บ่วงรักแรงอธิษฐาน
รักในปัจจุบันผูกพันกับรักที่ปวดร้าวในอดีตชาติ
คำอธิษฐานและบุพเพสันนิวาสนำเขาและเธอกลับมาพบกันอีกครั้ง
แต่จะทำเช่นไรเมื่อหนึ่งคือเพื่อนรักที่ยอมสละชีพเพื่อเราและหนึ่งคือยอดดวงใจที่เฝ้ารักเฝ้ารอมาหลายภพชาติ
Tags: ย้อนอดีต ระลึกชาติ บุพเพสันนิวาส

ตอน: ตอนที่ 21 ห่วงใยเหลือเกิน


“น้องปิ่น!!”

ร่างของปิ่นปัทมาทรุดฮวบในจังหวะที่ปราณหันมาจัดการกับเจ้าคนสุดท้ายได้ในพริบตา เจ้าคนสุดท้ายที่แทงพลาดไปโดนหญิงสาวที่วิ่งเข้ามาขวางทางมีด เลือดสดๆ ไหลอาบมือน้อยที่กดปิดแผลบริเวณบั้นเอว แม้จะถูกแทงเพียงถากๆ แต่บาดแผลก็ลึกเกินพอ

“น้องปิ่นทำใจดีๆ ไว้นะพี่จะห้ามเลือดให้” สัญชาติญาณบอกกับปราณว่า ใบสาบเสือใช้ห้ามเลือดได้ เขามองสำรวจไปรอบๆ เพื่อค้นหา

“พี่...ปราณ...อยู่กับปิ่นนะ” มือน้อยคว้าแขนเอาไว้อย่างขวัญผวา ภาพของชายหนุ่มที่แสดงความห่วงใยสุดชีวิตเริ่มพร่าพราย โลกทั้งโลกหมุนคว้างหนาวเหน็บไปทั้งตัว

“น้องปิ่น...อย่าหลับนะน้องปิ่น!!”

ภาพเดิมๆ ที่คุ้นตาได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งนั่นสร้างความหวั่นวิตกให้กับปราณอย่างมากมาย รั้งร่างบางที่หายใจแผ่วๆ นั้นมาแนบอก ความห่วงใยมันจุกล้นเมื่อนึกถึงชะตากรรมในอดีตของสตรีผู้เป็นยอดดวงใจ นี่เราจะต้องจากกันอีกครั้งหนึ่งอย่างนั้นหรือ จากกันทั้งที่ยังไม่มีโอกาสเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง จากกันทั้งที่ยังไม่มีโอกาสบอกรักกันสักคำอย่างนั้นหรือ

“ตื่นขึ้นมาสิ อย่าทิ้งพี่ไปไหนอีกนะ...” เอื้อมสัมผัสดวงหน้างามด้วยมือสั่นเทา
“อย่าเงียบแบบนี้ พี่ใจหายรู้ไหม ตื่นมาพูดกับพี่สิ” หยาดน้ำใสๆ เอ่อล้นที่ดวงตา ในนาทีนี้ปราณได้ประจักษ์แก่ใจว่าเวลาทุกนาทีที่ยังมีกันและกันนั้นมีค่ามากมายเพียงไหน ตั้งแต่ไหนแต่ไรปิ่นปัทมาก็นั่งอยู่ในหัวใจในฐานะคนพิเศษที่สุดเสมอมา แต่เหตุผลอื่นๆ มากมายทำให้ลังเล ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากบอกความรู้สึกลึกๆ ออกไป ซึ่งนั่นอาจทำให้ปราณไม่มีโอกาสได้บอกอีกเลย

“พี่...ปราณ...” ตางามแย้มปรือ ปากสวยเผยรอยยิ้มน้อยๆ
“อย่าเป็นอะไรนะ”
“ปิ่นง่วง...”
“อย่าเพิ่งหลับนะน้องปิ่น อยู่กับพี่...ขอร้องละอย่าทิ้งพี่ไป น้องปิ่น...”

น้ำเสียงสั่นเครือพร่างพรูที่ได้ยินก่อนสติจะวูบไหวนำความสุขมาสู่หัวใจดวงน้อย หัวใจดวงน้อยที่เฝ้าเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้มานานนักเช่นกัน ที่แท้ พี่ปราณเป็นห่วงปิ่นมากมายถึงเพียงนี้

ในห้วงสัมปชัญญะที่เลือนรางนั้น พี่ปราณได้พาขี่หลังหนีพวกที่ตามมาอีกครั้ง วิ่งและวิ่ง ลึกเข้าไปในป่าใหญ่ กระทั่งพวกมันชะงักผีเท้าล่าถอยกลับไปด้วยท่าทีตื่นกลัว เจ้าของพื้นที่กลุ่มใหม่มีท่าทีไม่เป็นมิตรไม่ยอมให้ผ่านซ้ำยังตรงเข้าทำร้าย ภาพสุดท้ายที่ปิ่นพอจะฝืนลืมตาให้เห็นคือพี่ปราณยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องไม่ให้ใครเข้ามาทำอันตรายปิ่นได้ทั้งที่ตัวเองก็เหนื่อยล้าแทบสิ้นแรง

“ฟังก่อนไม่ได้หรือไง พวกเราแค่หลงทางเข้ามา” ชายหนุ่มพยายามชี้แจงด้วยลมหายใจเหนื่อยหอบสายลมพัดแรงและท้องฟ้าที่มืดครึ้มบอกให้รู้ว่าฝนกำลังจะเทลงมาในอีกไม่ช้า

“ไม่ต้องพูดมาก กูรู้ว่ามึงเป็นสายทหาร”

“เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วครับพี่ ผมไม่ใช่...” พูดไม่ทันขาดคำก็ต้องล้มลงไปคลุกกับพื้นดินฉ่ำแฉะ หนึ่งในพวกมันถีบกลางลำตัวจังหวะที่พยายามเจรจา

“ฝนใกล้จะตก จัดการมันได้แล้ว”
“ครับลูกพี่” เจ้าคนลูกน้องรับคำพลางชักมีดสั้นออกจากฝัก นัยว่าถ้าใช้ปืนเสียงจะดังเกินไป

ปราณลุกขึ้นมาตั้งหลักอยู่ไม่ไกลจากปิ่นปัทมา ถ้าเพียงมันผู้ใดกล้ากล้ำกลายแตะต้องหญิงสาวแม้เพียงปลายเล็บ เขาจะโต้ตอบกลับไปอย่างไม่เกรงใจอีกแล้ว ถูกทำร้ายจากการเข้าใจผิดไม่ใช่เรื่องต้องถือโทษโกรธเคือง หากแต่พยายามอธิบายแล้วยังไม่ยอมฟัง แถมยังคิดทำร้ายกันถึงชีวิตแบบนี้ ถ้าพลาดพลั้งไปก็อย่าหาว่าใจร้ายก็แล้วกัน

สายตาคมกริบจับจ้องในท่าตั้งรับตามสัญชาติญาณ รอจังหวะโต้กลับเมื่อถึงเวลา

มันย่างสามขุมเข้าประชิด กวาดปลายมีดเปิดทางและข่มขู่ ปราณเอี้ยวตัวหลบได้อย่างมีเชิง และจังหวะที่มันจ้วงแทงอีกครั้ง ข้อมือถือมีดของมันก็ถูกกระชากกระแทกกับเข่าของผู้ถูกไล่ล่า มีดหลุดจากมือ มันร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดคุกเข่ากุมแขนอยู่ตรงนั้น

อีกคนปรี่เข้าหาปิ่นปัทมา

มีดที่ตกอยู่กับพื้นถูกขว้างออกไป ปักทะลุต้นขาสิ้นฤทธิ์กองกับพื้น

เจ้าคนลูกพี่เห็นท่าไม่ดีชักปืนออกจากเอว ปราณพุ่งสวนเข้าไปอย่างรวดเร็ว เร็วเกินกว่าที่มันจะมีเวลาเล็ง ปืนสั้นในมือถูกผลักกระแทกกับต้นไม้ก่อนที่ศอกคมกริบจะฟันฉับเข้าที่ขมับข้างซ้ายของมัน โลกนี้ดับวูบลงไปในพริบตา

เจ้าคนแขนหักใช้มือที่เหลืออีกข้างซึ่งสั่นเทาชักปืน หาใช่การชักปืนในฐานะผู้ล่า แต่เพื่อป้องกันตัว เมื่อเหยื่อที่เคยหมายขย้ำกลับมีฝีมือเหนือชั้นกว่ามากมายนัก

“พอได้แล้ว เขาไม่ใช่ศัตรูของพวกแก!!”




กระท่อมมุงหญ้าคาหลังเล็กช่วยให้คนเจ็บได้มีโอกาสหลบฝน ปราณนั่งพิงเสาที่ทำจากท่อนไม้ขนาดใหญ่กว่าต้นขา โดยมีคนเจ็บที่ยังไม่ฟื้นนอนหนุนตัก เสื้อยืดตัวเดียวถูกถอดและห่มให้คนตัวเล็กโดยมีผ้าแพรผืนบางจากเจ้าของกระท่อมผู้อารีย์ห่มเอาไว้ เลือดจากแผลถูกแทงหยุดไหลแล้ว ผ้าพันแผลที่หาได้ตามอัตภาพพันทับเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง

“ตื่นสิน้องปิ่น หลับนานเกินไปแล้วนะ”

พายุสงบแล้ว เหลือเพียงสายฝนโปรยปรายบางเบา แสงสุดท้ายของวันนี้กำลังจะหมดลง แต่คนตัวเล็กก็ยังนอนนิ่ง เลือดฝาดบนใบหน้างามบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวอาการดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับคนเฝ้ารอด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ

“พี่มีบางอย่างอยากจะบอกกับน้องปิ่น...” เอื้อมหยิบมือเรียวขึ้นมากุมไว้แนบอก

“ความจริงแล้ว พี่แอบรักน้องปิ่นมาตั้งแต่แรกเห็น ไม่สิ...มันนานกว่านั้น น้องปิ่นรู้ไหมว่า มันทรมานแค่ไหนที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกที่แท้จริงของหัวใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา หลายปีมานี้พี่พยายามทำตัวให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้น้องปิ่นน้องอึดอัดใจ แต่...พี่ก็ไม่เคยปฏิเสธตัวเองได้เลยว่า ไม่มีสักนาทีที่พี่ไม่คิดถึงน้องปิ่น” ปรายตามองผ่านไปยังผืนป่าที่เริ่มจะมืดมิด สะท้อนในหัวใจเมื่อนึกว่ารักครั้งนี้คงเป็นรักเหมือนทุกครั้งที่เคยผ่านมา

“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ทุกครั้งก็ไม่รู้...”


“ชาติ...หน้า...”
คนเฝ้ารอนับวินาทีต้องสะดุ้งอีกครั้ง กับเสียงละเมอที่ฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ ดวงหน้าสวยผุดเหงื่อเม็ดโป้งส่ายไปมา หยาดน้ำใสๆ ไหลรินที่หางตาดังกำลังตกอยู่ในห้วงเหวของฝันร้าย

“น้องปิ่น ไม่ต้องกลัวนะพี่อยู่นี่” กุมมือเรียวมาบีบเบาๆ แพขนตางอนจึงลืมขึ้นอย่างช้าๆ
“เป็นยังไงบ้างเจ็บมากไหม”

“พี่ปราณ...”

ตางามที่ยังไม่คลายจากความเศร้าโศกระริกไหว สำรวจใบหน้าคมของอีกฝ่ายดังอยากให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่เพียงความฝัน รู้สึกเจ็บแปลบที่บาดแผลจนไม่อาจเขยื้อนกายได้ ใบหน้าที่ยังซูบซีดฉายแววแปลกใจเมื่อมองสำรวจไปรอบๆ กระท่อมไม้ไผ่ทรุดโทรม แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนแววตาอาทรของใครอีกคนอยู่วิบวับ
“ไม่ต้องกลัวนะเราปลอดภัยแล้ว”
“ปิ่นหนาว...” คว้ามือหนาเกาะเกี่ยวเอาไว้แน่นดังเกรงจะต้องพลัดพรากจากไปชั่วนิรันดร์

หนุ่มสาวขยับกายแนบชิดโอบกอดกันและกันเอาไว้อย่างเงียบๆ แม้ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยเป็นถ้อยคำใดต่างก็รู้ว่า ในสองหัวใจอ้างว้างนี้ ไม่มีที่ว่างสำหรับใครอีกแล้ว เหตุผลและกฎเกณฑ์อื่นใดที่เคยขวางกั้นหัวใจรักถูกวางเอาไว้ชั่วคราวก่อน ขอโอกาสให้รักที่แสนอาภัพนี้ได้ทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง แม้สุดปลายทางจะสวยงามสมดังหวังหรือไม่ก็ตาม

“ป่านนี้พี่ปริมจะเป็นจะเป็นยังไงบ้างนะ...”

“จริงสิ...” รีบคว้าโทรศัพท์โทรหาปาริมาและปณิธาน แต่ก็ต้องส่ายหัวเมื่อไม่สามารถติดต่อใครได้เลย สองมือเกาะเกี่ยวแนบแน่น ขอให้เรื่องร้ายๆ ในวันนี้เป็นดังเช่นสายฝน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ขอให้พวกเราได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง

ขออย่าให้มีใครต้องเป็นอะไรไป




“ที่นี่มีถ้ำ เราคงต้องค้างกันที่นี่ พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินตามแม่น้ำไป”

ฝนหยุดตกไปแล้ว ปณิธานและปาริมาเดินเลียบริมน้ำจนมาพบชะง่อนหินขนาดใหญ่พอจะเป็นที่พักพิงสำหรับคืนนี้ได้ ชายหนุ่มเก็บฟืนมาก่อกองไฟเล็กๆ แค่พอมีแสงสว่างเพียงชั่วคราว ให้ได้จัดการกับเสื้อผ้าที่เปียกชื้น และผูกแผงไม้ไผ่เป็นแปลนอนยกสูงจากพื้นเล็กน้อยป้องกันงูเงี้ยวเขี้ยวขอ เขาอดยิ้มภูมิใจในฝีมือของตัวเองไม่ได้ แค่มีดพกอันเดียวสามารถทำได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือไอ้ปอนด์

กองไฟลุกท่วมแล้ว ชายหนุ่มถอดเสื้อผึ่งจนแห้ง ส่วนปาริมาก็นั่งรับไออุ่นอยู่ใกล้ๆ หัวใจสาวมันตุ้มๆ ต่อมๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ เปล่าเลยไม่ใช่เรื่องถูกไล่ล่าหากแต่เป็นเรื่อง...

“ตอนที่ผายปอดน่ะ...” ประโยคคำถามที่ยังดูคล้ายประโยคเลื่อนลอยทำให้ชายหนุ่มหันมามอง ยายหมีดำที่อยู่ในอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดูหลบหน้าหลบตาชอบกล

“หือ ทำไมเหรอ?”

“เปล่า ไม่มีอะไร” คำตอบแผ่วเบา หน้าตูมๆ และใบหูแดงๆ เพิ่มความฉงนให้คนฟังมากยิ่งขึ้น
“อ้าว ไม่มีอะไรแล้วถามทำไมล่ะ มีอะไรก็ว่ามาเลยอย่าอึกอัก”

“พี่ปอนด์ไม่ได้...”
“เฮ้ย! ยายบ๊อง ผายปอดนะเว้ย ทำด้วยความเป็นห่วงหวังจะช่วยชีวิต ไม่ได้จะปล้ำแก”
“ก็แค่ลองถามดูเฉย ๆ แต่ก็...ขอบคุณนะคะ”
“คิดบ้าๆ” ตาหื่นส่ายหน้างุด อดขำไม่ได้กับท่าทีแบบนั้นของน้องสาว มองตามเอวบางๆ ที่เดินออกไปเตรียมตัวนอนแก้เก้อ

“เดี๋ยว...เอาเสื้อผ้าไปผึ่งแล้วก็ใส่นี่” โยนเสื้อนอกลายพรางที่ผึ่งแห้งแล้วให้ยายน้องสาวขี้ระแวงที่รับไปด้วยท่าทีอึกอัก
“...”

“นี่..ฉันเป็นพี่แกนะ จะมาอายเอยอะไรกัน”
ยายหมีดำหันมาค้อนวงใหญ่ก่อนจะเดินหน้าตูมไปแอบหลังโขดหินได้นิดหน่อย จัดการกับเสื้อผ้าที่ยังชื้นอยู่ กางเกงคงต้องใส่ตัวเดิมเปลี่ยนเสื้อสักหน่อยก็คงจะพอนอนหลับได้

“ถอดหมดนั่นแหละ เสื้อตัวโตคลุมได้ถึงเข่าเลย”

“...” หันไปค้อนอีกวงหนึ่ง ถึงมันจะจริงแต่ก็รู้สึกโหรงเหรงยังไงก็ไม่รู้ แล้วพี่ชายตัวดีก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นฟองน้ำเสริมหน้าอกของยายหมีดำหล่นแป้กลงที่พื้น เจ้าตัวรีบคว้าหมับถึงจะไม่ไวเท่าดวงตาวิบวับคู่นั้น
“หัวเราะอะไรไอ้พี่บ้า”
“ขนาดไม่สำคัญหรอกน่า หมีดำเอ๊ย” น้ำเสียงยียวนกวนประสาททิ่มแทงใจดำแบบนี้หมีดำสุดจะทนได้ ต้องจัดการให้เข็ดหลาบสักหน่อยแล้ว
“บ้าที่สุด คิดลามกใช่มั้ย” แล้วพี่ชายจอมลามกก็โดนผึ้งตัวโตไล่ต่อยแปลบปลาบจนต้องโอดโอยหนีตายไปรอบๆ กองไฟ


กองไฟที่ให้แสงสว่างชั่วคราวหรี่ลงเหลือเพียงถ่านแดงๆ พอให้ความอบอุ่นในยามค่ำคืนได้บ้าง หากเติมฟืนให้เกิดเปลวไฟจะเป็นที่สังเกตได้ง่าย

สองพี่น้องนอนเคียงข้างบนเปลชั่วคราวที่คนเป็นพี่ทำขึ้น ขนาดของมันทำให้ต้องนอนเบียดชิดจนแทบจะเกยกาย ดึกๆ ความหนาวเย็นค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมทั่วบริเวณจนร่างบางๆ ต้องสั่นสะท้าน แม้จะไม่ใช่ฤดูหนาวแต่กลางป่าไร้ซึ่งสิ่งบดบังเช่นนี้ความเย็นเยียบก็เกาะกุมหัวใจได้ไม่น้อยเช่นกัน

ตางามลอบชำเลืองเสี้ยวหน้าเข้มสะท้อนแสงจันทร์ ปณิธานยังคงนอนไม่หลับ แม้เสื้อผ้าจะแห้งสนิทแล้ว แต่เสื้อยืดคอกลมตัวเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องความหนาวเย็นเช่นนี้ได้

หญิงสาวถอดเสื้อลายพรางตัวใหญ่ คลี่ออกห่มให้พี่ชายครึ่งหนึ่งก่อนจะซุกตัวภายใต้ชายเสื้ออีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ

“พี่ปอนด์ ปริมเป็นน้องสาวพี่ใช่ไหม”
“อืม...ทำไมเหรอ?”

“...หนาวจัง” แทนคำตอบ ร่างบางๆ พลิกตัวนอนตะแคงหันหน้าให้กองไฟ ขยับแผ่นหลังแนบชิด เอื้อมรั้งแขนกำยำของพี่ชายให้อ้อมโอบเพื่ออิงแอบอุ่นไอ มือเรียวสอดประสานกับมือหนานั้นบีบไว้เบาๆ ก่อนจะหลับตาลง อยู่ใต้อ้อมแขนของพี่ปอนด์แบบนี้ อุ่นทั้งกาย อุ่นทั้งใจ

ปณิธานพลิกตัวตะแคง สอดต้นแขนแทนหมอนดึงชายเสื้อโอบคลุมร่างเล็กๆ นั้น ชิดร่างกระชับอ้อมแขนเพื่อถ่ายเทไออุ่นสู่น้องสาวคู่ปรับนิรันดร์กาล ...นอนเถอะหมีดำวันนี้เหนื่อยมามากพอแล้ว...


บางครั้ง บางความรู้สึกก็อาจลึกลับซับซ้อนเกินจะค้นพบได้ในเวลาปกติ กระทั่งได้มีโอกาสตกอยู่ในสถานการณ์พิเศษ บางความรู้สึกที่ว่านั้นจึงแง้มสิ่งบดบังแทรกตัวเล็ดลอดออกมาสูดกลิ่นไออิสรภาพแห่งโลกภายนอก

ผู้หมวดหนุ่มเฝ้าสังเกตบางสิ่งที่อุ่นๆ อบอวลอยู่ข้างๆ หัวใจ ความรู้สึกเป็นสุขอย่างที่เคยเกิดขึ้นเวลาได้อยู่ใกล้ปิ่นปัทมาเมื่อหลายปีมาแล้ว ทว่ามหาศาลยิ่งกว่า บางทีอาจเป็นเพราะความใกล้ชิดสนิทสนม เพราะวัยที่ใกล้เคียงกัน ได้ต่อปากต่อคำยั่วเย้าหยิกหยอกจนกลายเป็นคู่ปรับนิรันดร์กาล โดยเฉพาะวันนี้ที่ได้ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ มาด้วยกัน ความเป็นห่วงเป็นใยมากมายสะกิดให้รู้ตัวว่า วันนี้...คงจะต้องเลื่อนขั้นให้ยายหมีดำสักสองขั้นเสียแล้ว ส่วนปิ่นปัทมา ความเป็นน้องสาวคนเล็กที่ย่อมได้รับความเอ็นดูมากกว่าบ้างและอาจทำให้เข้าใจไปเองว่านั่นคือความรู้สึกพิเศษที่มีไว้เพื่อคนพิเศษเท่านั้น

คนแอบคิดไปไกล ต้องข่มหนังหน้าของตัวเองที่เริ่มเมื่อยให้หุบยิ้มลงเสียบ้าง ถึงยังไงยายหมีดำก็ยังไม่รับไม่รู้ด้วย ค่อยๆ คลายวงแขนที่โอบอุ่นอยู่นอกแขนเรียว สอดผ่านเอวบางกระชับแผ่นหลังนิ่มๆ ให้แนบชิดแผงอกมากขึ้น ก่อนจะกอดไว้แน่นหนาดังเดิม

“เฮ้อ...ขอนอนฝันหวานสักคืนละกันนะหมีดำ..”


ท่ามกลางอากาศที่เย็นเยียบหรีดหริ่งเรไรร้องระงมทั่วผืนป่า เสียงหายใจยาวเป็นจังหวะและสม่ำเสมอของอีกคน ตางามอีกคู่หนึ่งกำลังใสแป๋วสะท้อนแสงจันทร์ หัวใจอ่อนๆ ตื่นเต้นโครมคราม โชคดีที่หัวใจไม่ได้อยู่ที่บั้นเอว ไม่เช่นนั้นคนที่กำลังนอนกอดเอวสบายใจเฉิบต้องจับได้แน่ๆ เลยว่า ตอนนี้คนในอ้อมกอดแทบจะหัวใจวายอยู่แล้ว

เมื่อครั้งที่คุณบุญเลิศและคุณรำเพยแต่งงานกัน ปาริมาเองก็โตพอจะรู้ความบ้างแล้ว แม้จะรักกันฉันพี่น้องมาร่วมยี่สิบกว่าปี แต่ในใจลึกๆ แล้วหญิงสาวก็รู้ว่าปณิธานเป็นเพียงลูกเลี้ยงของบิดา จึงไม่แปลกที่บางความรู้สึกซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจการบงการของหัวใจจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากมายเช่นในขณะนี้ ใช่เพียงแต่อยู่นอกเหนือการบงการของหัวใจหากแต่กลับกลายเป็นความรู้สึกที่อาจหาญควบคุมหัวใจดวงน้อยๆ ไปเสียเองอีกด้วย

ไอรักที่แอบเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้ายแผ่ปกคลุมทั่วผืนป่า เสียงไชโยโห่ร้องของหรีดหริ่งเรไรระงมสะท้อนไกลถึงหมู่ดาวบนฟากฟ้า หมู่ดาวกระพริบระยิบระยับดังจะยินดี ในค่ำคืนนี้มีอีกหนึ่งรักให้รอลุ้น
จะอีกนานแค่ไหนที่หัวใจของคนแอบรักจะสกัดกั้นอารมณ์และความรู้สึกอันอัดแน่นนั้นเอาไว้ได้ จะอีกนานแค่ไหนกัน...




“โอยเมื่อย...อยากหลับต่อจังเลย”

“แต่งตัว!! แล้วไปกับเราซะดีๆ น้องสาว” เจ้าของร่างบางๆ ที่เพิ่งจะงัวเงียตื่นต้องตาสว่างในบัดดล สิ่งที่รออยู่ในเช้านี้ไม่ได้สุนทรีย์ เหมือนเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวเสียหลักแทบล้มคะมำเพราะแรงฉุดของหนึ่งในเจ้าพวกวายร้าย พวกมันตามมาทันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“พี่ปอนด์ ช่วยปริมด้วย!” หันรีหันขวางก็ไม่มีวี่แววของพี่ชาย ..ไปไหนของเขานะ...

“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็อย่าขัดขืน”
“พวกนายมาจับฉันทำไม ฉันไม่ใช่ศัตรู ฉันมาหาข้อมูลวิจัยเพื่อหาทางออกให้พวกนายนะ”
“เอาตัวไป”
“ไอ้พวกบ้า!”
เผียะ!! หญิงสาวถูกตบจนหน้าชา เรือนผมสลวยสะบัดยุ่งเหยิงเพราะแรงฝ่ามือ เมื่อไหร่จะหลุดพ้นจากเรื่องร้ายๆ พวกนี้เสียทีหนอยายปริม

วูบ...

เจ้าพวกวายร้ายหันขวับตามบางสิ่งที่เคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็วทางด้านหลัง ก่อนที่หนึ่งในพวกมันจะหลับคาที่ ล้มลงไปกองกับพื้นคาตา

“เฮ้ย ใครวะ” พวกมันที่เหลืออีกสามสี่คนทำหน้าเลิกลักอย่างตื่นตระหนก ใครกัน ที่จู่โจมรวดเร็วถึงเพียงนี้ หรือว่า...

แล้วพวกมันก็โดนเข้าไปอีกคนในเวลาอันไล่เลี่ยกัน เงาตะคุ่มๆ ดำๆ เพราะยังเป็นเวลาเช้ามืดเคลื่อนเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว มีดพกที่ถูกฉกจากเหยื่อคนล่าสุดปักฉึกที่ต้นขาของเจ้าคนที่อยู่ใกล้ ก่อนปืนคู่ชีพจะถูกกระชากหลุดจากมืออันสั่นเทาไปอย่างง่ายดาย

“เฮ้ย! โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้” เจ้าคนที่ดูเหมือนจะเป็นลูกพี่เห็นท่าไม่ดีจึงหันมาใช้ไม้ตายสุดท้าย ปืนสั้นขนาด 11 มม.ถูกจ่อที่ขมับขวาของปาริมา

“ออกมา!!”

ปืนพกดำเมี่ยมในมือถูกเล็งไปยังศีรษะของเป้าหมาย คนพวกนี้เป็นเพียงชาวบ้านที่เคยใช้ปืน ไม่เกินวิสัยที่จะจัดการได้ ระยะเพียงไม่เกินสามเมตรจากที่ซ่อนหลังพุ่มไม้ปณิธานไม่เคยยิงพลาด แต่...อันตรายเกินไป มันใช้ร่างของปาริมาบังวิถีกระสุนแถมนิ้วยังแช่อยู่ในโก่งไกปืน และถ้ายิง ความพยายามของหน่วยทหารทั้งหมดทั้งสิ้นก็จะสูญเปล่า ภาคใต้ก็ยิ่งจะห่างไกลความสงบสุขออกไปทุกที

“พี่ปอนด์ช่วยปริมด้วย”

“หนึ่ง...สอง...” มันเริ่มนับถอยหลังช้าๆ หญิงสาวผู้อยู่ใต้อาณัติหลับตาปี๋อย่างลุ้นระทึก
“ผมยอมแล้ว”

“ฤทธิ์มากนักนะมึง” เปรี้ยง!!

“พี่ปอนด์!” ทันทีที่ออกจากที่ซ่อน ร่างกำยำของผู้หมวดหนุ่มก็ทรุดฮวบ มือยังกำด้ามปืนเอาไว้แน่น หัวกระสุนพุ่งทะลุขากางเกงเลือดสีแดงกระฉูดและไหลอาบชุ่มรองเท้า

“ทิ้งปืน!!”

จำต้องทิ้งปืนตามคำสั่งของมัน และจังหวะนั้นพวกที่โดนจัดการจนสลบคาที่เริ่มรู้สึกตัว พวกมันงัวเงียลุกขึ้นมาอย่างงุนงง พอๆ กับเจ้าคนที่เอาปืนจ่อขมับปาริมา



‘...พวกนี้ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเรา...’

“เอาตัวมันไป!!”



ไอรายา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 มิ.ย. 2554, 18:56:34 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 มิ.ย. 2554, 18:56:34 น.

จำนวนการเข้าชม : 1751





<< ตอนที่ 20    ตอนที่ 22 ตัวประกัน >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account