รำพันเสน่หา
เมื่อดวงใจพร่ำรำพัน ถึงคืนวันที่เคยชิดใกล้
แม้อยู่เหนือสุดแคว้นแดนไกล จะตามไปทวงรักกลับคืนรัง

Tags: รักโรแมนติก

ตอน: บทที่ 3 Love me love my dog

บทที่ 3 Love me love my dog


ปิ๊งป่อง..ปิ๊งป่อง...ปิ๊งป่อง

เสียงออดดังขึ้นในยามพลบค่ำของวันหยุด แสงสีทองที่ใกล้จะลับขอบฟ้านั่นไม่ได้ทำให้คนมองรู้สึกว่าความหวังของเขาจะต้องจางหายไปกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ แต่มันกำลังเจิดจ้าและส่องประกายเรืองรองขึ้นเมื่อร่างบางปรากฏอยู่เบื้องหลังประตูรั้วไม้สีเขียวซีด

ปลายเท้าเรียวภายใต้รองเท้าแตะแบบสานนั้นชะงักไปเล็กน้อยเมื่อพบผู้มาเยือนในยามเย็นได้ถนัดตา ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง คิ้วของเธอขมวดมุ่น ดวงตาสีดำสนิทนั้นไหวระรัวแต่เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม หากแต่มือน้อยทั้งคู่ที่กำแน่นข้างลำตัวนั้นยังคงเย็นเฉียบ

สมองสั่งให้เธอหันหลังกลับไป แต่ร่างกายกลับหนักอึ้งราวถูกจองจำด้วยตะปูดอกใหญ่ กลายเป็นยืนทื่อต้อนรับเขาไปโดยปริยาย

“คิ้วขมวดขนาดนี้ อย่าบอกว่าจำกันไม่ได้นะคุณ” ราเชนทักทายขึ้นก่อน แค่เพียงได้เห็นใบหน้าหวานๆ ของเธอเขาก็ชื่นใจแล้ว

“ค่ะ...จำไม่ได้” สราวลีเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอ มือที่กำอยู่เมื่อครู่นี้ค่อยๆ คลายออกเมื่อเรียกสติและกำลังใจกลับคืนมาได้แล้ว พร้อมๆ กับที่คำถามก็เกิดขึ้นในหัวมากมายว่าเขามาบ้านเธอถูกได้อย่างไร

“โกหก!” ราเชนทำเสียงดุ ดวงตาของเขาวาววับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“คนที่ไม่มีความสำคัญ ก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอคะที่เราจะไม่เก็บมาจำจดให้มันรกสมอง”

“โอเค้...เข้าใจล่ะว่าผมมันคนไม่สำคัญ แต่ถ้าจะมีน้ำใจสักนิด ขอใช้โทรศัพท์หน่อยได้ไหมครับคุณครู”

“โทรศัพท์อะไรคะ?” คุณครูสาวมองหน้าเขาอย่างไม่ค่อยไว้วางใจนัก

“โทรศัพท์อะไรก็ได้สิคุณ โทรศัพท์มือถือ ไม่ก็โทรศัพท์บ้านน่ะมีไหม” เขาทำเป็นไม่เข้าใจที่เธอย้อนถาม

“ไม่ใช่คะ ฉันหมายถึงคุณถามถึงโทรศัพท์ทำไม มีธุระหรือว่ามีปัญหาอะไรต่างหากล่ะถึงต้องมายืมโทรศัพท์คนอื่นน่ะ” สราวลีพยายามข่มน้ำเสียงพูดกับเขาอย่างใจเย็นที่สุด

“อ้อ! รถผมเสียแล้วพอดีโทรศัพท์ผมก็แบตหมด เลยจะขอยืมโทรศัพท์คุณโทรตามช่างหน่อย”

“รถคุณคงไม่ได้จงใจมาเสียหน้าบ้านฉันหรอกนะคะ”

“แน่นอน ถือว่าเป็นโชคชะตาหรือไม่ก็พรหมลิขิตมากๆ ผมเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าบ้านคุณอยู่แถวนี้” ราเชนบอกหน้าซื่อพลางสายตาก็สอดส่ายเข้าไปในบ้าน

“แล้วทำไมต้องมายืมโทรศัพท์บ้านฉัน ตู้สาธารณะก็มีนี่คะ”

“ผมไม่มีเหรียญ ไม่ยักรู้ว่าตู้สาธารณะแถวบ้านคุณรับแบงก์ด้วย เทคโนโลยีก้าวไกลดีนี่”

สราวลีสูดลมหายใจลึกพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจไม่รู้ว่ากี่ร้อยรอบแล้ว ถือว่าความอดทนของเธอสูงมากพอดู ไม่อย่างนั้นคงได้หาน้ำมาสาดไล่คนประสาทๆ เช่นเขาให้ออกไปพ้นๆ จากหน้าบ้านเธอแล้วกระมัง

“ว่าไงคุณ การจะเป็นพลเมืองดีศรีชาตินี่มันต้องคิดนานขนาดนั้นเชียว” ราเชนเห็นหญิงสาวนิ่งไปก็รบเร้า แถมด้วยคำพูดแดกดันนั่นเสียอีก

“ฉันก็กำลังคิดอยู่นี่ไงคะว่าจะช่วยคุณยังไง” หญิงสาวโพล่งขึ้นในที่สุด เธอไม่เคยต้องหัวเสียกับอะไรมากเท่านี้มากก่อนเลยให้ตายเถอะ

“ทำไมต้องคิด เปิดประตูสิ” เขาบอกง่ายๆ

สราวลีหน้าตึง พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เกิดอาการลังเลอยู่ชั่วครู่ก็ตัดสินใจได้ว่าทำบุญทำทานกับเขาสักหน่อย เผื่อว่าเขาจะได้ไปผุดไปเกิด เลิกมาตามจองล้างจองพลาญเธอสักที

“งั้นคุณรออยู่ตรงนี้นะคะ เดี๋ยวฉันจะไปหยิบโทรศัพท์มาให้ก็แล้วกัน”

“อะไรกันคุณ มืดค่ำขนาดนี้จะให้ผมยืนตากยุ่งรออยู่หน้าบ้านคุณนี่นะ” เขาโบกมือว่อนทำท่าไล่ยุงโชว์ให้หญิงสาวดูด้วย

“ฉันเข้าไปแป๊บเดียวค่ะ”

“โอ๊ย...แล้วกว่าช่างจะมาอีกล่ะ ผมมิโดนยุงหามแย่เหรอ” ราเชนเริ่มโวยวาย

“แล้วคุณจะเอายังไงคะ” หญิงสาวเผลอยกมือขึ้นเท้าสะเอวถามเขาด้วยแววตาเอาเรื่อง

“ก็...ขอเข้าไปในบ้านด้วยได้หรือเปล่า” ราเชนตอบด้วยรอยยิ้มพรายทีเดียว อารมณ์นั้นผิดกันลิบลับกับเมื่อครู่ราวกับคนละคน

สราวลียังไม่ทันจะได้ตอบคำขอของเขา เสียงเจื้อยแจ้วของลภัสรดาก็ดังแว่วออกมาจากในบ้าน

“ใครมาน่ะไม้หอม ทำไมไม่พาเขาเข้ามาในบ้านล่ะ ค่ำแล้วนะยุงเยอะ”

“สวัสดีครับ ผมราเชนเป็นเพื่อนคุณไม้หอมครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนขอฝากท้องที่นี่ด้วยคนได้ไหมครับ” ราเชนถือโอกาสแนะนำตัวและขอทานข้าวด้วยเสียเลย

สราวลีเผยอริมฝีปากค้างพูดอะไรไม่ออกเพราะไม่คิดว่าเขาจะเล่นไม้นี้ ในขณะที่ลภัสรดานั้นโผล่หน้าออกมาดูจากทางหน้าต่าง เห็นชายร่างสูงที่ยืนคุยอยู่กับพี่สาวบุญธรรมของตนก็ร้องทักทาย

“สวัสดีค่ะคุณราเชน เชิญเข้ามาในบ้านก่อนสิคะ” ลภัสรดาเชื้อเชิญแขกผู้มาเยือนโดยไม่ได้มองหน้าตูมๆ ของสราวลีเลยสักนิด

“ก็อยากจะเข้าอยู่เหมือนกันครับ แต่คุณไม้หอมเธอไม่ยอมเปิดประตูให้”

“ทำไมละคะ ถ้าไม้หอมไม่เปิด เดี๋ยวฉันไปเปิดให้ก็ได้ค่ะ” ลภัสรดายิ้มกริ่ม แววตานั้นพราวระยับทีเดียว ไม่นานก็วิ่งออกมาที่หน้าบ้านด้วยท่าทางลิงโลด

“เขามาจีบเธอใช่ไหม?” เธอเข้าไปกระแซะถามสราวลีด้วยสีหน้าอมยิ้ม

“มากไปแล้วนะรดา” สราวลีเตือนเสียงเข้ม แต่น้องสาวหาได้เกรงกลัว กลับยังลอยหน้าลอยตายั่วแล้วเปิดประตูให้ราเชนเสียอีก

“เชิญค่ะคุณราเชน บ้านนี้สาวๆ ชอบเล่นตัวนิดหนึ่งนะคะ” ว่าแล้วก็ปรายตามาทางพี่สาวตัวเองเล็กน้อย

“ขอบคุณนะครับ ถ้าคุณไม่มาเปิดให้นี่สงสัยผมคงต้องยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนแน่ๆ”

“ฉันชื่อรดาค่ะ เป็นน้องสาวไม้หอม ยินดีที่ได้รู้จักคุณราเชนนะคะ”

ด้วยความอัธยาศัยดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วบวกกับเมื่อรู้ว่าผู้ชายคนนี้มีท่าทีสนใจในตัวพี่สาวตน ลภัสรดาจึงยิ่งอยากจะรู้จักเป็นพิเศษ เพราะเรื่องจับคู่ให้สราวลีนั้นของชอบเธอเลยล่ะ

“เป็นน้องสาวแต่ว่าไม่เห็นเหมือนกันเลยครับ คุณรดาดูนิสัยดีกว่าตั้งเยอะ ไม่ใจร้ายเหมือนใครบางคนนะครับ”
ราเชนแกล้งว่ากระทบคนที่ยืนกำหมัดแน่นไม่พูดไม่จานั้นยังไม่พอ เขายังแกล้งเอาไหล่แมนๆ ของตนไปกระทบที่ไหล่มนของเธอเบาๆ ตอนที่เดินตามลภัสรดาเข้าบ้านด้วย

ลภัสรดาหันกลับมาหลิ่วตาให้สราวลีเล็กน้อย พอพี่สาวชูกำปั้นหราขึ้นข่มขู่ก็แสร้งทำเป็นสะดุ้งพอเป็นพิธี ก่อนจะหัวเราะคิกคักอย่างถูกอกถูกใจ

“เอาอีกแล้วนะรดา กับคนอื่นยังพอรับได้ แต่คนนี้...ยังไงก็ไม่ได้นะรดา” สราวลีพึมพำด้วยความหนักใจ จะให้เธอบอกลภัสรดาอย่างไรว่ากับผู้ชายคนนี้เขาไม่เหมาะสมและคู่ควรแม้แต่จะเหยียบย่างเข้ามาภายในอาณาเขตบ้านของเรา



ราเชนเดินตามลภัสรดาเข้ามาในบ้านหลังเล็กแต่ดูอบอุ่นและน่าอยู่ไม่น้อยนั้นด้วยสายตาสำรวจตรวจตรา เพราะอยากจะทราบถึงความเป็นอยู่ของหญิงสาวว่าเธออยู่อย่างไร และที่สำคัญยังมีใครอยู่กับเธออีกไหมนอกจากน้องสาวของเธอคนนี้

สายตาของราเชนไล่กวาดไปทุกที่ที่เขาพอจะมองเห็นเมื่อมาหยุดอยู่ที่ห้องรับแขก ก่อนที่คิ้วของเขาจะขมวดมุ่นเมื่อสังเกตว่าที่บ้านนี้มีข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็กทารกอยู่หลายชิ้น และอาจจะมีอยู่อีกมากภายในห้องที่ถูกเปิดโล่งทางขวามือของเขา ซึ่งมองไปจากตรงนี้สามารถเห็นเตียงที่มีคอกกั้นสำหรับเด็กเล็กวางโดดเด่นอยู่กลางห้องนั้นด้วย

“ที่บ้านนี้มีเด็กอ่อนด้วยเหรอครับ?”

คำถามนี้ทำให้คนที่เดินตามเข้ามาทีหลังถึงกับหยุดชะงัก รู้สึกเย็บวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“ค่ะ” ลภัสรดาส่งยิ้มให้เขา ก่อนจะปลายตาไปมองพี่สาวบุญธรรมเล็กน้อย

“ลูกใครครับ” ราเชนถามต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ใจนั้นรอคอยคำตอบอย่างจดจ่อ

“ลูกฉันเองค่ะ” ลภัสรดาตอบเสียงดังฟังชัด เมื่อเหลือบมองพี่สาวอีกครั้งเห็นว่ายืนทำตาดุส่งให้ตนก็ไหวไหล่ตอบกลับไปเบาๆ

ราเชนลอบถอนหายใจกับคำตอบนั้น เขากลัวว่าจะเป็นลูกของสราวลี เพราะหากเป็นเช่นนั้นย่อมหมายความว่าเธออาจจะมีครอบครัวไปแล้ว

“ฉันขึ้นบ้านก่อนนะ ถ้าแม่กลับมาเรียกด้วยแล้วกัน” สราวลีไม่อยู่ฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่ต่อ เธอเอ่ยบอกน้องสาวแล้วก็เดินเร็วๆ ขึ้นบันไดไปทันที

“คุณรู้จักพี่สาวฉันมานานหรือยังคะ” ลภัสรดาหันกลับมาถามเขาหลังจากที่ลับร่างของพี่สาวแล้ว

“ก็...ปีกว่าๆ ได้มั้งครับ” ราเชนถอนสายตากลับมามองคู่สนทนาเพราะเมื่อครู่เขามองตามสราวลีไปตาละห้อย

“ตั้งปีเชียวหรือคะ แล้วทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นหน้าคุณเลย”

“เราเพิ่งกลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้พบกันนานมากแล้วน่ะ” รอยยิ้มของราเชนปรากฏที่มุมปากเมื่อคิดถึงอดีตระหว่างกัน

“อ้อ...แล้วถ้าฉันเดาไม่ผิด คุณกำลังจีบพี่สาวฉันอยู่ใช่ไหมคะ” ลภัสรดาถามออกไปตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อมเลยสักนิด แน่นอนล่ะเพราะถ้าขืนมาชักแม่น้ำทั้งห้ากันอยู่ก็มีหวังพี่สาวเธอได้เกาะคานทองเป็นสรณะแน่

“คุณนี่เก่งนะ มองแป๊บเดียวก็รู้เลยเหรอ”

ราเชนไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านเมื่ออีกฝ่ายล่วงรู้ความรู้สึกของตน เพราะเขาเล็งเห็นแล้วว่าลภัสรดาน่าจะมีส่วนช่วยให้เขาได้ใกล้ชิดกับสราวลีอยู่มาก การเปิดใจคุยกับผู้หญิงคนนี้น่าจะมีประโยชน์ที่สุด เขารู้ดีลภัสรดาไม่ใช่คนโง่แน่ หากแต่เธอกำลังประเมินเขาอยู่ต่างหากว่าจะไว้ว่างใจได้ในระดับไหนสำหรับการที่จะยกพี่สาวทั้งคนของตนให้เขาดูแล

“แววตาคุณไงคะ แววตาคุณมันฟ้องมากเวลาคุณมองไม้หอม”

“แต่พี่สาวคุณไม่ยักรู้แฮะ นี่เขาความรู้สึกตายด้านหรือเปล่าเนี่ย” ราเชนยังไม่วายว่าแดกดันไปถึงคนที่ไม่แม้แต่จะเข้ามาเสวนากับเขา

ดูเอาเถอะคนเขาอุตส่าห์แวะมาหาถึงบ้าน จะยิ้มต้อนรับกันสักหน่อยก็ยังไม่มี เขาลงทุนถึงขนาดยอมรถเสียโทรศัพท์แบตหมดก็เพราะเธอทั้งนั้น แต่ดูสิคนต้นเรื่องกลับหายลับขึ้นไปเก็บตัวอยู่แต่บนห้องไม่ยอมออกมาให้ได้เห็นหน้าค่าตากันเสียอย่างนั้น

“ไม่หรอกค่ะ แค่ใจแข็งนิดเดียวเท่านั้นเอง”

“นี่เรียกว่านิดเดียวเองใช่ไหมครับ ผมยังคิดอยู่ว่าถ้ามากกว่านี้คงจะกลายเป็นยิ่งกว่าหินผาแน่ๆ”

“แหม...แล้วคุณรักจริงหรือเปล่าละคะ”

“ก็...หวังแต่งนะถ้าพี่สาวคุณยอม”

ราเชนบอกออกไปตามตรง และเขาก็คิดเช่นนั้น ถ้าหากว่าสราวลีต้องการเขาก็ย่อมให้เธอได้ ไม่ว่าจะเป็นความโสดที่สะสมมานานหลายปีของตน หรือแม้กระทั้งทรัพย์สินเงินทองก็ตาม เพราะลองลภัสรดาพูดมาแบบนี้แล้วก็แน่นอนว่าสราวลียังไม่มีใครข้างกายเธอนั่นเอง

...แปลว่าเขายังมีสิทธิ์สินะ และมันก็เป็นสิทธิ์ที่เขามั่นใจว่าตัวเองพึงมีแน่นอน

“โอ้โห...เร็วไปไหมคะ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก และขอเตือนก่อนว่ากรุณาถามใจตัวเองให้ดีว่ารักพี่สาวฉันมากแค่ไหน และคุณรักเธอที่ตรงไหน เพราะบ้านเราไม่ชอบคนที่รักเราแต่เพียงภายนอกหรอกค่ะ บอกคุณไว้เลยว่าเราเกลียดคนประเภทนี้ที่สุด”

“ผมไม่ใช่คนประเภทนี้แน่นอน คุณไว้ใจได้”

นี่ไม่ใช่คำสัญญาหรือสาบานจากราเชน แต่มันเป็นคำพูดที่ผู้ชายคนหนึ่งต้องการจะยืนยันเท่านั้นว่าเขาคิดสิ่งใดและต้องการอะไร เขาไม่ได้ต้องการแค่เพียงตัวของสราวลีเท่านั้น แต่เขายังต้องการหัวใจของเธอด้วย เพราะฉะนั้นต่อให้ช่วงเวลาที่ห่างหายจากกันนานนับปีนั้นเธอจะต้องพบเจอกับอะไรมาบ้างเขาก็ไม่สน

ราเชนบอกกับตัวเองว่าขอเพียงแค่เธอยังคงเป็นเธอที่หัวใจไม่มีใครครอบครอง เขาก็พร้อมจะเป็นคนคนนั้นที่ได้เป็นผู้ดูแลและปกป้องมันไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่

“ฉันไม่ได้ใจแข็งอย่างไม้หอม แต่ฉันก็มีข้อเสียอยู่อย่างคือฉันเชื่อคนยาก เพราะฉะนั้นคุณต้องพิสูจน์แล้วล่ะคะ แค่คำพูดแค่นี้มันยังไม่พอหรอก” ลภัสรดาพอใจกับคำตอบของราเชนอยู่ไม่น้อย แต่นั่นแหละคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เธอคงไม่สามารถเชื่อมั่นในตัวผู้ชายคนนี้ได้แค่เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมงนี้แน่นอน

“ผมก็พร้อมจะให้พิสูจน์จนกว่าพี่สาวคุณจะเบื่อขี้หน้าผมนั่นแหละ” ราเชนบอกอย่างไม่ยี่หระ ตอนนี้หัวใจของเขามันไม่มีที่ว่างให้ใครแล้ว ต่อให้สราวลีจะไม่อยากเห็นหน้าเขาแล้วจะให้ทำอย่างไร เขาก็คงไปไหนไม่ได้อยู่ดี

“คุณแน่มาก ฉันเอาใจช่วยคุณค่ะ” ลภัสรดาบอกพร้อมกับยื่นมือไปตบไหล่เขาดังป้าบตามความเคยชินที่มักจะทำกับเพื่อนผู้ชายอยู่บ่อยๆ

ราเชนถึงกับชักสีหน้าด้วยความไม่ชอบใจเพราะคนที่จะทำกับเขาอย่างนี้ได้มีเพียงอนาวิลเท่านั้น ชายหนุ่มกำลังจะต่อว่าครั้นนึกถึงสุภาษิตฝรั่งที่กล่าวไว้ว่า ‘Love me love my dog’ ก็ต้องข่มใจปั้นยิ้มให้อีกฝ่ายแทน

...เอาน่า รักเธอแล้วเขาก็ต้องรัก ‘หมา’ ของเธอด้วยสินะถึงจะถูก!



ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก

เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องทำให้คนที่นั่งเหม่อกอดเข่าอยู่บนเตียงรู้สึกตัว หากไม่คิดจะลุกออกไปเปิดเมื่อรู้ว่าเป็นลภัสรดา

“ไม้หอม...เปิดประตูให้ฉันหน่อยสิ” ลภัสรดาร้องเพลงพลางตบประตูไปด้วย

สราวลีรีบลุกไปเปิดประตูให้ทันทีเมื่อคิดว่ามารดากลับมาจากเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้บ้านแล้ว

“แม่กลับมาแล้วเหรอ?”

“ยัง...แต่คงใกล้แล้วล่ะเพราะนี่ก็มืดแล้ว ยัยตัวเล็กต้องกินนมไม่ใช่เหรอ”

“แล้ว...เขากลับไปหรือยัง” สราวลีถามถึงราเชนไม่เต็มเสียงนัก

“ยัง” ลภัสรดาบอกพลางส่ายหน้า แอบหรี่ตามองพี่สาวอย่างจับพิรุธ เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้ากังวลใจก็เอ่ยถาม

“ทำไม?...เธอกังวลอะไร ฉันบอกแล้วนี่ว่าเด็กเป็นลูกของฉัน”

สราวลีหลบตาน้องสาว ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้อง ลอบถอนหายใจด้วยความหนักอก มือที่กุมกันไว้มั่นนั้นชื้นเหงื่อหากเย็นเฉียบ

“ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอบอกอะไรกับเขานะ” เป็นนานกว่าที่เธอจะเค้นเสียงตอบกลับลภัสรดาไป

“ทำไมล่ะ ท่าทางเขาก็ดูดีออกนะ”

“อะไร รู้จักเขายังไม่ถึงชั่วโมงดีก็ชื่นชมเขาแล้วเหรอ” สราวลีหันไปทำตาดุใส่น้องสาว ซึ่งอีกฝ่ายก็เอาแต่หัวเราะร่วนไม่ได้เกรงกลัวอีกตามเคย

“ก็ชื่นชมแค่ภายนอกเท่านั้นแหละ ส่วนข้างในเห็นทีเธอจะต้องไปศึกษาเอาเอง แหม...ไปแอบรู้จักกันมาตั้งปีแต่ไม่เห็นจะบอกเราสักคำ” ลภัสรดาแกล้งเปรยขึ้นลอยๆ ในประโยคหลัง หากแต่ทำให้คนฟังถึงกลับเสียวสันหลังวาบ

“เขาเล่าอะไรให้เธอฟังบ้าง” สราวลียังควบคุมตัวเองได้ดีเพราะน้ำเสียงที่ถามออกไปนั้นยังคงราบเรียบ แต่แววตาที่ไหวระริกนั้นกลับปิดน้องสาวไม่มิด

“มีอะไรหรือเปล่าไม้หอม?”

“ไม่มี”

“ไม่มีก็ดี เพราะฉันจะเชียร์คนนี้แหละ” ลภัสรดาบอกอย่างหมายมั่นปั้นมือ

“ไม่ได้!”

“ทำไม?”

“เธอสนุกนักหรือไงกับการจับคู่ให้ฉันน่ะรดา” สราวลีเลี่ยงที่จะตอบจึงย้อนถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มจะเข้มขึ้น

“ไม่สนุกหรอก แต่ฉันแค่อยากให้เธอเริ่มต้นกับใครสักคน” ลภัสรดาเดินเข้ามากอดไหล่พี่สาวเอาไว้เหมือนจะปลอบ

“แต่ต้องไม่ใช่คนนี้” สราวลีบอกจริงจัง ปลดแขนลภัสรดาออกแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง ไม่ต้องการให้น้องสาวเห็นความหวั่นไหวภายในใจของตน

“แต่เขาชอบเธอนะ” ลภัสรดายังตามมากระแซะต่อ แต่พี่สาวไม่เล่นด้วย

“เธอเชื่อคนที่เพิ่งเคยเห็นหน้าเขาแค่ไม่กี่ชั่วโมงมากกว่าพี่สาวของเธอเหรอลภัสรดา”

“ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย”

“จริงจังสิ เธอจะจับคู่ฉันกับใครที่ผ่านมาฉันไม่เคยว่า แต่กับคนนี้ไม่ได้เข้าใจไหม”

“ก็บอกแต่ว่าไม่ได้ๆ แล้วอะไรที่ว่าไม่ได้ เธอยังไม่ลองเปิดใจให้เขาเลย”

“ใจฉัน ฉันจะเปิดหรือว่าปิดมันก็เรื่องของฉัน เธอไม่ต้องมายุ่ง!” สราวลีโพล่งออกไปแล้วก็รู้สึกใจหายเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใบหน้าของน้องสาวสลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“อะไรนะ? ไม่ต้องยุ่งอย่างนั้นเหรอ ตกลงว่าที่ผ่านมานี่ฉันยุ่งกับชีวิตของเธอมากเกินไปอย่างนั้นเหรอ”

“รดา...” สราวลีทำท่าเหมือนจะเอ่ยอะไรต่อจากนั้นแต่ก็เลือกที่จะเงียบไปเสีย และความเงียบของเธอก็ยิ่งสร้างความน้อยใจให้กับลภัสรดา

“รู้อะไรไหมว่าทำไมฉันถึงต้องยุ่งกับเธอนัก ก็เพราะว่าถ้าฉันทำมันสำเร็จ ฉันก็จะได้หัวใจที่มีชีวิตของพี่สาวฉันกลับคืนมา ไม่ใช่หัวใจที่มันตายแล้วแบบนี้!”

ลภัสรดาวิ่งตึงตังออกจากห้องของเธอไปแล้วเมื่อสราวลีทรุดกายลงนั่งอย่างอ่อนแรงที่พื้นหน้าเตียง คำพูดสุดท้ายของน้องสาวยังคงดังสะท้อนอยู่ในหัว หญิงสาวยิ้มเยาะให้กับตัวเองเมื่อคิดว่าถ้าหัวใจของเธอมันตายไปแล้วจริงๆ ก็คงจะดี แต่นี่...หัวใจของเธอมันยังเต้นอยู่ และมันยังคงรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้ดีทีเดียว



“คุณกลับไปได้แล้ว”

ลภัสรดาวิ่งกลับลงมาข้างล่างเจอหน้าราเชนก็เอ่ยไล่ในทันที ทำเอาคนที่กำลังสำรวจบ้านเพลินๆ อยู่ต้องประหลาดใจ

“กลับ?”

“ก็ไม้หอมเขาหาว่าฉันยุ่งเรื่องคุณ ฉันก็เลยจะไม่ยุ่งด้วยแล้ว” ลภัสรดากล่าวอย่างคนมีแง่งอน เพราะยังรู้สึกน้อยใจกับคำพูดของพี่สาวไม่หาย

“คุณก็ยังไม่ได้ยุ่งอะไรนี่ แค่เชิญผมเข้าบ้านเท่านั้นเอง” ราเชนไม่ได้รู้สึกเดือนร้อนกับคำกล่าวไล่ของอีกฝ่าย เพราะหากเขาไม่เต็มใจจะกลับเสียอย่าง ใครก็ไล่เขาไม่ได้ แม้แต่คนที่ไม่อยากจะเห็นหน้าเขาที่สุดอย่างสราวลีก็ตาม

“แต่ไม้หอมเขาไม่ชอบคุณ”

“อันนั้นผมรู้ดีกว่าใครเสียอีกว่าเขาไม่ชอบผม” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน และก็คงจะเป็นการหยันตัวเองเสียมากกว่าใคร

“แล้วคุณยังชอบพี่สาวฉันอยู่หรือเปล่า”

“ผมจำเป็นต้องตอบคุณไหมล่ะ ในเมื่อคุณจะไม่ช่วยผมแล้วนี่” ราเชนย้อนถามด้วยเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์

“ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย ฉันแค่ไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่น” ลภัสรดายังว่ากระทบไปถึงคนที่อยู่ข้างบนบ้านนั่นด้วย

“ก็อย่าให้เขารู้สิ” ราเชนบอกง่ายๆ

ลภัสรดาเงียบไปพักใหญ่ราวกับกำลังชั่งใจอะไรบ้างอย่าง สุดท้ายก็ยิ้มออกมาได้ และมันเป็นรอยยิ้มที่แน่ใจได้เลยว่าสราวลีจะต้องไม่อยากเห็น

“ตกลง...ฉันช่วยคุณก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าจะไม่มากไปกว่าการที่ฉันจะเปิดประตูต้อนรับคุณเหมือนอย่างที่ทำวันนี้”

“แค่นั้นผมก็ต้องขอบคุณคุณมากแล้วครับ” ราเชนบอกเกือบจะเป็นประชด โชคดีที่ยั้งตัวเองไว้ได้ทัน แอบค่อนในใจว่าต่อให้ลภัสรดาไม่ยอมเปิดประตูบ้านให้เขา คนอย่างราเชนก็มีวิธีทำให้ประตูมันอันตรธานหายไปได้อยู่แล้ว แต่ที่ทำเป็นเออออด้วยนี่เพราะเห็นว่ามีมิตรดีกว่ามีศัตรูหรอกนะ

และเขายังมีคติประจำใจที่ว่า ‘Love me love my dog’

“แต่วันนี้คุณคงต้องกลับไปก่อน ฉันขี้เกียจทะเลาะกับไม้หอม”

ความจริงแล้วก็ไม่บ่อยนักที่ลภัสรดากับสราวลีจะมีปากเสียงกัน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการแง่งอนกันเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ซึ่งอาการเหล่านั้นมักจะเกิดจากฝ่ายคนน้องก่อน แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการง้องอนจากคนเป็นพี่สักเท่าไหร่ เพราะยากที่จะเห็นคนอย่างสราวลีง้อใคร แต่ก็ใช่ว่าเมื่อตัวเองทำผิดแล้วจะไม่รู้จักขอโทษ สราวลีขอโทษเป็นเพียงแต่ง้อคนไม่เป็นเท่านั้น

และงานนี้ลภัสรดาควรจะทู่ซี้แง่งอนต่อไปดีหรือไม่หนอ ในเมื่องอนไปแล้วก็ไม่มีใครง้อ

“ได้...แต่ขอบอกคุณไว้เลยว่าผมจะกลับมาอีกในเร็วๆ นี้แน่” ราเชนบอกอย่างหมายมาด

“ก็หวังว่าคุณจะไม่เปลี่ยนใจไปเสียก่อนนะคะ” ลภัสรดาไม่ได้ดูถูกเขา เพียงแต่ต้องการจะแน่ใจเท่านั้น

“แน่นอนครับ” สุ้มเสียงของราเชนหนักแน่นทีเดียว เขามองขึ้นไปยังชั้นบนของบ้าน ซึ่งคิดว่าสราวลีคงจะเก็บตัวเงียบอยู่บนนั้นไม่ลงมาจนกว่าเขาจะกลับเป็นแน่

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ค่ะ เดี๋ยวฉันไปส่ง” ลภัสรดาเดินนำชายหนุ่มออกไปที่หน้าบ้าน แล้วก็เห็นว่ามารดากลับมาจากข้างนอกพอดีจึงยิ้มร่าตรงเข้าไปหา

“แม่...กลับมาเสียมืดเลย ป่านนี้ยัยตัวเล็กหิวแย่แล้ว”

“หิวอะไรล่ะ หลับปุ๋ยเชียว พอดีแม่เจอเพื่อนน่ะก็เลยคุยกันเพลินไปหน่อย”

คุณวิกานต์ดาพยักพเยิดไปที่รถเข็นเด็กตรงหน้าตนซึ่งมีหนูน้อยวัยหกเดือนหลับพริ้มอยู่ในนั้น และเมื่อเห็นว่ามีชายหนุ่มแปลกหน้าเดินตามลูกสาวคนเล็กออกมาจากบ้านด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ เพราะลภัสรดาไม่เคยพาผู้ชายมาที่บ้านสักที ยกเว้นเจ้านาย

“อ้าว...แล้วนี่ใครกัน เพื่อนเราเรอะรดา”

“ไม่ใช่ค่ะแม่ เขาชื่อคุณราเชนค่ะ มาจีบไม้หอม” ลภัสรดาบอกออกไปโต่งๆ ตามนิสัยตน

“สวัสดีครับคุณแม่” ราเชนยกมือขึ้นทำความเคารพทันทีเมื่อทราบว่าเป็นมารดาของหญิงสาว

“สวัสดีค่ะ” คุณวิกานต์ดารับไหว้ด้วยรอยยิ้มอ่อน เมื่อรู้ว่าผู้ชายตรงหน้าจะมาจีบลูกสาวคนโตของตนจึงมองด้วยสายตาพินิจอยู่นาน

“ผมคงต้องมารบกวนบ้านนี้บ่อยๆ หวังว่าคุณแม่คงไม่รังเกียจนะครับ”

“ไม่รังเกียจหรอกค่ะ”

“แม่ไม่รังเกียจ แต่ลูกสาวคนโตแม่เขาอาจจะรังเกียจก็ได้นะ” ลภัสรดายังมิวายว่ากระทบพี่สาว

“เรานี่ก็...งอนอะไรพี่เขาอีกล่ะ”

ลภัสรดาไม่ตอบแต่ทำหน้างอใส่มารดา ก่อนจะตรงเข้าไปอุ้มหนูน้อยขึ้นแนบอก

“หนูพาหมูหวานเข้าบ้านก่อนนะแม่ อยู่ตรงนี้นานๆ เดี๋ยวยุงกัด”

ราเชนมองตามร่างเล็กกระจ้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของลภัสรดาแวบหนึ่งก่อนจะถอนสายตากลับมามองที่คุณวิกานต์ดา

“ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ”

“ไม่อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนหรือคะ”

“ไม่ดีกว่าครับ วันนี้ลูกสาวคนโตของคุณแม่อาจจะไม่สะดวกที่จะต้อนรับผม” ราเชนกล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะไหว้ลาคุณวิกานต์ดาแล้วก้าวพ้นจากประตูรั้วไม้สีเขียวนั้นไป

ก่อนจะขึ้นรถเขาหันกลับมามองยังตัวบ้านอีกครั้ง แล้วต้องคลี่ยิ้มออกมาบางเบาเมื่อพบว่ามีคนกำลังแอบมองเขาอยู่จากทางหน้าต่างชั้นบนของบ้าน เธอหลบฉากทันทีที่รู้ว่าเขาจับได้

สราวลีสูดลมหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะพ่นมันออกมาแรงๆ รับรู้ถึงอาการเต้นระรัวของหัวใจราวมีใครตีกลองอยู่ในนั้นกับเหตุการณ์ที่เธอลอบมองอย่างไม่คลาดสายตาเมื่อครู่นี้ อีกแค่นิดเดียว...นิดเดียวเท่านั้น เขาก็จะเข้าใกล้แก้วตาดวงใจของเธอแล้ว

เสียงเครื่องยนต์ที่ดังอยู่หน้าบ้านทำให้สราวลีต้องหันกลับไปมองที่บานหน้าต่างอีกครั้ง แล้วก็ต้องเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจเมื่อรถที่บอกว่าเสียนั้นกลับแล่นฉิวจากไปจนฝุ่นตลบ คนเจ้าเล่ห์!


......................................................

ทักทายจากตอนที่แล้วค่ะ

คุณnakoขา ขอบคุณที่แวะมาช่วยลุ้นนะคะ

คุณAsianขา แอร๊ยย คนเขียนก็อยากให้จบไวๆ เหมือนกันค้า อิอิ

คุณpattisaขา ไม่มากน้า นิดเดียว อิอิ

คุณpanonขา ฮ่า จริงอะ น่ารักจริงนะ

คุณหมูอ้วนขา จะหนีไปไหนพ้นละคะเจ้าของหัวใจมาตามแล้วนี่นา

คุณsupayalakขา ฮ่าๆ ก็ต้องลุ้นกันต่อไปค่ะว่าจะมีใจไหม

คุณuunoiขา รู้จักถึงบ้านช่องขนาดนี้ คุณราเชนจะยอมปล่อยง่ายๆ ก็กระไรน้า

คุณimsoulขา ตอนนี้ชักจะไม่ค่อยอยากเป็นแล้วใช่ไหมคะ คุณราเชนเจ้าเล่ห์อะ ฮ่าๆ

คุณlovemuayขา แน่นอนอยู่แล้วค้า แขกไม่ได้รับเชิญด้วย อิอิ

คุณเด็กหญิงม่อนขา ต้องรอลุ้นค้า

คุณหมวยจ้าขา ไม่หายไปไหนแล้วค้า เดี๋ยวคุณหมวยจ้างอนเค้าน่ะสิ อิอิ ล้อเล่นน้า

คุณเคสิยาห์ขา ขอบคุณที่แวะมานะคะ รอยยิ้มสดใสเห็นฟันขาวๆ น่ารักจังเลย อิอิ

คุณpseudolifeขา ขอบคุณค้า คุณราเชนสู้ตายอยู่แล้วล่ะงานนี้ อิอิ

คุณwaneขา ขอบคุณนะคะ ปูเสือไว้รอเลยค้า

คุณgetupขา อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ แบบนี้เลยนะคะ^^

คุณจิรารัตน์ขา ยิ้มอะไรคะพี่เจี๊ยบ อิอิ

คุณgoldensunขา คุณราเชนยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปค่ะ

คุณlookpudขา เย้ๆ ปูเสือไว้รอแล้วด้วยค่ะ มาติดตามไวๆ น้า



ญาณนันต์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 19 ม.ค. 2556, 13:21:48 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 19 ม.ค. 2556, 13:21:48 น.

จำนวนการเข้าชม : 2589





<< บทที่ 2 เมื่ออดีตไม่ใช่อดีต   ตอนที่ 4 สาวน้อยของสราวลี >>
คิมหันตุ์ 19 ม.ค. 2556, 14:18:59 น.
โอละหนอ ลูกใครหว่า??


lovemuay 19 ม.ค. 2556, 15:08:26 น.
โอ๊ะๆๆๆ เหมือนนางเอกจะมีลูกกับพระเอกด้วย


ปอยอะนะ 19 ม.ค. 2556, 15:40:33 น.
ลุ้นดีค่ะ


nako 19 ม.ค. 2556, 17:41:28 น.
เอ๋... ลูกใครหว่า รอลุ้นตอนต่อไปจ้า


crossbear 19 ม.ค. 2556, 19:57:43 น.
ลูกของไม้หอมกับราเชนแน่เลย


จิรารัตน์ 19 ม.ค. 2556, 21:04:54 น.
หมายความว่าดีใจที่ได้อ่านจ้าน้องต่าย


เคสิยาห์ 19 ม.ค. 2556, 21:44:28 น.
ก็น่าเข้าใจนางเอกเหมือนกันนะ คงเป็นรอยลึกในใจ


konhin 19 ม.ค. 2556, 22:04:13 น.
ถ้าเป็นเราจะโยนเหรียญให้ไปโทรศัพท์แทน ฮ่าๆๆ แซวเฉยๆค่ะ


goldensun 19 ม.ค. 2556, 22:11:00 น.
เครียดเลย ไม้หอม จะบอกแม่กับน้องมั้ยเนี่ย เพราะราเชนเปิดตัวขนาดนี้
ถ้าไม่บอกความจริง แม่กับน้องไม่เข้าใจแน่
หมูหวานจะคล้ายราเชนให้คนสงสัยมั้ยคะ


imsoul 19 ม.ค. 2556, 22:43:18 น.
ลูกราเชนใช่มั้ย


supayalak 19 ม.ค. 2556, 23:18:02 น.
งานนี้ีเฮ ลุ้นลุ้นลุ้นคะว่าคุณเชนจะรู้ว่าหมูหวานเป็นลูกได้ยังไง ชอบคุณเชนอ่ะ เจ้าเล่ห์ดี เอาชนะใจไม้หอมให้ได้นะตัวเองเค้าเอาใจช่วย แต่ถ้ายากมากเดี๊ยนก็รอปลอบใจอยู่น้าจ้าาาาาาา


pseudolife 20 ม.ค. 2556, 10:59:01 น.
โอ้ มีลูกด้วยกันด้วยหรือนี่


ribbin 20 ม.ค. 2556, 13:08:15 น.
เข้ามาอ่านแล้วจ้า
เราเดาว่าลูกราเชนแน่เลย หุหุ


Asian 20 ม.ค. 2556, 19:21:57 น.
ตอนแรกคิดว่าตอนนี้ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว หลังจากลงเครื่องบิน อีกวันต่อมาพระเอกก็รุกหนักจู่โจมถึงบ้าน นี่ถ้าพระเอกไม่บอกว่าผ่านไป 1 ปีคงไม่รู้ตอนแรกคิดว่าเปนมุขของพระเอกซะอีก แต่อ่านไปอ่านมานางเอกมีลูกชักยังไง ๆ คือเหตุการณ์ที่เขียนมันเหมือนวันถัดกันแค่ 1-2 วัน มันไม่มีอะไรบ่งบอกว่ามันผ่านไปนานมากแล้วจู่ ๆ พระเอกก้โผล่มาอีกอ่ะคะ

ติดตามตอนต่อไปค่ะ


หมวยจ้า 20 ม.ค. 2556, 23:47:58 น.
ว่าแล้วววว


หมูอ้วน 21 ม.ค. 2556, 03:19:32 น.
ลูกของหนูไม้หอมแน่ ๆ เลยค่ะ


nunoi 21 ม.ค. 2556, 12:02:02 น.
หนูหมูหวาน เป็นลูกของไม้หอม กับ ราเชน แน่ๆ เลย


Zephyr 26 ม.ค. 2556, 15:20:29 น.
ราเชน นายมีลูกด้วยอ่ะ ฮ่าๆๆๆ
ว้าวๆ เรื่องเดินเร็วดีออก
พระเอกใจกล้า หน้าด้านมากกก คิกคิก


panon 31 ม.ค. 2556, 15:08:31 น.
นายจะรู้ไหมว่านายทำให้ไม้หอมลำบากมาตั้งเป็นปี


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account