ไฟสิเหน่หา
อัคนี : เขาแอบหลงรักเธอ ตั้งแต่แรกเจอ แต่เพราะเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นทำให้เขาต้องแต่งงาน และพยายามลืมเธอ แต่เมื่อได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง และได้รับรู้ว่าเธอมีคนรู้ใจแล้ว ในใจของเขาก็เหมือนมีกองเพลิงลุกโชน จนไม่อาจทานทนได้ เขาจึงทำทุกวิถีทางให้ได้ตัวเธอมา แม้มันจะเป็นทางเลือกที่ผิดก็ตาม

นิชนันท์ : สาวน้อยบองบางที่หลงพาตัวเองเข้ามาอยู่ในกองเพลิงโดยไม่รู้ตัว เธอจะทำเช่นไร เมื่อต้องถูกตราหน้าว่าเป็น 'เมียน้อย' ทั้งที่เธอไม่ได้ตั้งใจ


*****************************
Tags: โรแมนติก ดราม่านิด ๆ ซี๊ดซ่า หน่อย ๆ

ตอน: ไฟสิเหน่หา บทที่ 1



1.


หลังจากหญิงสาวก้าวลงไปจากรถในสภาพที่ทำให้เขาแทบหัวใจสลาย อัคนีก็ยังคงเฝ้ามองเธอผ่านกระจกกระทั่งร่างบางนั้นเดินลับหายเข้าไปในตัวบ้านแล้ว เขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนไปไหน เขาได้แต่โทษตัวเองที่ทำแบบนั้นกับเธอ...คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าการที่เขาต้องการผู้หญิงสักคนจะทำให้สามารถทำเรื่องเลวร้ายได้ถึงเพียงนั้น ขนาดมองข้ามความรู้สึกของเธอ เพียงเพื่อจะได้ตัวเธอมาครอบครอง

...เขายังคงจำแววตาสุกใสเปล่งประกายของเธอได้เสมอแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม ในวันนั้นเธอทำให้เขาได้รู้จักกับคำว่า ‘รักแรกพบ’ เป็นครั้งแรกในชีวิต คำที่เขาเคยบอกกับตัวเองว่ามันไม่มีวันมีจริง จวบวันนั้นจนถึงวันนี้เขาก็ยังจำความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี เวลาที่ผ่านมาเกือบหกปีเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกทรมานอย่างแสนสาหัส เขาต้องใช้ความพยายามมากมายเพื่อที่จะสะกดกลั้นความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อเธอเอาไว้ และลบภาพเธอทั้งหมดออกจากใจเพื่อหันไปเดินบนเส้นทางที่เขาเป็นคนเลือกเอง

แต่แล้วความพยายามทุกอย่างของเขาก็พังไม่เป็นท่า เมื่อกาลเวลาหมุนวนให้เขาได้มาพบเธออีกครั้ง ทว่าในวันที่เขาและเธอกลับมาพบกันทุกอย่างได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว ในวันนี้เธอมีคนที่อยู่เคียงข้าง ส่วนเขาก็มีใครอีกคนที่ต้องดูแล แววตาสุกใสเปล่งประกายที่เคยเห็นบัดนี้ได้กลายเป็นของคนอื่นไปเสียแล้ว แต่แทนที่จะรู้สึกยินดีกับเธอ เขากลับยอมรับมันไม่ได้และประกาศก้องกับตัวเองว่า ‘จะทำทุกอย่างให้รอยยิ้มและแววตาแบบนั้นของเธอเป็นของเขาเพียงคนเดียว’ และเพราะสาเหตุนี้เองทำให้เรื่องราวเลยเถิดมาถึงเดี๋ยวนี้ เขายังคงจำได้ดีถึงสิ่งที่เขากระทำลงไป...

งานเลี้ยงฉลองต้อนรับพนักงานใหม่ซึ่งเขาเป็นคนสั่งให้เลขานุการส่วนตัว จัดเตรียมขึ้นสำหรับหญิงสาวโดยเฉพาะนั้นเป็นเพียงแผนการแรกที่จะทำให้เขาได้ตัวเธอมา แม้จะต้องใช้วิธีการที่เลวทรามเพียงใดเขาก็ไม่สนและไม่คิดหวั่นกลัวหากเขาจะได้รับโทษทัณฑ์จากการกระทำในครั้งนี้ ขอแค่ให้ได้ตัวเธอมาครอบครองและได้เป็นเจ้าของเธอแต่เพียงผู้เดียวเขาก็พร้อมยอมทุกอย่าง

‘งานเลี้ยงหรือคะพี่’

‘ใช่จ้ะ เป็นงานเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่จ้ะ นิ่มเข้ามาทำงานที่นี่เกือบสี่เดือนแล้ว แต่เรายังไม่ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับเลย โดยปกติเราจะมีการจัดงานให้พนักงานใหม่ทุกคน คือ...พอดีว่าช่วงที่ผ่านมาเจ้านายท่านไม่ค่อยว่าง แต่ตอนนี้ท่านว่างแล้ว พวกเราก็เลยรีบจัดงานให้ นิ่มต้องไปนะไม่อย่างนั้นล่ะก็ นิ่มต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษแน่!’ เลขานุการสาวผู้ทำหน้าที่ดำเนินเรื่องบอกกับหญิงสาวร่างเล็กที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ก่อนจะเปิดรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงยอดเงินที่จะได้รับจากเจ้านายหากทำงานชิ้นนี้สำเร็จ แม้ว่าเงื่อนไขการรับเงินจะค่อนข้างทำเธอลำบากใจอยู่บ้างที่ไม่อาจนำเรื่องนี้ไปบอกต่อใครได้ตามใจปากตัวเองได้ แต่เมื่อคิดสะระตะดูแล้ว เธอก็มองเห็นแต่คำว่า ‘คุ้ม’ กับ ‘คุ้ม’ เท่านั้น

สาวหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมองคนพูดคล้ายกับสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป นอกจากตกปากรับคำจะไปตามนั้น


‘เรียบร้อยแล้วค่ะท่าน’เลขานุการสาวรายงานผลให้กับผู้เป็นนายฟังด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม อีกไม่กี่นาทียอดเงินจำนวนไม่น้อยก็จะโผล่ขึ้นมาในสมุดบัญชีธนาคารของเธอแล้ว

‘อืม...ขอบใจมาก’ผู้เป็นนายรับคำในขณะที่สายตาของตนทอดมองออกไปยังด้านนอกนั้น ภาพทิวทัศน์เมืองกรุงจากมุมบนของตึกสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทอสังหาริมทรัพย์หน้าใหม่ไฟแรงแห่งนี้ แม้จะดูสวยและน่ามองกว่าการมองมาจากอาคารอื่น ๆ ในละแวกนี้ ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้างในความรู้สึกของผู้มองไม่น้อย คงจริงดังที่เขาว่าไว้ ‘ยิ่งสูงมันก็มักจะยิ่งหนาว’ การที่ได้อยู่สูงกว่าคนอื่น แม้จะดูดีสำหรับคนมองแต่สำหรับคนที่ยืนอยู่จุดนี้ แทบจะไม่ได้ดูดีอย่างที่ใคร ๆ มองเห็นเลยเพราะมันมีแต่คำว่า แก่งแย่ง ชิงดี หากใครไม่แน่จริงก็คงต้องล้มครืนพังไม่เป็นท่า

‘อัคนี อัศวภูคา’ เจ้าของเพียงหนึ่งเดียวของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่สาว ๆ หลายคนต่างก็หมายปอง ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ สมชายชาตรีของเขากอปรกับใบหน้าคมคาย หล่อเหลาชนิดที่ดาราหนุ่มโด่งดังบางคนยังต้องอายยิ่งส่งให้เขาดูดีมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ผิวสีเข้มคล้ำแดดอันเกิดจากการกรำงานหนักแทนที่จะทำให้ความหล่อนั้นน้อยลง ทว่าหาได้เป็นอย่างนั้นไม่เพราะเมื่อนำทุกสิ่งทุกอย่างมาหล่อหลอมรวมกัน เขาก็ยังคงความร้อนแรงและน่าค้นหาอย่างยิ่ง แม้ว่าอายุของเขาจะย่างเข้าสู่เลขสามมาแล้วถึงสามปีก็ตามที และโดยเฉพาะการที่เขาสามารถนำพาบริษัทอสังหาริมทรัพย์หน้าใหม่นามว่า ‘อัศวภูคาอินดัสเตรียล’ ให้ประสบความสำเร็จในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ก็ทำให้เขาขึ้นทำเนียบความเป็นคนดังได้อย่างรวดเร็ว

เจ้าของร่างสูง 185 เซนติเมตร หันกลับมามองเลขานุการสาวของตนเองหลังจากได้รับการยืนยันถึงสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว

‘คุณจัดการจองร้านและเรียกพนักงานในแผนกนั้นทั้งหมดได้เลยนะ’

‘ค่ะท่าน’

รอจนเลขาฯ ของตนออกจากห้องไปแล้ว เจ้าของห้องจึงเดินกลับไปนั่งตามเดิมมือหนาหยิบซองเอกสารซองหนึ่งขึ้นมองดูก่อนจะดึงบางสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา นัยน์ตาคมจับจ้องอยู่ที่รูปภาพขนาดโปสการ์ดซึ่งเป็นภาพใบหน้าหวานของหญิงสาวคนหนึ่ง ก่อนจะละสายตาไปสนใจรายละเอียดต่าง ๆ ในใบสมัครเข้าทำงานซึ่งเธอเป็นคนกรอกเองทั้งหมดอีกครั้ง

‘นางสาวนิชนันท์ ดิเรกพงศ์ อายุ 25 ปี สถานะ โสด อยู่บ้านเลขที่.......................................’
ทว่าเมื่อสายตาเหลือบแลไปเห็นรูปภาพอีกจำนวนหนึ่งที่วางคู่กันอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลทองนั้นก็เรืองรองส่องประกายความแข็งกร้าวและดุดันขึ้นทันที ภาพรอยยิ้มหวานที่หญิงสาวบรรจงยิ้มให้กับชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเขาเพิ่งได้รู้ชื่อเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาสร้างความปั่นป่วนในจิตใจเขาไม่น้อย ‘สุรศักดิ์ บันดาลดล’ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ หนึ่งในพนักงานของบริษัทเขาเอง ใบหน้าหล่อใสของชายหนุ่มคนนั้นและแววตาที่บ่งบอกความในใจของหมอนั่นยามที่มองเธอช่างบาดตา บาดใจเขานัก มือหนากำเกร็งขย้ำภาพนั้นอย่างไม่อาจทานทนมองมันอีกต่อไปได้จนยับย่นไม่มีชิ้นดี ก่อนปาทิ้งลงถังขยะด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้น


แล้วเวลาที่เขารอคอยก็มาถึง....
ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในร้านอาหารซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน หญิงสาวผู้ถือได้ว่าเป็นเจ้าของงานมักถูกเรียกร้องให้ดื่มเครื่องดื่มมึนเมาอยู่ตลอด แม้ว่าเธอจะเพียรปฏิเสธออกไปอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ประสบความสำเร็จเลยสักครา เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ยังคงถูกส่งมาให้เธอเรื่อย ๆ ซึ่งทุกการกระทำนั้นก็ตกอยู่ในสายตาของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านายโดยตลอด เขามองนิ่งอยู่ที่เธอคล้ายกับจะไม่มีวันให้เธอคลาดสายตาไปไหนได้ และปล่อยให้บรรดาพนักงานต่างพากันเอาอก เอาใจหญิงสาวอย่างสนุกสนานครื้นเครง

‘นิ่มกลับบ้านเองได้นะ’เสียงรุ่นพี่คนหนึ่งภายในแผนกถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเจ้าของงานขอกลับบ้านก่อนโดยให้เหตุผลว่าอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว

‘ได้ค่ะ นิ่มกลับเองได้ พวกพี่ ๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ’เสียงหวานที่ฟังดูยานหน่อย ๆ ตอบรับก่อนขอตัวกลับทันทีเมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับตน และในอีกไม่ช้าเธออาจจะทนไม่ไหว

หญิงสาวพาตัวเองไปยังห้องน้ำเพื่อหวังใช้สายน้ำช่วยคลายความรู้สึกแปลก ๆ นั้น ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะเดินไปถึงห้องน้ำ อาการวิงเวียนศีรษะอย่างหนักจนเป็นเหตุให้ดวงตาพล่าเลือนแทบไม่สามารถมองเห็นภาพเบื้องหน้าก็เกิดขึ้น จนร่างเล็ก ๆ ของเธอทรุดลง ดีที่มีมือหนาของใครคนหนึ่งยื่นมารองรับไว้ได้เสียก่อนที่ร่างของเธอจะทรุดลงไปกับพื้น

‘พาไปที่รถ’เสียงทุ้มของผู้เป็นนายสั่งมาตามสายหลังได้รับรายงานว่าเธออยู่ในมือแล้ว ชายหนุ่มผู้มีหน้าที่ทำตามคำสั่งจัดการพาร่างไร้สติของหญิงสาวไปยังรถยนต์ของเจ้านายทันที ก่อนที่ร่างสูงของผู้ออกคำสั่งจะเดินออกจากร้านมา

‘กลับไปได้แล้ว’คำสั่งสุดท้ายดังขึ้น ก่อนที่เขาจะพาตัวเองและเธอออกจากสถานที่แห่งนั้น

เสียงครางฮือของหญิงสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ด้านข้างส่งให้ชายหนุ่มจำต้องเหลียวมามองเป็นระยะ เขาคาดว่าสิ่งที่หญิงสาวได้รับเข้าไปในร่างกายคงกำลังเริ่มแผลงฤทธิ์แล้วเป็นแน่ ร่างสูงเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานไปยังจุดหมายปลายทางที่เขาต้องการ และแล้วทุกอย่างก็มาจบลงที่คำว่า ‘จากวันนี้เป็นต้นไปเธอคือผู้หญิงของฉัน’


นิชนันท์ยังคงนั่งคุดคู้อยู่บนเตียงภายในห้องนอนของเธอเอง ความรู้สึกทั้งสับสนและหวาดกลัวประดังประเดเข้ามาจนเธอแทบทนรับไม่ไหว เสียงเข้มของเขายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอ

...นี่มันเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไรทำให้เขากล้าทำกับเธอถึงเพียงนี้ หรือเธอควรจะไปแจ้งความจับเอาคนเลวอย่างเขาเข้าคุก...แต่ถ้าเขาเอาภาพในซีดีแผ่นนั้นออกมาประจานเธอล่ะ เธอจะทำอย่างไร?...คำถามมากมายที่ไม่อาจหาคำตอบได้ทำให้ร่างเล็กสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น แล้วไหนจะคำสั่งสุดท้ายที่เขาสั่งเอาไว้อีก

‘วันจันทร์นี้ เก้าโมงเช้าขึ้นไปพบฉันที่ห้องทำงานด้วย ถ้าคิดจะลองดี เราก็จะได้เห็นดีกันจำเอาไว้!’

เธอได้แต่นั่งร้องไห้ปริ่มจะขาดใจกับสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ กระทั่งเสียงของคนเป็นแม่ร้องถามดังแว่วมาจากด้านนอกห้อง

“นิ่ม นิ่มเป็นอะไรหรือเปล่าลูก”นางแก้วถามพลางเคาะประตูห้องเรียกลูกสาวของตน นึกแปลกใจขึ้นมาครามครันว่าเกิดเรื่องอะไรกับลูกสาว ตั้งแต่กลับบ้านมาจนถึงตอนนี้ถึงได้เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง

“นิ่ม ได้ยินแม่หรือเปล่า เป็นอะไรไปลูก ออกมาคุยกับแม่หน่อยได้สิจ๊ะ”
นิชนันท์รีบเช็ดน้ำตาที่ไหลรินอยู่จนแห้งเหือดปรับใบหน้าตัวเองให้ดูดีขึ้นด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเปิดประตูให้กับคนเป็นแม่

“มีอะไรหรือคะแม่”

“นิ่มเป็นอะไรหรือเปล่า แม่เห็นตั้งแต่กลับมานิ่มก็ไม่ยอมออกจากห้องเลย”ถามออกไปพร้อมกับมองสำรวจลูกสาวด้วยความเป็นห่วง

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ พอดีเมื่อคืนพี่ ๆ เขาคะยั้นคะยอให้นิ่มดื่มเยอะไปหน่อย นิ่มเลยปวดหัวน่ะค่ะ”

“แล้วปวดมากหรือเปล่าลูก ทานยาแล้วหรือยัง”น้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยของแม่ ทำให้เธอแทบสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว เธอจะทำอย่างไรหากวันหนึ่งแม่ได้รู้ความจริงว่าลูกสาวไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

“ทานแล้วค่ะแม่ ขอบคุณแม่มากนะคะ”

“จ้ะ งั้นนิ่มก็ไปนอนต่อเถอะ เดี๋ยวเย็น ๆ แม่จะมาเรียกลงไปทานข้าวนะลูก”

“ค่ะแม่”

หญิงสาวกลับมานั่งจับเจ่าอยู่บนเตียงนอนอีกครั้ง จนปัญญาเหลือเกินที่จะคิดหาทางออกให้กับตัวเอง เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนเธอก็เห็นแต่คำว่า ‘ทางตัน’


เช้าวันจันทร์
นิชนันท์ไม่เคยคิดเลยว่า การที่เธอตัดสินใจมาเผชิญหน้ากับเขาแทนการหลบหลีกหนีหน้ากัน จะทำให้เธอย่ำแย่ลงไปอีก คำสั่งเด็ดขาดจากปากของชายหนุ่มที่สั่งให้เธอย้ายตัวเองออกจากแผนกบัญชีที่ทำอยู่ มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการของเขา ส่งผลให้ทุกคนมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เสียงซุบซิบที่ดังแว่วให้เธอได้ยินมีแต่จะทำให้เธอเจ็บช้ำ บ้างก็หาว่าเธอใช้ ‘เต้าไต่’ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่ใครหลายคนในบริษัทต้องการ บ้างก็ว่าเธอใช้ความไร้เดียงสาของตัวเองปิดบังความเลวร้ายเอาไว้เพื่อหวังในสิ่งที่เธอเพิ่งได้รับมา

“นิ่ม...นิ่ม!”เสียงทุ้มของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น

“ยุทธ์...มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”เธอเงยหน้ามองคนเรียกก่อนจะก้มลงไปเก็บของใส่ลังอีกครั้ง

“เรื่องจริงหรือเนี่ย ยุทธ์ดีใจด้วยนะ”สุรศักดิ์ หรือ ‘ยุทธ์’ ชายหนุ่มคนที่หญิงสาวทักมีรูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าเรียว ขาวใสค่อนไปทางสไตล์เกาหลี ดวงตาตี่เล็กภายใต้แว่นตากรอบใสที่เจ้าตัวเพิ่งถอยมาใหม่ยิ่งทำให้เขาคล้ายหนุ่มอินเทรนด์ขึ้นไปอีก เขาส่งยิ้มให้เธออีกครั้งก่อนจัดแจงช่วยเธอเก็บข้าวของใส่ลังเพื่อย้ายตัวเองขึ้นไปทำงานยังชั้นบนสุดของตึกแห่งนี้ ไม่คิดเอ่ยถามถึงประเด็นที่ถูกหลายคนเอามาเม้าท์กันอย่างสนุกปาก

“ขอบใจจ้ะ”

“กลางวันนี้ไปทานข้าวด้วยกันนะยุทธ์เลี้ยงเองฉลองให้กับตำแหน่งใหม่ของนิ่มกันหน่อย”ชายหนุ่มบอกพร้อมกับจัดการยกกล่องใบดังกล่าวให้กับเธอแล้วพาเดินออกจากส่วนของแผนกไป ไม่สนใจสายตาสอดรู้สอดเห็นของบรรดาอดีตเพื่อนร่วมงานของหญิงสาวที่ต่างก็มองมาอย่างสนอกสนใจ และทันทีที่ลับร่างของทั้งสองเสียงซุบซิบนินทาก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

“ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ เห็นติ๋ม ๆ หงิม ๆ แบบนี้จะกล้าเอาตัวเข้าแลกกับงานได้”

“โอ๊ย! ไอ้พวกเงียบ ๆ นี่แหละตัวดีนักล่ะ ใครจะรู้บนเตียงคุณเธออาจจะเร่าร้อน ถึงใจเจ้านายก็ได้ ไม่งั้นคงไม่ได้เลื่อนขั้นเร็วขนาดนี้หรอก”

“เออ! ใช่ ๆ”

ร่างเล็กที่ตั้งใจกลับเข้ามาเอาของที่ลืมไว้ถึงกับชะงัก ก้าวขาไม่ออกได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม บทสนทนาที่เธอได้ยินคล้ายดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงในใจของเธอซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

“ทำไมไม่เข้าไปล่ะนิ่ม”เสียงของชายหนุ่มที่ดังเข้ามาทำให้เสียงสนทนานั้นเงียบลง ทุกสายตาหันขวับมามองยังต้นเสียงก่อนจะทำหน้าเหลอหลาคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะพากันแยกย้ายกลับไปทำงานต่อ

นิชนันท์จำต้องเดินเข้ามาหยิบของที่ตนลืมไว้ทั้งที่ไม่นึกอยากจะกลับเข้ามาอีกเลย เธอก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของตนหยิบฉวยสิ่งที่ลืมเอาไว้และหันหลังเดินออกจากแผนกนั้นมาทันที ไม่แม้แต่จะคิดล่ำลาใคร

“อย่าไปสนใจเลยนิ่ม พวกขี้อิจฉาทั้งนั้น เห็นใครได้ดีกว่าตัวเองเป็นไม่ได้ต้องคิดหาเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ มาใส่ร้ายเขาตลอด”สุรศักดิ์เอ่ยบอกเพื่อนสนิทของตนขณะที่ก้าวเดินตามร่างเล็กไป ด้วยความที่เป็นเพื่อนกันมานานหลายสิบปีทำให้สุรศักดิ์ไม่คิดจะเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยินมาแม้แต่น้อย เขาเชื่อว่าตนเองรู้จักหญิงสาวที่อยู่กับเขาดีกว่าใคร ผู้หญิงที่แสนจะไร้เดียงสา บริสุทธิ์ทั้งใจและกาย อีกทั้งยังเป็นคนมีน้ำใจดีแบบนิชนันท์ ไม่มีทางใช้ร่างกายของตัวเองแลกกับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างที่พวกปากหอย ปากปูนั้นพูดอย่างแน่นอน

“ขอบคุณนะยุทธ์”

สุรศักดิ์หันมองดวงหน้าหวานของหญิงสาวด้วยประกายตาหวานซึ้ง เขาแอบรักเพื่อนสนิทคนนี้มากี่ปีแล้วนะ...น่าจะตั้งแต่จำความได้เลยล่ะมั้ง ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอแทบจะไม่มีอะไรกระเตื้องขึ้นเลย ทุกอย่างยังคงย่ำอยู่จุดเดิม ที่คำว่า ‘เพื่อนสนิท’ เท่านั้น แต่ไม่มีทางที่เขาจะยอมให้มันหยุดอยู่เท่านั้นแน่! ชายหนุ่มให้คำมั่นกับตัวเอง เขาจะต้องสารภาพรักกับเธอและขอเปลี่ยนสถานะจาก ‘เพื่อนสนิท’ เป็น ‘คนรัก’ ให้ได้


อัคนีมองภาพของหญิงสาวกับเพื่อนชายที่ช่วยกันจัดโต๊ะทำงานอยู่ด้านนอก ผ่านจอมอนิเตอร์โทรทัศน์วงจรปิดขนาดเล็กที่เขาสั่งติดตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษ นัยน์ตาสีน้ำตาลทองเปล่งประกายความดุกร้าวออกมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นชายหนุ่มคนดังกล่าวจับกุมมือของหญิงสาว แม้นั่นจะเป็นเพียงแค่เหตุบังเอิญก็ตาม แต่เขาก็อดขุ่นขวางไม่ได้ ไม่มีวันที่เขาจะยอมให้เธอตกไปเป็นของไอ้หน้าอ่อนนั่นแน่ ๆ ...นิชนันท์เธอจะต้องเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น!

“คุณเป้ย เรียกนิชนันท์เข้ามาพบผมหน่อย”เสียงทรงอำนาจของชายหนุ่มสั่งมาตามสาย ก่อนที่ผู้รับคำสั่งจะหันมาบอกหญิงสาวอีกคนที่กำลังจัดข้าวของอยู่

“นิ่ม ท่านเรียกให้เข้าไปพบน่ะ”

“ค่ะ...พี่”นิชนันท์รับคำเสียงแผ่ว แล้วจึงบอกชายหนุ่มที่ยังคงช่วยเธอจัดโต๊ะอยู่

“ยุทธ์กลับไปทำงานเถอะ หายมานานแบบนี้เดี๋ยวก็โดนว่าเอาหรอก ที่เหลือเดี๋ยวนิ่มทำต่อเองก็ได้จ้ะ”

“เอางั้นก็ได้ กลางวันนี้อย่าลืมนะ”ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำแล้วจัดการวางของที่ตนถืออยู่ลงตามเดิม หันไปนัดแนะเวลาอีกครั้งก่อนจะกลับไปทำงานตามหน้าที่ของตนเองต่อไป

ก๊อก...ก๊อก...

“เข้ามาได้”เสียงทรงอำนาจนั้นเอ่ยอนุญาตให้หญิงสาวเข้าห้องมา เขาวางงานตรงหน้าที่ทำอยู่ทั้งหมดลง นัยน์ตาสีน้ำตาลทองนั้นจ้องมองไปยังประตูห้องรอเวลาที่จะได้พบหน้าเธออีกครั้ง

“ทุกอย่างเรียบร้อยดี?”ทันทีที่เธอเปิดประตูก้าวเข้ามา เสียงเข้ม ๆ นั้นก็ถามออกไป

“ค่ะ”หญิงสาวหยุดอยู่เพียงแค่หน้าประตูห้องเท่านั้น แม้จะเกรงสายตาของเขาแต่เธอก็เลือกที่จะยืนอยู่ที่จุดนี้แทนการเดินเข้าไปใกล้เขา

“ทำไมไม่เดินเข้ามา!”เจ้าของห้องกระแทกเสียงถามด้วยความขุ่นเคือง ยิ่งเห็นอาการสะดุ้งวาบของเธอก็ยิ่งทำให้เขากรุ่นโกรธมากขึ้นไปอีก เธอกลัวเขาจน
ลนลานได้ขนาดนี้เลยหรือไง...

“เข้ามา!”และด้วยความหงุดหงิดจากการแสดงออกของเธอทำให้เขาตวาดออกไปเสียงเข้ม ลุกเดินเข้าหาด้วยความโมโหกรุ่นก่อนกระชากร่างเล็กของเธออย่างแรงจนร่างนั้นปลิวมาปะทะอกกว้างกำยำของเขา

“ฉันมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยหรือไงฮะ นิชนันท์!”เสียงที่เค้นรอดไรฟันออกมายิ่งส่งให้ร่างเล็กในกำมือเขาสั่นสะท้านมากขึ้น ชายหนุ่มขบฟันเข้าหากันจนกรามขึ้นเป็นสันนูนในขณะที่มองจ้องร่างสั่นเทานั้น ปฏิกิริยาต่อมาคือ มือหนาที่กำรอบแขนเรียวเล็กนั้นบีบกระชับลงไปจนสุดกำลัง แรงบีบจากมือหนาทำให้เธอรู้สึกเจ็บร้าวจนต้องร้องประท้วงออกมาในที่สุด

“โอ๊ย...!”

อัคนีเหมือนรู้สึกตัวขึ้นบ้างจากน้ำเสียงแสดงความเจ็บปวดนั้น เขาผ่อนแรงลงเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่วายกระชากลากตัวหญิงสาวเข้ามาจนถึงกลางห้องทำงานใหญ่ของเขา

“อย่าให้ฉันเห็นเธออยู่กับไอ้หมอนั่นอีกนะ ไม่งั้นเธอจะได้รู้ว่าเวลาฉันโกรธแล้วผลมันจะเป็นยังไง”ชายหนุ่มประกาศกร้าว ผลักร่างของหญิงสาวให้ออกห่างจากตนหันหลังเดินห่างออกมาทันที เขากำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายของเธอกำลังจะทำให้เขาคลุ้มคลั่ง

“ปล่อยฉันไปได้ไหมคะคุณอัคนี”
เท้าที่ก้าวย่างอยู่หยุดนิ่ง ก่อนที่ร่างสูงนั้นจะหันกลับมามองคนพูดแทบจะทันทีที่ประโยคนั้นของเธอจบลง นัยน์ตาสีน้ำตาลทองทรงอำนาจคู่เดิมมองจ้องมาที่เธอ ประหนึ่งจะเผาผลาญเธอให้มอดไหม้ลงด้วยสายตาของเขาก็ว่าได้

“จำไว้! ถ้าฉันเห็นเธออยู่กับไอ้หมอนั่นอีก คนที่จะเดือดร้อนไม่ใช่เธอแต่จะเป็นมัน! ออกไปได้แล้ว”ประกาศกร้าวเสียงเข้มก่อนหันหลังหนีหน้าคนที่กำลังจะใช้ความอ่อนโยน อ่อนแอของตัวเองมาบั่นทอนจิตใจเขา หญิงสาวเก็บกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ก้มหน้ารับชะตากรรมที่เธอก้าวพลาดไปอย่างจำนน

“อย่าคิดหนีไปจากฉันเพราะคนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่แค่เธอคนเดียว!”ชายหนุ่มพูดในขณะที่สายตาทอดมองออกไปนอกตัวอาคาร น้ำเสียงนิ่งเรียบของเขาหาได้ทำให้ความรู้สึกของเธอดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามมันยิ่งย่ำแย่มากไปกว่าเก่า เพราะสิ่งที่เขาประกาศก้องออกมานั้นหมายถึงหนทางที่เธอจะหนีพ้นจากเขาได้หมดสิ้นลงไปแล้วเธอไม่อาจหนีรอดพ้นมือเขาไปไหนได้อีกต่อไป

ทันทีที่ก้าวออกจากห้องทำงานของเขามาได้ เธอก็แทบพยุงร่างตัวเองเอาไว้ไม่ไหว และอาจทรุดลงกับพื้นไปแล้วแน่ ๆ หากไม่มีสายตาอยากรู้ อยากเห็นของใครบางคนกำลังจับจ้องมองอยู่ เธอพยายามฝืนร่างกายของตัวเองเต็มที่เพื่อจะพาร่างของตนเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้าสิบเมตร

“มีอะไรให้พี่ช่วยหรือเปล่าจ๊ะ น้องนิ่ม”คำพูดหวานหูแต่เต็มไปด้วยการเสแสร้งถามออกมาขณะสายตามองตามร่างเล็กที่เดินผ่านโต๊ะตัวเองไป

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่ ขอบคุณมากนะคะ”พูดจบก็ก้มหน้าเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของตน ไขว่คว้าหางานขึ้นมาทำเพื่อยุติการสนทนาระหว่างเธอและรุ่นพี่คนนี้ รวมไปถึงสิ่งที่กำลังทำให้เธอรู้สึกแย่ด้วย

“เชอะ! ทำเป็นสะดิ้ง” คำพูดกระแหนะ กระแหนที่คนพูดพยายามพูดให้เบาที่สุดแล้ว ทว่าคงเป็นเพราะน้ำเสียงนั้นฉายบอกความรู้สึกของคนพูดได้ชัดเจนนัก มันจึงได้ลอยเข้าหูของเธอโดยที่เธอเองก็ไม่ได้อยากรับรู้คำพูดส่อเสียดจากคนที่ครั้งหนึ่งเธอทำดีกับเธอมากมายนั้นยิ่งทำให้จิตใจของเธอย่ำแย่ลงกว่าเดิม แต่เธอจะทำอะไรได้นอกจากนิ่งเงียบและเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ภายในใจ

วันนี้ตลอดทั้งเช้าเธอได้รับมอบหมายงานมากมายจากเลขานุการสาวของเจ้าของบริษัทหนุ่มจนแทบไม่มีเวลาได้หยุดพักแต่เธอก็ไม่คิดจะปริปากบ่นออกมาแต่อย่างใด ยังคงนั่งก้มหน้าทำงานต่อไปจนคนแกล้งรู้สึกทั้งหมั่นไส้ ทั้งระอายใจจนไม่รู้ว่าความรู้สึกไหนมีมากกว่ากัน

“นิ่ม! เที่ยงครึ่งแล้วนะยังไม่ลงไปอีก ลืมนัดของเราแล้วหรือไง”สุรศักดิ์ใช้สองมือยันลงมาที่โต๊ะทำงานของหญิงสาว ก้มหน้าพูดกับคนที่สายตาจดจ่ออยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์จนเหมือนว่าเธอจะมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากหน้าจอที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือและตัวเลขเหล่านั้น

“ยุทธ์....ยุทธ์ไปทานก่อนก็ได้ นิ่มยังทำงานไม่เสร็จเลย”หญิงสาวละสายตาออกจากจอคอมพิวเตอร์หันมาพูดกับเพื่อนตน

“ยังไม่เสร็จก็ไว้ทำตอนบ่ายสินิ่ม นี่มันเวลาพักแล้วนะ ดูสิ...คนอื่นเขาไปกันหมดแล้วเหลือแต่นิ่มคนเดียวเท่านั้นแหละ”สุรศักดิ์ไม่ได้บอกเพียงอย่างเดียวมือของเขายังยื่นไปคว้าเมาส์จากมือหญิงสาวมาคลิกปุ่ม stand by เครื่องไว้ให้เสร็จสรรพ ทั้งยังรบเร้าให้หญิงสาวรีบหยิบกระเป๋าโดยเร็ว

อัคนียืนนิ่งอยู่หลังประตูห้องทำงานของตนข่มอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้งเอาไว้ ทั้งที่เขาตั้งใจจะเดินออกมาหาและชวนเธอออกไปทานข้าวด้วยกันแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวพ้นประตูห้องไป เสียงทุ้มของชายหนุ่มคนที่เขาจำหน้าได้เป็นอย่างดีก็ดังแว่วเข้ามาทำให้เขาต้องหยุดตัวเองไว้ตรงนี้ฟังเสียงสนทนาระหว่างทั้งสองคน รอจนเสียงนั้นเงียบหายไป เขาถึงได้ก้าวออกจากห้องมา นัยน์ตาสีน้ำตาลทองซึ่งในเวลานี้เปล่งแสงเรืองรองดั่งกับมีเปลวไฟหล่อหลอมอยู่ในนั้นมองตามร่างของคนทั้งสองไป สองมือกำแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้นเรื่อย ๆ ให้สงบลง


ตกเย็นนิชนันท์ก็ยังต้องนั่งทำงานด้วยความคร่ำเคร่ง แม้ว่าจะเลยเวลาเลิกงานมานานเกือบชั่วโมงแล้วก็ตาม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองประตูห้องทำงานนั้นอย่างกระวนกระวาย ‘เขายังไม่กลับ’ ชายหนุ่มเจ้าของห้องที่เธอกำลังมองอยู่นั้นยังคงอยู่ด้านใน และเธอเองก็ไม่รู้ด้วยว่า เขาจะรู้หรือไม่ว่าเธอเองก็ยังไม่กลับเช่นกัน ความร้อนรน ว้าวุ่นใจถูกแสดงออกด้วยทีท่าก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ระหว่างประตูและหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเธอ ใจนึกภาวนาว่าขอให้เขาทำงานต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเธอจะทำงานเสร็จและกลับไปก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงการพบหน้ากัน แต่ดูเหมือนว่าคำขอของเธอจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังไว้

“นิชนันท์ เข้ามาในห้อง”คำสั่งเฉียบขาดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทำเอาหญิงสาวกระตุกเฮือก มือไม้สั่นจนหยิบจับอะไรไม่ถูก

“ได้ยินคำสั่งของฉันหรือเปล่า เข้ามาเดี๋ยวนี้!”คำสั่งดังขึ้นอีกครั้งและดูเหมือนว่าในครั้งนี้ผู้พูดจะอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ปกติเสียด้วย เธอจึงรีบรับคำเร็ว ๆ ก้าวเดินเข้าไปหาเขาภายในห้องทำงาน

“คุณอัคนีมีอะไรจะใช้ฉันหรือคะ”

“มานี่สิ”คำสั่งสั้น ๆ มาพร้อมกับสายตาดุกร้าวซึ่งจับจ้องอยู่ที่เธอ นิชนันท์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมีเพียงแววตาเท่านั้นที่ออกอาการตระหนกตกใจกับคำสั่งนั้นของเขา

“เธอกำลังขัดคำสั่งฉัน หรือว่าอยากจะลองดี”

“ไม่นะคะ”รีบบอกออกไปอย่างร้อนรน ก่อนจะเดินเข้าไปหาเขาช้า ๆ เนื้อตัวสั่นเทาเสียยิ่งกว่าลูกนกกำลังตกอยู่ในอันตรายจากเหยี่ยวที่จ้องจะตะครุบจับมันเป็นอาหารเสียอีก

“คืนนี้เธอต้องไปกับฉัน”เป็นอีกครั้งที่คำสั่งของเขาทำให้เธอตกใจ หัวใจถูกบีบคั้นจนมันเริ่มกลั่นกรองออกมาเป็นหยาดน้ำและไหลรินออกจากดวงตากลมโตนั้น

“ร้องไห้ทำไม! เธอเป็นของฉัน เป็นผู้หญิงของฉัน เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องไห้ถ้าฉันไม่ได้สั่ง”แม้ในใจจะตกใจไม่น้อยที่เห็นน้ำตาของเธอ แต่สิ่งที่พูดออกไปกลับกลายเป็นคำพูดที่มีแต่ทำร้ายจิตใจของเธอให้ชอกช้ำ

“ไปเตรียมเก็บของได้แล้ว ฉันจะกลับแล้ว”

“แต่....ฉันยังทำงานไม่เสร็จเลยนะคะ”เงยหน้าขึ้นตอบกลับไปก่อนจะต้องรีบหลบวูบเมื่อเห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลทองนั้นจ้องมาด้วยความขุ่นเคือง

“มีงานอะไรนักหนาฮะ วันนี้ทั้งวันฉันแทบไม่ได้สั่งงานเธอเลยนะ”

“เอ่อ...พี่เป้ยสั่งให้ทำค่ะ เห็นบอกว่าเป็นงานด่วนต้องทำให้เสร็จวันนี้เท่านั้น”เธอตอบกลับไปโดยไม่รู้เลยว่า คำตอบของเธอจะทำให้คนที่ถูกพูดถึงเดือดร้อนชนิดที่เรียกได้ว่า อาจจะไม่ได้ทำงานที่นี่ต่อไปอีกเลยก็ได้

อัคนีลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและนั่นเองทำให้หญิงสาวกระถดตัวหนีออกห่างโดยอัตโนมัติ แต่แล้วเธอก็ต้องหวีดร้องออกมาเมื่อถูกชายหนุ่มยื่นมือมาฉุดเต็มแรงจนเธอถลาเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของเขา แรงกอดรัดนั้นทำให้เธอต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บแต่ก็ไม่อาจหลุดปากร้องออกมาได้ด้วยเกรงว่า เสียงร้องของเธอจะทำให้ตนเองเจ็บตัวมากขึ้นกว่าเดิม

“ไม่ต้องทำแล้ว ไปเก็บของอีกห้านาทีฉันจะออกไป”พูดจบก็ปล่อยตัวหญิงสาวให้เป็นอิสระ นิชนันท์รีบเดินออกจากห้องมาโดยเร็วไม่กล้าขัดคำสั่งของเขา
ทันทีที่ลับร่างหญิงสาว อัคนีก็จัดการกดโทรศัพท์หาเลขาฯ ส่วนตัวของตนเองทันที ออกคำสั่งเพียงสั้น ๆ แค่ประโยคเดียวก่อนจะวางสายลง

“พรุ่งนี้เข้ามาหาฉันตอนแปดโมงเช้า”

คำสั่งของผู้เป็นนายที่ทั้งสั้นและห้วนทำให้คนได้รับคำสั่งถึงกับนิ่วหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ทว่ายังไม่ทันจะได้ไต่ถามอะไรเพิ่มเติม ผู้เป็นนายก็มาด่วนตัดสายไปเสียก่อนทำให้รู้สึกขัดใจไม่น้อย แต่ก็รู้ดีว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่จะต้องทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น


อัคนีพาหญิงสาวมาที่บ้านของตนเองอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สองแล้วที่เธอเข้ามาในบ้านหลังนี้พร้อมกับเขา สายตาของบรรดาสาวใช้ต่างพากันจับจ้องมองดูเธอด้วยความสนใจ สงสัยใคร่รู้

“ให้นายก้องเอารถไปจอดให้ด้วย”ชายหนุ่มหันไปบอกกับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง แล้วจึงหันกลับไปคว้าข้อมือของหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังตน

“ตามมา”

“ใครน่ะป้า ฉันเห็นมาที่นี่สองครั้งแล้วนะ ผู้หญิงคนใหม่ของคุณเขาเหรอ”สาวใช้วัยสิบแปดปีกระซิบถาม สายตายังคงมองตามหญิงสาวไปจนกระทั่งลับสายตา

“อย่าสอดรู้! ไปบอกก้องให้มาเอารถคุณไปเก็บ”สั่งจบก็เดินเข้าตัวบ้านไป ใจก็อดนึกคล้อยตามคำพูดของลูกน้องตนไม่ได้

‘แล้วถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูคุณเจน อะไรจะเกิดขึ้นล่ะเนี่ย’ได้แต่คิดอยู่ในใจ ภาวนาว่าอย่าให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นเลย




*********************************************.


นกไม่เคยแน่ใจเลยว่า 'นิยาย' ของตัวเองเขียนได้ดีแค่ไหน ทำให้ทุกคนพอใจได้หรือเปล่า หรือแม้กระทั่ง มีใครเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมั้ย....แต่สิ่งหนึ่งที่นกรู้ก็คือ นิยาย ทุกเรื่องที่นกเขียน นกกลั่นกรองออกมาจากความคิด จากมันสมอง จากความรู้สึกที่อยากจะเขียนทุกเรื่อง...ถึงแม้เมื่อออกมาเป็นหนังสือ จะไม่ได้ขายดีีมากมาย จนได้มีพิมพ์ซ้ำ แต่แค่ขายหมดจากที่เขาพิมพ์มาก็ดีใจแล้วค่า

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุก ๆ คนที่อุดหนุน และให้กำลัังใจ คอยติดตามผลงานของนกมาโดยตลอดนะคะ


สัญญาว่า จะเขียนให้ดีที่สุด และจะพยายามพัฒนาฝีมือการเขียนให้ดีขึ้นต่อไปในภายภาคหน้าค่ะ ^___^



ภัทร
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 พ.ค. 2556, 11:09:45 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 พ.ค. 2556, 11:09:45 น.

จำนวนการเข้าชม : 2194





<< บทนำ   ไฟสิเหน่หา บทที่ 2 >>
mhengjhy 27 พ.ค. 2556, 11:28:42 น.
โอย ตายตาย ให้ผู้หญิงที่รักเป็นเมียน้อยตัวเอง ฆ่ากันชัดๆ เลยนะฮ้าาา


คิมหันตุ์ 27 พ.ค. 2556, 12:18:52 น.
แล้วทำไมแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนหล่ะเนี่ย???รอดูเฉลยจ่ะ


จิรารัตน์ 27 พ.ค. 2556, 14:41:26 น.
หายไปนานนนนนนนนน มากเลย


wii 27 พ.ค. 2556, 21:16:37 น.
อ้าวเเล้วเรื่องราวมิลามปามใหญ่โตหรือนี่ ผิดศีลข้ากาเมเข้าไปเเล้วนะนายไปเชอะ ผิดข้อสุราเมรัย ไม่เป็นไรหรอก เเต่ข้ากาเมเนี่ยร้ายเเรงมาก สงสารเมียที่เป็นตัวเป็นตนเเละผู้หญิงที่โดนบังคับให้เป็นเมียน้อยด้วย ผู้ชายคนนี้เห็นเเก่ตัวจริงๆ


supayalak 28 พ.ค. 2556, 10:12:31 น.
พระเอกนี่ ออกตัวแร่งงงงงง ได้ใจมั่กๆ


แพรพริมา 29 พ.ค. 2556, 08:47:54 น.
สู้ๆ น้องนก ^^


Sukhumvit66 29 พ.ค. 2556, 18:36:12 น.
มาช่วยลุ้นจร้า...


วนัน 6 มิ.ย. 2556, 13:12:03 น.
มาต่อนะ


เดิมเดิม 17 มิ.ย. 2556, 16:19:29 น.
แล้วทำไมคุณอัคนีไม่พูดดีๆ หล่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account