Eternal Love - รักแรกนิรันดร์
ทุกคนล้วนมีรักแรก....แต่จะมีสักกี่คนที่จะมีคนแรกที่ได้รักนั้นเป็นตัวจริง

และนั่นก็เป็นเหตุผลว่า เพราะเหตุใด ม่านทอง ม่านแก้วและม่านมุก สามพี่น้องของบ้านฉายวรินทร์จึงยังคงไม่มีใครอีกคนที่จะเดินจูงมือกันก้าวผ่านเส้นทางชีวิตที่เหลือไปด้วยกัน

เรื่องราวความรัก 3 เรื่อง ของ 3 พี่น้อง ที่โดนมนต์แห่งรักแรกเข้าอย่างจังจึงบังเกิดขึ้น ท่ามกลางความทรงจำ ความรัก และสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่จะประคับประคองหัวใจของกันและกันให้ต่อสู้กับความผิดหวัง เพื่อพบกับรักเเรกอันเป็นนิรันดร์ ที่จะมีกันและกันตลอดไป
Tags: รักแรก,โรแมนติก,ซึ้ง,หวาน

ตอน: รักสุดใจ - 2


อากาศร้อนอบอ้าวของตะวันยามบ่ายทำเอาคนที่ย้ายตัวเองไปอยู่เมืองหนาวมาเสียนานออกอาการหงุดหงิด แล้วต้องหงุดหงิดหนักขึ้นเมื่ออุตส่าห์คลำทางจากกรุงเทพมาได้จนเกือบจะถึงจุดหมายปลายทางอยู่แล้ว ไอ้รถเจ้ากรรมที่ขอยืมเพื่อนมาก็ดันมาจอดตายสนิทอยู่ที่นี่ได้ พันแสงกวาดสายตาไปรอบๆเป็นการสำรวจเพื่อที่จะระบุให้เพื่อนฟังได้ว่าเขาอยู่แถวไหนและจะขอความช่วยเหลือได้จากใครบ้าง แต่ยังไม่ทันที่จะเก็บรายละเอียดได้อรัญก็โทรเข้ามาพอดี เขาจึงกดรับสายด้วยความเซงสุดชีวิต

“ฮัลโหล...ไอ้อ้นแกให้รถอะไรมาวะเนี่ย ยังไม่ทันถึงบ้านมุกเลยมาตายกลางทางซะงั้นอ่า”

“เฮ้ยๆ ขอโทษด้วย ไม่รู้นี่หว่าว่าคันนั้นมันรอเข้าอู่ซ่อม เด็กที่บ้านเพิ่งมาบอกนี่แหละ” อรัญยกมือไหว้ขอโทษขอโพยโดยลืมไปว่าปลายสายคงไม่เห็น

“เออๆ มันคงเป็นความซวยของข้าเอง ว่าแต่ทำไงล่ะทีนี้ ไม่รู้จักเลยสักอู่”

“แล้วแกถึงไหนแล้วล่ะ ถ้าอยู่ใกล้จะได้โทรบอกมุกให้ไปรับ”

“เฮ้ย!!! ไม่ได้ๆ มาเซอร์ไพรสเว้ย ขืนโทรไปขอความช่วยเหลือเสียฟอร์มตายเลย” เพราะเสียงโวยวายของพันแสงนั่นเองอีกฝ่ายเลยได้แต่เกาหัวแกรกอย่างจนปัญญา ก็พ่อเจ้าประคุณอยู่ห่างกรุงเทพตั้งสามสี่ร้อยกิโลเมตรจะให้แล่นไปช่วยได้แบบปัจจุบันทันด่วนได้ยังไง

“เออๆ แล้วอยู่ตรงไหนล่ะ” คราวนี้พันแสงหันไปมองรอบๆ ตัวอีกครั้งหาจุดที่เพื่อนน่าจะรู้เพราะยังไงเขาก็ยังอยู่ในเส้นทางตามแผนที่

“เอ่อ...อ่อ...รู้แล้วอยู่แถวๆโรงเรียนอนุบาลน่ะ ดูจากแผนที่ที่แกให้มามันห่างจากบ้านมุกไม่ไกลเท่าไหร่ด้วย”

“โรงเรียนอนุบาล!!!”

“เออ...โรงเรียนอนุบาลทำไมต้องทำเสียงตกใจด้วยวะ สรุปแล้วจะให้เอาไงต่อ...อ้าวเฮ้ย!!!” ยังไม่ทันจะคุยรู้เรื่องโทรศัพท์มือถือของเขาก็ตัดเอาดื้อๆ พันแสงยิ่งหงุดหงิดหนักเมื่อเห็นหน้าจอที่มืดสนิท เป็นอันสรุปได้ว่าแบตหมดนั่นเอง คราวนี้คงบอกตัวเองได้แค่ว่าซวยของจริง หรือว่าบางทีอาจจะต้องยอมเสียฟอร์มร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่ตั้งใจจะไปหา ว่าแต่ว่าจะขออย่างไรในเมื่อเบอร์ของเพื่อนก็อยู่ในโทรศัพท์ที่บัดนี้ไม่ต่างจากไม้หนึ่งท่อนที่ทำได้ดีแค่ปาหัวหมาเท่านั้น พันแสงตัดสินใจเดินไปนั่งยังป้ายรถประจำทางที่อยู่หน้าโรงเรียนตั้งใจว่าจะให้ใคร
สักคนเพื่อถามทางและหาวิธีไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง

“เป็นอะไรคะคุณลุง” สรรพนามท้ายเสียงเล็กๆ นั้นทำเอาเขาสะดุ้ง แต่พอหันไปเห็นเด็กหญิงตากลมที่ยืนเกาะรั้วถามเขามาจากด้านในของโรงเรียนแล้วก็ยอมจำนนในสรรพนามนั้น

“ลุงรถเสียครับ”

“”งั้นรอเดี๋ยวนะคะ...หนูไปตามครูให้” บอกเพียงเท่านั้นแล้วเด็กหญิงก็วิ่งหายไปปล่อยให้เขานั่งงงๆ อยู่เบื้องหลัง แต่เพียงไม่นานหนูน้อยก็กลับมาอีกครั้งพร้อมจูงมือคุณครูของเธอมาด้วยตามที่ได้บอกเขาไว้

“ครูขาาาาา นี่ไงคะลุงรถเสีย” คุณครูสาวมองตามมือที่เด็กหญิงชี้ผ่านประตูรั้วออกมา พันแสงเห็นสายตาไม่ไว้วางใจอย่างเต็มที่มองเขาก่อนจะเริ่มถาม “รถเสียเหรอคะ?”

“ครับ...จอดอยู่ตรงนั้นน่ะครับ คุณครูพอจะช่วยแนะนำอู่หรือวิธีติดต่อกับอู่ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”

“แล้วทำไมคุณไม่ติดต่อเองล่ะคะ...” ครูสาวชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆถามต่ออย่างระมัดระวังคำพูด “คือดิฉันหมายถึงว่าท่าทางคุณน่าจะมีโทรศัพท์มือถือ หรือว่าอะไรสักอย่างที่น่าจะพอช่วยคุณได้”

“เอ่อพอดีว่าผมมาจากกรุงเทพน่ะครับ แล้วมือถือผมแบตหมดด้วย”

“งั้นเดี๋ยวดิฉันจะให้ รปภ.มาช่วยดูนะคะ เผื่อช่วยอะไรได้บ้าง รอสักครู่นะคะ”
หลังจากนั้นความช่วยเหลือก็ทยอยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีคนจากอู่ซ่อมรถที่คุณครูในโรงเรียนแห่งนั้นเป็นผู้ติดต่อให้มาลากรถไปตรวจเช็คนั่นแหละพันแสงจึงรู้ตัวว่าเขาจนปัญญาเข้าแล้วจริงๆ คงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทคนเดียวที่เขารู้จักในจังหวัดนี้อย่างไม่มีทางเลือก ว่าแล้วเขาก็เดินถือกระดาษกลับเข้าไปในโรงเรียนเพื่อถามหาร้านอินเตอร์เน็ตโดยหวังในใจลึกๆว่าวันนี้เพื่อนจะยังอยู่ในโลกออนไลน์ให้เขาได้ขอความช่วยเหลือ

“มีอะไรให้ช่วยอีกหรือคะ?” คุณครูสาวคนเดิมที่เขาได้พบทีแรกถามด้วยท่าทีที่เป็นมิตรมากขึ้น

“แถวนี้มีร้านอินเตอร์เน็ตไหมครับ พอดีว่าผมอยากติดต่อเพื่อนหน่อยน่ะครับ”

“ห๊ะ! ติดต่อทางอินเตอร์เน็ตหรือค่ะ ใช้โทรศัพท์น่าจะง่ายกว่าไหมคะ?”

“น่าจะง่ายนะครับถ้าเกิดว่าแบตมันไม่หมดเสียก่อน” เขายิ้มแหยพร้อมบอกเหตุผลอ่อยๆ

“งั้นก็เอาอย่างนี้แล้วกันค่ะ แถวนี้ร้านอินเตอร์ไม่มี ใช้โน๊ตบุ๊คของดิฉันก่อนก็แล้วกัน คุณรออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะเดี๋ยวดิฉันจะไปหยิบมาให้” ยังไม่ทันที่พันแสงจะได้ขอบคุณหรือตอบรับ คุณครูสาวก็เดินหายไปปล่อยให้เขายืนทึ้งกับน้ำใจของคนที่นี่อยู่เพียงลำพังโดยยังคงอยู่ในสายตาของพนักงานรักษาความปลอดภัยคนที่มาช่วยเขาดูรถ ชายหนุ่มตัดสินใจไปนั่งยังโต๊ะม้าหินอ่อนที่อยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น แต่ยังไม่ทันที่คุณครูจะเดินกลับมาเขาก็ได้พบกับเด็กหญิงตัวน้อยคนที่เสนอความช่วยเหลือให้เขาเป็นคนแรกเข้าเสียก่อน เด็กหญิงยิ้มกว้างส่งมาให้เขาพลางโบกไม้โบกมือให้โดยที่ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่ทว่าทันทีที่สายตาไปปะทะเข้ากับร่างบอบบางที่เดินตามแม่หนูนั่นมากลับทำให้เขานิ่งอึ้งด้วยความคาดไม่ถึง

“หนูมุก!!!” เขาเผลอตัวเรียกชื่อเธอด้วยเสียงดังทำให้หญิงสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับสายกระเป๋าสะพายของบุตรสาวเงยหน้าขวับขึ้นมาทันที “ซัน!!!” ม่านมุกอุทานชื่อของเขาออกมาด้วยความตกใจไม่แพ้กัน แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรอีกฝ่ายก็แล่นปราดเข้ามาอยู่ต่อหน้าทันที

“ทำไม? ทำไมหนูมุกมาอยู่ที่นี่ล่ะ”

“หม่าม๊า หม่าม๊า...ลุงรถเสีย” เสียงเล็กๆกับแรงดึงเบาๆที่มือของเธอทำให้ม่านมุกถึงบางอ้อ ที่แท้เรื่องลุงรถเสียที่ลูกสาวเล่าให้ฟังนั้นคือพันแสงนั่นเอง เธอไม่คิดเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้ โลกใบนี้ตั้งใจที่จะหมุนให้พ่อกับลูกได้พบกันจริงๆ ใช่ไหม?

“หม่าม๊า?” เขาทวนคำของเด็กหญิงก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ “นี่...นี่ลูกมุกเหรอ?”

“จ้ะ...นี่ลูกสาวเราเอง...ยัยหนูสวัสดีคุณลุงก่อนสิคะ คุณลุงรถเสียของหนูเขาเป็นเพื่อนของหม่าม๊าเองค่ะ” ม่านมุกบอกบุตรสาวก่อนจะเสหลบสายตาของเพื่อน

“สวัสดีค่ะคุณลุง หนูชื่อเด็กหญิงม่านตะวัน ฉายวรินทร์ ค่ะ เป็นลูกของหม่าม๊า เป็นหลานของป้าหนึ่ง และป้าสองค่ะ ปีนี้หนูอยู่อนุบาลสองแล้ว ปีหน้าจะขึ้นอนุบาลสามค่ะ”

“อะ...เอ่อ สวัสดีครับ” เขานิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเรียบเรียงคำพูดโต้ตอบกับสาวน้อยไปด้วยท่าทางที่ยังคงมึนๆ งงๆ อยู่เช่นเดิม “ลุงชื่อพันแสง เป็นเพื่อนกับหม่าม๊าของหนู หนูเรียกว่าลุงซันเฉยๆก็ได้นะครับ”

“รับทราบค่า” ม่านตะวันรับคำแล้วทำท่าตะเบ๊ะรับ คราวนี้พันแสงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆกับท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู

“ว่าแต่ทำไมซันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ” คำถามของม่านมุกทำให้เขาที่กำลังก้มหน้าคุยกับเด็กหญิงหันขึ้นมาตอบแทบจะทันที

“ตั้งใจมาเซอร์ไพรส์มุกไง แต่ดูเหมือนว่าเราจะเจอเซอร์ไพรส์กว่านะ” ชายหนุ่มพูดพลางส่งสายตาไปทางเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ

“เราเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญน่ะ เลยไม่ได้บอกซัน” คำตอบของเพื่อนทำให้พันแสงต้องขมวดคิ้วและถามกลับด้วยเสียงขุ่นอย่างไม่ชอบใจ “ไม่สำคัญ? มุกแต่งงาน นี่ไม่สำคัญเหรอ?”

“ปะ...เปล่า ไม่ เราไม่ได้แต่งงาน”

“เอ่อโน๊ตบุ๊คค่ะคุณ”
เสียงขัดจากคุณครูใจดีทำให้บทสนทนาที่กำลังมาคุต้องสะดุดลง พันแสงหันไปส่งยิ้มน้อยๆให้พร้อมเอ่ยขอบคุณน้ำใจ

“ขอบคุณครับ บังเอิญผมเจอเพื่อนแล้วล่ะครับ ขอบคุณมากๆนะครับที่ให้ความช่วยเหลือ”

“อ่อ ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่คุณคนนี้เป็นเพื่อนกับคุณสามเองเหรอคะเนี่ย บังเอิญจริงๆ” คุณครูสาวหันไปคุยกับม่านมุกอย่างคุ้นเคยโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าซีดๆ ของคู่สนทนา

“ค่ะบังเอิญมากๆเลยค่ะครูรุ่ง ยังไงวันนี้สามขออนุญาตพายัยหนูกลับบ้านก่อนนะคะ แล้วก็ขอบคุณจริงๆที่ช่วยเพื่อนของสามไว้”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณสาม อ่อ...รถของเพื่อนคุณสามน่ะอยู่ที่อู่คุณนพนะคะ ลุงยามแกโทรไปที่นั่นยังไงก็แวะไปดูที่อู่ได้เลยค่ะ” ม่านมุกพยักหน้ารับกับคำบอกเล่าของคุณครู ด้วยความที่เป็นอำเภอเล็กๆแต่ละสถานที่จึงเป็นที่รู้จักกันดีของคนในพื้นที่ ส่วนคนต่างถิ่นเจ้าของรถเสียได้แต่ยืนทำหน้างงๆ

“ขอบคุณอีกครั้งนะคะครูรุ่ง สามขอตัวก่อนนะคะ ยัยหนูสวัสดีคุณครูก่อนสิคะ”

“สวัสดีค่ะคุณครู” ม่านตะวันยกมือไหว้ลาคุณครูตามที่มารดาบอก พันแสงจึงทำตามเด็กน้อยบ้างผิดกันแต่ว่าเขาไม่ได้ยกมือไหว้และย่อสวยๆแบบม่านตะวันเท่านั้นเอง “ผมก็ขอตัวเช่นกันนะครับ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความช่วยเหลือ”

“อ่อเรื่องแค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ สวัสดีนะคะ”
เมื่อเอ่ยลาจากคุณครูแล้วทั้งสามก็เดินจากมาขึ้นรถโดยที่ม่านมุกเป็นคนขับเอง พันแสงนั่งคู่ด้านหน้า และมีเด็กหญิงม่านตะวันนั่งอยู่เบาะหลัง รถทั้งคันมีเด็กหญิงตัวน้อยเป็นผู้ผูกขาดการสนทนาไว้ทั้งหมด ทั้งพันแสงและม่านมุกต่างก็ฟังแม่หนูเล่าเรื่องโรงเรียนโดยลืมนึกถึงบทสนทนาที่ค้างไว้ไปเสียสนิท จนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าบ้านนั่นแหละพันแสนจึงนึกถึงประโยคสุดท้ายที่ค้างไว้ได้...ม่านมุกบอกเขาว่าไม่ได้แต่งงาน มันหมายความว่าอย่างไรกัน

“มุก...ยังไงเรารบกวนมุกพาไปหาโรงแรมนอนด้วยนะคืนนี้ แบบว่าไม่พร้อมอะไรสักอย่างเลย” คำขอร้องของพันแสงทำเอาคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาปลดเข็มขัดนิรภัยหันขวับมามอง แววตาบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เข้าใจ

“ทำไมล่ะ? นอนบ้านเราก็ได้ ไม่เห็นต้องไปเสียเงินพักที่โรงแรมเลย”

“เราเกรงใจครอบครัวมุกน่ะ”

“เกรงใจทำไม? พี่หนึ่งกับพี่สองซันก็รู้จักดี ส่วนยัยหนูก็เห็นคุยกันดีมาตลอดทางไม่เห็นต้องเกรงใจใครเลย”

“อ่าว!!!...แล้วสามีของหนูมุกล่ะ” เมื่อหลุดปากถามออกไปแล้วพันแสงก็นึกอยากจะตบปากตัวเอง เพราะแววตาเศร้าสร้อยของเพื่อนเป็นคำตอบที่ดีกว่าอะไรทั้งหมด

“ไม่มีหรอก...ที่นี่ไม่มีคนๆนั้น” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะระหว่างคนทั้งคู่ ก่อนที่หญิงสาวจะเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบนั้นเสียเอง “เข้าบ้านกันเถอะ ไปค่ะหนูตะวันเข้าบ้านกัน” ท้ายประโยคม่านมุกหันไปหาลูกสาวที่ไม่รู้ว่าเงียบเสียงไปตั้งแต่ตอนไหน เมื่อเห็นท่ากอดตุ๊กตาหลับปุ๋ยไปแล้วก็ได้แต่ยิ้มเอ็นดู

“หนูตะวันหลับแล้ว...ต้องปลุกไหม?” เขาถาม

“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวเราอุ้มแกเข้าไปเอง ยัยหนูไม่ค่อยสบายน่ะแล้วก็คงจะเหนื่อยด้วย ปล่อยแกหลับไปก่อน”

“งั้นให้เราอุ้มแกเข้าไปเองดีกว่า หนูมุกตัวนิดเดียวอุ้มลำบาก” พูดจบเขาก็ลุกไปเปิดประตูหลังแล้วก็ช้อนร่างจ้อยของเด็กหญิงไว้แนบอกและทันทีที่เขาหันหลังให้ ม่านมุกก็ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างช้าๆ ซึมซับภาพตรงหน้าไว้ในใจประทับไว้ในความรู้สึกที่อาจจะไม่มีอีกแล้วในชั่วชีวิตนี้

.............................................................

เจ้าของร่างเพรียวที่นั่งไขว่ห้างกอดอกรอเขาอยู่ที่โซฟารับแขกภายในห้องทำงานทำให้อรัญต้องขมวดคิ้ว เขารับทราบจากเลขาหน้าห้องแล้วว่ามีแขกมาขอพบ แต่ก็ไม่คิดว่าคนที่มาหาจะเป็นรวิอรเพื่อนสาวไฮโซผู่ไม่เคยมีเวลาว่างให้ใครคนนั้นเอง

“ลมอะไรหอบคุณหนูอี่มาถึงนี่ได้จ้ะ” เขารีบทักด้วยน้ำเสียงร่าเริง แต่ทว่าทันทีที่รวิอรตวัดสายตามามองเขานั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังวูบ

“ไอ้อ้น...แกมีเรื่องปิดบังฉันใช่ไหม?” เสียงเหี้ยมกับท่าทางย่างสามขุมเข้ามาหายนั้นทำให้อรัญถอยกรูด แบบไม่คิดตั้งหลัก แถมยังคงงงๆด้วยว่าเขาไปทำอะไรให้แม่เจ้าประคุณโกรธตอนไหน

“ใจเย็นนะอี่ มีเรื่องอะไรค่อยๆพูดค่อยๆจากันสิ”

“ไม่เย็นโว้ย!!! แกปิดบังอะไรฉันอยู่...ไอ้อ้น” สิ้นสุดเสียงเน้นชื่อของตัวเองเป็นคำสุดท้ายนั้นอรัญก็ถอยหลังชนกำแพงอย่างหมดทางหนี

“อะไรของแกว๊าาาาาอี่ กระผมไปปิดบังอะไรคู๊ณณณณ”

“อย่ามาเล่นลิ้นนะไอ้อ้น ฉันให้โอกาสแกตอบคำถามฉันดีๆ หรือว่าแกยอมตอบด้วยน้ำตา” คำขู่ของเพื่อนสาวทำให้อรัญได้แต่ยกมือยอมแพ้ แต่เขาก็ยังงอยู่ดีว่ารวิอรมาทวงถามอะไร ยังคงมึนงงแบบจับต้นชนปลายไม่ถูก

“ใจเย็นก่อนนะอี่ คือช่วยอธิบายให้เราฟังหน่อยได้ไหมว่ามันเรื่องอะไร” คำถามของเขาทำให้สาวสวยมาดบู้เปิดกระเป๋า ควานหารูปขึ้นมาส่งให้เขาดูหนึ่งใบ

“รูป?”

“เออรูป” พูดแค่นั้นเจ้าตัวก็สะบัดหน้าเดินกลับไปนั่งยังโซฟาตัวตัวเดิมด้วยอาการหงุดหงิด อรัญจึงเดินตามมานั่งยังฝั่งตรงข้าม แล้วก็หยิบรูปขึ้นมาพิจารณา เพียงแวบแรกที่ได้เห็นเขาถึงกับอุทานออกมาอย่างตกใจ

“เฮ้ย!!!”

“อย่าทำเนียนตกใจ แกรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าหนูตะวันเป็นลูกใคร”

“ก็ลูกมุกไง” เพราะความปากไวแท้ๆ ทำให้สายตาพิฆาตตวัดฉับมาฟาดใส่อีกที เขาไม่ได้ตั้งใจจะยวนเลยสักนิด แต่จิตใต้สำนักมันดันบังคับปากเสียได้

“แน่ใจในคำตอบนะ แล้วทำท่าตกใจทำไม?”

โดนคำถามนี้เข้าไปอรัญถึงกับอึ้ง ก็จะให้บอกได้อย่างไรว่าเขาตกใจที่สองคนในรูปถ่ายนั้นดันมาหน้าคล้ายกันชนิดว่าแกะพิมพ์กันออกมา ถ้าเจอกันคนละทีก็คงไม่มีใครเอะใจแต่ถ่ายรูปคู่แบบนี้ ใครที่รู้จักสนิทสนมเป็นอย่างดีไม่รู้ก็เกินไปล่ะ แล้วนี่เจ้าตัวมันเริ่มสงสัยบ้างหรือเปล่านะ

“ที่เงียบไปนี่แกกำลังหาทางแก้ตัวใช่ไหม?” รวิอรรีบดักทางด้วยเพราะรู้ดีว่าถึงคนตรงหน้าจะโดนต้อนได้ง่ายขนาดไหนถ้าไม่รีบลงดาบมีหวังลื่นไปได้อีก ว่าแล้วเธอก็อดมองรูปถ่ายในมือใบนั้นไม่ได้ รูปของเพื่อนชายกับลูกสาวของเพื่อนอีกคนที่ใช้ชีวิตโดยปราศจากสามีนั้นถ่ายรูปคู่กัน ภาพที่เด็กหญิงม่านตะวันเอาแก้มมาแนบแก้มกับพันแสงแล้วฉีกยิ้มให้เขาถ่ายรูปโพสต์ลงเฟซบุ๊คนั้นมันทำให้เธอต้องแล่นมาหาอรัญอย่างไว ด้วยคำถามที่มีอยู่ในใจ...ใครคือพ่อของเด็กหญิงม่านตะวัน?

“เปล๊า...แค่กำลังคิดว่าหน้าเหมือนกันดีว่ะไอ้ซันกับยัยหลานเนี่ย”

“นั่นสิ เหมือนกันจนหน้าแปลกใจอย่างกับเป็นพ่อลูก สำเนาถูกต้องขนาดนี้...หรือว่าพ่อของลูกที่มุกมันบอกว่าตายไปแล้วคือไอ้ซัน”

“เฮ้ย!!! เหลวไหลน่าอี่”

“เหลวไหลอะไร หลักฐานมันเห็นกันอยู่ชัดๆ...ฉันต้องไปถามไอ้ซันให้รู้เรื่อง” รวิอรไม่พูดเปล่ายังคว้ากระเป๋าทำท่าจะปรี่ออกจากห้องไปให้ได้ราวกับพายุ ทำเอาอรัญต้องรีบคว้าแขนไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะพังเพราะความร้อนใจของเพื่อน พร้อมสั่งเสียงห้วนอย่างที่รวิอรไม่เคยได้ยิน

“หยุดเลยอี่ นั่งลงเดี๋ยวนี้!!”

“นี่แกกล้าสั่งฉันเหรอไอ้อ้นบ้า” หญิงสาวแหวใส่แต่ก็ยอมนั่งลงทันทีตามคำสั่ง
“กล้า แล้วก็กล้ามากกว่าที่แกคิดด้วยนะอี่ ฉะนั้นอย่าพยายามจะขัดขืนเด็ดขาด” สายตาคาดโทษของอรัญทำให้รวิอรรู้สึกแหยงไปบ้าง ไม่กล้าออกฤทธิ์มากนัก ยอมรับว่ากลัวอยู่เหมือนกันเวลาที่เพื่อนคนนี้เอาจริง

“เออๆ ก็ได้ ยังไม่ไปตอนนี้ก็ได้”

“ไม่ใช่แค่ยังไม่ไปตอนนี้นะอี่ เราหมายความถึงว่าต้องไม่ถามเรื่องนี้กับไอ้ซันมันด้วย”

“เฮ้ย!!! ก็ฉันอยากรู้ ฉันสงสัยทำไมถามไม่ได้เล่า...หรือว่าแกรู้อะไรมาแล้วไม่ยอมบอกฉัน” คราวนี้แต้มต่อกลายเป็นอีกฝ่ายหนึ่งไปทันที อรัญถึงกับหน้าถอดสีรู้สึกตัวว่าพลาดไปถนัดใจที่พูดอะไรไปโดยไม่ใช้สตินำอารมณ์

“ไม่รู้ เราไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ”

“ไม่รู้? แล้วไม่อยากรู้เหรอไง หลักฐานมันก็เห็นๆแบบนี้”

“ก็...ก็อยากรู้เหมือนกัน”

ได้ฟังคำตอบตะกุกตะกักของอรัญแบบนี้รวิอรถึงกับหรี่ตามองด้วยความสมใจ...ไอ้อ้นแกพลาดแล้ว...หญิงสาวจึงจัดการรุกฆาตเขาทันที “อยากรู้ก็ต้องถามไง...แต่ดูเหมือนแกไม่ค่อยกระตือรือร้นกับความอยากรู้เลย แสดงว่าแกรู้อยู่แล้วใช่ไหมไอ้อ้น?”

“เอ่อ...”

“ใช่ไหม? ไอ้-คุณ-อะ-รัญ”

คำถามกับน้ำเสียงบอกชัดเจนว่าคราวนี้นายอรัญตายแน่ เขาไม่น่าพลาดให้รวิอรจับไต๋ได้เลยจริงๆ เห็นทีว่าคราวนี้คงต้องเชื่อที่คนอื่นเขาบอกมาแล้วว่าผู้หญิงนี่เซนส์แรง โดยเฉพาะกับผู้หญิงตรงหน้าที่ทั้งเจ้าเล่ห์ เจ้าแผนการ เป็นนักต้อนความลับตัวยงด้วยแล้วเขาต้องยกธงขาวยอมแพ้ อดนึกขอโทษขอโพยม่านมุกอยู่ในใจไม่ได้ เห็นทีว่าคราวนี้อาจจะต้องมีคนรู้ความลับเรื่องของเพื่อนเพิ่มอีกคนหนึ่ง แต่จะว่าไปหากรวิอรรู้อาจจะเป็นผลดีก็ได้ เขาอาจจะพบทางแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้ารูปเข้ารอยด้วยการช่วยเหลือจากเพื่อนสาวคนนี้

“อี่...คือ...ความจริงแล้วเราไม่อยากผิดสัญญากับมุกนะ แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเราก็จะบอกอี่ แต่ว่า...เราขอสัญญาอี่ก่อนได้ไหมว่า อี่จะไม่บอกเรื่องนี้กับซันและคนอื่น”

“มันร้ายแรงถึงขนาดต้องขอสัญญาเลยเหรอ?”

“ไม่รู้ว่าร้ายแรงหรือเปล่าแต่เจ้าตัวเขาต้องการแบบนั้น อี่สัญญาได้ไหมล่ะ?” คำถามนี้ทำให้รวิอรนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆพยักหน้ารับ “ตกลง...อี่สัญญา”

“มุกเพิ่งจะบอกเราเมื่อวันก่อน ว่าหนูตะวันเป็นลูกของซัน”

“คุณพระ!!! จริงอย่างที่ฉันสงสัยหรือเนี่ย” หากเป็นในเวลาปกติอรัญคงหัวร่องอหายกับท่าทางและคำอุทานของไฮโซสาวอย่างรวิอร แต่ทว่าคราวนี้กลับหัวเราะไม่ออกไปเสียอย่างนั้น

“อันที่จริงเราสงสัยมานานแล้ว แต่เมื่อมุกไม่พูดเราก็ไม่อยากถาม และเราก็ไม่รู้ด้วยว่าเรื่องมันไปไงมาไง ไม่อยากด่วนสรุปให้ใครต้องเสียหาย หรือตอกย้ำให้หนูมุกต้องเสียใจ”

“แล้วทำไมมุกถึงบอกแกวะอ้น อุตส่าห์เก็บเงียบมาได้ตั้งนาน”

“ก็เพราะรู้ไงว่าเราสงสัย พอไอ้ซันมันกลับมาแบบนี้ทางเดียวที่ไม่ให้ซันมันรู้ก็คือต้องไม่มีใครเปิดประเด็นขึ้นมา”

“แล้วซันมันจะไม่สงสัยเหรอแก ขนาดพวกเราแค่เห็นรูปแว๊บเดียวยังสงสัยเลย” รวิอรอดตั้งข้อสังเกตด้วยความสงสัยไม่ได้ ก็รูปถ่ายที่เธอสั่งพิมพ์ออกมาจากเฟซบุ๊คนั่นมันชัดเจนจนเกือบไร้ข้อกังขาด้วยซ้ำไป

“ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าซันมันจะเอะใจไหม? แต่ที่เราอดสงสัยไม่ได้ก็คือว่า ทำไมซันมันเหมือนไม่รู้เรื่องเลยล่ะ หรือมันมีอะไรมากกว่านั้นที่พวกเราไม่รู้”

“มันจะไปรู้เรื่องได้ไง ก็คืนนั้นมันเมา” คำเปรยเบาๆของรวิอรทำเอาเพื่อนถึงกับหันขวับ

“ที่พูดนี่หมายความว่าไงน่ะอี่”

“แกจำไม่ได้เหรอที่เลี้ยงวันเกิดแล้วก็เลี้ยงส่งไอ้ซันที่บ้านพักริมทะเลน่ะ...คืนนั้น...หนูมุกเป็นคนเดียวที่ไม่เมา แล้วก็เป็นคนประคองซันไปนอน แต่ว่าคืนนั้นมุกไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องกับฉันนะ”

“เฮ้ย!! จริงดิ...สรุปเรื่องมันเป็นไงมาไงวะเนี่ย”

“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ถ้าอยากรู้มันคงต้องถามมุกแล้วล่ะ”

น้ำเสียงอ่อนๆของรวิอรบอกได้ทันทีว่าเรื่องราวทั้งหมดมันคงสุดปัญญาของพวกเขาแล้วจริงๆ หากว่าเพื่อนสาวที่เป็นประเด็นนั้นไม่เปิดปากพูดออกมาเองคงไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่รู้ว่าเกิดจากความผิดพลาด พลั้งเผลอ หรือว่ามันความรักกันแน่ เขาคงได้แต่ภาวนาเท่านั้นขอให้ทุกอย่างมันกระจ่างมันไปในทางที่ดีที่เหมาะสมด้วยหวังเล็กๆว่าผลสุดท้ายแล้วความสุขที่แท้จริงจะได้อยู่กับหลานสาวตัวน้อยที่เขารักนักหนา



ญาตรีฬาห์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 22 ม.ค. 2556, 13:16:27 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 ม.ค. 2556, 13:16:27 น.

จำนวนการเข้าชม : 1228





<< รักสุดใจ - 1   รักสุดใจ - 3 >>
ญาตรีฬาห์ 22 ม.ค. 2556, 13:17:07 น.
ขอบคุณหนึ่งคอมเม้นจากคุณรชตนะคะ...คำว่า “รอตอนต่อไปค่ะ” ของคุณให้กำลังใจนักอยากเขียนคนนี้มากๆ
>____<


ameerahTaec 22 ม.ค. 2556, 15:28:57 น.
เนื้อเรื่องน่าติดตามมากค่า ^^


รชต 23 ม.ค. 2556, 15:14:10 น.
คุณพระ!!! หนูมุกตายแน่...


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account