้างทางแล้วไปชนกับต้นไม้ ล้มลงเองมากกว่า นายหวินคงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ตอนนี้เขาหายตัวไป ป้าต้อยบอกว่ายังไม่กลับบ้าน ตามโรงพยาบาลหรือบ้านคนรู้จักก็ไม่เห็น ป้าต้อยโทรตามหาจนหมดแล้ว และยังมีที่น่าแปลกคืออีกฝั่งของถนน คล้ายกับของใหญ่ไถลลงหน้าผา ต้นไม้ต้นหญ้าหักราบ ส่องไฟฉายดูด้านล่าง เท่าที่พอมองเห็นก็เห็นกิ่งไม้ใหญ่หักลู่ ตอนนี้พวกผมแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล้วครับ”

คำรายงานทั้งหมดทำให้กฤษนลปะติดปะต่อเรื่องราวในทางร้ายแล้วใจหายวูบ เส้นทางที่นายถวินเกิดอุบัติเหตุเป็นเส้นทางมายังบ้านพักของเขาเอง สภาพถนนฝั่งหนึ่งติดภูเขาเขา มีต้นไม้ขึ้นรกทึบ ส่วนอีกฝั่งเป็นหุบเหวลึก จนน่ากลัวว่าหากเสียหลักพลาดลงไป แล้วคงกลายเป็นเรื่องใหญ่กันแน่นอน

“ฉันจะตามไปเดี๋ยวนี้”

************************************

สวัสดีค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวกับบ้านหลังใหม่

เอานิยายเล่ห์กฤษนลมาโพส เป็นนิยายที่กำลังแต่ง และอยู่ภายใต้นามปากกา Lalanda (สุธาสินี/ปองรัก)

เล่ห์กฤษนลเป็นนิยายทำมือ จึงขอโพสเป็นตัวอย่างเพียง 10 ตอน

อ่านแล้วติชมกันตามอัธยาศัยนะคะ

ขอบคุณล่วงหน้าจ้า

^____^

ติดต่อคนเขียนที่ fanpage : สุธาสินี Lalanda พันพัสสา




Lalanda
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 28 ธ.ค. 2555, 21:37:28 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 30 ธ.ค. 2555, 22:08:48 น.

จำนวนการเข้าชม : 1427





   2. ไข่มุกดำแห่งท้องทะเลอันดามัน >>
จิงโกะ 29 ธ.ค. 2555, 09:45:39 น.
ดีใจที่นักเขียนมาเปิดตัวที่นี่อีกหนึ่งแห่งค่ะ


ชุดหนังสือทำมือทุกเรื่องจะลงที่นี่หมดไหมคะ



จิรารัตน์ 29 ธ.ค. 2555, 14:18:07 น.
ดีใจที่เรามาเจอกันที่นี่ค่ะ เว็บเลิฟขอต้อนรับ


Lalanda 29 ธ.ค. 2555, 20:36:29 น.
@ คุณจิรารัตน์ สวัสดีค่ะ คุ้นเคย อุ่นใจดีจัง ^_^
@ จิงโกะ ทำมือจะลงเวปเลิฟทุกเรื่อง วางไว้ 5 เรื่อง (เล่ห์กฤษนล กลกฤติน บ่วงกติยา ยอดรักภริตาและดวงใจภีมภัทร) โครงการยาวกว่าจะจบทั้งหมดนี้ เพราะมีเขียนสลับส่งสนพ.ในนามปากกา สุธาสินีและปองรักด้วยค่ะ

ลงนิยายเมื่อวาน วันนี้เปิดดู ดีใจมากค่ะ ที่เห็นคอมเม้นต์ ^___^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account