บ่วงรักแรงอธิษฐาน
รักในปัจจุบันผูกพันกับรักที่ปวดร้าวในอดีตชาติ
คำอธิษฐานและบุพเพสันนิวาสนำเขาและเธอกลับมาพบกันอีกครั้ง
แต่จะทำเช่นไรเมื่อหนึ่งคือเพื่อนรักที่ยอมสละชีพเพื่อเราและหนึ่งคือยอดดวงใจที่เฝ้ารักเฝ้ารอมาหลายภพชาติ
Tags: ย้อนอดีต ระลึกชาติ บุพเพสันนิวาส

ตอน: ตอนที่ 14 แหวนแทนใจ

“จ๊ะเอ๋! วันนี้แอบไปเที่ยวตลาดกันนะพี่กล้า”

สาวน้อยแก้มใสกระโดดเกาะแขนทันทีที่พี่กล้าโผล่มาในตอนเช้า วันนี้เนื้ออ่อนแต่งตัวเสียเรียบร้อยทะมัดทะแมงนุ่งโจงกระเบนสีเขียวพื้นสไบจีบสีเดียวกัน พร้อมให้พี่กล้าพาไปลุยตลาดแล้ว

“เดี๋ยวท่านเจ้าคุณมาเห็นก็โดนดุกันพอดีเนื้ออ่อน” มือหนารีบแกะแขนเรียวที่เกี่ยวเกาะเหนียวหนึบ หันมองซ้ายทีขวาที แม้สัมผัสนุ่มนิ่มจะทำให้ไม่อยากรีบปล่อยสักเท่าไหร่ แต่เมื่อนึกถึงน้ำเสียงขุ่นเคืองและสีหน้าเข้มจัดของท่านเจ้าคุณแล้วมันช่างไม่คุ้มกันเอาเสียเลย

“เจ้าคุณพ่อไปราชการตั้งแต่เช้าแล้วละค่ำๆ โน่นแน่ะถึงจะกลับ ทางสะดวก...”
“แล้วคุณหญิงล่ะเนื้ออ่อน”
“คุณแม่ต้องไปธุระในเมืองก็เลยติดรถเจ้าคุณพ่อไปด้วยน่ะ” มือที่ตั้งใจว่าจะแกะก็ยังไม่พ้นจากแขนของพี่กล้าหรอกนะแค่พันกันไปพันกันมา

“แล้วจะไปได้เหรอวันนี้เห็นบอกคุณต้นจะมานี่เนื้ออ่อน” เพียงแค่นึก ความรู้สึกเจ็บแปลบก็เข้ามาเยือนหัวใจของคนแอบรัก คนแอบรักที่ดู ต่ำต้อย ไม่มีอะไรจะอาจหาญไปเทียบรัศมีกับลูกชายท่านเจ้าคุณฟ้าฟื้นสหายรักของท่านเจ้าคุณเฟื่องได้เลยสักนิด เพราะคนแอบรักคนนี้เป็นแค่บ่าวรับใช้ในบ้านเท่านั้นเอง

“ก็เพราะไม่อยากอยู่พบน่ะสิถึงได้ชวนไปเที่ยว ไปกันนะ”
“ถ้าท่านเจ้าคุณทราบ อึ๋ย..” หันไปมองหน้าคนสวยทำท่าทางขยาดอย่างรุนแรง มือขวาที่ปล่อยจากการเกาะกุมทำท่าทางปาดคอฉวัะ แต่ในใจก็นึกอยากจะมีเวลาใกล้ชิดคนถูกแอบรักนานๆ สาวแก้มใสหัวเราะคิก ก็เจ้าคุณพ่อไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นเสียหน่อยนี่นา

“เอาน่าพี่กล้า เราก็ไปไม่นานต้องกลับมาทันอยู่แล้วละ” พยักหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่กล้าที่ยังมีทีท่าลังเล
“ไม่ไปใช่ไหม? งั้นเนื้ออ่อนไปคนเดียวก็ได้ ไม่เห็นจะง้อเลย”
“ไปจ้ะไป”



บรรยากาศท้องตลาดยามสายๆ ดูคึกคักเช่นทุกวัน ผู้คนมากมายเดินจับจ่ายซื้อของที่บรรดาพ่อค้าแม่ขายนำมาวางเรียงรายอย่างง่ายๆ สองข้างทางดูครึกครื้น พืชผักสวนครัว ผลหมากรากไม้ ของสด ของคาว ของหวาน ถูกเตรียมไว้คอยบริการอย่างพร้อมสรรพ จะซื้อของสดเพื่อเตรียมไว้ทำอาหารสำหรับมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็น จะซื้ออาหารปรุงสำเร็จกลับไปรับประทานที่บ้าน หรือจะรับประทานที่นี่ทางร้านก็ได้จัดเตรียมที่นั่งเอาไว้บริการ

“เนื้ออ่อนซื้อของพวกนี้ไปทำไมนะ ที่สวนก็มีกินกันไม่หวาดไม่ไหว” พี่กล้าอดจะสงสัยไม่ได้เมื่อเห็นสาวน้อยซื้อผักสวนครัวและผลไม้ซึ่งสามารถหาได้ง่ายๆ ที่สวนหลังเรือนถึงจะซื้ออย่างละนิดละหน่อยก็ตาม คนสวยหันมามองและอมยิ้มน้อยๆ

คำถามยังไม่ได้รับคำตอบแต่ก็ยื่นมือรับแตงโมลูกขนาดย่อมจากมือเรียวมาใส่ตะกร้าที่เริ่มจะมีของมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งละอันพันละน้อยถูกลำเลียงมาใส่ตะกร้า ผลไม้เอย ขนมหวานเอย ตอนนี้พี่กล้าต้องเดินกางแขนหิ้วตะกร้าสองใบอันหนักอึ้งจนกล้ามขึ้นแล้ว เสื้อก็ไม่ใส่เห็นกล้ามเป็นมัดๆ เลยทีเดียว

“พี่กล้า เนื้ออ่อนอยากกินขนมจีน เรานั่งกินกันนะ”
“อ๋อ แล้วแต่เนื้ออ่อนสิ”
“เอาขนมจีน น้ำยา... นี่น้ำยาอะไรนะแม่ค้า” เอ่ยถามน้ำเสียงนอบน้อมอ่อนหวาน มือสวยทาบหน้าอกและชายสะใบจีบโน้มตัวไปดู นานๆ จะได้ออกมาหาอะไรกินนอกบ้านก็ต้องเลือกอย่างพิถีพิถันกันหน่อย

“น้ำยากะทิปลาค่ะ อร่อยนะคะ ส่วนนี่น้ำยาป่า นั่นน้ำยาไก่ เลือกได้ตามสบายเลยนะคะ ส่วนของหวานวันนี้มีลอดช่อง ซาหริ่ม กล้วยบวชชี บัวลอยไข่หวาน จะรับอะไรดีคะ”
“เอา น้ำยากะทิปลาจานหนึ่ง พี่กล้าเอาอะไรดีน้ำยาไก่น่าอร่อยนะ” สั่งขนมจีนน้ำยากะทิปลาสำหรับตัวเอง และหันมาทางพี่กล้า รู้ว่าพวกผู้ชายไม่ค่อยสันทัดเรื่องสั่งอาหารสักเท่าไหร่
“พี่เอา ของหวานก็แล้วกัน เอาเป็น..กล้วยบวชชีดีกว่า”

การได้ออกไปไหนมาไหนด้วยกันช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ได้มีโอกาสนั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันโดยไม่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางฐานะ ช่วยถือของหรือเดินเคียงข้างหยอกเย้ากระเซ้ากันบ้าง พอให้บรรยากาศที่ต่างไปจากทุกวันดูรื่นรมย์ยิ่งขึ้น ฐานะทางสังคมเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่หรือสังคมเป็นผู้กำหนด แต่ในความรู้สึกของคนหนุ่มสาวแล้วไม่มีอะไรสำคัญไปยิ่งกว่าความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน โดยเฉพาะเนื้ออ่อน ไม่มีเลยแม้สักเพียงเสี้ยวของความรู้สึกที่จะเห็นว่าพี่กล้าเป็นบ่าวในบ้าน แต่ตรงกันข้าม พี่กล้ากลับเป็นคนสำคัญที่สุดคนหนึ่ง เป็นเพื่อนเล่น เป็นพี่ชายที่รักและดูแลเนื้ออ่อนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

“รีบกินเร็วเข้าพี่กล้า เดี๋ยวจะไปเพลไม่ทันนะ”
“อ้อ จะไปวัดหรอกรึ ถึงว่าซื้อของทำไมเยอะแยะ ว่าแต่ว่า..จะไปวัดทำไมไม่เตรียมของมาจากบ้านล่ะเนื้ออ่อน” พูดพลางรีบจัดการกับกล้วยบวชชีถ้วยโต เดินไปเดินมานี่ก็ปาเข้าไปเกือบสี่โมงเช้าเห็นจะได้ ไม่มีคำตอบจากคนสวยเช่นเคย มีเพียงรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก เพราะกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
คนนั่งรอนึกว่าจะได้ฟังคำตอบหลังจากกลืนเรียบร้อยแล้วชักจะงงในความมีลับลมคมนัย

“แหม...พี่กล้าก็ นานๆ ทีได้อุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าบ้างจะเป็นไรไปล่ะ คนตั้งใจทำมาหากินน่าส่งเสริมจะตาย คนเราก็ต้องรู้จักให้กำลังใจซึ่งกันและกันสังคมจะได้น่าอยู่ เราซื้อของเราก็ได้ของ เขาก็ได้ขายมีสตางต์ไปเลี้ยงครอบครัว มีเรี่ยวแรงที่จะสู้ชีวิตต่อไป มีแต่ได้กับได้ทั้งสองสามฝ่ายเลยนะ” แล้วคำถามทั้งหมดก็ได้คำตอบในคราวเดียว ทำเอาคนฟังนั่งอึ้งกิมกี่ไปเลย ก็เล่นใจดีขนาดนี้นี่นา

“เขามีแต่ได้กันทั้งสองฝ่าย แล้วฝ่ายที่สามนี่ใครล่ะเนื้ออ่อน”
“ก็ พระที่วัดไงล่ะพี่กล้า” หัวเราะชอบใจพลางเอื้อมช้อนตักน้ำหวานกล้วยบวชชีในถ้วยของพี่กล้าไปชิม
“อื้ม อร่อยดีนี่นา ขอกล้วยบวชชีถ้วยหนึ่งนะแม่ค้า” ‘ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วนั่งต่ออีกนิดก็แล้วกัน รีบเดินสักหน่อยก็คงทันเวลา หลวงปู่อย่าเพิ่งรีบฉันเพลไปก่อนนะเจ้าคะ’

“นี่มาแล้ว...พี่กล้าช่วยกันรับผิดชอบไปเลย” แล้วกล้วยบวชชีถ้วยใหม่ก็ถูกแบ่งใส่ถ้วยของพี่กล้าเสียเกือบหมด เหลือติดถ้วยเอาไว้นิดหน่อยเท่านั้นเอง พี่กล้าอ้าปากหวอเพราะแค่ถ้วยเดียวก็เล่นเอาอิ่มแปล้แล้ว
“สั่งมาแล้วทำไมไม่กินให้หมดล่ะเนื้ออ่อน พี่อิ่มแล้วนะ”
“ไม่ได้! ต้องช่วยเนื้ออ่อนกินด้วย กินคนเดียวเดี๋ยวอ้วน”
“เอ้า!! เป็นงั้นไป แล้วพี่ล่ะไม่อ้วนรึไง”
“ไม่รู้ละ ผู้ชายอ้วนไม่น่าเกลียด แต่สาวๆ อ้วนมันไม่งาม”
จะให้ชายหนุ่มต้องทำอย่างไร สิ่งที่ทำได้ก็เพียงก้มหน้ารับกรรม หากแต่เป็นกรรมที่มาพร้อมกับความสุขในหัวใจลึกๆ ตาคมลอบชำเลืองคนขี้โกงเป็นระยะ ไม่น่าเชื่อว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เคยอุ้มเล่นเสมอมาเมื่อโตเป็นสาวจะน่ารักน่าทะนุถนอมถึงเพียงนี้ แถมยังคงเค้าของความเป็นเด็กที่น่าหยิกน่าหยอกอยู่ไม่น้อยเลย ปากอิ่มเคี้ยวตุ้ยๆ มีรอยยิ้มปริ่มอยู่เสมอ ตางามทอดออกไปยังผู้คนมากมายที่มีลีลาชีวิตแตกต่างกันออกไป ประหนึ่งกำลังชื่นชมกับงานศิลปะชิ้นเอกของโลก

“มีอะไรเหรอเนื้ออ่อน”
พี่กล้าอดจะสงสัยไม่ได้เมื่อใบหน้าเปี่ยมสุขมีแววเศร้าสลดปรากฏขึ้น และเมื่อหันไปมองที่เป้าสายตานั้น ก็พบเด็กหญิงกับเด็กชายสองพี่น้องเนื้อตัวมอมแมมยืนอยู่ไม่ไกลจากร้านขนมจีนนัก คนเป็นพี่สาวคงอายุสักเก้าขวบเห็นจะได้ และน้องชายคงอายุไม่เกินหกขวบ จากสีหน้าท่าทางคิดว่าคงจะหิว พี่สาวแบมือที่กำสตางค์จนชุ่มเหงื่อ ซึ่งคงมีไม่พอสำหรับซื้อขนมจีนสองจาน เดินเข้ามา

“ซื้อขนมจีนจานหนึ่งน้า” คนพี่บอกกับแม่ค้าด้วยน้ำเสียงแสดงความไม่มั่นใจนัก
“อ้าว มาสองคนทำไมซื้อจานเดียวล่ะจ๊ะหนู”
“ซื้อให้น้องจ้ะน้า หนูไม่หิวหรอก” คนบอกไม่หิวพยายามปกปิดอาการไม่ให้ใครรู้ว่าลอบกลืนน้ำลาย
“จ้ะๆ พาน้องไปนั่งรอเลยนะ ใกล้ๆ พี่สาวคนสวยโน่นเลยนะจ๊ะ”

“พี่กล้า..” ตางามที่รื้นด้วยน้ำตาหันมาทางพี่กล้า เรียกด้วยน้ำเสียงที่เก็บซ่อนความสั่นเครือเอาไว้ไม่มิด มือเรียวลอบปาดน้ำตาเพื่อไม่ให้ไหลออกมาอวดชาวบ้านมากกว่านั้น ภาพที่เห็นทำให้อดสะท้อนใจไม่ได้ ขณะที่ใครบางคนมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย กินอิ่มนอนหลับ ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่แม้แต่เวลาหิวก็ยังยากจะขจัดความรู้สึกนั้นให้สิ้นไปได้ในทันที และยิ่งกว่านั้นความเสียสละที่คนพี่ยินดีทำเพื่อน้อง ก็ทำเอาคนสวยตื้นตันเสียจนแอบน้ำตาร่วง

ช้อนในมือจิ้มในถ้วยกล้วยบวชชีของพี่กล้าเป็นสัญญาณว่าทำอะไรสักอย่างสิ
“อะไรล่ะ” คนซื่อบื้อไม่มีท่าทีจะรับรู้ว่าอยากให้ทำอะไร ยังคง...กินต่อไป
“เร็วๆ ซี่” แววตาและปลายเสียงนั้นมีแววรบเร้าและดุนิดๆ ที่คนฟังช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
แล้วรอยยิ้มเล็กๆ ก็ปรากฏบนสีหน้าของชายหนุ่ม เมื่อสังเกตเห็นสัญญาณบนใบหน้าของเนื้ออ่อนที่มองสลับไปมาระหว่างตะกร้าของกินและเด็กน้อยสองคน รู้สึกขันที่ต้องแปลสัญญาณอันฟังไม่รู้เรื่องอยู่ตั้งนาน จะให้ของเด็กเท่านี้ทำไมจะต้องอายก็ไม่รู้



“กลับบ้านดีๆ นะจ๊ะ..ระวังของหล่นด้วยล่ะ”

“ขอบคุณพี่สาวคนสวยกับพี่ชายด้วยนะจ๊ะ หนูจะไม่ลืมพี่ทั้งสองเลย” เด็กหญิงผู้เป็นพี่ยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณในความใจดีของพี่ทั้งสองก่อนจะก้มลงหิ้วชะลอมผลไม้ที่พี่กล้าเพิ่งหามาแบ่งให้จะได้ถือกลับบ้านได้อย่างสะดวก ส่วนน้องชายตัวเล็กยิ้มร่าโชว์เหงือกแดงแขนข้างหนึ่งหอบขนมและอีกมือหนึ่งถือผลไม้ที่พร้อมแทะไปตามทางแล้ว คนสวยยืนมองสองพี่น้องเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม แม้ช่วยอะไรไม่ได้มากมายนัก แต่แค่เพียงสักครั้งที่ได้สร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นกับผู้ด้อยโอกาสกว่า ก็เป็นความสุขแล้ว
“ใจดีจังเลยนะ พี่สาวคนสวย” พี่กล้าหันมากระเซ้าเล็กๆ แววตาหยิกเย้าคนขี้แย
“ก็เด็กน่าสงสารนี่นา”


“น้องสาวคนนี้น่าเอ็นดูนัก เป็นลูกสาวบ้านใครกันนะ”
รอยยิ้มร่าเริงสดใส อากัปกิริยาที่เรียบร้อยงดงามตามธรรมชาติของสาวน้อย ล้วนอยู่ในสายตาของชายหนุ่มที่โต๊ะน้ำชา ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์และแววตาอ่อนโยน จากการแต่งตัวพอคะเนได้ว่าคงไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาเป็นแน่ เขาสวมเสื้อกระบอกสีขาว กางเกงแพรเนื้อดีสีกรมท่า นั่งจิบน้ำชาที่ร้านอาแปะมาสักครู่ใหญ่ๆ แล้ว

“ก็นี่น่ะลูกสาวทั่งเจ้าคุงเฟื่องกับคุงหญิงรำไพ ชื่อคุงหนูเนื้ออ่อง อาต้องไม่รู้จักหรอกรึ”
‘เนื้ออ่อน..’

เมื่อดอกไม้งามยังยืนแย้มอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันวิจิตรอย่างทรงคุณค่าความเป็นดอกไม้งาม ย่อมเป็นที่หมายปองของหมู่ภมรหนุ่มที่ใฝ่ฝันจะได้ดื่มด่ำกลั้วกลิ่นเกสรและลิ้มรสความหอมหวานอันเป็นคุณค่าแห่งดอกไม้งาม หากแต่เมื่อใดที่ดอกไม้งามต้องถูกเสียบแซมอยู่ในแจกันทองของใครบางคนเสียแล้ว แม้จะยังคงค่าของดอกไม้งาม แต่คงไร้ซึ่งแรงดึงดูดใดๆ ด้วยว่าได้กลายเป็นสิ่งสงวนที่มีไว้เพื่อชื่นชมสำหรับผู้เป็นเจ้าของเท่านั้นแล้ว

หันมามองดอกไม้งามที่เพิ่งแย้มกลีบอ่อนๆ เบ่งบานรับแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ น้ำค้างที่เกาะพราวเพิ่งเหือดหายไปเมื่อไม่นานอย่างเนื้ออ่อนดูบ้าง ด้วยความสดใสแห่งวัยที่อ่อนหวาน และผสานเกลียวกลืนไปกับสายลมแห่งอิสระเสรีที่จะนำพาพรายละอองแห่งมนต์เสน่หาฟุ้งกระจายไปสู่สารทิศ แต่งแต้มโลกสวยให้มีสีสันเติมความฝันอันชุ่มชื่นให้เกิดขึ้นในหัวใจของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่มีโอกาสได้ยลโฉมแห่งนาง
‘งามนัก’



“สายมากแล้วพี่กล้า รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันหลวงปู่ฉันเพลนะ”

เมื่อจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางแล้ว จัดเรียงอาหารหวานคาวและผลไม้สำหรับไปวัดเสร็จแล้ว จึงช่วยกันถือตะกร้าคนละใบและออกเดินทางอย่างเร่งรีบ

“อุ๊ย! ขอโทษเจ้าค่ะ” เนื้ออ่อนต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อพาตะกร้าผลไม้หันไปชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง จนเกือบเสียหลักโชคยังดีที่ตะกร้าไม่หลุดมือ
“ไม่เป็นไรจ้ะ น้องเนื้ออ่อน พี่ต้องไม่ทันระวังเอง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” น้ำเสียงนุ่มนวลและแววตาเป็นประกายนั้นทำเอาตางามต้องรีบมองผ่านไปทางอื่น
“เอ่อ..ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เนื้ออ่อนต้องขอตัวก่อน เดี๋ยวจะสายเจ้าค่ะ”รีบตอบออกไปอย่างนั้น อดคิดไม่ได้ว่าเคยรู้จักชายคนนี้ด้วยหรือ

“ไปกันเถอะเนื้ออ่อน เป็นอะไรมากไหม?”
“ไม่เป็นไรหรอกพี่กล้า เนื้ออ่อนซุ่มซ่ามเอง”



“โยมเฟื่องเป็นอย่างไรบ้างล่ะโยม ไม่ได้พบกันเสียนานคิดว่าคงสบายดีนะ”
“เจ้าคุณพ่อสบายดีเจ้าค่ะหลวงปู่ แต่พักนี้งานยุ่งก็เลยไม่ได้แวะมาน่ะเจ้าค่ะ แล้วหลวงปู่ล่ะเจ้าคะเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ตามประสาคนแก่นั่นแหละโยม สามวันดีสี่วันไข้ เฮ้อ...สังขารคนเราก็เป็นแบบนี้แหละย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา” หลวงปู่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบพอเป็นพิธีหลังอาหารเพล ด้วยแววตาและน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา หลวงปู่เป็นดังญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ตั้งแต่จำความได้เนื้ออ่อนก็จำได้ว่าเจ้าคุณพ่อและคุณแม่มักพามาทำบุญและกราบหลวงปู่ที่วัดเสมอ

“หมั่นทำบุญให้มากๆ อนาคตข้างหน้าไม่รู้จะเป็นยังไง แต่บุญจะติดตามเราไปในทุกภพทุกชาติ”
“เจ้าค่ะหลวงปู่”
“นี่ก็สายมากแล้วพวกเราเห็นจะต้องขอลาแล้วละขอรับ แล้ววันหน้าจะแวะมาหาหลวงปู่ใหม่ขอรับ”
“เจริญพรโยม ขอให้คุณพระคุ้มครอง”



“พี่กล้า...”
“หือ?” พี่กล้าขานรับโดยไม่ได้หันไปมองระหว่างเดินทางกลับบ้าน มัวมองโน่นมองนี่เพลินไปหน่อย เวลาได้อยู่ลำพังกับคนที่... ทุกสิ่งก็ดูสวยงามไปหมด ไม่เว้นแม้แต่กอหญ้าแห้งๆ สองข้างทางที่รอวันย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย

“หันมาหน่อยซี่” น้ำเสียงใสดูกระเง้ากระงอด เมื่อพี่กล้ายังไม่หันมามอง มากับคนสวยมัวแต่สนใจอะไรก็ไม่รู้
“หือ?..เสื้อผู้ชาย เนื้ออ่อนซื้อให้เจ้าคุณพ่อเหรอ เป็นลูกสาวที่น่ารักจริงๆ เลยนะ”

ชายหนุ่มอดจะยิ้มไม่ได้กับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เนื้ออ่อนแสดงความใส่ใจกับทุกคนรอบข้างโดยเฉพาะกับบุพการี นี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งกระมังที่ทำให้เขารู้สึกเอ็นดูเนื้ออ่อน มือเรียวคลี่เสื้อกระบอกสีฟ้าอ่อนออกอวดพร้อมรอยยิ้มแก้มปริ ท่านเจ้าคุณคงยิ้มไม่หุบที่ลูกสาวคนสวยมีน้ำใจซื้อของมาฝาก คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ราคาค่างวดหากแต่อยู่ที่ความตั้งใจของคนให้มากกว่า ตะกร้าถูกวางเอาไว้บนพื้น

“ท่านเจ้าคุณต้องชอบแน่ๆ เลยเนื้ออ่อน”
“ใครบอกว่าเนื้ออ่อนซื้อให้เจ้าคุณพ่อเล่า” น้ำเสียงใสแจ๋วบอกให้รู้ว่า โอย..ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย
“งั้นก็คง..ซื้อให้พี่ต้นละมั้ง”
“เฮ้อ..เหนื่อยใจกับพี่กล้าจริงๆ เลย จะไปซื้อให้พี่ต้นทำไมไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย ไหนดูซิน่าจะใส่ได้พอดีสายตาระดับเนื้ออ่อนแล้วไม่น่าพลาด” พูดพลางยกเสื้อขึ้นทาบตัวของพี่กล้า รอยยิ้มยังไม่เคยหนีหายไปไหน

“ให้พี่เหรอเนื้ออ่อน ไม่ดีมั้ง”
“นี่!”
แล้วก็จำต้องรับไว้แต่โดยดีเมื่อคนมีน้ำใจเริ่มมีน้ำเสียงและแววตาเขียวปั้ด
“เดี๋ยวท่านเจ้าคุณก็....” รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ เมื่อนึกถึงสีหน้าของผู้เป็นนาย ถ้าหากรู้ว่าเนื้ออ่อนซื้อเสื้อให้ละก็จะต้องไม่พอใจแน่ๆ เลย แต่ครั้นจะไม่รับไว้ก็เกรงจะเสียน้ำใจ และที่สำคัญต้องโดนโกรธสิบชาติ
“เจ้าคุณพ่อไม่ว่าหรอกน่า พี่กล้าละก็คิดมากไปได้ มีสีเหลืองอ่อนอีกตัวหนึ่งอยู่ในตะกร้าจะได้เอาไว้ใส่ผลัดกัน” พูดพลางส่งสายตาให้รู้ว่าใส่เลย ณ บัดนี้
“มันจะดีเหรอเนื้ออ่อน”
“...” คำขู่คำโตปรากฏในแววตาของสาวเจ้า
“จ้ะๆๆ ใส่ก็ใส่”



ท้องฟ้าที่มืดครึ้มบอกให้รู้ว่าฝนกำลังจะเทลงมาในอีกไม่ช้า อากาศในฤดูฝนแปรปรวนเกินจะคาดเดา เมื่อเช้าท้องฟ้ายังแจ่มใส แต่เวลาผ่านไปไม่นานกลับมืดครึ้มปั่นป่วนและพร้อมจะโปรยฝนห่าใหญ่ลงมาให้พื้นดินได้ฉ่ำแฉะกันเล่นๆ สองหนุ่มสาวต้องรีบจ้ำอ้าวๆ เพื่อกลับให้ถึงเรือนก่อนที่ฝนจะเทลงมา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้วเพราะฝนเม็ดโป้งๆ กำลังแข่งกันร่วงสงสู่ผืนดิน

“โอ้! ไม่ทันแล้วละเนื้ออ่อน ข้างหน้ามีกระท่อมเราไปหลบฝนกันก่อนดีกว่า”
แล้วกระท่อมปลายนาหลังน้อย ก็กลายเป็นที่พักพิงในยามยาก ฝนห่าใหญ่กระหน่ำลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดินมองเห็นสิ่งรอบข้างได้เพียงไม่กี่ช่วงตัวเท่านั้น กระท่อมมุงหญ้าและข้างฝาเป็นไม้ฟากช่วยไม่ให้ฝนสาดเข้ามาโดนเนื้อตัวตรงๆ แต่ก็ไม่อาจปกป้องทั้งสองจากละอองที่พายุพัดพาเข้ามาเป็นระยะๆ

เปรี้ยง!
“ว้าย!” ร่างบางในชุดสไบจีบผวาเข้าเกาะแขนพี่กล้าเอาไว้แน่น มือหนาเอื้อมมากุมมือน้อยไว้อีกชั้นหนึ่งอย่างปลอบประโลม เสียงฟ้าผ่าที่ดังขึ้นใกล้ๆ ทำให้สาวน้อยอกสั่นขวัญผวา ความหนาวเย็นจากละอองฝนยังให้ทั้งสองต้องสั่นสะท้านไปทั้งตัว

“เนื้ออ่อนหนาว..”
พี่กล้าเอื้อมไปหยิบเสื้ออีกตัวในตะกร้ามาคลี่คลุมไหล่ให้คนตัวเล็กที่นั่งเกาะแขนเนื้อตัวสั่นเทา
“หนาวมากไหม? เดี๋ยวสักพักฝนคงหยุดแล้วล่ะ” พูดพลางแหงนมองฝ่าความมืดของห่าฝนขึ้นไปบนฟ้าอย่างรอความหวัง สาวน้อยเขยิบตัวเข้ามาชิด

ค่อยๆ คลายแขนกำยำก่อนเคลื่อนไปโอบหัวไหล่มน รั้งเข้ามาประชิดลำตัว เวลานี้คงไม่มีความอบอุ่นใดจะช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ตางามช้อนมองพี่กล้าที่คุ้นเคย ชั่งใจตัวเองแวบหนึ่งก่อนที่แขนเรียวจะเคลื่อนโอบรอบเอวหนาและตัดสินใจกระชับให้แนบแน่นเพื่อแบ่งปันความอบอุ่น ‘เมื่อก่อนนี้ยังกอดพี่กล้าอยู่ทุกวัน กอดอีกสักครั้งก็คงไม่เป็นไรกระมัง’

นานแล้วที่ไม่ได้อิงแอบแนบชิดขนาดนี้ แม้จะรู้ว่าในใจของเนื้ออ่อนคงไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าต้องการแนบซบอุ่นไอ แต่คนที่รู้สึกหวั่นไหวกลับกลายเป็นพี่กล้าเสียเอง เนื้อตัวนุ่มนิ่มและกลิ่นละมุนจากกายสาวที่สัมผัสจมูกแผ่วเบา เกือบพาหัวใจของชายหนุ่มให้เตลิดไปไกล ต้องรีบสกัดกั้นเอาไว้ก่อนที่จะคิดอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรไปมากกว่านี้ เนื้ออ่อนเป็นน้องสาวที่น่ารักเสมอมาและจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป แม้จะรักมากเพียงไหนแต่ด้วยฐานะที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว บวกกับทีท่าของท่านเจ้าคุณเฟื่องผู้เป็นบิดา คงพอคะเนได้ว่าความรักจะสมหวังหรือไม่ แม้เนื้ออ่อนจะไม่มีท่าทีรังเกียจหรือแบ่งแยกชนชั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจแกล้งลืมหรือปฏิเสธได้..บ่าวก็คือบ่าว ไหนเลยจะอาจเอื้อม...

“พี่กล้าเป็นอะไร?” ตางามช้อนมองเสี้ยวหน้าเจ้าของอกอุ่นอีกครั้งเมื่อสังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นภายใต้ความเงียบ

“พี่ไม่ได้เป็นอะไร เนื้ออ่อนจะหลับก็ได้นะ เดี๋ยวฝนหยุดพี่จะปลุกเอง” มืออีกข้างลูบศีรษะน้องสาวในอ้อมอกเบาๆ ก่อนจะโอบกระชับร่างเล็กๆ เพรียวบาง ให้แนบชิดยิ่งขึ้น ทอดสายตาที่ฉาบไว้ด้วยแววเศร้าหมองออกไปกลางสายฝนอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะหลับตาลงเพื่อขังตัวเองเอาไว้ในความมืด อยากให้หัวใจได้มีเวลาอยู่กับความรู้สึกที่เป็นสุขอย่างนี้ลำพังนานๆ ถึงจะเป็นความสุขที่เคลือบเอาไว้ด้วยความเศร้าและวี่แววแห่งความทุกข์ระทมอีกชั้นหนึ่งก็ตาม

เนิ่นนาน..แม้ลมที่กรรโชกจะสงบลงแล้วแต่หยาดฝนก็ยังคงโปรยปราย ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองคนตัวเล็กที่นอนหลับอุตุ แขนเรียวยังโอบรอบเอวหนาเอาไว้อย่างหลวมๆ ลูบศีรษะแผ่วเบาอย่างแสนจะเอ็นดู เหลือบเห็นใบใม้แห้งเปียกฝนที่ปลิวเข้ามาตามทิศทางของกระแสลม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏที่มุมปากอย่างนึกอะไรขึ้นมาได้

แค่เพียงพับใบไม้ไปมาชั่วอึดใจก็ได้แหวนใบไม้ถักวงเล็กมาสองวง ค่อยๆ จับแขนเรียวให้คลายจากการโอบรัด เปลี่ยนท่าให้เป็นพิงตัวอยู่ในอ้อมอก บรรจงสวมแหวนใบไม้ที่นิ้วเรียวเล็กนั้นก่อนจะวางไว้ในท่าเรียบร้อย ส่วนอีกหนึ่งวงยังมองไม่เห็นว่าจะสวมนิ้วไหนของตัวเองได้บ้าง

...แค่ฝากวางไว้ที่กระท่อมหลังนี้พอให้รู้สึกว่าแหวนนี้ยังมีคู่ ก็คงเพียงพอแล้ว...



ไอรายา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 26 พ.ค. 2554, 14:15:19 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 26 พ.ค. 2554, 14:20:59 น.

จำนวนการเข้าชม : 1687





<< ตอนที่ 13 การกลับมาของเพื่อนเก่า   ตอนที่ 15 หัวใจกระซิบรัก >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account