ลุ้นรักให้ตรงใจ
เธอ... เจ้าของร้านกาแฟ
เขา... นายตำรวจหนุ่ม
เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันโดยบังเอิญ
ปฏิบัติการลุ้นรักของหญิงสาวให้ตรงใจกับชายหนุ่มจึงเริ่มขึ้น
แต่เมื่อทั้งคู่ใจเริ่มตรงใจ ดันมีเหตุอันตรายที่ทั้งคู่ต้องเผชิญ
แล้วแบบนี้รักครั้งนี้จะเป็นยังไงนะ
เขา... นายตำรวจหนุ่ม
เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันโดยบังเอิญ
ปฏิบัติการลุ้นรักของหญิงสาวให้ตรงใจกับชายหนุ่มจึงเริ่มขึ้น
แต่เมื่อทั้งคู่ใจเริ่มตรงใจ ดันมีเหตุอันตรายที่ทั้งคู่ต้องเผชิญ
แล้วแบบนี้รักครั้งนี้จะเป็นยังไงนะ
Tags: ตำรวจ ร้านกาแฟ
ตอน: บทที่ 10 (ลุ้นรัก... 2)
บทที่ 10
(ลุ้นรัก 2)
“อะไร? มีอะไรก็บอกมาสิ มองอย่างนี้เห็นแล้วมันอยากรู้”
ดลินาเอ่ยถามเพื่อนรักที่นั่งมองเธออย่างมีเลศนัย แววตาที่มองมายังเธอเห็นแล้วไม่น่าไว้ใจสักนิด แถมยังทำเหมือนรู้อะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้ เห็นแล้วยิ่งมากระตุ้นต่อมอยากรู้ของเธอให้ทำงาน
“เปล๊า! ไม่มีอะไร แกคิดไปเอง”
“ไม่เชื่อ... มองฉันแบบนั้นต้องมีอะไรแน่ๆ”
“กล่าวหากันได้ไง ฉันจะไปมีอะไรกับแกห๊ะ”
รจนายักไหล่อย่างไม่สนใจอาการมองตามขวางของเพื่อนสาว ดลินาบ่นปากขมุบขมิบ เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนร่างของผกาวดีเดินเข้ามาในร้าน
“โอ้โห! โชคดีจังเลยจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาหลายรอบ”
“โชคดีอะไรคะคุณน้อง”
รจนาเอ่ยถามหญิงสาวที่เดินมานั่งลงตรงเก้าอี้ทรงสูงข้างเคาท์เตอร์
“หนาวนี้สนใจไปเที่ยวเหนือกันหรือเปล่าคะ”
“ที่ไหนจ๊ะ”
“เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง... เชียงรายเจ้า”
“ไปยังไง ที่ไหน เมื่อไหร่ กับใคร”
ดลินาชักสนใจ เอ่ยถามเป็นชุด จนผกาวดีต้องยกมือเบรกไว้ไม่อย่างนั้นพี่สาวคนนี้คงได้ร่ายอีกยาว ดลินาตื่นเต้นกับเรื่องที่ได้ยินเลยออกอาการกระดี้กระด้าเพราะอยากไปเจออากาศเย็นๆ กับเขาบ้างสักครั้ง
“เอารถตู้ที่บ้านต้อมไปค่ะ พอดีเพื่อนคุณตามีบ้านพักอยู่แถวดอยตุงค่ะ ต้อมอยากไปเที่ยวเหนือเลยไปอ้อนขอที่นอนมาจนได้ เห็นว่าบ้านสวยมากเลยนะคะ”
“จริงหรอๆ แล้วคุณตาไปด้วยหรือเปล่า”
“งานนี้คุณตาสละสิทธิ์ค่ะ บอกว่าอย่าเอาคนแก่ไปเลยเดี๋ยวคนหนุ่มคนสาวจะหมดสนุกเปล่าๆ คุณตาว่างี้แหละค่ะ”
สองสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่ก็เสียดายเหมือนกันที่คุณเปรมไม่ได้ไปด้วย
“ว่ายังไงคะ สนใจหรือเปล่า”
“สนสิ สนสุดๆ ด้วย ยายแยมไปด้วยกันนะ น๊า”
ดลินารีบแจ้นมายืนอ้อนเพื่อนสาวสุดฤทธิ์ รจนามองสายตาว้าวอนของเพื่อนแล้วก็ปฏิเสธไม่ลง พอจะเข้าใจศิวกรขึ้นมาทันทีว่าทำไมปฏิเสธเพื่อนของเธอคนนี้ไม่ลง ก็อ้อนได้น่ารักขนาดนี้
“ก็ได้ๆ แต่ไม่รับปากนะว่าจะไปได้จริงๆ ต้องขอคุณพ่อก่อน ลางานนานๆ มันคงไม่ดีนัก”
“ไชโย! แยมน่ารักที่สุดเลย”
พอได้รับคำตอบดลินาก็โอบรอบคอเพื่อนรักกระโดดโหยงๆ อย่างดีใจ เลยไม่ได้เห็นสองสาวที่เหลือสบตากัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนในหน้าทั้งสองนั้น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“ไปเชียงรายหรือครับ”
ศิวกรถามอย่างสนใจ เขานั่งมองหญิงสาวที่กำลังผสมแป้งเค้กเตรียมอบขนมตามที่ลูกค้าสั่ง
“ใช่ค่ะ ยายต้อมเขามาชวนเมื่อตอนเที่ยง”
“ไปกันยังไงครับ”
“เอารถที่บ้านต้อมไปค่ะ แล้วก็ไปนอนที่บ้านของเพื่อนคุณตายายต้อมน่ะค่ะ”
เงยหน้าแล้วยิ้มหวานให้เขา ก่อนจะหันไปเตรียมเครื่องผสมแป้ง ก่อนจัดแจงผสมส่วนผสมต่างๆ ของเค้กตามขั้นตอน
“มีแต่สาวๆ ไปกันหรือครับ”
“ใช่ค่ะ... ว่าจะไปกันสามคน มีข้าว มีแยม แล้วก็ต้อม ช่วยหยิบไม้พายให้หน่อยสิคะ”
“มีแต่ผู้หญิงไปไม่อันตรายหรอครับ”
ศิวกรถามอย่างเป็นกังวลขณะที่ส่งไม้พายให้ตามคำขอของหญิงสาวแล้วกลับมานั่งลงตรงตำแหน่งเดิม
“คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ คนอื่นเขาก็ไปเที่ยวกันเยอะแยะยังไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย”
หญิงสาวพูดแบบไม่เดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับคนฟังที่ออกอาการเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของหญิงสาว ถึงอย่างไรความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน
“จะไปช่วงเดือนไหนครับ”
“ยายต้อมเขาชวนไปช่วงปลายเดือนธันวาคมรอให้สอบเสร็จก่อนค่ะ แต่คงเป็นก่อนช่วงปีใหม่”
“ปลายเดือนธันวาก่อนช่วงปีใหม่หรอ”
ศิวกรพึมพำในลำคอ ก่อนจะมองหลังหญิงสาวที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างคล้องแคล้วด้วยสายตาที่ยากจะอ่านได้คู่นั้น
ตกดึก... ศิวกรที่นุ่งผ้าขนหนูฝืนใหญ่อวดกล้ามเนื้อตึงแน่น เสียงโทรศัพท์ที่เขาโยนไว้บนเตียงดังขึ้นเขารีบเดินไป แล้วมองเบอร์โทรศัพท์ที่โชว์บนหน้าจอด้วยความแปลกใจ เขามั่นใจว่าเบอร์นี้เขาไม่รู้จัก แต่ก็ยอมกดรับโดยดี
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ พี่ศิลาหรือเปล่าคะ... นี้ต้อมเองนะ จำได้หรือเปล่าคะ”
“ครับจำได้สิครับ ไปเอาเบอร์พี่มาจากไหนครับ”
“ขอพี่แยมมาค่ะ”
“เอ่อหรือครับ... มีอะไรหรือเปล่าครับโทษมาดึกๆ ดื่นๆ”
“ขอโทษนะคะที่โทรมารบกวน พี่ศิลาสะดวกคุยหรือเปล่าคะ”
“ได้ครับพี่คุยได้”
เขารับคำก่อนจะหย่อยกายนั่งลงบนเตียง แต่ก็ยังแปลกใจอยู่ดี
“คือว่าต้อมจะโทรมาชวนพี่ศิลาไปเที่ยวด้วยกัน”
“ไปเที่ยว!? เชียงรายหรือเปล่าครับ”
“ใช่ค่ะใช่... พี่ข้าวเล่าให้ฟังแล้วใช่หรือเปล่าคะ”
“ครับ ได้ฟังมาจากข้าวเขาบ้างแล้ว”
“ก็นั้นแหละค่ะ พอดีว่าช่วงนั้นลุงป่านคนขับรถที่บ้านต้อมไปด้วยไม่ได้แล้ว เพราะต้องไปขับรถให้คุณตา จะขับไปกันเองก็ไม่ชำนาญเส้นทาง พี่ศิลาช่วยหน่อยได้หรือเปล่าคะ อีกอย่างเชียงรายถิ่นเก่าพี่นี่นา”
“ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปนะครับ พี่เองก็เป็นห่วงมีแต่ผู้หญิงไปกัน แต่ช่วงนั้นพี่คงติดงานไปไหนไม่ได้”
“ติดงานหรอคะ แย่จังเลยแล้วทีนี้จะไปหาใครที่ไหนดีล่ะ... สงสัยงานล่มแน่คราวนี้ ไอ้เราก็อุตส่าห์ดีใจแถมพี่ข้าวก็ดีอกดีใจขนาดนั้นพอรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว ถ้ารู้ว่าไม่ได้ไปคงต้องเสียใจมากๆ แน่เลยค่ะ”
ศิวกรพอได้ยินอย่างนั้นสีหน้าก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาทันที กระสับกระส่ายชักจะนั่งไม่ติดที่ ส่วนคนปลายสายเมื่อไม่ได้ยินดีตอบกลับมาก็จัดการเสริมไปอีกหนึ่งชุด
“พี่ข้าวน่ะ ไม่เคยได้ไปเที่ยวไหนมาไหนหรอกนะคะ เมื่อก่อนตอนคุณป้ายังมีชีวิตอยู่พี่ข้าวก็ไม่กล้าไปไหนเป็นห่วงแม่เพราะมีกันแค่สองคน พี่ศิลาถ้าได้เห็นสายตาที่ใช้มองคนที่ได้ไปเที่ยวของพี่ข้าวแล้วล่ะก็เห็นแล้วแทบจะร้องไห้ตามเลยค่ะ คราวนี้พอรู้ว่าอดเที่ยวต้อมไม่อยากนึกเลยค่ะว่าจะเสียใจมากแค่ไหน”
ผกาวดียังคงพูดย้ำซ้ำอยู่ตรงที่แผลเดิม น้ำเสียงนั้นฟังแล้วชวนให้หัวใจห่อเหี่ยวยิ่งนัก ศิวกรเริ่มใจเสียขึ้นมาทันที เขาไม่อยากเห็นหญิงสาวต้องทำหน้าเศร้านั่งซึมด้วยความผิดหวัง เขาพอจินตนาการได้เลยว่ามันต้องเป็นอะไรที่ทรมานต่อจิตใจของเขาอย่างมาก
ผกาวดีเห็นว่าศิวกรนิ่งเงียบไปในใจก็ลิงโล้ด... เชื่อได้เลยว่าต้องกำลังคิดหนักอยู่แน่ๆ งานนี้เสร็จยายต้อมแน่ มาถูกทางแล้วฉัน
“แต่ถ้าพี่ศิลาไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ ไว้โอกาสหน้าแล้วกันค่ะ... ถ้าอย่างนั้นต้อมไม่รบกวนเวลาพักผ่อนพี่แล้วนะคะ”
“เอ่อ... เดี๋ยวก่อนครับ”
นั้นไงเรียบร้อย... ปลากินเหยื่อแล้ว
“คะ?”
“เรื่องไปเที่ยวนี้ พี่ขอเวลาหน่อยได้หรือเปล่าครับอย่าเพิ่งบอกข้าวเขาว่าไปไม่ได้ ไว้พี่จะลองลางานนายดู”
“จริงหรอคะ... ดีใจจังเลยที่แผนไม่ล่ม ไม่อย่างนั้นพี่ข้าวคงเศร้ามากแน่ๆ เลยค่ะ”
“ไว้แล้วพี่จะลองขออนุญาตนายก่อน ถ้าได้คำตอบยังไงแล้วพี่จะโทรบอกแล้วกันนะครับ”
“ค่ะได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นต้อมไม่รบกวนพี่ศิลาแล้วนะคะ ถ้าได้เรื่องยังไงก็บอกต้อมด้วย”
“ครับไว้พี่จะโทรบอก”
“ค่า... ฝันดีนะคะพี่ศิลา สวัสดีค่ะ”
แล้วปลายสายก็ตัดสายไป ศิวกรมองโทรศัพท์อย่างเหม่อลอย โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝั่งหลังจากวางสายแล้วกระโดดโล้นเต้นรอบห้องอย่างดีใจที่แผนดำเนินการไปด้วยดี
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“เฮ้ย! เป็นไรวะนั่งหน้าเครียดเชียว ทะเลาะกับคุณข้าวเขามาหรือไง”
ทนงศักดิ์เอ่ยถามเพื่อนที่นั่งทำหน้าเคร่งเครียดเผยให้เห็นถึงความไม่สบายใจบางอย่างสงสัย เพราะตั้งแต่เช้ามานี้ศิวกรนั่งทำหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตกในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
“ช่างฉันเถอะน่า ว่าแต่แกไม่ออกไปสืบคดีหรือไง”
“ประทานโทษนะครับ... ผมออกไปสืบคดีจนกลับมานอนแผ่หลาสามสิบแปดตลบแล้วครับ มัวแต่นั่งเหม่อไม่สนใจอะไรรอบข้างเลยนะ ถ้ามีคนร้ายบุกเข้ามาฉันว่าแกตายคนแรกเลย”
“เออ... ไม่ต้องมาย้ำ”
“แล้วที่มานั่งหน้าบูดอยู่นี้เพราะอะไร ไหนเล่ามาให้ฟังสิ”
ศิวกรถอนหายใจหนึ่งที มองทนงศักดิ์ที่ยืนเอาหลังพิงผนังอยู่ด้านหนึ่งก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เมื่อฟังจนจบทะนงศักดิ์รู้สึกว่าหางคิ้วเขากระตุกอย่างไรชอบกล เขาต้องพยายามข่มอารมณ์บางอย่างที่พวงพุ่งอยู่ในอก แต่จนแล้วจนรอดก็กลั้นไว้ไม่อยู่
“ไอบ้า!! มันจะยากอะไรหนักหนาวะ ก็แค่ลางานเท่านั้นเอง แกลางานไปคนเดียวมันไม่ได้ทำให้สถานีทำงานต่อไปไม่ได้เว้ย”
“แต่คดีใหม่ที่ต้องทำ”
“ไอบ้างาน... จนถึงตอนนี้ยังจะห่วงงานอยู่อีก ไม่ห่วงความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไง แกอยากให้คุณข้าวเขาเสียใจหรอ”
ศิวกรส่ายศรีษะเป็นคำตอบ
“เห็นมั้ยล่ะ”
ว่าแล้วก็ไปเปิดตู้เอกสารใบหนึ่งหยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่นนำมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าศิวกร
“นี้ใบลาเขียนเป็นหรือเปล่า ต้องให้ฉันสอนเขียนไหม”
“ไม่ต้อง... เขียนเองได้”
ระหว่างที่ศิวกรจะเขียนใบลาอยู่นั้น ท่านผู้กำกับก็เคาะประตูก่อนจะเปิดเข้ามาในห้อง นายตำรวจทั้งสองนายจึงรีบยืนตรงทำความเคารพผู้เข้ามาใหม่
“ตามสบายเลยทั้งสองคน ผมเข้ามากวนหรือเปล่า”
“ไม่ครับ”
“ว่าแต่ท่านผู้กำกับมีอะไรหรือเปล่าครับถึงเดินมาหา”
“ไม่มีเรื่องมาไม่ได้หรือไงผู้กองศักดิ์”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ”
ท่านผู้กำกับสุวัตรหัวเราะอย่างชอบใจเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาเข้าประเด็นของตน
“ผมคิดไว้นานแล้วว่าหลังจบจากคดีในก้องภพ จะให้พวกคุณสองคนลาพักได้หนึ่งอาทิตย์ อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ เพราะตั้งแต่ย้ายมาเมื่อสองปีก่อนพวกคุณลุยงานหนักมาโดยตลอด”
“จริงหรือครับ”
คราวนี้เป็นศิวกรเอ่ยออกมาอย่างดีใจไม่มีการเก็บอาการ ทนงศักดิ์มองอาการดีอกดีใจของเพื่อนแล้วอดที่จะยิ้มตามด้วยไม่ได้ แต่ก็แอบดีใจอยู่เหมือนกันที่ตัวเองจะได้หยุดพักกับเขาบ้างเสียที
“จะหยุดช่วงไหนก็ตามใจนะ ผมให้ลาได้หนึ่งอาทิตย์อย่าลืมล่ะ”
“ครับผม... เดี๋ยวผมส่งใบลาเลยครับ”
“อะไรจะเร็วขนาดนั้น”
“นายมาบอกข่าวดีได้ถูกเวลาเลยครับ ศิลามันกำลังเครียดเรื่องวันลาอยู่พอดี”
“ทำไมล่ะ”
“ก็พอดีศิลาเขามีแผนจะพาแฟนไปเที่ยวน่ะสิครับ”
“โอ้! นั้นก็ดีสิ ไปเที่ยวกันบ้างก็ดี ผมจะบอกอะไรให้นะศิลาผู้หญิงน่ะเขาต้องการคนคอยดูแลและเอาใจพวกเขา ตอนผมจีบแฟนผมใหม่ๆ ก็ทุ่มแรงกายแรงใจไปไม่น้อย”
ท่านผู้กำกับเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวของท่านอย่างไม่ปิดบัง อย่างน้อยก็ในฐานะคนมีประสบการณ์มาก่อน อีกทั้งท่านอยากเห็นลูกน้องคนนี้เป็นฝั่งเป็นฝาเสียที
“เอาเป็นว่าคุณสองคนอยากจะลาเมื่อไหร่ก็ตามสะดวกนะ จะลาพร้อมกันเลยก็ได้ผมไม่ว่า ส่วนเรื่องคดีที่ผู้กองศักดิ์ทำอยู่ก็มอบให้หมวดอรุณทำต่อก็ได้ ให้น้องเขาสร้างผลงานแจ้งเกิดบ้าง”
“ครับ... ขอบคุณครับ”
แล้วท่านผู้กำกับก็เดินออกจากห้องไป ปล่อยให้นายตำรวจหนุ่มสองนายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กับแผนการเรื่องวันหยุดของตน
“เอาไง จะไปด้วยกันหรือเปล่า”
“ไปไหน”
“เชียงราย... ก็ที่พวกคุณข้าวเขาจะไปกัน จะได้ไปช่วยกันขับรถด้วย”
“ไปได้หรอวะ เขาไม่ได้ชวนฉันนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกเชื่อสิ... แกจำน้องต้อมเขาได้หรือเปล่า เด็กตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักที่ชอบไปร้านคุณข้าวบ่อยๆ”
“ตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารัก... อ๋อ! น้องคนนั้นจำได้แล้ว”
“นั้นล่ะ น้องเขานิสัยดีไม่ว่าอะไรหรอก”
“ไม่ลองโทรไปขอเขาก่อนล่ะ ถ้าเขาไม่ให้ไปขึ้นมาเดี๋ยวหน้าแตก”
ทนงศักดิ์เอ่ยขึ้น เพราะถึงอย่างไรกับเขาน้องคนนั้นก็ไม่ได้สนิทอะไรมากมายนัก แต่ใจจริงเขาก็อยากไปเที่ยวเชียงรายกับพวกศิวกรเหมือนกันดีกว่านอนอยู่บ้านเฉยๆ อย่างน้อยจะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงสมัยที่ยังอยู่ที่ชายแดนบ้าง
“ฉันจะลองขอให้ก็แล้วกัน แต่ถ้าไปได้แกห้ามเบี้ยวนะเว้ย... มีผู้ชายคนเดียวไปกับสาวสามคนทำตัวไม่ถูก”
“สาวสามคน... ใครบ้างวะ”
“ก็มีคุณข้าว น้องต้อม แล้วก็หมอแยม”
เมื่อได้ยินชื่อคนหลังสุดทนงศักดิ์ก็ยิ่งสนใจขึ้นอีกอักโข เพราะถ้าคุณหมอไปด้วยงานนี้ได้ชวนทะเลาะกันสนุกปากเป็นแน่
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“ค่ะ... ตกลงไปได้ใช่หรือเปล่าคะ ดีจังเลยค่ะ”
ผกาวดีร้องอย่างตื่นเต้นระคนดีใจ เมื่อได้รับคำยืนยันจากปลายสายอีกครั้งผกาวดีก็แทบจะร้องกรี๊ด
“เอ๊ะ! จะพาเพื่อนไปด้วย อ๋อได้สิคะต้อมว่าดีออกไปกันเยอะๆ สนุกดี”
ผกาวดีเงียบเสียงพยักหน้าเมื่อได้รับฟังเรื่องราวจากคนปลายสาย
“โอเคค่ะ... พี่ศิลาก็เตรียมตัวได้เลยนะคะ อย่าเพิ่งบอกพี่ข้าวเขานะคะว่าผู้กองลางานไปได้ อยากจะทำให้พี่ข้าวเขาประหลาดใจ... ค่ะ สวัสดีค่ะ”
ผกาวดีกดวางสายก่อนจะมาจับมือประสานกับรจนาที่นั่งอยู่ตรงข้ามแล้วร้องกรี๊ดกร๊าดอย่างดีใจ แผนการสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
“ยอดเยี่ยมมากน้องรัก เรานี้ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ”
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ พี่แยมเป็นคนเริ่มต้น ต้อมจะเป็นคนจบให้เอง”
“ว่าแต่เมื่อกี้ได้ยินอะไรใครไปด้วย”
“พี่ศิลาเขาจะขอพาเพื่อนไปด้วยอีกคนค่ะ บอกว่าอย่างน้อยจะได้มีคนช่วยขับรถเพราะขับไปเชียงรายระยะทางไม่ใช่น้อยมีคนคอยเปลี่ยนกันขับอีกคนจะได้พักบ้าง”
“งั้นหรอ... พี่ยังไงก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ว่าคุณศิลาเขาบอกหรือเปล่าว่าเพื่อนเขาเป็นใคร”
“ต้อมลืมถามค่ะ อีกฝ่ายก็คงลืมบอกเหมือนกัน แต่ว่าเป็นเพื่อนพี่ศิลาก็คงไม่น่ากลัวหรอกมั้งคะ”
ว่าแล้วผกาวดีก็หันมาสนใจอาหารตรงหน้าต่อ ส่วนคุณหมอสาวเหมือนกำลังขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ ในสมองพยายามทบทวนอย่างหนักนึกถึงความเป็นไปได้ของเพื่อนที่ศิวกรพูดถึง จนแล้วจนรอดไม่ว่าอย่างไรรจนาก็ได้แต่นึกถึงชื่อของทนงศักดิ์ออกชื่อเดียว
แต่ก็เอาเถอะไม่ว่าใครจะไปด้วย รจนาจะไม่ยอมให้แผนการลุ้นรักครั้งนี้ล้มไม่เป็นท่าเป็นอันขาด
(ลุ้นรัก 2)
“อะไร? มีอะไรก็บอกมาสิ มองอย่างนี้เห็นแล้วมันอยากรู้”
ดลินาเอ่ยถามเพื่อนรักที่นั่งมองเธออย่างมีเลศนัย แววตาที่มองมายังเธอเห็นแล้วไม่น่าไว้ใจสักนิด แถมยังทำเหมือนรู้อะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้ เห็นแล้วยิ่งมากระตุ้นต่อมอยากรู้ของเธอให้ทำงาน
“เปล๊า! ไม่มีอะไร แกคิดไปเอง”
“ไม่เชื่อ... มองฉันแบบนั้นต้องมีอะไรแน่ๆ”
“กล่าวหากันได้ไง ฉันจะไปมีอะไรกับแกห๊ะ”
รจนายักไหล่อย่างไม่สนใจอาการมองตามขวางของเพื่อนสาว ดลินาบ่นปากขมุบขมิบ เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนร่างของผกาวดีเดินเข้ามาในร้าน
“โอ้โห! โชคดีจังเลยจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาหลายรอบ”
“โชคดีอะไรคะคุณน้อง”
รจนาเอ่ยถามหญิงสาวที่เดินมานั่งลงตรงเก้าอี้ทรงสูงข้างเคาท์เตอร์
“หนาวนี้สนใจไปเที่ยวเหนือกันหรือเปล่าคะ”
“ที่ไหนจ๊ะ”
“เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง... เชียงรายเจ้า”
“ไปยังไง ที่ไหน เมื่อไหร่ กับใคร”
ดลินาชักสนใจ เอ่ยถามเป็นชุด จนผกาวดีต้องยกมือเบรกไว้ไม่อย่างนั้นพี่สาวคนนี้คงได้ร่ายอีกยาว ดลินาตื่นเต้นกับเรื่องที่ได้ยินเลยออกอาการกระดี้กระด้าเพราะอยากไปเจออากาศเย็นๆ กับเขาบ้างสักครั้ง
“เอารถตู้ที่บ้านต้อมไปค่ะ พอดีเพื่อนคุณตามีบ้านพักอยู่แถวดอยตุงค่ะ ต้อมอยากไปเที่ยวเหนือเลยไปอ้อนขอที่นอนมาจนได้ เห็นว่าบ้านสวยมากเลยนะคะ”
“จริงหรอๆ แล้วคุณตาไปด้วยหรือเปล่า”
“งานนี้คุณตาสละสิทธิ์ค่ะ บอกว่าอย่าเอาคนแก่ไปเลยเดี๋ยวคนหนุ่มคนสาวจะหมดสนุกเปล่าๆ คุณตาว่างี้แหละค่ะ”
สองสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่ก็เสียดายเหมือนกันที่คุณเปรมไม่ได้ไปด้วย
“ว่ายังไงคะ สนใจหรือเปล่า”
“สนสิ สนสุดๆ ด้วย ยายแยมไปด้วยกันนะ น๊า”
ดลินารีบแจ้นมายืนอ้อนเพื่อนสาวสุดฤทธิ์ รจนามองสายตาว้าวอนของเพื่อนแล้วก็ปฏิเสธไม่ลง พอจะเข้าใจศิวกรขึ้นมาทันทีว่าทำไมปฏิเสธเพื่อนของเธอคนนี้ไม่ลง ก็อ้อนได้น่ารักขนาดนี้
“ก็ได้ๆ แต่ไม่รับปากนะว่าจะไปได้จริงๆ ต้องขอคุณพ่อก่อน ลางานนานๆ มันคงไม่ดีนัก”
“ไชโย! แยมน่ารักที่สุดเลย”
พอได้รับคำตอบดลินาก็โอบรอบคอเพื่อนรักกระโดดโหยงๆ อย่างดีใจ เลยไม่ได้เห็นสองสาวที่เหลือสบตากัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนในหน้าทั้งสองนั้น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“ไปเชียงรายหรือครับ”
ศิวกรถามอย่างสนใจ เขานั่งมองหญิงสาวที่กำลังผสมแป้งเค้กเตรียมอบขนมตามที่ลูกค้าสั่ง
“ใช่ค่ะ ยายต้อมเขามาชวนเมื่อตอนเที่ยง”
“ไปกันยังไงครับ”
“เอารถที่บ้านต้อมไปค่ะ แล้วก็ไปนอนที่บ้านของเพื่อนคุณตายายต้อมน่ะค่ะ”
เงยหน้าแล้วยิ้มหวานให้เขา ก่อนจะหันไปเตรียมเครื่องผสมแป้ง ก่อนจัดแจงผสมส่วนผสมต่างๆ ของเค้กตามขั้นตอน
“มีแต่สาวๆ ไปกันหรือครับ”
“ใช่ค่ะ... ว่าจะไปกันสามคน มีข้าว มีแยม แล้วก็ต้อม ช่วยหยิบไม้พายให้หน่อยสิคะ”
“มีแต่ผู้หญิงไปไม่อันตรายหรอครับ”
ศิวกรถามอย่างเป็นกังวลขณะที่ส่งไม้พายให้ตามคำขอของหญิงสาวแล้วกลับมานั่งลงตรงตำแหน่งเดิม
“คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ คนอื่นเขาก็ไปเที่ยวกันเยอะแยะยังไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย”
หญิงสาวพูดแบบไม่เดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับคนฟังที่ออกอาการเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของหญิงสาว ถึงอย่างไรความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน
“จะไปช่วงเดือนไหนครับ”
“ยายต้อมเขาชวนไปช่วงปลายเดือนธันวาคมรอให้สอบเสร็จก่อนค่ะ แต่คงเป็นก่อนช่วงปีใหม่”
“ปลายเดือนธันวาก่อนช่วงปีใหม่หรอ”
ศิวกรพึมพำในลำคอ ก่อนจะมองหลังหญิงสาวที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างคล้องแคล้วด้วยสายตาที่ยากจะอ่านได้คู่นั้น
ตกดึก... ศิวกรที่นุ่งผ้าขนหนูฝืนใหญ่อวดกล้ามเนื้อตึงแน่น เสียงโทรศัพท์ที่เขาโยนไว้บนเตียงดังขึ้นเขารีบเดินไป แล้วมองเบอร์โทรศัพท์ที่โชว์บนหน้าจอด้วยความแปลกใจ เขามั่นใจว่าเบอร์นี้เขาไม่รู้จัก แต่ก็ยอมกดรับโดยดี
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ พี่ศิลาหรือเปล่าคะ... นี้ต้อมเองนะ จำได้หรือเปล่าคะ”
“ครับจำได้สิครับ ไปเอาเบอร์พี่มาจากไหนครับ”
“ขอพี่แยมมาค่ะ”
“เอ่อหรือครับ... มีอะไรหรือเปล่าครับโทษมาดึกๆ ดื่นๆ”
“ขอโทษนะคะที่โทรมารบกวน พี่ศิลาสะดวกคุยหรือเปล่าคะ”
“ได้ครับพี่คุยได้”
เขารับคำก่อนจะหย่อยกายนั่งลงบนเตียง แต่ก็ยังแปลกใจอยู่ดี
“คือว่าต้อมจะโทรมาชวนพี่ศิลาไปเที่ยวด้วยกัน”
“ไปเที่ยว!? เชียงรายหรือเปล่าครับ”
“ใช่ค่ะใช่... พี่ข้าวเล่าให้ฟังแล้วใช่หรือเปล่าคะ”
“ครับ ได้ฟังมาจากข้าวเขาบ้างแล้ว”
“ก็นั้นแหละค่ะ พอดีว่าช่วงนั้นลุงป่านคนขับรถที่บ้านต้อมไปด้วยไม่ได้แล้ว เพราะต้องไปขับรถให้คุณตา จะขับไปกันเองก็ไม่ชำนาญเส้นทาง พี่ศิลาช่วยหน่อยได้หรือเปล่าคะ อีกอย่างเชียงรายถิ่นเก่าพี่นี่นา”
“ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปนะครับ พี่เองก็เป็นห่วงมีแต่ผู้หญิงไปกัน แต่ช่วงนั้นพี่คงติดงานไปไหนไม่ได้”
“ติดงานหรอคะ แย่จังเลยแล้วทีนี้จะไปหาใครที่ไหนดีล่ะ... สงสัยงานล่มแน่คราวนี้ ไอ้เราก็อุตส่าห์ดีใจแถมพี่ข้าวก็ดีอกดีใจขนาดนั้นพอรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว ถ้ารู้ว่าไม่ได้ไปคงต้องเสียใจมากๆ แน่เลยค่ะ”
ศิวกรพอได้ยินอย่างนั้นสีหน้าก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาทันที กระสับกระส่ายชักจะนั่งไม่ติดที่ ส่วนคนปลายสายเมื่อไม่ได้ยินดีตอบกลับมาก็จัดการเสริมไปอีกหนึ่งชุด
“พี่ข้าวน่ะ ไม่เคยได้ไปเที่ยวไหนมาไหนหรอกนะคะ เมื่อก่อนตอนคุณป้ายังมีชีวิตอยู่พี่ข้าวก็ไม่กล้าไปไหนเป็นห่วงแม่เพราะมีกันแค่สองคน พี่ศิลาถ้าได้เห็นสายตาที่ใช้มองคนที่ได้ไปเที่ยวของพี่ข้าวแล้วล่ะก็เห็นแล้วแทบจะร้องไห้ตามเลยค่ะ คราวนี้พอรู้ว่าอดเที่ยวต้อมไม่อยากนึกเลยค่ะว่าจะเสียใจมากแค่ไหน”
ผกาวดียังคงพูดย้ำซ้ำอยู่ตรงที่แผลเดิม น้ำเสียงนั้นฟังแล้วชวนให้หัวใจห่อเหี่ยวยิ่งนัก ศิวกรเริ่มใจเสียขึ้นมาทันที เขาไม่อยากเห็นหญิงสาวต้องทำหน้าเศร้านั่งซึมด้วยความผิดหวัง เขาพอจินตนาการได้เลยว่ามันต้องเป็นอะไรที่ทรมานต่อจิตใจของเขาอย่างมาก
ผกาวดีเห็นว่าศิวกรนิ่งเงียบไปในใจก็ลิงโล้ด... เชื่อได้เลยว่าต้องกำลังคิดหนักอยู่แน่ๆ งานนี้เสร็จยายต้อมแน่ มาถูกทางแล้วฉัน
“แต่ถ้าพี่ศิลาไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ ไว้โอกาสหน้าแล้วกันค่ะ... ถ้าอย่างนั้นต้อมไม่รบกวนเวลาพักผ่อนพี่แล้วนะคะ”
“เอ่อ... เดี๋ยวก่อนครับ”
นั้นไงเรียบร้อย... ปลากินเหยื่อแล้ว
“คะ?”
“เรื่องไปเที่ยวนี้ พี่ขอเวลาหน่อยได้หรือเปล่าครับอย่าเพิ่งบอกข้าวเขาว่าไปไม่ได้ ไว้พี่จะลองลางานนายดู”
“จริงหรอคะ... ดีใจจังเลยที่แผนไม่ล่ม ไม่อย่างนั้นพี่ข้าวคงเศร้ามากแน่ๆ เลยค่ะ”
“ไว้แล้วพี่จะลองขออนุญาตนายก่อน ถ้าได้คำตอบยังไงแล้วพี่จะโทรบอกแล้วกันนะครับ”
“ค่ะได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นต้อมไม่รบกวนพี่ศิลาแล้วนะคะ ถ้าได้เรื่องยังไงก็บอกต้อมด้วย”
“ครับไว้พี่จะโทรบอก”
“ค่า... ฝันดีนะคะพี่ศิลา สวัสดีค่ะ”
แล้วปลายสายก็ตัดสายไป ศิวกรมองโทรศัพท์อย่างเหม่อลอย โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝั่งหลังจากวางสายแล้วกระโดดโล้นเต้นรอบห้องอย่างดีใจที่แผนดำเนินการไปด้วยดี
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“เฮ้ย! เป็นไรวะนั่งหน้าเครียดเชียว ทะเลาะกับคุณข้าวเขามาหรือไง”
ทนงศักดิ์เอ่ยถามเพื่อนที่นั่งทำหน้าเคร่งเครียดเผยให้เห็นถึงความไม่สบายใจบางอย่างสงสัย เพราะตั้งแต่เช้ามานี้ศิวกรนั่งทำหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตกในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
“ช่างฉันเถอะน่า ว่าแต่แกไม่ออกไปสืบคดีหรือไง”
“ประทานโทษนะครับ... ผมออกไปสืบคดีจนกลับมานอนแผ่หลาสามสิบแปดตลบแล้วครับ มัวแต่นั่งเหม่อไม่สนใจอะไรรอบข้างเลยนะ ถ้ามีคนร้ายบุกเข้ามาฉันว่าแกตายคนแรกเลย”
“เออ... ไม่ต้องมาย้ำ”
“แล้วที่มานั่งหน้าบูดอยู่นี้เพราะอะไร ไหนเล่ามาให้ฟังสิ”
ศิวกรถอนหายใจหนึ่งที มองทนงศักดิ์ที่ยืนเอาหลังพิงผนังอยู่ด้านหนึ่งก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เมื่อฟังจนจบทะนงศักดิ์รู้สึกว่าหางคิ้วเขากระตุกอย่างไรชอบกล เขาต้องพยายามข่มอารมณ์บางอย่างที่พวงพุ่งอยู่ในอก แต่จนแล้วจนรอดก็กลั้นไว้ไม่อยู่
“ไอบ้า!! มันจะยากอะไรหนักหนาวะ ก็แค่ลางานเท่านั้นเอง แกลางานไปคนเดียวมันไม่ได้ทำให้สถานีทำงานต่อไปไม่ได้เว้ย”
“แต่คดีใหม่ที่ต้องทำ”
“ไอบ้างาน... จนถึงตอนนี้ยังจะห่วงงานอยู่อีก ไม่ห่วงความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไง แกอยากให้คุณข้าวเขาเสียใจหรอ”
ศิวกรส่ายศรีษะเป็นคำตอบ
“เห็นมั้ยล่ะ”
ว่าแล้วก็ไปเปิดตู้เอกสารใบหนึ่งหยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่นนำมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าศิวกร
“นี้ใบลาเขียนเป็นหรือเปล่า ต้องให้ฉันสอนเขียนไหม”
“ไม่ต้อง... เขียนเองได้”
ระหว่างที่ศิวกรจะเขียนใบลาอยู่นั้น ท่านผู้กำกับก็เคาะประตูก่อนจะเปิดเข้ามาในห้อง นายตำรวจทั้งสองนายจึงรีบยืนตรงทำความเคารพผู้เข้ามาใหม่
“ตามสบายเลยทั้งสองคน ผมเข้ามากวนหรือเปล่า”
“ไม่ครับ”
“ว่าแต่ท่านผู้กำกับมีอะไรหรือเปล่าครับถึงเดินมาหา”
“ไม่มีเรื่องมาไม่ได้หรือไงผู้กองศักดิ์”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ”
ท่านผู้กำกับสุวัตรหัวเราะอย่างชอบใจเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาเข้าประเด็นของตน
“ผมคิดไว้นานแล้วว่าหลังจบจากคดีในก้องภพ จะให้พวกคุณสองคนลาพักได้หนึ่งอาทิตย์ อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ เพราะตั้งแต่ย้ายมาเมื่อสองปีก่อนพวกคุณลุยงานหนักมาโดยตลอด”
“จริงหรือครับ”
คราวนี้เป็นศิวกรเอ่ยออกมาอย่างดีใจไม่มีการเก็บอาการ ทนงศักดิ์มองอาการดีอกดีใจของเพื่อนแล้วอดที่จะยิ้มตามด้วยไม่ได้ แต่ก็แอบดีใจอยู่เหมือนกันที่ตัวเองจะได้หยุดพักกับเขาบ้างเสียที
“จะหยุดช่วงไหนก็ตามใจนะ ผมให้ลาได้หนึ่งอาทิตย์อย่าลืมล่ะ”
“ครับผม... เดี๋ยวผมส่งใบลาเลยครับ”
“อะไรจะเร็วขนาดนั้น”
“นายมาบอกข่าวดีได้ถูกเวลาเลยครับ ศิลามันกำลังเครียดเรื่องวันลาอยู่พอดี”
“ทำไมล่ะ”
“ก็พอดีศิลาเขามีแผนจะพาแฟนไปเที่ยวน่ะสิครับ”
“โอ้! นั้นก็ดีสิ ไปเที่ยวกันบ้างก็ดี ผมจะบอกอะไรให้นะศิลาผู้หญิงน่ะเขาต้องการคนคอยดูแลและเอาใจพวกเขา ตอนผมจีบแฟนผมใหม่ๆ ก็ทุ่มแรงกายแรงใจไปไม่น้อย”
ท่านผู้กำกับเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวของท่านอย่างไม่ปิดบัง อย่างน้อยก็ในฐานะคนมีประสบการณ์มาก่อน อีกทั้งท่านอยากเห็นลูกน้องคนนี้เป็นฝั่งเป็นฝาเสียที
“เอาเป็นว่าคุณสองคนอยากจะลาเมื่อไหร่ก็ตามสะดวกนะ จะลาพร้อมกันเลยก็ได้ผมไม่ว่า ส่วนเรื่องคดีที่ผู้กองศักดิ์ทำอยู่ก็มอบให้หมวดอรุณทำต่อก็ได้ ให้น้องเขาสร้างผลงานแจ้งเกิดบ้าง”
“ครับ... ขอบคุณครับ”
แล้วท่านผู้กำกับก็เดินออกจากห้องไป ปล่อยให้นายตำรวจหนุ่มสองนายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กับแผนการเรื่องวันหยุดของตน
“เอาไง จะไปด้วยกันหรือเปล่า”
“ไปไหน”
“เชียงราย... ก็ที่พวกคุณข้าวเขาจะไปกัน จะได้ไปช่วยกันขับรถด้วย”
“ไปได้หรอวะ เขาไม่ได้ชวนฉันนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกเชื่อสิ... แกจำน้องต้อมเขาได้หรือเปล่า เด็กตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักที่ชอบไปร้านคุณข้าวบ่อยๆ”
“ตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารัก... อ๋อ! น้องคนนั้นจำได้แล้ว”
“นั้นล่ะ น้องเขานิสัยดีไม่ว่าอะไรหรอก”
“ไม่ลองโทรไปขอเขาก่อนล่ะ ถ้าเขาไม่ให้ไปขึ้นมาเดี๋ยวหน้าแตก”
ทนงศักดิ์เอ่ยขึ้น เพราะถึงอย่างไรกับเขาน้องคนนั้นก็ไม่ได้สนิทอะไรมากมายนัก แต่ใจจริงเขาก็อยากไปเที่ยวเชียงรายกับพวกศิวกรเหมือนกันดีกว่านอนอยู่บ้านเฉยๆ อย่างน้อยจะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงสมัยที่ยังอยู่ที่ชายแดนบ้าง
“ฉันจะลองขอให้ก็แล้วกัน แต่ถ้าไปได้แกห้ามเบี้ยวนะเว้ย... มีผู้ชายคนเดียวไปกับสาวสามคนทำตัวไม่ถูก”
“สาวสามคน... ใครบ้างวะ”
“ก็มีคุณข้าว น้องต้อม แล้วก็หมอแยม”
เมื่อได้ยินชื่อคนหลังสุดทนงศักดิ์ก็ยิ่งสนใจขึ้นอีกอักโข เพราะถ้าคุณหมอไปด้วยงานนี้ได้ชวนทะเลาะกันสนุกปากเป็นแน่
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“ค่ะ... ตกลงไปได้ใช่หรือเปล่าคะ ดีจังเลยค่ะ”
ผกาวดีร้องอย่างตื่นเต้นระคนดีใจ เมื่อได้รับคำยืนยันจากปลายสายอีกครั้งผกาวดีก็แทบจะร้องกรี๊ด
“เอ๊ะ! จะพาเพื่อนไปด้วย อ๋อได้สิคะต้อมว่าดีออกไปกันเยอะๆ สนุกดี”
ผกาวดีเงียบเสียงพยักหน้าเมื่อได้รับฟังเรื่องราวจากคนปลายสาย
“โอเคค่ะ... พี่ศิลาก็เตรียมตัวได้เลยนะคะ อย่าเพิ่งบอกพี่ข้าวเขานะคะว่าผู้กองลางานไปได้ อยากจะทำให้พี่ข้าวเขาประหลาดใจ... ค่ะ สวัสดีค่ะ”
ผกาวดีกดวางสายก่อนจะมาจับมือประสานกับรจนาที่นั่งอยู่ตรงข้ามแล้วร้องกรี๊ดกร๊าดอย่างดีใจ แผนการสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
“ยอดเยี่ยมมากน้องรัก เรานี้ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ”
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ พี่แยมเป็นคนเริ่มต้น ต้อมจะเป็นคนจบให้เอง”
“ว่าแต่เมื่อกี้ได้ยินอะไรใครไปด้วย”
“พี่ศิลาเขาจะขอพาเพื่อนไปด้วยอีกคนค่ะ บอกว่าอย่างน้อยจะได้มีคนช่วยขับรถเพราะขับไปเชียงรายระยะทางไม่ใช่น้อยมีคนคอยเปลี่ยนกันขับอีกคนจะได้พักบ้าง”
“งั้นหรอ... พี่ยังไงก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ว่าคุณศิลาเขาบอกหรือเปล่าว่าเพื่อนเขาเป็นใคร”
“ต้อมลืมถามค่ะ อีกฝ่ายก็คงลืมบอกเหมือนกัน แต่ว่าเป็นเพื่อนพี่ศิลาก็คงไม่น่ากลัวหรอกมั้งคะ”
ว่าแล้วผกาวดีก็หันมาสนใจอาหารตรงหน้าต่อ ส่วนคุณหมอสาวเหมือนกำลังขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ ในสมองพยายามทบทวนอย่างหนักนึกถึงความเป็นไปได้ของเพื่อนที่ศิวกรพูดถึง จนแล้วจนรอดไม่ว่าอย่างไรรจนาก็ได้แต่นึกถึงชื่อของทนงศักดิ์ออกชื่อเดียว
แต่ก็เอาเถอะไม่ว่าใครจะไปด้วย รจนาจะไม่ยอมให้แผนการลุ้นรักครั้งนี้ล้มไม่เป็นท่าเป็นอันขาด
TooMMeng
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 ก.พ. 2556, 22:06:44 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 ก.พ. 2556, 22:06:44 น.
จำนวนการเข้าชม : 1267
<< บทที่ 10 (ลุ้นรัก... 1) | บทที่ 10 (ลุ้นรัก... 3) >> |