บ่วงรักแรงอธิษฐาน
รักในปัจจุบันผูกพันกับรักที่ปวดร้าวในอดีตชาติ
คำอธิษฐานและบุพเพสันนิวาสนำเขาและเธอกลับมาพบกันอีกครั้ง
แต่จะทำเช่นไรเมื่อหนึ่งคือเพื่อนรักที่ยอมสละชีพเพื่อเราและหนึ่งคือยอดดวงใจที่เฝ้ารักเฝ้ารอมาหลายภพชาติ
Tags: ย้อนอดีต ระลึกชาติ บุพเพสันนิวาส

ตอน: ตอนที่ 20


“นี่เป็นครั้งแรกที่ปิ่นได้นั่งรถไฟไปใต้เลยนะเนี่ย”

อีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่ารถไฟขบวนแรกจะออกจากสถานีหัวลำโพง แต่ไหนๆ ก็ซื้อตั๋วแล้ว ปราณและปิ่นปัทมาจึงขึ้นไปเลือกที่นั่งและจัดสัมภาระให้เข้าที่เข้าทาง ไม่น่าเชื่อว่าแค่สองคนจะมีกระเป๋าตั้งห้าใบ เฉลี่ยแล้วคนละสองใบครึ่ง แต่อันที่จริงไม่ต้องเฉลี่ยก็ได้ เพราะกระเป๋าของปราณมีแค่ใบเดียวเท่านั้นเอง

“นี่กะจะย้ายไปอยู่ถาวรเลยหรือไงจ๊ะ”

“จัดๆ ไปเถอะน่า อย่าขี้บ่นนักเลยยังไม่แก่ซะหน่อย” คนตัวเล็กยืนคุมอยู่ใกล้ๆ ยื่นกระเป๋าใบแล้วใบเล่าให้อีกคนขึ้นเก็บบนชั้นวางของด้านบนอย่างแข็งขัน รถไฟขบวนนี้มุ่งหน้าสู่นราธิวาส ที่ๆ พี่สาวคนสวยกำลังตกระกำลำบาก ต้องการกำลังใจและความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยปากอย่างนั้นก็ตาม

จากการคุยโทรศัพท์เพียงชั่วครู่เมื่อสองวันก่อน ทำให้รู้ว่าตอนนี้พี่ปริมอยู่ที่เมืองไทย กำลังทำงานสำคัญอยู่ และมีอุบัติเหตุจากความเข้าใจผิดเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ดูซิคนเรามาถึงเมืองไทยตั้งหลายวันแล้วก็ไม่ยอมบอกน้องสาวสักคำ แถมยังทำตัวให้น่าเป็นห่วง แบบนี้ต้องตามไปตีก้นเบาๆ ถึงที่ ครั้นจะเดินทางคนเดียวก็กระไรอยู่จึงลากแขนพี่ปราณที่ถูกบังคับให้ลางานตามมาด้วยอีกคน กระนั้นชายหนุ่มผู้บ้างานก็ยังอุตส่าห์หอบหิ้วต้นฉบับที่ยังเขียนไม่จบติดไม้ติดมือมาด้วย...ช่างน่านับถือจริงๆ

เมื่อจัดทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทั้งสองก็นั่งรอเวลารถไฟเคลื่อนขบวน ม้านั่งที่หันหน้าชนกันทำให้มีโอกาสมองหน้ากันอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง หญิงสาวอมยิ้มที่มุมปากเล็กๆ เมื่อเห็นอีกคนยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก สงสัยจะเหนื่อย ก็ขนกระเป๋าตั้งหลายใบนี่นา

เมื่อผู้โดยสารทยอยขึ้นมาเรื่อยๆ ชายหนุ่มจึงขยับสละที่นั่งติดหน้าต่างให้กับอีกคน เพื่อเว้นที่ให้ผู้โดยสารอื่น คนตัวเล็กทำหน้างุนงงเล็กน้อยแต่ก็ยอมย้ายก้นไปนั่งม้านั่งเดียวกันแต่โดยดี ขบวนรถค่อยๆ เคลื่อนออกจากสถานีอย่างช้าๆ สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้โดยสารที่มีโอกาสนั่งรถไฟครั้งแรกในชีวิตอย่างปิ่นปัทมาได้ไม่น้อย อีกไม่นานเธอจะได้พบทั้งพี่สาวและพี่ชายที่ไม่ได้เห็นหน้ามานานแล้วพร้อมๆ กัน

ม้าเหล็กขบวนยาวเหยียดบึ่งไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะมีโบกี้หรือชิ้นอะไหล่ที่ส่งเสียงโครมครามตามแรงสั่นสะเทือนหลุดหายไปเสียกลางทาง เจ้าของดวงตาแช่มชื่นยังคงเพลิดเพลินกับการชื่นชมทิวทัศน์นอกหน้าต่าง เรือนผมยาวสลวยปลิวสยายท้าแรงลมอีกครั้ง นึกถึงสีหน้าอันแปลกใจของพี่ทั้งสองในการมาอย่างไม่คาดคิดของน้องสาวสุดรัก แล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ หันไปมองพี่ปราณที่นั่งตาปรือสัปหงกอยู่ข้างๆ แล้วก็นึกเสียดายที่ไม่ได้หยิบกล้องถ่ายรูปติดมือมาด้วย

‘ใช้กล้องมือถือถ่ายก็ได้’ ว่าแล้วตากล้องสมัครเล่นก็จัดการเก็บภาพสุดประทับใจของพี่ปราณเอาไว้ทุกอิริยาบถ จะเอาไว้อวดพี่สาว...นี่หรือคือชายหนุ่มเจ้าของหัวใจของพี่ปริม...ดูไม่ได้เลย
“หือ...ทำอะไรเหรอ?” ชายหนุ่มอู้อี้ถามในลำคอ ตาสองข้างทำได้เพียงหรี่ปรือ และทำท่าเหมือนจะซบอกนอนเสียด้วย
“ไม่เอา..หลับดีๆ นั่งนิ่งๆ ตรงนี้” พูดพลางรั้งร่างหนุ่มนั้นให้ออกห่างจากรัศมีไข่ดาว นั่งนิ่งๆ นะ อย่าได้ซบลงมาเป็นเด็ดขาด แค่นึกก็สยองแล้ว

‘เฮ้อ...ชักง่วงแล้วเหมือนกันแฮะ’ หญิงสาวรำพึงกับตัวเองเบาๆ หันซ้ายทีขวาที ที่นั่งรถไฟชั้นสามปรับเอนนอนก็ไม่ได้ แถมยังเป็นไม้แข็งๆ อีกต่างหาก คงต้องนั่งหลับกันแล้วล่ะงานนี้

เสียงฉึกฉักโครมครามดังสนั่นหวั่นไหวอย่างไม่มีท่าทีจะจบลงง่ายๆ เช่นเดียวกับการเดินทาง ทุกครั้งที่คืนสติจากการหลับใหลก็ยังรู้สึกได้ว่ายังอยู่ในระหว่างการเดินทางและต้องนั่งหลับแบบนี้ไปอีกนาน กระทั่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้จึงรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับท้องที่ร้องจ้อกๆ

แพขนตายาวยังคงปิดสนิท มีเพียงจมูกที่เริ่มฟุดฟิดเพราะได้กลิ่นอันหอมฉุยวูบวาบผ่านไปมาเป็นจังหวะ หลังจากงัวเงียลืมตาตื่นก็ดีใจเมื่อพบไก่ทอดและข้าวเหนียวร้อนๆ ในถุงพลาสติกแกว่งไปมาล่อจมูกอยู่ใกล้ๆ โดยมีสายตายิบหยียียวนและรอยยิ้มขำๆ ในมุมเงยของใครสักคนเป็นแบคกราวด์อยู่ด้านหลัง

“โอย..หิวจังเลย หิวๆๆ” คนฟอร์มจัดรีบลุกขึ้นชิงพูดเรื่องอื่นแก้เก้อ กลบเกลื่อนที่เผลอเป็นคนนอนหนุนตักพี่ปราณเสียเอง ก่อนจะจัดการกับข้าวเหนียวไก่ทอดหาดใหญ่ที่มีหอมเจียวโรยหน้ามาด้วยอย่างเอร็ดอร่อย

“เบาๆ ก็ได้ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก” เจ้าของตักนุ่มๆ ทำเสียงเนือยๆ ทำท่าเหมือนจะล้มตัวลงนอนหนุนตักน้อยๆ ของผู้ตื่นใหม่เสียอย่างนั้น...นี่ยอมสละตักเป็นหมอนให้ตั้งนานเลยนะขอผลัดกันนอนบ้างเถอะ ฮ้าวว...
“ทำอะไรน่ะ ไม่เอา..อี๋..นั่งหลับไปเลยไป”
“อ้าวทำไมล่ะ เมื่อกี้น้องปิ่นยังหนุนตักพี่เลย เอาน่า...อย่าคิดมาก มามะๆ”
“ไม่เอานะ มันจั๊กเดียม!”

ไอละอองจากสายฝนที่โปรยปรายลงมานอกหน้าต่างโบกี้ช่วยขับไล่ความง่วงและเรียกความสดชื่นกลับคืนมา คนสวยนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายเก็บเหตุการณ์โน่นนี่ พร้อมบันทึกเสียงไปตามประสานักข่าว ส่วนปราณได้แต่นั่งมองด้วยรอยยิ้มอยู่เงียบๆ รอยยิ้มอันอบอวลด้วยไออุ่นแห่งรักที่ถูกเก็บกักมาหลายร้อยปี แต่จะทำอย่างไรหนอ รักที่เฝ้ารอนี้จะลงเอยอย่างไร ในเมื่อนี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่หญิงผู้เป็นยอดดวงใจได้อยู่ในฐานะ ‘ที่หมาย’ ของเพื่อนรัก



“พี่ปริม...”
น้องสาวคนเล็กโผเข้ากอดพี่สาวแนบแน่นอย่างแสนคิดถึง นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้กอดพี่ปริมแบบนี้ รู้สึกหายเหนื่อยจากการดั้นด้นเดินทางมากันเองจนถึงหน่วยของพี่ปอนด์

“ว่าไงจ๊ะน้องรัก เป็นสาวขึ้นตั้งเยอะแน่ะ สวยซะด้วย มีชายหนุ่มผู้โชคดีรึยังเอ่ย”
คำถามของพี่สาวทำให้หัวใจดวงน้อยไหววูบ จนต้องเฉไฉเปลี่ยนประเด็นด้วยการคลายอ้อมแขนเพื่อสำรวจอาการของพี่สาวด้วยความเป็นห่วง
“แขนเป็นยังไงบ้างคะ”
“สบายมากจ้ะ ไกลหัวใจ” พี่สาวคนสวยลูบเรือนผมสลวยแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู ครั้นจะต่อว่าต่อขานที่ดึงดันมาหาถึงที่นี่ ก็เห็นจะใจร้ายไปสักหน่อย

ปราณยิ้มกว้างทักทายนักวิจัยคนเก่ง น้องสาวอีกคนที่น่ารักเสมอมา

“ไม่เห็นหน้าพี่ปราณตั้งนาน คิดถึงจังเลยค่ะ” คนแอบรักที่ยังเก็บงำความรู้สึกมายาวนานหันไปทักทายชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่กว้างสุดๆ สร้างความหมั่นไส้ให้กับคู่ปรับนิรันดร์กาลที่เดินยิ้มออกมาจากเต็นท์บัญชาการ ปิ่นปัทมารีบยกมือไหว้และวิ่งเข้าไปเกาะแขนอย่างประจบเอาใจ ต้องอ้อนเข้าไว้ การมาในพื้นที่เสี่ยงภัยก่อนได้รับอนุญาตอาจโดนพี่ปอนด์ว่าเอาได้

“น้อยๆ หน่อยยายหมีดำ...ไปเก็บข้าวของก่อนดีกว่าปราณ อาบน้ำอาบท่าแล้วค่อยมาคุยกันเพื่อน”
“ชิ” เกลียดคนขัดคอ


มื้อค่ำภายใต้บรรยากาศอันอบอุ่นผ่านไป สองสาวช่วยแม่ครัวทำอาหารเพิ่มสองสามอย่าง กินไปผลัดกันเล่าประสบการณ์ที่ต่างได้พานพบ
“งานของนายน่าสนุกดีนี่หว่า แล้วตอนนี้ตาลุงคนนั้นแกก็อยู่คนเดียวน่ะเหรอ?” ผู้หมวดหนุ่มหมายถึงคุณตาบุญผู้ยึดมั่นในรักข้ามภพคนนั้น
“อืม”
“นี่แหละอานุภาพแห่งรักละ ถ้าเป็นฉันก็คงทำแบบนั้นเหมือนกัน” น้ำเสียงเรียบนั้นมีแววจริงจัง ใช่เพียงแค่ตาบุญ แต่ปณิธานเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ยังยึดมั่นในรัก แม้จะต้องถูกแช่แข็งเอาไว้ลำพังนานแสนนานแล้วก็ตาม ปรายตาไปทางน้องสาวคนเล็กก็ซ่อนยิ้มไว้ในที ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ปิ่นปัทมาก็ยังดูน่ารักที่สุดเสมอ

และทุกอากัปกริยา ของเพื่อนรักก็อยู่ในสายตาของปราณ ความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนคนนี้คงมากเกินที่เจ้าตัวจะสามารถเข้าใจได้ ความผูกพันที่ข้ามภพข้ามชาติ ความรักและความเสียสละที่เพื่อนเคยมีให้ สละได้แม้กระทั่งคนรักและชีวิตของตัวเอง ขอแค่มีโอกาสปราณจะไม่รั้งรอที่จะตอบแทนความดีของเพื่อนรักคนนี้

“ฉันรักนายนะ..เพื่อน” เอื้อมมือจับหัวไหล่กำยำเอาไว้แน่น มองลึกลงไปในตาอย่างมีความหมาย แม้จะเป็นความหมายที่ปณิธานไม่สามารถรับรู้และเข้าใจได้ก็ตาม
“นี่นายคงไม่คิดจะจูบปากฉันใช่ไหม”

“ไอ้บ้า!”



“พี่ปราณเป็นยังไงบ้างน้องปิ่น ไม่ได้นอกใจพี่ไปมีใครใช่ไหม?”

พอสองสาวได้มีโอกาสอยู่กันลำพังสองคน น้องสาวที่ทำหน้าที่คุมประพฤติคนถูกแอบรักก็ถูกซักฟอกทันที เต็นท์ขนาดเล็กถูกกางซ้อนในเต็นท์ใหญ่อีกทีอย่างมิดชิด สำหรับปิ่นปัทมาและปาริมา คืนนี้จะได้นอนกอดกันซุบซิบนินทาประสาหญิงให้สาสมกับความคิดถึง

“หือ...นอกใจ?” น้องสาวทำตาโตยั่วเย้า “พี่ปริมพูดยังกับว่า พี่ปราณเขาตกลงปลงใจคบหาเป็นแฟนกันแล้วยังงั้นแหละ”
“เอาไว้ให้ถึงเวลาพี่จะขอพี่ปราณแต่งงาน”
“เป็นลมดีกว่า...” คนฟังรับไม่ได้ ถึงกลับแกล้งเป็นลมล้มตึงกับที่นอนสนามผืนบาง ท่าจะอยู่เมืองนอกนานเกินไปเสียแล้วพี่สาวเรา

“ไม่ต้องแกล้งเป็นลมเลย มาคุยกันก่อนซะดีๆ พี่ปราณเขาเป็นยังไงบ้าง เขาบ่นคิดถึงพี่บ้างไหม ตื่นมาเล่าซะดีๆ” มีหรือที่คนพี่สาวจะยอมให้หลับง่ายๆ ทั้งยื้อยุดฉุดดึงคนตัวเล็กก็ยังแกล้งนอนเฉย จึงต้องจัดการด้วยการจั๊กจี้ชุดเล็ก น้องสาวตัวดีถึงได้ยอมปริปาก

“โอย...พี่ปริมให้ปิ่นเล่าบ่อยๆ จนปิ่นไม่รู้จะเล่าอะไรแล้วนะค้า”
ดวงหน้างามนั้นฉายแววผิดหวัง ก็การเล่าทางโทรศัพท์จะเหมือนเล่ากันต่อหน้าแบบนี้ได้ยังไงกันล่ะ และที่สำคัญนอกเหนือจากข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวเดิมๆ ที่ได้รับฟังมาแล้วมันคือความสุขที่ได้พูดถึงคนรักกับคนที่รู้ใจ
“โอ๋ๆๆ...ก็ได้ค่ะ”

แล้วปิ่นปัทมาก็เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันจนปาริมาเริ่มรู้สึกว่า อาจจะมีอะไรระหว่างสองคนนี้ ท่าทีของพี่ปราณเองก็ดูเหมือนจะห่วงใยปิ่นปัทมาอยู่ไม่น้อย

“น้องปิ่น.. ชอบพี่ปราณใช่ไหม?”

คนถูกถามถึงกับนิ่งอึ้ง รู้สึกมึนงงเหมือนโดนหมัดน้อยๆ กระแทกเข้ากลางใจ
“พี่ล้อเล่นน่า ทำหน้าตาดูไม่จืดเลย”




“ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้โทรหาพี่ทันทีนะ”

“ครับผม!” ยายหมีดำตะเบ๊ะรับปากอย่างแข็งขัน วันนี้ปาริมาและผู้ช่วยจำเป็นทั้งสอง น้องปิ่นและพี่ปราณ จะออกเก็บข้อมูลในหมู่บ้านถัดไป การทำงานไปพร้อมๆ กับหน่วยของทหารอาจเป็นอุปสรรคต่อการได้รับข้อมูลที่แท้จริงและตรงไปตรงมาจากชาวบ้าน

ดวงตาแก่นแก้วแจ่มใสหรี่แสงลงเมื่อคนเป็นพี่ชายไม่แสดงอารมณ์ว่าสนุกด้วยเลยสักนิด ก็ดื้อเสียขนาดนี้บอกให้รอก่อนก็ไม่ยอมฟังจะไปท่าเดียว ช่วงเช้าปณิธานมีภารกิจ ต้องรอให้ถึงช่วงบ่ายกว่าจะได้ตามไปสมทบ

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ถ้าทำได้ก็อยากจะจับขังเอาไว้เสียให้เข็ดจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเสียมากมายขนาดนี้

“เอาน่า..หมู่บ้านติดกันนี่เองไม่เป็นไรหรอก เสร็จงานแล้วพี่ปอนด์ก็ค่อยตามไปก็ยังทัน อย่าซีเรียสเลยน่า เดี๋ยวไม่หล่อนะคะ” ต้องกอดแขนฉอเลาะเสียหน่อยสีหน้าเข้มนั้นจึงค่อยคลายลงบ้าง น้องสาวคนเล็กลอบสบตาพี่ปราณด้วยสีหน้าฉงนในท่าทีที่พี่ทั้งสองแสดงต่อกัน ปกติเห็นเป็นไม้เบื่อไม้เมากันจะตาย วันนี้กลับทำเสียงออดอ้อนอย่างกับคู่พระนางในละครทีวีเสียอย่างนั้น




รถจี๊ปคันเล็กสีเขียวลายพรางแล่นไปตามทางลูกรังชื้นแฉะที่คดเคี้ยวมุ่งสู่อีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ขับเลียบลำน้ำตรงเนินเขาและป่ารกทึบเบื้องหน้าตามคำบอกเล่าก็จะเป็นหมู่บ้านเป้าหมายแรก นักวิจัยผู้กระหายข้อมูลจะได้เริ่มภารกิจที่แท้จริงเสียที หวังว่ารถที่เป็นรถจี๊ปทหารเพราะเป็นเหตุสุดวิสัยจะไม่ทำให้เสียเรื่อง ถึงอย่างไรก็มาในฐานะพลเรือน กระทั่งการเดินทางผ่านเข้าสู่เขตป่าทึบ ปราณก็ต้องหยุดรถกะทันหัน มีชาวบ้านประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม และมีคนนอนเจ็บอยู่ข้างทางโบกมือขอความช่วยเหลือ

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ” ปาริมาปราดเข้าประคองคนเจ็บสำรวจร่องรอยบาดแผล ความที่เห็นเป็นชาวบ้านธรรมดาและกำลังบาดเจ็บจึงลืมอันตรายที่พี่ปอนด์เฝ้าเตือนนักเตือนหนาไปเสียสนิท น้องปิ่นและพี่ปราณตามมาสมทบในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น

“อย่าขยับ ยกมือขึ้น”

แล้วทั้งสามก็ต้องชะงักเมื่อมีเสียงขู่ออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่พร้อมปืนสั้นในมือก้าวออกมา เจ้าคนที่นอนขอความช่วยเหลือเงยหน้าขึ้นมาส่งเสียงหัวเราะชอบใจ

นักวิจัยสาวหน้าซีดด้วยความตกใจ เมื่อสำนึกได้ว่าน่าจะเชื่อฟังคำทัดทานของพี่ปอนด์ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นเสียแล้ว

ในจังหวะที่คนถือปืนเดินมาถึง เจ้าคนแกล้งเจ็บกำลังยันกายลุกขึ้น ความกล้าหาญผุดขึ้นในหัวใจของปราณผู้ไม่เคยฝึกศิลปะการต่อสู้ใดๆ มาก่อน จะจัดการอย่างไรต่อไปไม่อาจรู้ แต่วินาทีนี้ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ พวกมันมีกันแค่สองคนอยู่ในวิสัยที่จะจัดการได้ไม่ยากนัก

เจ้าวายร้ายถูกถีบเซถลาไปชนอีกคนจนเสียหลักล้มลงไปกองกันที่พื้น

“ไปเร็ว!!”
คว้าแขนน้องปิ่นที่ยืนเกาะแขนพี่ปริมอยู่ใกล้ๆ ออกแรงวิ่งสุดชีวิตก่อนที่เจ้าพวกนั้นจะตั้งตัวได้ มันรีบผลักกันให้ออกห่างและลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล

“จะหนีไปไหน หยุดเดี๋ยวนี้” มันตะโกนไล่หลังพร้อมยิงปืนขู่หนึ่งนัด

“พี่ปริม!” หัวกระสุนถากต้นไม้ใหญ่เปลือกกระจุย ปาริมาตกใจปล่อยมือจากน้องสาวและวิ่งหลบไปอีกทางหนึ่ง เมื่อเป้าหมายแยกเป็นสองพวกมันจึงต้องแยกกันตาม เจ้าคนแกล้งเจ็บชักปืนออกจากเอว วิ่งตามปาริมาออกไปหมายจับตัวให้ได้ วินาทีนี้คงไม่สามารถทำอะไรได้ดีไปกว่า...

“น้องปริม...วิ่ง...โทรตามพี่ปอนด์!!”

ปราณตะโกนบอกก่อนจะคว้าแขนน้องปิ่นวิ่งต่อไป ยังมีอีกคนตามล่าเราอยู่ ต้องพาน้องปิ่นหลบในที่ปลอดภัยก่อนแล้วค่อยกลับมาหาทางช่วยน้องปริม ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจตัวเองที่ไม่มีความกลัวเกรงปรากฏในหัวใจเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นการหนีเพื่อหาทางโต้กลับ แค่เพียงหาที่ซ่อนให้น้องปิ่นได้ก่อน ศัตรูเพียงคนเดียวไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะจัดการ

ต้องรีบ... ชายหนุ่มบอกกับตัวเองอย่างนั้น เพราะไม่รู้ว่าป่านนี้ปาริมาจะเป็นอย่างไรบ้าง ทางโค้งข้างหน้าเป็นต้นไม้ใหญ่ พุ่มไม้ด้านล่างหนาพอจะให้ปิ่นปัทมาหลบได้

“น้องปิ่นหลบใต้พุ่มไม้!!” ออกแรงผลักปิ่นปัทมาเข้าหลังพุ่มไม้ก่อนจะเหวี่ยงตัวกระโดดเกาะกิ่งไม้โหนขึ้นไปหลบหลังพุ่มใบที่ดกหนาและเฝ้ารอเวลา

“เฮ้ย! หายไปไหนวะ” เจ้าวายร้ายวิ่งตามมาหยุดใต้ต้นไม้ ส่ายปืนไปมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ ไม่น่าเชื่อว่าจะวิ่งเร็วขนาดนี้ แล้วมันก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อมือที่ถือปืนถูกท่อนขาแข็งแรงของใครบางคนบนต้นไม้กระโดดลงมาหนีบและเอี้ยวตัวบิดอย่างแรงจนแขนของมันหักคาที่

“เฮ้ย มันอยู่ทางนี้ จัดการมัน”

“แย่แล้วน้องปิ่น...วิ่ง!!”
แล้วทั้งสองก็ต้องออกแรงวิ่งอีกครั้ง พวกมันไม่ได้มีแค่สองคน ต้องไปจากที่นี่แล้วค่อยหาทางจัดการกับพวกมันทีละคน เวลาที่จะได้กลับไปช่วยปาริมาอย่างที่ตั้งใจไว้ต้องยืดออกไปอีก

เบื้องหน้าเป็นป่ารกทึบ ปราณรู้สึกว่านี่คือที่ปลอดภัย อย่างน้อยก็ดีกว่าตกเป็นเป้านิ่งท่ามกลางที่โล่งข้างนอกนั่น ออกแรงพุ่งไปสุดชีวิต สายตาที่เริ่มชินกับความมืดมองเห็นทางเท้าเล็กๆ คดเคี้ยวไปตามแนวต้นไม้

“อย่าเหยียบตรงนั้น กระโดด!!” แรงวิ่งส่งให้ทั้งสองกระโดดลอยตัวจากพื้นพ้นเขตของใบไม้แห้งที่ถูกสุมเอาไว้บนพื้นดิน สัญชาติญาณที่เพิ่งเกิดขึ้นบอกให้รู้ว่าอันตราย นั่นเป็นกับดัก และก่อนที่ปิ่นปัทมาจะออกแรงวิ่งต่อไป

“หยุดก่อน” แขนแข็งแรงรีบคว้าร่างบางๆ นั้นไว้ ถัดไปอีกไม่ถึงห้าเมตรมีเชือกขึงอยู่ กลางป่าเช่นนี้จะมีเชือกมาถึงขวางทางไว้แบบนี้ได้ยังไง ชายหนุ่มหยิบท่อนไม้แห้งโยนไปที่เชือกเส้นนั้น

หลาวไม้ไผ่ที่ถูกเสี้ยมจนแหลมคมถูกปล่อยลงมาจากต้นไม้ข้างทาง มันถูกผูกเอาไว้เหมือนชิงช้า และแน่นอน ขนาดเหวี่ยงแหวกอากาศไปปักต้นไม้อีกฝั่งหนึ่งยังปักฉึกฝังลึกอยู่อย่างนั้น ถ้าใครเตะเชือกและโดนเข้าไปแล้วละก็...

“แย่แล้ว..แล้วพี่ปริมล่ะ..” หญิงสาวหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกง กดโทรหาพี่สาวด้วยความเป็นห่วง

“แย่จริง โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณเลย” เมื่อหันไปทางพี่ปราณก็พบว่ากำลังสู้กับผู้ร้าย มันถอยกรูดหลังชนต้นไม้มีท่าทีจะเพลี่ยงพล้ำด้วยชั้นเชิงที่อ่อนกว่า ...นี่..พี่ปราณไปฝึกการต่อสู้มาจากไหนกัน โอ๊ะ..แย่แล้ว

“ระวัง!” ร่างบางๆ วิ่งเข้าไปขวางทางวายร้ายอีกคนที่เงื้อมีดอยู่ทางด้านหลังหวังแทงปราณให้จมมีด
ฉึก!!

“น้องปิ่น!!”



“ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”

ผู้หมวดหนุ่มผู้เป็นพี่ชายตะโกนถามแทบเป็นตะคอกทางโทรศัพท์ ความโมโหที่เตือนแล้วไม่ฟังหมดสิ้นไป ความห่วงใยมากล้นถาโถมเข้ามาแทนที่ ยังไม่ทันจะรู้เรื่องสัญญาณโทรศัพท์ก็ขาดหายไป

“หมู่บ้านข้างหน้า” ปณิธานคว้าปืนสั้นคู่ชีพกระโดดขึ้นรถจี๊ปและบึ่งออกไปสุดกำลัง สี่ล้อตะกุยพื้นถนนจนโคลนกระจายเป็นทาง เหยียบลงไปจนสุดคันเร่งยังรู้สึกว่าช้าเหลือเกิน เสียงปืนที่ดังมาจากชายป่าเชิงเขาทำให้หัวใจที่ร้อนรุ่มอยู่แล้วยิ่งร้อนรนมากขึ้นเป็นเท่าทวี

เมื่อสัญญาณโทรศัพท์ขาดหาย ปาริมาก็ไม่ได้โทรซ้ำอีกเพราะไม่มีแม้เวลาจะหยุดพักหายใจ เจ้าพวกวายร้ายสามคนตามติดมาไม่ห่าง นักวิจัยสาววิ่งลัดเลาะตามแนวป่า ผ่านโขดหินและลำธารที่คดเคี้ยว ขาเรียวภายใต้กางเกงยีนฟกช้ำเพราะกระแทกกิ่งไม้ระหว่างทาง เหงื่อชุ่มโชกทั่วกาย

“พี่ปอนด์...” หันรีหันขวางอยู่กลางลำธาร ถัดไปเพียงไม่ถึงสิบเมตรเป็นน้ำตกสูงชัน เจ้าพวกนั้นยังไม่โผล่มาคงพอมีเวลาหายใจหายคอบ้างสักหน่อย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดอีกครั้งแต่ก็ต้องส่ายหน้าด้วยความผิดหวังเพราะไม่มีสัญญาณอีกเช่นเคย ได้แต่หวังว่าเสียงปืนของพวกมันจะทำให้พี่ปอนด์ตามมาถูก ถ้ามาไม่ทันมีหวังน้องสาวคนนี้...

“เฮ้ย!! นังคนสวยมันอยู่นี่”

“อย่าเข้ามานะ พวกแกต้องการอะไรทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย”
“ถ้าเข้ามาแล้วจะทำไมจ๊ะน้องคนสวย” พวกมันย่างสามขุมเข้าประชิด หญิงสาวลุยน้ำถอยไปจนถึงน้ำตก ลำพังกระแสน้ำที่สูงเลยเข่าก็แทบจะทรงตัวไม่ไหวอยู่แล้ว
“อย่าขัดขืนเลยน้องสาว ไปกับพวกเราซะดีๆ”

“ไม่มีทาง!!” หญิงสาวรวบรวมความกล้ามองลงไป สายน้ำกระทบโขดหินและผิวน้ำดังครืนๆ ถ้ากระโดดลงไปจะถึงตายไหมหนอ แต่ต่อให้ต้องตายก็จะไม่ยอมให้พวกมันจับได้เป็นอันขาด แล้วปาริมาก็ตัดสินใจกระโดด เกลียวน้ำตกมหึมาพาร่างบางๆ นั้นทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่าง ..คุณพระคุณเจ้าช่วยปริมด้วย...

“ยายปริม!!”

ปณิธานตามเสียงปืนมาทันพอดี กระสุนปืนเจาะทะลุต้นขาของพวกมันจนล้มกลิ้งไม่เป็นท่า

สายน้ำที่เชี่ยวกรากทิ้งตัวกระทบโขดหินและผืนน้ำเบื้องล่างส่งเสียงกึกก้องกลบกลืนร่างบอบบางของหญิงสาวจมหายไปในพริบตา ไม่มีเวลาแม้จะชั่งใจหรือนึกถึงอันตรายใดๆ เพราะการตัดสินใจที่ช้าเพียงเสี้ยววินาทีนั่นอาจหมายถึงชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่จะไม่ยอมให้น้องต้องเป็นอะไรไปอย่างเด็ดขาด

ผู้หมวดหนุ่มที่ผ่านการฝึกหนักมาอย่างโชกโชนในทุกรูปแบบสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด กระโดดทิ้งตัวตามสายน้ำลงไปอย่างรวดเร็ว รอพี่ก่อนนะน้องรักอย่าเพิ่งเป็นอะไรไป สองชีวิตกระทบผิวน้ำและจมลงไปในเวลาไล่เลี่ยกัน คนพี่ใจหายแวบเมื่อโผล่ขึ้นเหนือน้ำมองซ้ายมองขวาไม่พบปาริมา

“ยายปริม!”

สูดหายใจลึกๆ และดำดิ่งลงไปอีกครั้ง หากน้องปริมสลบไปอาจโชคดีควานหาได้ทัน คุณพระคุณเจ้าช่วยน้องสาวของผมด้วยเถิด
และอีกไม่กี่อึดใจ...

“ยายปริม! ทำใจดีๆ ไว้นะพี่อยู่นี่แล้ว”

ร่างบอบบางและอ่อนแอถูกกระแสน้ำม้วนลงกระทบโขดหินเบื้องล่างจนสลบไป ปณิธานรีบพยุงร่างปวกเปียกตะเกียกตะกายเข้าฝั่งอย่างทุลักทุเล
“ยายปริม” วางร่างแน่นิ่งลงบนพื้นริมฝั่งด้วยอาการเหนื่อยหอบ ความแรงของน้ำทำให้ชายหนุ่มร่างกายกำยำอย่างปณิธานหมดแรงได้ขนาดนี้ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะทำหญิงสาวร่างกายบอบบางหมดสติได้ รวบรวมสติก่อนจะสายเกินแก้โน้มตัวลงฟังเสียงลมหายใจ

‘แย่แล้ว ยายปริมไม่หายใจ’ หัวใจของพี่ชายจอมกวนหล่นวูบ เอื้อมมือแตะชีพจรที่บริเวณลำคอ โชคดีที่ชีพจรยังเต้นอยู่ เชยคางสวยให้แหงนขึ้นด้วยมือขวาปิดจมูกเชิดเอาไว้ด้วยมือซ้ายสูดลมเข้าไปเต็มปอดก่อนจะประกบปากบนริมฝีปากซีดเซียวนั้น เป่าเข้าไปยาวๆ จนสุด
‘หายใจสิยายหมีดำของพี่’ สูดลมหายใจและเป่าเข้าไปอีกครั้ง

“แค่กๆๆ...”

“ยายปริม!!” คนที่รอคอยด้วยความกระวนกระวายทั้งโล่งใจและดีใจอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน รั้งร่างบางๆ ที่ยังเปียกปอนของยายหมีดำเข้ามากอดเอาไว้แน่น อันที่จริงอย่าไปบอกใครนะว่า...นายรั้วผุๆ ของชาติแอบร้องไห้

“พี่ปอนด์...ปริมกลัว” แขนเรียวกระชับแน่นกับเอวหนาของอีกคน คิดว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ากันอีกแล้ว ขอบคุณสวรรค์ที่ยังเมตตา ขอบคุณ...เหลือเกิน...



ไอรายา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 3 มิ.ย. 2554, 09:01:09 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 3 มิ.ย. 2554, 09:01:09 น.

จำนวนการเข้าชม : 1700





<< ตอนที่ 19 หัวใจกระซิบรัก   ตอนที่ 21 ห่วงใยเหลือเกิน >>
ดารานิล 3 มิ.ย. 2554, 09:38:26 น.
แวะเข้ามาทักค่ะคุณพี่ เรื่องนี้อยากเห็นเป็นหนังสือเพราะปกสวยเวอร์ อิอิ


saralun 3 มิ.ย. 2554, 09:59:29 น.
เอะ!! สองคนนี้ยังไง อยู่น้าาา ฮ่า ๆ ๆ


ไอรายา 5 มิ.ย. 2554, 07:40:57 น.
เอ..ยังไงนะ ^^

รอนานจนจืดไปละจ้าดารานิล ^^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account