สายรุ้งพร่างพรายที่ปลายฝัน
เรื่องย่อ สายรุ้งพร่างพรายที่ปลายฝัน (บัวสุพรรณ)
มัทรีเป็นลูกสาวของ ส.ส.วันชัย ซึ่งถูกส่งไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อเมริกา หล่อนใช้ชีวิตอย่างหรูหราและฟุ่มเฟือยสมกับเป็นลูกของคนมีเงินโดยไม่สนใจเรียน หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังของพ่อตนเองเป็นนักค้ายาเสพติด จนวันหนึ่งระหว่างบินมาเยี่ยมมัทรีที่อเมริกาก็ถูกจับได้โทษฐานขนยาเสพติดมาด้วย และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือมัทรี ยกเว้นเริงฤทธิ์ ซึ่งเอื้อเฟื้อให้หล่อนย้ายเข้าไปอยู่ด้วยในอพาร์ทเมนท์ส่วนตัว แต่ข่าวก็รู้ถึงแม่ของเขาซึ่งเป็นสตรีหม้ายที่อยู่ในสังคมระดับสูง ทำให้แม่ของเขา และศรุตซึ่งเป็นอาของเขาต้องบินมาจัดการไล่มัทรีออกจากชีวิตของเริงฤทธิ์
ด้วยความสงสารและต้องการแก้ปัญหาศรุตจึงเสนอเงื่อนไขให้หญิงสาวด้วยการจ่ายค่าเรียนให้แต่มัทรีต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับเริงฤทธิ์เด็ดขาด
มัทรีย้ายไปเรียนต่ออีกเมืองหนึ่งเพื่อตัดปัญหาเรื่องเริงฤทธิ์ตามคำแนะนำของศรุต หล่อนเรียนจนจบและตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตที่อเมริกา แต่กลับกลายเป็นว่า หล่อนกลับตัดสินใจใหม่ด้วยการบินกลับมาเมืองไทยด้วยเหตุผลเพียงเพราะ หล่อนอยากอยู่ใกล้กับศรุต ซึ่งบังเอิญว่าบริษัทที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ได้ประกาศรับสมัครพอดี
ทันทีที่ศรุตพบหน้ามัทรีก็เข้าใจว่า หญิงสาวกลับมาแบล็คเมล์เขาอีกรอบเพราะเห็นว่าเขาจ่ายเงินให้หล่อนได้ง่าย ๆ ในรอบแรก มัทรีเจ็บใจที่ถูกเขาเข้าใจผิดและพูดจาเสียดสีเย้ยหยัน จึงบอกว่าหล่อนต้องการจะใช้นามสกุลของเริงฤทธิ์ให้ได้ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เพราะหล่อนรู้อยู่แก่ใจว่าเริงฤทธิ์เป็นเกย์ แต่ต้องการตอบโต้เขา และขอค่าแลกเปลี่ยนด้วยการเรียกร้องเงิน บ้าน และรถ ซึ่งศรุตก็ตกลง แต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะตัดสินใจแก้ปัญหานี้อย่างไร
มัทรีย้ายไปอยู่คอนโดที่ศรุตจัดไว้ตามคำเรียกร้อง แต่เมื่อเริงฤทธิ์กลับมาจากอเมริกา มัทรีก็ออกไปกับเขาเพราะปฏิเสธเพื่อนไม่ได้ ซึ่งทำให้ศรุตโกรธ และตัดสินใจที่จะจัดการขั้นเด็ดขาดกับหญิงสาวในที่สุด

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 4

บทที่ 4
มัทรีเดินอย่างไม่รีบร้อนออกจากสถานีรถไฟที่วอชิงตันดีซี อากาศกำลังเย็นสบายเพราะเป็นฤดูใบไม้ผลิ วิวสองข้างทางก่อนจะไปถึงร้านอาหารไทยที่หล่อนทำงานอยู่สวยงาม เห็นดอกซากุระสีชมพูอ่อน ๆ บานสะพรั่งเต็มไปหมด หล่อนนึกขอบคุณชาวญี่ปุ่นที่เอาต้นซากุระมาปลูกเป็นของขวัญให้กับชาวอเมริกันเมื่อหลายสิบปีก่อน มันทำให้เมืองทั้งเมืองของวอชิงตันดีซีสวยสุดใจในช่วงต้นเดือนเมษายนอย่างนี้ทุกปี
ปีนี้เป็นปีที่สามแล้วที่หล่อนมาทำพาร์ทไทม์เฉพาะเสาร์อาทิตย์ที่ร้านอาหารไทยในเมืองนี้ และหล่อนก็ชอบเดือนนี้ที่สุด อากาศดี เย็นกำลังสบาย ๆ ไม่หนาวจนตัวสั่นงันงก ดอกไม้สวยอย่างน่ามหัศจรรย์ โดยเฉพาะ ยามที่ซากุระพร้อมใจกันออกดอกบานจนเต็มต้น ใคร ๆ ต่างก็ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะมาเที่ยวดีซีช่วงดอกซากุระบานของที่นี่ คิดดูเถอะ สามพันต้นที่ออกดอกบานสะพรั่งเห็นเป็นสีชมพูพรึ่บพร้อม ๆ กัน แทบไม่เห็นใบแม้แต่ใบเดียว ดูเถอะมันสวยสุดใจ....สวยจนหล่อนต้องรีบออกจากเมืองที่หล่อนอยู่แต่เช้าเพื่อจะได้มีเวลาชื่นชมกับบรรยากาศรอบข้างอย่างนี้ หล่อนจะได้เดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบร้อนกว่าจะถึงเวลาทำงานที่ร้านอาหาร
บางที หล่อนอาจจะตัดสินใจอยู่ที่อเมริกานี้ตลอดไป ตอนนี้หล่อนได้ใบอณุญาติทำงานที่นี่แล้ว อีกไม่นานหล่อนก็จะมีสิทธิขอกรีนการ์ดเพื่อเป็นพลเมืองของที่นี่ ไม่มีใครรอคอยหล่อนที่เมืองไทย พ่อเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อสองปีที่แล้วโดยที่หล่อนไม่ทันได้ช่วยเหลืออะไรเลย พ่อตายอย่างกะทันหันและอนาถาสิ้นดี หล่อนไม่มีปัญญาแม้แต่จะจัดงานศพให้พ่อ เงินหล่อนไม่มีเหลือพอที่จะทำอย่างนั้นได้ ยังดีที่ทางการของที่นี่ช่วยให้พ่อมีที่อยู่สุดท้ายได้อย่างไม่ต้องอเน็จอนาถจนเกินไปนัก
หญิงสาวถอนหายใจอย่างอดนึกสังเวชชีวิตของตัวเองไม่ได้ ขึ้นสูงแล้วก็ลงต่ำได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยังโชคดีอยู่บ้างที่มีทุนเรียนต่อจนจบ ทุน...ที่เจ้าของทุนไม่ได้ให้หล่อนมาอย่างใจบุญ อย่างที่เศรษฐีใจบุญทั้งหลายเขาให้กัน แต่เป็นทุนที่ให้เพราะต้องการกำจัดหล่อนออกไปจากชีวิตของลูกหลานเขา..
นี่ถ้าเขารู้ว่า ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเป็นล้าน ๆ เพื่อกีดกันหล่อนขนาดนี้ เขาจะว่าอย่างไง คงเสียดายใจแทบขาด เพราะให้อย่างไร เริงฤทธิ์ก็ไม่มีทางร่วมหัวจมท้ายกับหล่อนไปได้ เขาแค่ช่วยเหลือในยามที่หล่อนลำบาก และอาศัยหล่อนเป็นโล่นิด ๆ หน่อย ๆ กำบังความจริงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะว่าไปแล้ว เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนมากมาย นี่ถ้าเริงฤทธิ์รู้ว่า อาของเขาต้องเสียเงินหลายล้านจ้างหล่อนให้ออกไปจากชีวิตของเขา เขาจะว่าอะไรหล่อนบ้างก็ไม่รู้
หล่อนเคยนึกอยากจะโทรไปบอกเริงฤทธิ์ว่าหล่อนไม่ลำบากอะไรแล้ว มีที่อยู่ มีที่เรียน แต่ไม่อยากผิดสัญญากับเจ้าของทุนจำเป็นของหล่อน เลยตัดสินใจไม่โทร เริงฤทธิ์จะคิดอย่างไรกับการหายตัวไปของหล่อนโดยไม่บอกไม่กล่าวก็สุดจะเดา
มัทรีอดนึกไปถึงเจ้าของทุนไม่ได้ เขาน่าจะรู้แล้วว่าหล่อนเรียนจบ แต่จะรู้หรือไม่รู้ เขาก็ทำตามคำพูดของเขาอย่างเด็ดขาด เมื่อถึงเวลาสามปีที่เขาให้หล่อนไว้พอดิบพอดี เงินค่าเทอมก็หยุดทันทีจริง ๆเหมือนที่เขาพูดไว้ เรียกว่าถ้าหล่อนสอบตกซักวิชาเดียว ก็แปลว่าหล่อนต้องหาเงินจ่ายค่าเรียนเองในวิชานั้น เพราะเขาไม่เผื่อให้หล่อนพลาดแม้แต่นิดเดียว
หล่อนไม่อยากจะว่าเขาโหดร้ายหรอก เพราะที่เขาออกค่าเรียนให้หล่อนนี่ก็เป็นบุญคุณติดตัวหล่อนไปจนตายแล้ว ยังไม่นับค่าที่พักอีก เขาเปิดบัญชีและทำบัตรกดเงินสดในชื่อของเขาแต่ให้หล่อนถือไว้ ทุกต้นเดือนหล่อนก็แค่ไปกดเงินสดออกมาเพื่อจ่ายค่าที่พักและเหลือเอาไว้สำหรับค่าอาหาร ที่เขาไม่ได้ให้หล่อนใช้อย่างฟุ่มเฟือย แค่พอกินไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น หล่อนรู้ทันว่าเขาบังคับหล่อนให้ทำงานช่วยเหลือตัวเองบ้าง เพียงแต่ไม่ต้องกระเสือกกระสนอย่างที่แล้ว ๆ มาเท่านั้น
แล้วพอถึงช่วงลงทะบียนเรียน ก็จะมีเงินก้อนใหญ่โอนเข้ามาตรงเวลาไม่ต้องให้หล่อนใจหายใจคว่ำ กลัวว่าเขาจะลืม ดูเอาเถิดเขาช่างเคร่งครัดมีวินัย และรักษาสัญญาอย่างร้ายกาจ และหลังจากหล่อนเรียนจบได้เดือนเดียว เงินค่าที่พักและค่าอาหารยังชีพก็หยุดทันทีอีกเหมือนกัน ยังดี ที่เขาให้โอกาสหล่อนตกงานได้หนึ่งเดือน เหมือนจะบอกเป็นนัย ๆ ว่า ถ้าไม่ขวนขวายเอาเองหลังจากเรียนจบ ก็จงอดตายไปเสียเถอะ
หล่อนคิดว่าถ้าเขาสามารถพูดผ่านบัตรเอทีเอ็มออกมาได้ เขาคงพูดอย่างนี้แหละ เพราะหล่อนลองไปกดดูในเดือนที่สอง ก็ปรากฏข้อความ บัญชีถูกปิดไปแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นหล่อนนึกโมโหสุดขีด ทั้งที่ตอนไปลองกดดูนั้น หล่อนตั้งว่าจะไปเช็คดูเฉย ๆ ว่ามีเงินโอนเข้ามาหรือเปล่าเท่านั้น และตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสื่อสารกับเขาผ่านทางบัญชีว่า หล่อนจะไม่ใช้เงินของเขาแล้ว ด้วยการไม่กดเงินออกมา เพราะเขาสามารถเช็คยอดเงินจากบัญชีของเขาเองได้ตลอดเวลาว่ามีการกดเงินออกจากบัญชีไปเท่าไร เหลือเท่าไร เพราะบัญชีเป็นชื่อของเขา หล่อนเพียงแต่ถือบัตรไว้เท่านั้น
แต่พอเห็นข้อความบัญชีถูกปิดแล้วเท่านั้น หล่อนกลับไปโมโหเขาเสียอีก ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะไม่ใช้เงินของเขา นึกย้อนกลับไปแล้วก็อดขำตัวเองไม่ได้ หล่อนนี่ก็บ้าบอเสียจริง เรื่องอะไรจะต้องไปโกรธเขาด้วยก็ไม่รู้ ความจริง หล่อนไม่มีสิทธิ์จะโกรธเขาด้วยซ้ำไป เท่าที่เขาปราณีให้หล่อนพิเศษอีกหนึ่งเดือนเผื่อหล่อนยังหางานทำไม่ได้ ก็นับว่าเขาดีจนไม่รู้จะว่าอย่างไงแล้ว
ทุกวันนี้หล่อนยังเก็บบัตรเอทีเอ็มใบนั้นไว้ ทั้งที่มันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แล้ว แต่เกือบทุกวันก่อนนอน หล่อนก็อดที่จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาดูไม่ได้ เพียงเพราะอยากจะเห็นชื่อในบัตร และแค่เห็น หล่อนก็รู้สึกอบอุ่นแปลก ๆอย่างไรไม่รู้ ดูดูไป หล่อนน่าจะเข้าข่ายปัญญาอ่อนไปทุกที เดี๋ยวก็โมโห เดี๋ยวก็รู้สึกแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ที่ยอมรับกับตัวเองคนเดียวก็คือ หล่อนอยากเจอเขาอีก อยากเจอแทบขาดใจ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยาก ไม่น่าเชื่อว่าหล่อนจะเป็นเอามากขนาดนี้ แค่เจอเขาไม่กี่วันเอง
มัทรีอดยิ้มขำตัวเองไม่ได้เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ อารมณ์ของหล่อนผ่องแผ้วขึ้นมาก ไม่รู้สึกอมทุกข์อมโศกเหมือนแต่ก่อน สามปีที่ออกจากเมืองนั้นมา ทำให้ความรู้สึกมีปมด้อยเรื่องพ่อค่อย ๆ จางหายไป หล่อนคิดถูกจริง ๆ ที่เชื่อเขา เมื่อเขาบอกให้หล่อนย้ายเมือง ย้ายมหาวิทยาลัย หล่อนรู้สึกดีขึ้นที่อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่มีใครรู้ประวัติของหล่อนมาก่อน จึงไม่ต้องเห็นสายตาแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างที่ต้องเห็นอยู่บ่อย ๆ เมื่อตอนยังอยู่ที่เดิม
หญิงสาวเดินคิดโน่นคิดนี่เรื่อยเปิ่อยจนมาถึงร้านอาหารที่หล่อนทำงานอยู่ พอเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นป้านา แม่บ้านที่เป็นญาติห่าง ๆ ของเจ้าของร้านกำลังถูพื้นอย่างขะมักเขม้น
หล่อนยกมือไหว้อย่างเคยชิน หล่อนมือไม้อ่อนตั้งแต่เจอวิกฤตชีวิตเมื่อสามปีก่อน ถ้าไม่เจอก็อย่าหวังว่าหล่อนจะยกมือไหว้ใคร
“สวัสดีค่ะ ป้านา”
“เอ้า มาแต่เช้า หนูมัท “ ป้านาเงยหน้ามอง “ กินอะไรมาหรือยัง “
มัทรียิ้ม ป้านาเอาใจใส่หล่อนมากกว่าพนักงานคนอื่นนิดหน่อย เพราะหล่อนไม่ได้ทำแค่ช่วยเสริฟอย่างเดียวเหมือนพนักงานคนอื่น ๆ หล่อนมักจะมาถึงร้านเช้ากว่าคนอื่น มาถึงหล่อนก็ช่วยป้านาเก็บโน่นเก็บนี่ให้เข้าที่เข้าทาง ช่วยเช็ดโต๊ะ เช็ดเคาน์เตอร์เป็นการแบ่งเบาภาระของอีกฝ่าย ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติใหม่เอี่ยมในชีวิตอีกหนึ่งอย่างที่หล่อนได้มาอีกเหมือนกัน
“วันนี้กินขนมปังปิ้งมาแล้วค่ะ” หล่อนบอกแล้วเดินเอากระเป๋าไปเก็บในล็อคเกอร์ที่เจ้าของร้านทำไว้ให้พนักงานเก็บของใช้ส่วนตัว ได้ยินป้านาบอกตามหลังมาว่า
“ป้าผัดข้าวผัดเผื่อไว้ให้ในครัว ไปกินก่อนซี จะได้ไม่หิว”
“ไม่หิวหรอกค่ะ เดี๋ยวค่อยกินตอนบ่ายทีเดียว”หญิงสาวเดินไปหยิบผ้าข้ริ้วมาซักน้ำ แล้วบิดให้แห้งอย่างชำนาญ ก่อนจะเดินกลับมาตรงโซนรับแขกที่อยู่หน้าร้าน มีโซฟาเล็ก ๆ ให้ลูกค้านั่งเล่น อ่านหนังสือพิมพ์บ้างนิตยสารบ้างที่เจ้าของร้านสั่งมาจากเมืองไทย
หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้งแบบข่าวบันเทิง แบบข่าวธุรกิจ วางระเกะระกะกันอย่างไร้ระเบียบ เพราะป้านายังทำมาไม่ถึง หญิงสาวหยิบทีละฉบับมาเรียงกันให้เรียบร้อย อดอ่านผ่าน ๆ ตาไปไม่ได้ตามปกติเหมือนที่เคยทำ พอให้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่เมืองไทย แต่ไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ หล่อนจากมานานจนไม่อยากรู้เรื่องอะไรอีก
แต่คราวนี้ไม่ใช่ เพราะขณะที่หยิบหนังสือพิมพ์ข่าวธุรกิจขึ้นมาเตรียมจะซ้อนกับฉบับที่เริ่มจัดเรียงเอาไว้บ้างแล้ว สายตาที่มองผ่าน ๆ ข่าวที่พาดหัวตัวใหญ่ ๆ ก็มีอันต้องชะงักกึก เมื่อสะดุดเข้ากับพาดหัวเล็ก ๆ ที่อยู่มุมขวาของพาดหัวใหญ่
หน้า 12 อ่านบทสัมภาษณ์อย่างจุใจ ศรุต อภิวรรณ เจ้าของธุรกิจพันล้าน
มีรูปเล็ก ๆ อยู่ในล้อมกรอบนั้นด้วย มองปราดเดียวโดยไม่ต้องมองซ้ำ ก็แน่ใจว่าเป็นเจ้าของทุนจำเป็นของหล่อนนั่นเอง หล่อนจำเขาได้ แม้จะเห็นเขาแค่สามวัน และผ่านมาแล้วตั้งสามปี
มือของหล่อนสั่นอย่างตื่นเต้น พอ ๆกับหัวใจที่เต้นผิดปกติขึ้นมาทันทีทันควัน หญิงสาวรีบพลิกไปหน้าสิบสองแทบจะไม่หายใจหายคอ
ที่หน้าสิบสอง ภาพเล็ก ๆ ถูกขยายจนเป็นหนึ่งในสี่ของหน้าใหญ่ ภาพชายหนุ่มบุคลิกภูมิฐานในชุดสูทสีเข้มที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้ตาของหล่อนพร่าไปชั่วขณะ รู้สึกถึงความคิดถึงที่ล้นปรี่ขึ้นมาจนเต็มหัวใจ เมื่อตอนกำลังเดินมาที่ร้าน หล่อนยังนึกถึงเขาอยู่เลย ใครจะนึกว่าอยู่ ๆ ก็จะมาได้เห็นข่าวคราวของเขา แม้จะแค่ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็ตามที แต่หล่อนก็ยังตื่นเต้นดีใจจนบอกไม่ถูก
“ป้านาจ๋า ป้านา “ หล่อนร้องเรียกแม่บ้านที่กำลังถูพื้นอยู่ใกล้ ๆ “หนูขอหนังสือพิมพ์ฉบับนี้กลับบ้านได้ไหมคะ” หล่อนรู้ว่าป้านามีอำนาจในการดูแลทรัพย์สมบัติเหล่านี้ของเจ้าของร้านมากกว่าตัวเจ้าของร้านเสียอีก คนที่เก็บของเก่า ของเหลือ ของไม่ใช้ขายก็คือป้านานั่นเอง หาใช่เจ้าของร้านไม่
หล่อนชูหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นให้อีกฝ่ายดู
ป้านาเหลียวมาดูนิดหนึ่งแล้วพยักหน้าอย่างไม่สนใจ
“เอาไปเถอะ เก่าแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ของใหม่ก็เข้าแล้ว”
มัทรีรีบหยิบไปเก็บไว้ในล็อคเกอร์ตัวเองอย่างไม่รอช้าเหมือนกลัวป้านาจะเปลี่ยนใจ ก่อนจะรีบกลับมาขมีขมันจัดเรียงกองที่เหลือเข้าชั้น แล้วรีบทำความสะอาดโต๊ะรับแขก และบริเวณเคาน์เตอร์ด้านหน้าอย่างคล่องแคล่ว
วันนั้นทั้งวัน มัทรีรู้สึกว่าเวลามันช่างเดินช้าเหลือเกิน หล่อนเร่งเวลาให้เดินเร็ว ๆ อยากจะให้ถึงช่วงเย็น เพื่อหล่อนจะได้รีบขึ้นรถไฟกลับบ้านไปอ่านเรื่องของเจ้าของทุนจำเป็นของหล่อน นี่นับเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่หล่อนเห็นข่าวคราวของเขา ช่างบังเอิญอะไรอย่างเหลือเชื่อเช่นนั้น
หญิงสาวปฏิเสธไม่ขอกินข้าวเย็นก่อนกลับ แต่ขอห่อกลับแทน ป้านาก็ใจดีเหมือนเคย ตักข้าวราดหน้าหมูทอดกระทียมให้จนพูนกล่อง บอกเป็นเชิงสำทับว่า
“กินให้หมด ๆ นะ อย่าเอาไปทิ้ง ผอมจนจะปลิวได้อยู่แล้ว”
“แหม หุ่นแบบนี้กำลังฮิตนะคะ ป้านา” หล่อนบอกยิ้ม ๆ แล้วรีบยกมือไหว้ก่อนจะรับถุงข้าวกล่องนั้นมา วันนี้หล่อนรู้สึกมีความสุข...ที่ดูเหมือนว่าจะมากกว่าทุกวันในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา ดูเถอะ หล่อนบ้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ แค่เห็นรูปของเขาเท่านั้น ยังเป็นไปได้
หล่อนเดินจ้ำไปที่สถานีรถไฟ กอดหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นแน่นหนา ราวกับเป็นของล้ำค่าที่กลัวใครจะมาหยิบฉวยไปจากตัวหล่อน อดเปิดแง้มดูเป็นพัก ๆ ไม่ได้ระหว่างนั่งอยู่ในรถระหว่างทางกลับบ้าน แล้วก็นึกขำความเห่อของตัวเอง ที่ทำเหมือนกับเด็กได้รับของเล่นชิ้นใหม่ไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อกลับมาถึงอพาร์ทเมนท์ที่หล่อนเพิ่งย้ายจากหอพักของมหาวิทยาลัยมาอยู่หลังจากเรียนจบ หล่อนก็วางข้าวของทั้งหมดลงบนโต๊ะก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไปที่โซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่หน้าทีวี ข้าวกล่องถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่แยแส หล่อนขอทำในสิ่งที่นึกอยากทำอย่างที่สุดตลอดเวลาแปดชั่วโมงที่ผ่านมาก่อนเถอะ อย่างอื่นแล้วค่อยว่ากัน
ข้อความเต็มหน้ากระดาษนั้นถูกหล่อนอ่านอย่างลวก ๆ อย่างกระหายที่จะรับรู้เรื่องราวไปรอบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเริ่มต้นอ่านอย่างช้า ๆ ในรอบที่สอง เมื่ออ่านไปคิดตามคำพูดของผู้ให้สัมภาษณ์ไป หล่อนก็ต้องยอมรับว่า เจ้าของทุนของหล่อนเป็นคนเก่งจริง ๆ
ไม่ต้องประหลาดใจเลยที่ ทำไม เขาถึงสามารถเขี่ยหล่อนกระเด็นออกจากชีวิตของหลานชายเขาได้ภายในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ แม้จะใช้เงินมากเกินไปสักนิด แต่ก็ไม่กระเทือนขนหน้าแข้งสำหรับเศรษฐีอย่างเขา
แค่กระตุ้นให้หล่อนเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเขาก็มองเห็นทางแก้ปัญหาได้ทะลุปรุโปร่ง ผูกมัดหล่อนเบ็ดเสร็จเรียบร้อยให้ทำตามสัญญา และวางเงื่อนไขกีดกันไม่ให้หล่อนหักหลังเขาได้ง่าย ๆ อย่างน่านับถือในความสามารถของเขาเสียจริง ๆ หล่อนเดาไม่ได้ว่าเขาวางแผนมาก่อนล่วงหน้าหรือเปล่า แต่จะวางหรือไม่วางก็ไม่แตกต่างอะไร เพราะผลลัพธ์ไม่ได้แตกต่าง
เพียงแต่...เขาได้วางแผนไว้รับมือหล่อนต่อไปหรือเปล่า ถ้าเกิดกรณีหล่อนวกกลับไปติดต่อกับเริงฤทธิ์อีก โดยไม่แคร์ว่าเขาจะมาควบคุมอะไรหล่อนได้อีก เพราะตอนนี้หล่อนเรียนจบแล้ว แถมมีงานทำโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินของเขาอีกต่อไป เขาจะขัดขวางอะไรหล่อนได้อีก
นึก ๆ ก็น่าลองดู อยากรู้นักว่าเขาจะทำอย่างไร ถ้ามีข่าวว่าหล่อนเข้าไปพัวพันกับเริงฤทธิ์อีก เขาจะหาอะไรมาเป็นเงื่อนไขต่อรองเขี่ยหล่อนให้กระเด็นออกไปจากชีวิตของเริงฤทธิ์อีกครั้ง
ก็คงเงินอีกตามเคย หญิงสาวย่นจมูกให้กับรูปภาพตรงหน้า เพียงแต่ในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง
ในที่สุด หล่อนก็สรุปกับตัวเอง เงินเป็นเครื่องมือต่อรองที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในโลกนี้ และมักจะสำเร็จเสียด้วย มันอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในโลกก็จริง แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่จะขาดมันไม่ได้ ที่เกิดปัญหาบ้าบอขึ้นมาในโลกนี้ ก็เกือบจะเป็นเพราะเงินแทบทั้งนั้น ไม่ยกเว้น แม้กระทั่งตัวหล่อนเอง ไม่ใช่เพราะเงินหรอกหรือที่โยนชีวิตของหล่อนให้กระเด้งขึ้นกระเด้งลงราวกับลูกฟุตบอลอย่างนี้
มัทรีเดินไปหยิบกรรไกรที่อยู่บนโต๊ะมาบรรจงตัดรูปของเขาออกมา ขนาดของมันกำลังดีที่จะใส่กรอบแล้วตั้งไว้บนโต๊ะเล็ก ๆ ข้างเตียง ต่อไปนี้ หล่อนไม่ต้องนั่งดูบัตรเอทีเอ็มที่มีชื่อ ศรุต อภิวรรณ ก่อนนอนแล้ว ในเมื่อ หล่อนมีรูปเขาชัด ๆ แทน ดีกว่าชื่อบนบัตรเอทีเอ็มไม่รู้ว่ากี่เท่า
พรุ่งนี้หล่อนจะไปหาซื้อกรอบมาใส่ เป็นของฟุ่มเฟือยชิ้นแรกที่หล่อนต็มใจจะซื้อหามาเป็นสมบัติส่วนตัว เพราะนับแต่เกิดวิกฤติอันเลวร้ายเป็นต้นมา หล่อนกระเบียดกระเสียนกับการใช้จ่ายเงินจนไม่เคยเลยที่จะซื้อของอันใดที่ไม่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตให้กับตัวเอง
หญิงสาวอ่านชื่อบริษัทที่เขาเป็นเจ้าของอีกครั้ง ทั้งที่ไม่จำเป็นนัก เพราะมันถูกเมมโมรี่เข้าไปในสมองตั้งแต่เริ่มรู้จักเขาแล้ว แต่การอ่านครั้งนี้มันมีความหมายพิเศษ หล่อนคิดว่า หล่อนอาจจะเปลี่ยนใจอะไรบางอย่าง
เมื่อเช้า ตอนที่เดินชมนกชมไม้อย่างเรื่อยเปื่อยก่อนจะไปถึงร้านอาหารที่ดีซี หล่อนยังคิดว่าจะปักหลักอยู่ที่อเมริกานี่อยู่เลย ยังคิดขอกรีนการ์ดเพื่อจะได้เป็นซิติเซ็นของที่นี่ด้วยซ้ำไป เพราะหล่อนรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก ไม่มีที่ไหนที่เรียกได้ว่าบ้านเลย บ้านที่หล่อนเคยอยู่ที่เมืองไทย ป่านนี้จะโดนยึดไปเป็นของใครแล้วหล่อนก็สุดจะเดาได้ เมืองไทยไม่ได้มีความหมายมากมายกับหล่อน แม้จะเป็นบ้านเกิด เพราะหล่อนไม่รู้จะกลับไปอยู่ที่ไหน และกลับไปหาใคร
แต่แล้ว..แค่ได้เห็นหน้าของเขาในหนังสือพิมพ์ แค่ได้เห็นหน้าเท่านั้น ทำไม หล่อนถึงนึกอยากกลับเมืองไทยขึ้นมากระทันหันไปได้ เออ หล่อนนี่ถ้าจะบ้าไปเสียแล้ว
มัทรีพับกระดาษหนังสือพิมพ์หน้านั้นอย่างใจลอย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าที่สุด แต่หล่อนก็ไม่อาจปัดมันให้หลุดพ้นไปได้ ตรงกันข้าม ความรู้สึกอยากกลับเมืองไทยที่แทบไม่เคยอยู่ในสมองมาก่อนนับแต่เกิดเรื่องวิกฤติในชีวิตเป็นต้นมากลับผุดขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่าแทบจะไม่มีความลังเลอะไรอีกเลย
ถ้าหล่อนคิดจะกลับเมืองไทยจริง ๆ มัทรีคิดขณะยังคงมองหนังสือพิมพ์ฉบับต้นเหตุที่ทำให้หล่อนเปลี่ยนใจ หล่อนต้องหางานทำให้ได้ก่อน การกลับไปโดยคิดไปตายเอาดาบหน้าดูจะเสี่ยงมากไปสักหน่อย เพราะหล่อนอาจได้ตายจริง ๆ ตามคำพูดนั้นก็ได้
ก่อนอื่นใด หล่อนต้องทำงานเก็บเงินให้ได้ซักก้อนหนึ่งเป็นค่าตั๋วเครืองบิน อย่างที่สองก็คือ เป็นค่ากินค่าอยู่สำรองไว้สักสามเดือนเป็นอย่างน้อย หล่อนจะเสี่ยงอย่างบ้าบิ่นไม่ได้เด็ดขาด
ประสบการณ์อันเลวร้ายครั้งเดียวก็น่าจะเกินพอ หล่อนต้องรอบคอบให้มากที่สุดก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป แม้ครั้งนี้ หล่อนจะทำเพราะ.. เพราะอะไร มัทรีถามตัวเองแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อตอบตัวเองต่อไปว่า น่าจะเพราะหัวใจเรียกร้องล่ะมั้ง แต่ถึงจะตัดสินใจด้วยหัวใจ หากหล่อนจะปล่อยชีวิตไปตามเสียงของหัวใจอย่างเดียวได้อย่างไร
เป็นไปไม่ได้ หล่อนจะปล่อยให้ชีวิตลอยละล่องไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจไม่ได้เด็ดขาด
มัทรีบอกตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า



บัวสุพรรณ
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 22 ก.ค. 2556, 14:06:18 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 ก.ค. 2556, 14:06:18 น.

จำนวนการเข้าชม : 729





<< บทที่ 3   บทที่ 5 >>
nateetip 23 ก.ค. 2556, 07:14:47 น.
ติดตามอยู่นะคะ..^.^


บัวสุพรรณ 23 ก.ค. 2556, 10:18:00 น.
ขอบคุณมากนะคะ ที่ตามอ่าน


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account